| ก่อน
ลำเซิน จะเป็นเพียงที่ตากอากาศ
โครงการเสริมสิทธิชุมชนฟื้นฟูระบบนิเวศน์
ต้นน้ำห้วยตาดฟ้าโดยโครงการจัดการทรัพยากรต้นน้ำเซิน
เล่าเรื่องราว ความขัดแย้งของการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่มีสาเหตุหลักมาจากการผูกขาดกฎหมาย
นโยบายรวมศูนย์การจัดการโดยรัฐ ไม่ยอมรับสิทธิภูมิปัญญาของชุมชนไทบ้าน
ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจ จัดการปัญหาความขัดแย้งโดยละเลยข้อเท็จจริงของพื้นที่
หรือกฎหมายมีลักษณะเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ต่อหน่วยงานที่มีพลังทางเศรษฐกิจ
กลับเป็นการเอื้อให้กลุ่มทุนกลุ่มหนึ่งเข้าถึงการใช้ประโยชน์ในพื้นป่าได้มากกว่าไทบ้าน
ส่งผลกระทบกับชุมชนโดยประกาศเขตป่าทับพื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย
และอพยพไทบ้านจากถิ่นฐานเดิมและนำพื้นที่ป่าให้เอกชนเช่าปลูกพืชเศรษฐกิจ
พื้นที่ต้นน้ำเซิน ถูกประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติน้ำหนาวเมื่อปี
พ.ศ. 2508 จากนั้นประกาศเขตพื้นที่อนุรักษ์เพิ่มเติม การดำเนินโครงการพัฒนาของรัฐมุ่งไปในทิศทางการส่งเสริมเศรษฐกิจกระแสหลักทำให้ระบบนิเวศน์พื้นที่ต้นน้ำเสื่อมโทรมลง
ด้วยเหตุดังกล่าวองค์กรชาวบ้านในพื้นที่ ต.โคกมน อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์
และชาวบ้านตาดฟ้า ดงสะคร่าน ต.วังสวาป อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น
รวมตัวกันเข้าจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
คณะกรรมการอนุรักษ์ต้นน้ำเซิน
เป็นการร่วมมือกันระหว่าง ไทบ้านและคนทำงานพัฒนาที่พยายามแสดงให้เห็นว่า
ไทบ้านมีการจัดการ ดูแลและใช้พื้นที่ต้นน้ำมาแล้ว นับร้อยปี
การทำงานทั้งปลูกต้นไม้ ดักตะกอนตลอดลำน้ำ เฝ้าระวังไฟป่า จนต่อมามีกลุ่มนายทุนเข้ามาทำรีสอร์ท
จุดนี้เป็นจุดละเอียดอ่อน ที่ต้องระมัดระวัง เพราะไทบ้านเขาจัดสรรพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่ทำกิน
พื้นที่อนุรักษ์และใช้สอยแต่พวกนี้จะไม่เชื่อ หากสังเกตุดูดีดี
การเข้าใช้พื้นที่ป่าระหว่างเจ้าของรีสอร์ทและไทบ้านจะต่างกันมาก
ไทบ้านเข้าไปทำมาหากินโดยการแผ้วถางเพื่อปลูกพืชและมีการรักษาสภาพเพื่อให้ทำมาหากินได้ในระยะยาวรักษาป่าให้อยู่ในสภาพธรรมชาติเดิมแต่เจ้าของรีสอร์ทจะบุกเบิกเสียเตียนโล่ง
ปัญหาจริง ๆ เป็นเรื่องการประกาศพื้นที่อุทยานเพิ่มเติมต้องเรียกร้องรวมตัวกันเพื่อหาจุดตรงกลาง
ขณะไทบ้านพยายามสร้างความร่วมมือแต่หน่วยราชการกลับใช้มาตรการการจัดการขั้นเด็ดขาด
ด้วยการจับกุมและย้ายคนออกจากเขตป่า ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า อยู่ในพื้นที่ที่ล่อแหลมต่อระบบนิเวศ
ซึ่งน่าสังเกตุได้ว่า พื้นที่ที่ล่อแหลมต่อระบบนิเวศมีลักษณะหรือขอบเขตเพียงไหน
ความลาดชันของพื้นที่หรือเปล่า
อุทยานเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ แต่ไทบ้านอยู่มาก่อนเป็นร้อย
ๆ ปี 3-4 รุ่นมาแล้ว ตอนนั้นคนอาจจะน้อยเมื่อคนเพิ่มรัฐจึงมองว่าเป็นปัญหาการถือครอง
ไป ๆ มากลายเป็นว่าที่อยู่อาศัยเดิมของไทบ้านอยู่ในเขตอุทยาน
ยิ่งประกาศพื้นที่ต้นน้ำเพิ่มไทบ้านต้องย้ายออกนับร้อยชุมชน
เฉพาะ 2 ตำบล น้ำหนาวกับโคกมน นี่เจอหนักมีการเพิกถอนสิทธิกันนับร้อยครัวเรือน
เดือนที่ผ่านมา เดือนกุมภาพันธ์ ป่าไม้มาคุยทำความเข้าใจเรื่องการอพยพโยกย้าย
ไทบ้านบอกว่าจะย้ายก็ได้แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำมาหาเลี้ยงชีพ
ไทบ้านไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลย อยู่ ๆ มาประกาศปักหลักเป็นเขตป่าสงวน
เป็นเขตลุ่มน้ำชั้นหนึ่งเอ เรียกว่า โครงการอุทยานนำร่องภูผาม่าน
คือ สถานการณ์ตอนนี้มีด้วยกันสองส่วน กลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มทุนที่สัมปทานป่าสร้างรีสอร์ทและไทบ้านที่เป็นลูกจ้าง
ปัญหาไม่ได้เกิดจากไทบ้าน แต่เกิดคนจากถิ่นอื่นที่ย้ายเข้ามาลงทุนเป็นส่วนสร้างปัญหามากกว่า
ไทบ้าน
ทุกคนยืนยันได้ว่า การเข้าไปใช้สอยป่าไม้ในบริเวณแนวเขตอุทยานเป็นการหาอาหารประทังชีวิต
ไม่ใช่การทำลาย ไทบ้านจะต้องยืนยันและพิสูจน์เรื่องนี้ หน่วยราชการกำหนดว่า
เข้าไปได้แต่ต้องไม่มีอะไรติดมือกลับมาเหลือไว้เพียงแค่ความทรงจำเท่านั้น
นี่เป็นการอยู่กับป่าที่ยั่งยืนหรือเปล่า
พื้นที่บริเวณนี้ อยู่ภายใต้แผนงานนโยบายการท่องเที่ยวจังหวัด
ถนนที่ตัดผ่านจะขึ้นสู่ภูกระดึงทำให้เกิดการกว้านซื้อเพื่อเก็งการลงทุนจนที่ดินหลุดมือ
กลายเป็นว่ากลุ่มรับประโยชน์จากนโยบายตัวนี้ คือ กลุ่มนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่มีกำลังในการต่อรองซื้อขาย
หากพูดถึงปัญหาในพื้นที่ อ.น้ำหนาว ปัญหาการซ้อนทับกันของ เขตป่าสงวน
อุทยานน้ำหนาวและเขตอุทยานภูผาม่านกลายเป็นปัญหาสิทธิการถือครองพื้นที่
จากเดิมที่เคยทำมาหากินกับป่าทำให้ถูกบีบรัด ระหว่างปี 2534-35
โครงการนำร่องอนุรักษ์สามลุ่มน้ำ ลุ่มน้ำแม่แตง เซิน และคลองยัน
การรักษาทรัพยากรพื้นที่สูงสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมแก่ไทบ้าน
ทำงานเป็นภาคีความร่วมมือ ระหว่างรัฐ เอ็นจีโอ และองค์กรชาวบ้าน
เพื่อเป็นต้นแบบในการประกาศพื้นที่ลุ่มน้ำทั่วประเทศ ภายใต้รูปแบบการทำงานของรัฐที่ไม่ได้เป็นการสร้างส่วนร่วมกับองค์กรประชาชนอย่างแท้จริง
คล้ายกับว่ารัฐวางแผนให้ชาวบ้านกระทำแต่ไม่ได้มีการปฏิบัติการจริง
ถือว่าเป็นความล้มเหลวที่รัฐต้องทบทวน
อรนุช
ผลภิญโญ โครงการต้นน้ำเซิน เล่าถึงโครงการว่า เป็นการเข้าจัดสรรทรัพยากรชุมชนในลักษณะที่ยั่งยืน
มีพื้นที่ทำงานใน อ.น้ำหนาวมีบ้านโคกมนเป็นแกนหลัก ภายใต้กรอบโครงการนำร่องลุ่มน้ำตัวอย่างร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ
ระหว่างรอยต่อชุมชนที่ตั้งอยู่รอบ ๆ ลุ่มน้ำ ซึ่งในส่วนคณะกรรมการห้วยตาดฟ้าจะเป็นหนึ่งในการทำงานการจัดการทรัพยากรผ่านรูปแบบการจัดการดูแลรักษา
ดินน้ำป่า ปรับเปลี่ยนการผลิตจากพืชเชิงเดี่ยวเป็นการปลูกพืชผสมผสาน
ทั้งไม้ผลและพืชสมุนไพร ย้ำจุดยืนที่ว่าไทบ้านอยู่กับป่าได้
ส่วนปัญหาหลักของพื้นที่เป็นเรื่องการประกาศพื้นที่เขตสงวนเพิ่มเติม
รุกไล่ไทบ้านเดิมออกมาจากที่ทำกินเดิมในสามเขตติดต่อกัน คือ
ภูผาม่าน ภูกระดึงและอุทยานน้ำหนาว ไทบ้านที่ถูกรุกไล่ล่าสุด
กว่า 20 ครอบครัว ดงสะคร่านและโคกมนเป็นลำดับต่อมา ด้วยเหตุผลที่ว่า
พื้นที่ตรงนี้อยู่ในส่วนอุทยานและมีการเตรียมการประกาศเพิ่มในส่วนภูฮีและหนองตาด
ฮ้อง การประกาศเพิ่มเติมจุดนี้จะทำให้บ้านไร่ใต้ได้รับผลกระทบในลำดับต่อมา
พื้นที่น้ำหนาวมีจุดลักลั่นอยู่บางอย่าง คือว่า
เมื่อเริ่มประกาศอำเภอน้ำหนาวหน่วยงานราชการของรัฐหลายหน่วยงานอยู่ในเขตอุทยาน
หมายความว่า หากจะโยกย้ายคนออกจากพื้นที่ต้องโยกย้ายทั้งหมด
นอกจากนั้นการประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองตามกฏหมายปรากฏว่านายทุนเข้าครอบครองเกิดปัญหาการเปลี่ยนมือที่ดินเป็นผลจากนโยบายการปลูกขิงและข้าวโพด
เน้นการส่งออกเพียงอย่างเดียว .. กลายเป็นปัญหาหนี้สิน อีกอย่าง
คือนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวทำให้เกิดการเก็งการลงทุนจากคนถิ่นอื่นมาก
รุกล้ำ เข้ามาซื้อและกั้นแนวเขตทำให้วิถีเดิมที่อาศัยอยู่มาหากินกับป่ากลายเป็นการเน้นการลงทุนมากขึ้น
ซึ่งส่วนหนึ่งนโยบายการท่องเที่ยวได้รับการบอกผ่านหน่วยงานรัฐมาว่า
เศรษฐกิจของชุมชนไทบ้านจะดีขึ้นทั้งที่ดีที่สุด ไทบ้านจะเป็นเพียงลูกหาบพานักท่องเที่ยวขึ้นภูกระดึงและปลูกไม้ผลเมืองหนาวให้นักท่องเที่ยวเข้าชม

เรากำลังเริ่มต้นที่จะให้ไทบ้านเห็นความสำคัญของทรัพยากดินน้ำป่า
โดยหลัก เอ็นจีโอ ในพื้นที่มีสองโครงการ คือ โครงการอนุรักษ์ลำน้ำพองและโครงการจัดการต้นน้ำเซิน
ให้ไทบ้านมองเห็นปัญหาเรียนรู้ว่า หากสถานภาพการถือครองที่ดินเปลี่ยนมือไป
จะเป็นอย่างไร วิถีดั้งเดิมมีหมู่บ้าน หมู่บ้านดั้งเดิมจะอยู่ไม่ได้
มองป่าดินน้ำเป็นสินค้ามากขึ้น ตอนนี้สิ่งที่จำเป็นต้องทำให้ได้
คือ สถานะภาพของชาวบ้านที่จะทำอย่างไรให้อยู่ได้ ต้องสร้างความมั่นคงระหว่างไทบ้านลุ่มน้ำเซิน
ในเขตรอยต่อ ชัยภูมิ ขอนแก่นและเพชรบูรณ์
สภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงกรอบคิดและแนวนโยบายการพัฒนาประเทศที่มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการหยิบฉวยเอาจากทรัพยากรธรรมชาติ
อย่างแยกไม่ออก เป็นการมองความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรธรรมชาติและการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ
นโยบายการจัดการทรัพยากรดินน้ำป่า กลายเป็นจุดขัดแย้งระหว่าง
รัฐ นายทุนและไทบ้านในแง่ของสิทธิการจัดการ อย่างยืนยันได้ว่า
ทรัพยากรดินน้ำป่า ไม่ใช่ สินค้าที่มีไว้เพื่อ ขาย หากเป็นส่วนหนึ่งของจารีตที่ผูกพันกับ
คน มาแต่รุ่นปู่ย่า นั่นเทียว
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
26 มีนาคม 2547 |