แนวทางแก้ไข ทะเลสาบสงขลา กับวันนี้ที่ ถูกลืม

จำได้เมื่อครั้งเข้าร่วมงานเสวนาที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ ปลายปี 2547 เกี่ยวกับลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาซึ่งมีกระแสออกมาคึกคักมาก ในช่วงปีสองปี ปลายรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากเข้าใจว่าเป้าหมายหนึ่ง คือ ต้องการฟื้นฟูความวิกฤติของทะเลสาบสงขลาที่กำลังเข้าสู่ความเสื่อมโทรมอย่างหนักแต่อีกเป้าหมายหนึ่งคงหนีไม่พ้นเรื่องการเมือง

ประหนึ่งหญิงสาว เมื่อหมดความพิศมัยก็ถูกลืม ถูกทิ้งขว้าง แม้ว่าข้อเสนอที่นักวิชาการพยายามจะศึกษาออกมานั้นล้วนน่าสนใจและสมควรต้องติดตาม นำเสนอความคืบหน้า โดยเฉพาะกระบวนการนำประชาชนมามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา และรัฐบาลต้องตั้งใจพร้อมทั้งเอาจริงเอาจังกับระบบผลประโยชน์ที่ครอบครำไว้เหนือทะเลสงขลาเสียที ซึ่งยืดเยื้อและไร้ทิศทาง ทั้งๆ ที่งานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับทะเลสาบสงขลานั้นมีมากถึง 644 ฉบับ และนับย้อนลงไปได้ถึง 25 ปี ที่เริ่มมีการศึกษาวิจัยหาทางแก้ปัญหา

รศ.ดร.ประเสริฐ ชิตพงษ์ นักวิชาการเสนอว่า “เราต้องแก้ไขตั้งแแต่ต้นน้ำไปจนถึงทะเล มีที่ดินลาดเอียง มีลุ่มน้ำมากมาย มีผู้คนพึ่งพาอาศัยกว่า 1.5 ล้านคน และมีเมืองใหญ่ๆ ล้อมรอบทะเลสาบหลายเมือง ที่ใกล้ที่สุดคือเมืองสงขลา รองลงมาคือเมืองหาดใหญ่ นอกนั้นก็มีอำเภอต่างๆ ตลอดจน จังหวัดพัทลุง ซึ่งล้วนแต่ปล่อยน้ำเสียลงทะเลสาบ ในภาคอุตาหกรรมก็ปล่อยของเสียลงทะเลสาบ ชุมชนสองฝั่งคลอง และรอบทะเลสาบตั้งแต่นครศรีธรรมราช พัทลุงมาถึงสงขลาก็ปล่อยสงทะเลสาบ เมื่อประมวลเป็นภาพรวมแล้วแยกไม่ออกระหว่างคน ธรรมชาติ เศรษฐกิจ

แต่ประเด็นที่สนใจ ที่เป็นแนวทางการแก้ปัญหา คือ อยากให้ชุมชนมีส่วนร่วม ทั้ง 3 จังหวัด เพิ่มเครือข่ายการดูแลและสร้างให้เข้มแข็ง ในด้านเศรษฐกิจ เน้นความเชื่อมโยงกลมกลืนกับภาวะสังคมในพื้นที่นั้น เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเสริมฐานเศรษฐกิจคนในพื้นที่อีกส่วนหนึ่ง และส่งเสริมด้านอื่นๆ ด้วย
ในด้าน นโยบายการเมือง ให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีกองทุนฟื้นฟูทะเลสาบ ไม่เอาปัญหาไปเป็นแค่ฐานการเมือง และให้มีสถาบันพัฒนาทะเลสาบขึ้น
ในด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำ ทรัพยากรที่มีเพียงพอสำหรับบริโภคในพื้นที่ ดังนั้นการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจต้องสอดคล้องและเหมาะสม”

นฤทธิ์ ดวงสุวรรณ นักวิจัยและนักพัฒนาเอกชนนั้นเสนอว่าการวางนโยบายควรทำให้สอดคล้องและเข้าใจตรงกันระหว่างรัฐกับประชาชน “ปัญหาที่สำคัญ คือ ปัญหาในเชิงนโยบาย ว่าจะมีนโยบายแก้อย่างไร โดยเฉพาะการอธิบายคำว่าปัญหา ความหมายของชาวบ้านมันไม่ได้เหมือนอย่างที่นักวิชาการอธิบาย มันเลยสื่อสารกันไม่ได้ว่า มันเป็นปัญหา หรือไม่ อย่างไร เช่น ชาวบ้านบอกว่า “การปิดทางน้ำมันทำให้จับปลาได้น้อยลง” แต่นักวิชาการชี้แจงว่า “น้ำไหลเท่าเดิม ปลาเท่าเดิม” หรือ ชาวบ้านแจ้งว่า “น้ำตื้น คูคลองตัน ให้เปิดเขื่อนที่ปิดกั้นทั้งหมด และขุดลอกทะเลสาบใหม่” นักวิชาการก็ตอบว่า “ไม่ได้จะมีผลกระทบกับระบบนิเวศมาก” นี่คือตัวอย่างว่ามันสื่อสารไม่ได้

อีกปัญหาหนึ่ง คือ หน่วยงานรัฐแยกงานกันทำ ชาวบ้านเดือดร้อนก็ไม่รู้จะไปหาใคร ที่ไหนได้ พอชาวบ้านเอาน้ำไปให้นักวิชาการในมหาวิทยาลัยตรวจก็คิดค่าตรวจ เช่นตรวจดูสารพิษแต่ละตัวก็คิดตัวละ 300 บาท ชาวบ้านไม่มีเงิน ทำให้มองเห็นว่าไม่มีนักวิชาการที่ไหนมาอยู่ข้างชาวบ้านเลยส่วนปัญหาเรื่องท่าเรือน้ำลึก ที่ก่อผลกระทบก็กล่าวหาชาวบ้านว่าไม่มีข้อมูล พูดจาด้วยความรู้สึกปัญหาเรื่องหาการแย่งชิงน้ำ ระหว่างนาข้าว กับนากุ้งก็รุนแรงขึ้นทุกวัน อย่างการจัดการป่าต้นน้ำ ชาวบ้านในเขตป่าต้นน้ำก็มีปัญหามาก ดังนั้น แนวทางการแก้ปัญหามันจึงต้องมีชุดความรู้จริงๆ เข้ามาจัดการ แต่ละพื้นที่ แต่ละปัญหา รอขั้นตอนจากราชการเข้ามาแก้ปัญหา ก็ยุ่งยาก ที่สำคัญ ชุมชนบางกลุ่ม บางชุมชนไปไกลกว่านักวิชาการมากแล้ว น่าจะมีเวทีคุยและรวบรวมความรู้”

จรูญ หยูทอง นักวิชการจากสถาบันทักษิณคดี ซึ่งเป็นลูกทะเสสาบสงขลาย้ำว่า
“ปัญหาทะเลสาบมันเป็นโจทย์ของสังคมไทย จริงๆ นักวิชาการก็ลูกชาวบ้าน ปัญหา คือ ทำไมมันเรียนจบมันคุยกับพ่อแม่ไม่รู้เรื่อง ในอดีตทะเลสาบสงขลาเป็นแหล่งผลิตความรู้ให้กับสังคมไทยมาแต่โบราณ พุทธศาสนา ศิลปิน โนราห์ หนังตะลุง ก็เกิดขึ้นที่นี่ทั้งนั้น โจทย์ที่นั่น ศักยภาพตรงนั้นมันสูญหายไปตอนไหน

ผมคิดว่ามันเริ่มตั้งแต่ 2504 คือ จุดเปลี่ยนของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เรื่องราวของทะเลสาบแต่เดิมมีพระ มีผี มีพิธีกรรม ความเชื่อ ปัจจุบันเราไม่มีองค์ความรู้เรื่องเหล่านี้ ฉะนั้น ทำอย่างไรให้สถาบันวิชาการมันเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตชาวบ้าน ไม่ปิดกั้นความรู้ของชาวบ้าน รู้ไหมไทยคดีศึกษาของผมก็มีวิจัยเกี่ยวกับทะเลสาบอีก 200-300 ฉบับ ทำให้เห็นว่า สังคมมันแยกความรู้ออกจากวิถีดำเนินชีวิต มันแยกวัฒนธรรมออกจากความรู้ นักวิชาการมองชาวบ้านว่า งมงายโง่ มันเลยไม่เข้าใจกัน ความรู้ที่นักวิชาการมี กับความรู้ที่ชาวบ้านมีมันคนละเรื่องกัน ทั้ง ๆ ที่ความรู้ชาวบ้านมันคือความจริง มันมีวิถีปฏิบัติที่เขาเรียนรู้เอาของเขา “ ส่วนชาวบ้านก็มองว่า นักวิชาการนั้นรู้ไม่จริง” ปัญหา คือ ข้อมูลที่เขาเอามาเอามาจากชิคาโก้ อเมริกา มันไม่ใช่ข้อมูลทะเลสาบสงขลา ดังนั้น นักวิชาการต้องเอาความรู้จากวิถีชาวบ้านมาเป็นรากฐาน แล้วเอาศาสตร์ตะวันตกเสริม ทำให้มันน่าเชื่อถือ มันอธิบายได้แค่นั้น”

ณรงค์ บุญสวยขวัญ นักวิชาการลุ่มน้ำปกาพนังสรุปวิจารณ์เปรียบเทียบว่า “ สาเหตุที่มาจากปัญหาคู่ขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับรัฐนั้นไม่พอแล้ว ปัจจุบันมันมีมากกว่ารัฐ ประชาชนมีบทบาทมากขึ้น ภาค NGOs นักวิชาการมีบทบาทมากขึ้น ในอดีตใช้อำนาจอย่างเดียว ผ่านกลไกรัฐ มันล้มเหลวตลอดมา การใช้ความรู้ที่เป็นเพียงวาทกรรมต้องลดลงไป มาใช้ความรู้ที่กำกับวิถีชีวิตชาวบ้าน

องค์กรการจัดการเกี่ยวกับทะเลสาบ ต้องเปิดให้มีการเข้ามาทำงานให้มากขึ้น(open oganization)ส่วนงานวิจัย 644 ฉบับนั้นมันยืนยันแล้วว่าใช้ไม่ได้ องค์ความรู้ที่ดึงมาจากเวทีชาวบ้าน กับการสังเคราะห์ของนักวิชาการ มันขัดแย้งกัน แล้วที่นี้เราจะจัดการอย่างไร เราต้องนำองค์ความรู้ที่ใช้ได้ กินได้ มาปรับใช้ นั่นคือของชาวบ้านและนำมาให้นักศึกษาได้เรียนรู้ ต่อมานำองค์ความรู้นั้นกระจายไปให้ถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. อบจ. ใส่ลงไปในแผน นำไปปฏิบัติ รวมทั้งนำไปสู่นโยบายรัฐด้วย บทบาทของมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต้องลงไปทำงานในชุมชนมากขึ้น ทำให้ได้กลับไปตอบสนองบ้านเกิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี”

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

14 กุมภาพันธ์ 2548