30 ปี..สุวิทย์ วัดหนู .บนเส้นทางสายประชาชน

คง..ไม่สายเกินไปนักหากจะส่งท้ายเดือนตุลา ..กับ สุวิทย์ วัดหนู หนึ่งในอดีตคนตุลา วัย 51 ปี ที่วันนี้เกาะติดงานเคลื่อนไหวชาวบ้านและงานพัฒนาคนจนเมือง .. ชายหนุ่มจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมทะเล ในอำเภอสัตหีบ เริ่มต้นวันวัยแห่งการแสวงหา ..ด้วยคำถามถึงระบบการศึกษาและกระแสการพัฒนาสังคมภายใต้ระบอบถนอม…

ความเป็นเด็กชนบท..สร้างภาพขัดแย้งรุนแรงให้เกิดขึ้นในมโนทัศน์ ระหว่างโลกศิวิไลซ์ของชุมชนเมืองและความทุรกันดารของชุมชนชนบท..เขาผลักคำถามที่เกิดขึ้นในตัวตนสู่งานกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนายุคนั้นร่วมกับรุ่นพี่..(อ.วิทยากร เชียงกูล อ.จรัล ดิษฐาภิชัย)..ภายในรั้วมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒบางแสน (ม.บูรพาปัจจุบัน).. นำไปสู่การเรียกร้องประชาธิปไตยก่อนไปใช้ชีวิตในเขตงานทางใต้ ถึง 8 ปี..

วันวัยของคนหนุ่มสาวสิ้นสุด เมื่อรัฐอำนาจบีบคั้นให้ปัญญาชนยุคนั้นต้องกระเจิดกระเจิงเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ..ระหว่างรอยต่อของเหตุการณ์ทางการเมืองบวกสถานะการณ์ในระดับเข้มข้น ความเร่าร้อนของหนุ่มสาว การแสวงหา การตั้งคำถามกับระบบสังคม ระบบการศึกษา ปัญหาสังคมความล้มเหลวของระบบการปกครองบวกกับเผด็จการที่กดดัน ..ทำให้เราจำเป็นต้องต่อสู้..เป็นประโยคหนึ่งที่ได้ยินและต่อไปนี้เป็นบางบทสนทนา..ของผู้ชายที่ชื่อ สุวิทย์ วัดหนู..

ถาม.. อะไรเป็นจุดหลักที่ทำให้เกิด..การตั้งคำถามกับสภาพสังคม
..คิดว่าเป็น สภาพของสังคมกับคำโฆษณาของรัฐที่ไม่ใคร่จะตรงกันนัก ความยากจนระหว่างคนรวย คนจนเป็นปัญหาที่ทวีความหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ แนวทางพัฒนาประเทศที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิงรูปแบบของการทำให้เจริญ สาธารณูปโภคมูลฐานไม่ถึงชนบทจริง ๆ เกิดเป็นความแตกต่างระหว่างคนเมืองและคนชนบทยุคนั้น..
ถาม.. พอจะเรียกได้ว่าเป็นยุคข้าวยากหมากแพงหรือเปล่า..
ไม่ถึงขนาดนั้น…หากมองย้อนกลับไปสู่วันเวลาเก่า ๆ ตรงนั้น ผมว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของคนยุคนั้นไม่ได้ถูกกดดันมากนัก คือ กระแสบริโภคนิยมเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ยังไม่กระจายตัวควบคุมความคิดคนมากเหมือนยุคนี้ ..
ถาม..หมายความว่า ชนบทยังคงมีความเป็นชุมชนอยู่มาก ใช่ไหม..
ใช่..สมัยนั้นอาจจะเรียกกันว่า ยุคของการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคทั่วประเทศ ออกไปชานเมืองนิดหน่อยก็ไม่มีไฟฟ้าแล้ว ..ความไม่เท่าเทียมกันตรงนี้ทำให้เราเกิดคำถามว่าทำไมมันแตกต่างกันได้ขนาดนี้หนอ ..เราบอกว่าเมืองไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว แต่เรากลับพบว่าจำนวนคนจนมากขึ้นทุกวัน ..
ถาม.. เริ่มเกิดกลุ่มคนที่เรียกว่า..คนจนเมืองหรือยัง..
ใช่..ผู้คนทยอยเข้าเมืองเพิ่มขึ้น มีสลัม มีคนเร่ร่อน คนใต้สะพาน จุดตรงนี้เป็นจุดหนึ่งที่เกี่ยวร้อยให้เราหันเหชีวิตเข้ามาสู่งานกิจกรรมด้วย คือ เริ่มต้นด้วยคำถามระหว่างความแตกต่างของคนในสังคมและเด็กต่างจังหวัดทำให้เราเห็นภาพสองภาพที่ขัดแย้งกันสิ้นเชิง และช่วงเรียนมหาวิทยาลัยกระแสของปัญญาชนยุคนั้นทำให้เราเข้าสู่ขบวนนักศึกษาไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กระแสการเรียกร้องสันติภาพ การเติบโตของกลุ่มหนุ่มสาวในยุโรป เหล่านี้ล้วนเป็นจุดบันดาลใจทั้งสิ้น..
ถาม.. เริ่มต้นเส้นทาง..คนเดือนตุลาอย่างไร
..คือ หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 19 ที่บางคนเขาเรียกว่า ..ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน.. งานกิจกรรมนักศึกษามันเฟื่องฟูมาก มันทำให้เราพบว่าการเข้าสู่ขบวนประชาชนเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ การปฏิวัติในจีน การเรียกร้องเสรีภาพของกลุ่มหนุ่มสาวทั่วโลก ยุโรป อเมริกา ความเร่าร้อนของเหตุการณ์ผลักให้เราเข้าสู่ขบวนประชาชน ยิ่งการเมืองกดดัน สภาพปัญหาที่สงบนิ่งมาเป็นเวลานานก่อปะทุเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยและการปราบปรามประชาชน..(หัวเราะ อย่างนึกขันปนขื่น)
ถาม..เล่าเหตุการณ์ช่วงนั้นให้ฟังได้หรือเปล่า..
…เพิ่งจบคณะการศึกษาศาสตร์บัณฑิต เป็นอาจารย์สอนโรงเรียนช่างกลแห่งหนึ่ง ช่วงนั้นดูเหมือนจะราว ๆ ปี 2518 หลังจากออกมาเรียกร้องแล้วถูกปราบปราม ...เกิดมีการจับกุมกลุ่มแกนนำที่เกี่ยวข้องและสถานะการณ์ทางการเมืองกดดันมากเข้า ๆ ทำให้ต้องหนีเข้าป่า ความจริงก็ไม่อยากเข้าเพราะเป็นห่วงพ่อแม่ ดิ้นรนหลบหลีกดูสถานะการณ์อยู่พักใหญ่จนไม่ไหว ถูกตาม ถูกข่มขู่มากเข้า อ้อ…อีกอย่างเป็นการประกันความปลอดภัยแก่ครอบครัวด้วย เมื่อเหตุการณ์เริ่มส่อเค้ารุนแรง จนปลายพฤศจิกายนจึงได้เริ่มต้นชีวิตในเขตป่า…
ถาม..ประจำที่ไหน..
ผมลงไปอยู่เขตงานทางใต้(สุราษฏร์-ชุมพร) ในระดับแรกคิดเพียงว่า แค่ลี้ภัยขาวเท่านั้น อยู่ไปอยู่มาเข้าปีที่ 8 (หัวเราะ)เคยคิดถึงขนาดว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นแต่ไม่ไหว บวกกับแรงกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์อ่อนลงจนต้องสลายกองกำลังติดอาวุธในที่สุด
ถาม..รู้สึกผิดหวังหรือไม่..
ไม่.. คิดง่าย ๆ นะ ผมคิดว่าไม่มีใครจะได้เจอประสบการณ์อย่างที่ผมมี คุณมีเงินกี่ล้านล้าน..ไปซื้อภูเขา จำลองป่า ก็ไม่มีวันได้รับรสชาดอย่างนั้น มันเป็นประสบการณ์พิเศษของคนรุ่นนั้น..เขา
ถาม..แล้วชีวิตหลังออกจากป่า..เป็นอย่างไร ปรับตัวเองอย่างไร..
ผมคิดว่า ..การกลับมาเริ่มต้นใหม่ของคนทุกคนที่ออกมาจากเขตป่าเป็นอีกความทรงจำพิเศษของคนรุ่นนั้น กลับออกมาครั้งแรกนี่ผมงง สับสน..สังคม ชีวิตผู้คน รถรา บ้านช่องทุกอย่างดูใหม่สำหรับความคิดเรา แต่ก็ปรับตัวไม่ยากนัก..ก่อนจะเริ่มต้นทำงาน จับโน่นนิดนี่หน่อย ทำหนังสือพิมพ์ ทำร้านอาหารกับเพื่อนบ้าง เหมือนจะเบื่อ ๆ จึงกลับไปทำสวนที่ชุมพรอีก..
ถาม..เล่าถึงความรู้สึกช่วงแรกระหว่างปรับตัวได้หรือเปล่า..
..ช่วงแรก ๆ ก็ลำบากทั้งสภาพจิตใจด้วยอะไรด้วย คือ ผมไม่ยอมมอบตัวกับรัฐด้วยเพราะผมถือว่าผมไม่ได้ทำผิดอะไร..แต่หางานยากเห็นประวัติก็ไม่เอาแล้ว บังเอิญไปเจอเพื่อนที่เคยเป็นอาจารย์สอนที่เดียวกัน .. เพื่อนก็พยายามขอร้องให้ผมเคลียร์ประวัติตัวเองก่อน..ช่วงนั้นกระแสเหตุการณ์อ่อนลงมากแล้ว…ทำงานกับอยู่พักใหญ่ ..พอดีว่าครูประทีป มูลนิธิดวงประทีปติดต่อมา จึงได้หันเข้าสู่งานองค์กรพัฒนาเอกชน..ในปี 2530..
ถาม…เริ่มชีวิตนักพัฒนาเอกชน..เรื่อยมาใช่ไหม..
…เข้าสู่สายงานชุมชนเมืองด้วยโครงการเขตปลอดยาเสพติดในชุมชนคลองเตยเป็นจุดหลักและหันเหเข้าทำงานคนจนเมือง บังเอิญเห็นงานของมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยเขาประชุมชาวบ้านก็ไปเลียบ ๆ เคียง ๆ ดู และขอเขาเข้าไปดูงาน ยุคโน้นยังไม่มีเครือข่าย หากมีการตั้งเป็นสมาพันธ์ชุมชนคลองเตยและศูนย์พัฒนาชุมชนเห็นภาพชาวบ้านประชุม ชุมนุมกันแล้วใจมันอยากทำ จึงไปสมัครปรากฏว่าเขารับ จึงขออนุญาตครูประทีปลาออกจากมูลนิธิดวงประทีป แล้วอยู่เรื่อยมาจนปัจจุบัน..
ถาม..มีแนวคิดอยากขยับเรื่องงานชุมชน..
..ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ตอบตามตรงว่า จุดหักเหที่เข้ามาทำงานจุดนี้มันโยงมาจากเรื่องแม่ เพราะแม่ป่วยด้วยจึงต้องออกจากสวนกาแฟที่ชุมพรเข้ามาทำงาน ไม่งั้นผมอาจกลายเป็นชาวสวนกาแฟไปแล้ว แม่ป่วยแล้วคิดกังวล ด้วยความเป็นห่วงอยากมาอยู่ใกล้แม่ จังหวะชีวิตพอเหมาะด้วย มาเจองานที่เราชอบด้วย ที่น่าสนใจ คือ กระบวนการงานสร้างความคิดเป็นเรื่องหลัก ๆ เลย การทำงานที่ดีที่สุดคือการสร้างความคิด ให้คนคิดเป็น สร้างกระบวนการที่เท่าทันต่อสิ่งเร้าบนสภาพปัญหาที่เป็นจริง สิ่งที่เขาต้องเผชิญรวมกันเป็นกลุ่ม เป็นรูปแบบองค์กร ชาวบ้านจึงจะเข้มแข็งได้ ผมเชื่อว่าอย่างนั้น..
ถาม..ปัญหาหลักของชุมชนเมือง คืออะไรบ้าง..
..ปัญหาพื้นฐานที่สำคัญเลยก็ คือ ปัญหาความยากจน รายได้ไม่พอรายจ่าย ยิ่งวันนี้ผมคิดว่ามันค่อนข้างหนักหน่วงขึ้นด้วย เมื่อปัญหารากฐานเหล่านี้เข้มข้นขึ้นปัญหาอื่น ๆ จึงตามมาด้วย เช่น ปัญหายาเสพติด เด็กไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ แต่ปัญหาการศึกษาตอนนี้ลดน้อยลง ส่วนเรื่องหลัก ๆ ที่ชุมชนเมืองเผชิญมาทุกยุคคงเป็นเรื่องการไล่รื้อ การบุกรุกที่อยู่อาศัย เรียกว่า ความไม่มั่นคงในเรื่องที่อยู่อาศัย พร้อมจะถูกไล่ได้ตลอด
ถาม.. สภาพปัญหาของคนจนเมืองเหมือนกับ 30 ปีที่ผ่านมาหรือเปล่า
..ผมว่าปัญหามันยิ่งกว่า มันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ทั้งซับซ้อนและหนักหน่วง วัดได้จากการขยายตัวของแหล่งสลัม คนจากชนบทวันนี้ไม่มุ่งเข้ากรุงเทพฯเพียงอย่างเดียวแล้ว.. ขอนแก่น นครราชสีมา ขยายไปตามหัวเมือง ทั่วประเทศมีชุมชนแออัดราว 65-66 จังหวัด เล็กบ้างใหญ่บ้าง เป็นความล้มเหลวของการพัฒนาภาคเกษตร ระหว่างความเหลื่อมล้ำของการพัฒนาเชิงอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม คนจนเมืองเป็นสิ่งชี้วัดความล้มเหลวของงานพัฒนา ชุมชนแออัดขยายตัวอย่างรวดเร็วด้วยเวลาเพียง 15 ปี สมบัติชิ้นสำคัญของชาวนาชาวไร่ คือ ที่ดิน ไม่มีที่ดินทุกอย่างก็จบ…
ถาม.. โครงการบ้านมั่นคงเป็นการแก้ปัญหาที่ดีไหม
โดยหลักการแล้วเป็นเรื่องที่ดี หากมันอย่างนี้ คือ ตัวชาวบ้านเองมีความต้องการอยู่ในที่ดินเดิม หรือหากต้องย้ายกันจริง ๆ ขอย้ายไปไม่ไกล ที่ผ่านมา ย้ายจากที่เดิมไปร่มเกล้า ฉลองกรุง ซึ่งมันไกลมาก เขาอยู่ไม่ได้ ไม่มีแหล่งงาน การจราจรก็ไม่สะดวก ลำบาก กลับเป็นปัญหาขึ้นมาใหม่ ทางออกที่ดีที่สุดคือการปรับปรุงในที่ดินเดิม รัฐบาลเห็นด้วยแต่ตัวโครงการวันนี้ยังเดินหน้าไม่ได้เพราะว่าโครงการต้องขอเช่าที่จากเจ้าของที่ดินเดิมเรียกว่าแต่เจ้าของที่ดินไม่ยอมให้เช่า หรือให้เช่าในราคาถูกใครจะไปยอม ทั้งที่ของการท่าเรือ ที่ดินราชพัสดุ ตัวโครงการนี้ติดอยู่ที่เรื่องนี้เรื่องเดียว ส่วนความพร้อมของชุมชน หรือการเงินผ่านทั้งภาคราชการ ชาวบ้านพร้อมหมด โครงการนี้จะเป็นจริงไม่ได้หากขอเช่าที่ไม่ได้ ..งานหลัก ๆ วันนี้ เครือข่ายสลัม 4 ภาค มีสมาชิกชุมชนประมาณ 180 ชุมชนทั่วประเทศทำงาน ส่วนของมูลนิธิพัฒนาชุมชนจะทำงานร่วมกับศูนย์รวมพัฒนาชุมชนและกับเครือข่ายชุมชนอุบลราชธานี ถึงวันนี้มีสมาชิกแล้วประมาณ 32 ชุมชน
ถาม..สายตาคนทั่วไปมักมองคนจนเมือง คือ ผู้บุกรุกไหม
เทียบกับ 30 ที่แล้ว ภาพของคนจนเมืองดีขึ้นมากสำหรับคนทั่วไป ยอมรับกันมากขึ้นว่า คนจนเป็นคนคนหนึ่งและสร้างคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้มาก ลองคิดดูว่าไม่มีพวกเขาแล้วใครจะเป็นคนกวาดขยะ งานบริการ กระเป๋ารถเมล์ ให้บริการตามร้านอาหาร กวาดขยะ ลูกจ้างแม่บ้าน เรียกว่า แรงงานนอกระบบแต่ยังคงความเหลื่อมล้ำที่ต้องหาวิธีการแก้ไข..
ถาม.. ช่วงเอเปกมีการจัดระเบียบคนไร้บ้าน ทางมูลนิธิออกคัดค้านบนเหตุผลใด
…มาตรการนี้ไม่ได้ก่อความยั่งยืนใดใด จะให้ฝึกอาชีพบ้างอะไรบ้าง ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ สถานฝึกอาชีพธัญบุรี ปทุมธานี ปากเกร็ด นนทบุรี มีอยู่แล้ว คือ ชาวบ้านไม่ได้ต้องการจะไปเขารู้สึกว่าอิสระภาพเขาถูกกักกันบางคนฝึกอาชีพแล้วไม่มีงานรองรับ ..แล้วไปเรียกเขาว่าคนจรจัด เป็นการละเมิดความเป็นคน..
ถาม.. ทางออกเรื่องนี้คืออะไร
..ต้องกลับไปที่ชนบท ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นสังคมเกษตรทั้งหมดแต่การพัฒนาต้องไม่เอียงไปทางด้านอุตสาหกรรมเป็นเรื่องหลัก ระหว่างชนบทกับเมือง ระหว่างเกษตรกรรมกับอุตสาหกรรมต้องให้เกิดความสมดุล หยุดคนชนบทไม่ให้ไหลบ่าเข้ามาทำงานในเมือง เท่านั้น ก็แก้ปัญหาได้หลายส่วน ..เมืองมันขยายใหญ่ และพร้อมจะดูดคนเข้ามาแต่ถึงที่สุด คนก็อยากกลับบ้าน ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับการสร้างรูปแบบชีวิตลดทอนความนิยมเครื่องอำนวยความสะดวก ลดการบริโภค แต่จังหวะก้าวของสังคมวันนี้ไม่ได้ส่งเสริมให้คนยุติการบริโภคมีแต่การกระตุ้นให้คนใช้จ่าย ฟุ่มเฟือย…หากปล่อยไว้อย่างนี้ต้องตามแก้ปัญหากันไม่จบ..ชุมชนแออัดเมื่อปี 2532 ทั่วประเทศ ประมาณ 1,700 เดี๋ยวนี้ขยายตัวเกือบ 4,000 ชุมชน ลองคิดดูว่าเราเดินกันมาถูกทางหรือเปล่า…
ถาม.. ทราบว่า เป็นเลขาเครือข่ายเดือนตุลา
..ลาออกมาแล้ว(หัวเราะ) เครือข่ายเดือนตุลาเป็นผลิตผลจากการจัดงาน 20 ปี 14 ตุลา คนเดือนตุลาจากหลายภาคส่วนมาร่วมงาน คิดกันว่าน่าจะสร้างสรรค์อะไรได้บ้างไหม.. เครือข่ายจึงได้ถือกำเนิดขึ้น ราวต้นปี 2540 ..ผมเข้าไปทำงาน ราวต้นปี 2545 จนมาถึงปีนี้ที่เริ่มจัดงาน 30 ปี 14 ตุลา …ผมมีความคิดเห็นไม่ตรงกับคนอื่น ๆ อยู่อย่างหนึ่งว่าทางเครือข่ายน่าจะร่วมจัดงานกับงานตุลาภาคประชาชน แต่คนอื่น ๆ มีความเห็นว่าน่าจะร่วมทั้ง 2 ฝ่าย ..ผมถือว่าความเห็นนี้เป็นเรื่องใหญ่จึงขอลาออก....ผมคิดว่า ความพยายามที่จะให้ลงไปสู่เนื้อหาทางประวัติศาสตร์เพื่อบอกเล่าและขยายสู่อนาคตนั้น ..ทางรัฐราชการทำได้ยากหรืออาจจะไม่ทำเลย.. เน้นเพียงรูปแบบ คือ ต้องตั้งคำถามว่า อุดมการณ์ 14 ตุลา สร้างอะไรให้แก่สังคมยุคนี้บ้าง เรื่องนี้ต้องได้รับการพูดถึงให้มาก 30 ปีผ่านมาแล้ว..ทำไมประชาธิปไตยที่ได้มากลับไม่ตอบสนองแก่คนจน เรื่องนี้เป็นคำถามหลัก..ที่ภาครัฐวันนี้ไม่ยอมตอบหรือตอบไม่ได้ รัฐจึงเน้นการเฉลิมฉลองทำให้วันประชาธิปไตยเป็นเพียงมหกรรมที่จัดกันตามธรรมเนียมเท่านั้น ..
ถาม.. คนเดือนตุลาต้องทำอะไรกับสังคมวันนี้บ้าง..
คิดง่าย ๆ นะ คือ ผมพบว่า คนเดือนตุลาที่อยู่ในภาคส่วนต่าง ๆ ไม่อยู่ในข่ายของกลุ่มคนที่ทำผิดร้ายแรง เช่น ค้ายาบ้า ผู้หญิง ทำนองนี้ไม่พบ แต่ 30 ปีผ่านมา คนตุลาเปลี่ยนไปหลายส่วน คงต้องยอมรับกันอย่างหนึ่งว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยี อุตสาหกรรม ความล้ำหน้าของระบบทุน ทำให้คนตุลาก้าวเข้าสู่วงจรเหล่านี้ บวกกับประสบการณ์และความคิดที่เป็นระบบทำให้ค่อนข้างประสบความสำเร็จ มีบางส่วนเท่านั้นเป็นเอ็นจีโอที่ดูจะน้อยหน่อย อย่าง สมภพ บุนนาก ,มด วนิดา ,วัชรี เผ่าเหลืองทอง ,บำรุง คะโยธา ..(หัวเราะ) เหลือน้อยเต็มที..
ถาม..เป็นเพราะความรู้สึกผิดหวังกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา..หรือเปล่า
เป็นไปได้มาก ผิดหวังมากเข้าก็ผันตัวเองเข้าสู่ระบบ มีครอบครัว มีลูก เขาเองย่อมห่วงหาครอบครัวและตัวเองเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่า พลังส่วนนี้จะออกมาหากเกิดปัญหาใหญ่โตที่สังคมต้องร่วมแก้ไข พฤษภาคม 2535 เป็นตัวอย่างเด่นชัด..แต่อีกมุมหนึ่งก็น่าหวั่นเกรงมาก ๆ ช่องว่างค่อย ๆ ฉีกห่าง วันนี้คนตุลาเป็นจำนวนมากที่มองคนจนอย่างไม่เข้าใจ..
ถาม .. 30 ปี ถึงวันนี้ คนหนุ่มสาวเป็นอย่างไรบ้าง
เขาถูกจำกัดความคิดด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ มีทิศทางที่พร่ามัว มองในแง่ปรัชญาการศึกษาก็มีความจำกัดไม่ได้สร้างปัญญาในลักษณะข้อเท็จจริง ความรู้ฟูฟ่องในอากาศ เกิดบรรยากาศเฉื่อยเนือยทางการเมืองรุนแรง กิจกรรมของหนุ่มสาววันนี้เป็นเรื่องบันเทิงเสียส่วนใหญ่ จนไม่สามารถพบตัวตน ความต้องการ.. เป็นอะไรที่มากเกินกว่ายุคสายลมแสงแดด.. เขาจริงจังกับชีวิตของตัวเองโดยไม่สนใจตัวตนของคนอื่น โดยสิ้นเชิง..มุเรียน หางานดีดี รวยเร็ว ๆ นี่เป็นวิธีคิดหลักเลย..
ถาม..แล้วงานพัฒนาวันนี้ จะนำสังคมไปสู่ทิศทางใด
งานพัฒนาวันนี้แบ่งพื้นที่ออกได้ 3 ส่วนหลัก..กลุ่มใหญ่เป็นกลุ่มสังคมสงเคราะห์ ไม่ว่างานด้านเด็กก็ยังอยู่ในข่ายนี้ กลุ่มที่สองเป็นกลุ่ม ประชาสังคม กลุ่มนี้มีพื้นที่ในระดับกลาง สามารถนำมวลชนได้ในแง่ความคิดพูดถึงปัญหาใหญ่ ๆ เช่น กลุ่มศึกษาโลกาภิวัตน์ กลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวสังคม หรือนักเคลื่อนไหว กลุ่มนี้มีพื้นที่หดแคบลงมามาก อย่างเช่น สมาพันธ์เกษตรกร ภาคเหนือ กลุ่มประมงพื้นบ้านภาคใต้ กลุ่มสลัม ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มปัญหา การจะมารวมแล้วกำหนดยุทธศาสตร์เป็นเรื่องยาก ผมคิดว่า วันนี้จะมองหาความเป็นเอกภาพบนสายธารเดียวกันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ..หากต้องเคารพกันในแง่การทำงาน รักษาความต่างเอาไว้ ..ต้องเชื่อว่าแต่ละส่วนเป็นความเสียสละอย่างหนึ่ง ..ที่ไม่ควรจะมองข้ามเด็ดขาดต้องเข้าใจเรื่องภารกิจกันเอาไว้ อะไรที่ประสานกันได้ตามวาระ ตามโอกาสให้ประสานกัน เป็นทางออกที่เป็นไปได้มากที่สุด..ณ วันนี้ แต่ภาคประชาชนจะเติบโตขึ้นมา แม้จะยังไม่แข้งแรง เข้มแข็ง แต่ 10 ปีที่ผ่านมาองค์กรประชาชนเติบโตทั้งในเชิงความคิดเห็นและปริมาณ เกินกว่าที่ผมคาด และจะทอนกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนให้เล็กลง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี…


ไม่ว่าจะเป็นมุมมองของนักพัฒนาหรือคนเดือนตุลา 30 ปี จนถึงวันนี้ กระแสธารแห่งวันเวลาได้เรียกร้องและให้อะไรบ้างกับกับคนหนุ่มสาว บนเส้นทางชีวิต..สุวิทย์ วัดหนู ..ที่ล่วงมาถึงวันนี้บวกภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่ไม่อาจมีอุปสรรคร้ายแรงใดจะบั่นทอนอุดมคติ..ของเขา ..คงไม่ได้หมายถึง การทำงานเพื่อเรียกร้องเอากับใคร บนเป้าประสงค์ที่กว้างกว่านั้น คนหนุ่มสาวยุคประชาธิปไตยใหม่กำลังคิดทำอะไรแก่สังคม..อาจเป็นคำถามเดียวที่ออกมาจากหัวใจนักพัฒนาวัย 51 ปี คนนี้

กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
ทีมงานไทยเอ็นจีโอรายงาน
3 พฤศจิกายน 2546