สันติภาพต้องได้มาด้วยสันติวิธี

มีโอกาสได้อ่านบทความของ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ว่าด้วย ความเกลียดชังทางโครงสร้างที่อันตราย เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ จึงขอนำมากล่าวสู่กันในที่นี้ โดยย่นย่อลงบ้าง ดังต่อไปนี้

ใครที่มีโอกาสสำรวจ ความเห็นของบุคคลนิรนามตามเว็บไซด์ต่าง ๆ คงจะสังเกตเห็นว่าความเกลียดชังที่คนไทยมีต่อคนต่างเชื้อชาติต่างศาสนา ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดังปรากฎว่า ได้เกิดการโจมตีเหยียดหยามหลักคำสอน ศาสดา ศาสนา และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของคนบางกลุ่มขึ้นอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

น่าสนใจว่า การโจมตีเหล่านี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่คนกลุ่มซึ่งมีความแตกต่างทางเชื้อชาติและศาสนาแต่เพียงอย่างเดียว หากแม้แต่คนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการของความเป็นคนไทยก็ยังมีโอกาสจะตกเป็นเหยื่อของการโจมตีเหล่านี้ได้ด้วย ถ้าได้แสดงความเห็นท้วงติงความเกลียดชังระหว่างเชื้อชาติและศาสนาเอาไว้ให้เห็นอย่างชัดเจน

วุฒิสมาชิก จอน อึ๊งภากรณ์ ให้ความเห็นสั้นๆอย่างกินใจว่า “ไม่มีรัฐบาลไหนสร้างการแบ่งแยกในหมู่คนไทยได้เท่ารัฐบาลนี้” จริงอยู่ความเกลียดชังระหว่างผู้คนนั้นเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ไม่ง่าย แต่หากพิจารณาข้อเท็จจริงว่ามีคนมุสลิมเสียชีวิตในกรณีตากใบ 84 ราย ซ้ำยังตายจากการอุ้มฆ่าและไล่ล่าโดยปราศจากหลักฐานอีกมากขณะที่มีเจ้าหน้าที่และพลเรือนเสียชีวิตจากการลอบฆ่ารายวันอยู่มากด้วยเช่นกัน ถือได้ว่าความเคลื่อนไหวของความตายเหล่านี้เป็นดัชนีชี้วัดระดับความเกลียดชังระหว่างผู้คนในชาติได้พอสมควร เราจะทำความเข้าใจความเกลียดชังอย่างรุนแรงที่ขยายตัวขึ้นในเวลาอันรวดเร็วนี้ได้อย่างไร…

อนึ่ง พึงตราไว้ว่า ความเกลียดชังไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากสาเหตุ แต่ความเกลียดชังเป็นผลผลิตของความรับรู้ที่เรามีต่อโลกจริงในบางลักษณะซึ่งหากพูดให้ถึงที่สุดแล้วความรับรู้ก็สัมพันธ์กับโครงสร้าง ความรู้สึก และ ระบบการให้ความหมายต่อข้อมูลข่าวสารที่ไหลเวียนอยู่ในสังคม

อันที่จริง ควรระบุด้วยว่านับตั้งแต่เกิดเหตุไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ควบคุมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ทั้งหมดอย่างต่อเนื่องทำให้สื่อนำเสนอภาพข่าวและคำอธิบายตามที่รัฐป้อนให้ นั่นก็คือคนมุสลิมภาคใต้เป็นพวกหัวรุนแรง ฆ่าพระ ฆ่าคนแก่ ติดยาเสพติด คลั่งศาสนา ฝักใฝ่การก่อการร้าย มีแผนก่อการจลาจล รวมทั้งมุ่งหวังแบ่งแยกดินแดน

ถ้าเราติดตามสื่อ จากกระแสข่าว เราย่อมไม่ตระหนักว่าวิกฤตการณ์ภาคใต้ การโยงใยถึงการที่รัฐบาลไทยส่งทหารไปอิรักและที่รัฐบาลไทยจับผู้ก่อการร้ายจากภายนอกประเทศที่เข้ามาขอหลบอยู่ในเมืองไทยด้วยการรับรู้ของรัฐบาล แล้วรัฐบาลหักหลังเขาด้วยการส่งตัวไปให้สหรัฐว่านี่คือประเด็นหลักที่ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางภาคใต้ โดยไม่ต้องเอ่ยถึงท่อแก๊สไทย-มาเลเซีย ก็ยังได้

ด้วยการทำงานร่วมกัน ระหว่างรัฐบาลและสื่อกระแสหลักที่รัฐบาลควบคุมได้ สังคมไทยแทบทั้งหมดจึงมองปัญหาภาคใต้ภายใต้ข้อมูลและคำอธิบายที่รัฐผูกขาดอย่างเต็มที่จนสูญเสียสติ-ปัญญา และวิจารญาณในการตั้งคำถามง่าย ๆ เช่น ถ้าผู้ชุมนุมที่ตากใบมีอาวุธสงคราม ทำไมไม่มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บแม้แต่รายเดียว

วุฒิสมาชิก ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ตั้งถามคำถามได้สนุกกว่านี้เพราะเมื่อแม่ทัพภาค 4 ชี้แจงต่อวุฒิสภาว่าผู้ชุมนุมที่ตากใบซุกซ่อนอาวุธสงครามเอาไว้ ไกรศักดิ์ ได้ถามกลับไปว่า คนเหล่านั้นซุกปืนเอ็ม 16 , เอชเค และปืนไร้แรงสะท้อนไว้ในโสร่งหรืออย่างไร

ส่วนกรณีที่แม่ทัพภาคสี่บอกว่า ตรงที่เจาะขุดท่อแก๊สไทย-มาเลเซียทางจะนะที่สงขลาทหารไปตรวจตราโดยไม่มีอาวุธหนักเลยนั้น ผู้สื่อข่าวข่าวสดสามารถถ่ายรูปอาวุธสงครามมาตีพิมพ์ได้ผลก็คือทั้งผู้สื่อข่าวคนนี้และบรรณาธิการข่าวสด ถูกจับด้วยการตีตรวนเลยทีเดียว

ประการต่อมาก็ขอให้ตราไว้ด้วยว่าความเกลียดชังแบบนี้เกิดขึ้นในช่วงของรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาอย่างไม่เคยมีมาก่อนจึงเป็นรัฐบาลที่เป็นภาพสะท้อนความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวทางการเมืองในหมู่ประชาชนในระดับที่รุนแรงอย่างเต็มที่

แน่นอนว่า ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวอย่างรุนแรงนั้นเป็นผลผลิตของเงื่อนไขหลายข้อ เช่น การโฆษณาชวนเชื่ออยู่เป็นนิจนโยบายประชานิยมการจูงใจและปลุกปั่นความเห็นสาธารณะ ฯลฯ แต่หนึ่งในปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุดก็คือ สภาวะที่ อัตลักษณ์รวมหมู่แบบชาตินิยมเชิงชาติพันธุ์ (ethno-nationalism) เติบโตทางการเมืองอย่างสูงสุดในปัจจุบัน

ถ้าย้อนไปในอดีตแล้วก็เห็นได้ว่า ฮิตเลอร์ ใช้วิธีการเช่นนี้มาก่อนแล้ว ...ดังเขาก็ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นและสร้างความเกลียดชนกลุ่มน้อยอย่างได้ผลในระยะสั้น หากนำเยอรมันนีไปสู่หายนะได้ในที่สุด

ปฏิพากย์ (interplay) ระหว่างความเป็นชาติและความเป็นไทยเป็นเรื่องเยิ่นเย้อเกินกว่าจะกล่าวในที่นี้ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ อัตลักษณ์แบบที่ผูกชาติกับเชื้อชาติแน่นแฟ้นกว่าที่ผ่านมา

ในทางการเมืองนั้น บรรยากาศแบบนี้กระตุ้นให้เกิดการต่อสู้เคลื่อนไหวที่อิงแอบกับความเป็นชาติจึงปรากฎการโจมตีรัฐบาลในอดีตว่า ขายชาติ ขณะที่อีกฝ่ายก็นำเสนอตัวเองว่าเป็น “ไทย”รัก“ไทย” ซึ่งแสดงให้เห็นโลกทัศน์ว่า ความเป็นไทย คือ คำตอบของความเป็นชาติส่วนการเกิดรัฐบาลชุดปัจจุบันก็เป็นหลักฐานว่า สมการทางอัตลักษณ์ ข้อนี้ได้เดินทางมาถึงจุดสูงสุดทางการเมือง

“คนไทยหรือเปล่า” เป็นคำถามยอดนิยมของสภาวะลุ่มหลงความเป็นไทยเช่นนี้และโดยตัวคำถามนี้ก็เผยให้เห็นความมืดบอดต่อการมีอยู่ของความ “ไม่เป็นไทย” ซึ่งนำไปสู่ชาตินิยมเชิงชาติพันธุ์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งมักเข้าใจว่า อิสลาม คือ ปฐมเหตุแห่งความเกลียดชังที่ “คนไทย” มีต่อผู้คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แต่แท้จริงแล้ว ความเป็นอิสลามไม่ได้เป็นปัญหาต่อสังคมไทยในแง่ไหนทั้งนั้นยกเว้นแต่จะคิดถึงอิสลามในฐานะอัตลักษณ์ทางศาสนาของคนชาติพันธุ์มลายู จึงกล่าวได้ว่าความเป็นมลายูต่างหากที่เป็นปฐมเหตุของความเกลียดชังข้อนี้เพราะเมื่อเป็นมลายูก็เท่ากับ “เป็นอื่น” ถึงขั้นที่ไม่มีทางทำให้เป็นไทย

ชาตินิยมเชิงชาติพันธุ์ และข้อมูลข่าวสารเป็นตัวอย่างของมูลเหตุที่ทำให้ “คนไทย” เกลียดชังผู้คนร่วมประเทศในระดับไร้สติอย่างในปัจจุบันและหากคิดใคร่ครวญต่อไปก็คงค้นพบมูลเหตุของสภาวะเช่นนี้อีกมากไม่ว่าจะเป็นกระแสโลก ผลพวงจากการครอบงำทางอุดมการของอเมริกา ฯลฯ แน่นอนว่า ทุรวาจาของนายกรัฐมนตรี มีส่วนให้คนในชาติแบ่งแยกกันรุนแรงขึ้นแต่ลำพังปากและหัวคิดของนายกนั้นเล็กเกินกว่าจะสร้างผลเลวร้ายได้ถึงขั้นนี้การเรียกร้อง ให้ขอโทษจึงเป็นมาตรการที่ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นนอกจากทำให้ทุกฝ่ายเป็นข่าวมากขึ้น เพราะความเกลียดชังในชาติในขณะนี้ได้หยั่งลึกเกินกว่าจะแก้ด้วยมธุรสวาจาเพียงประโยคเดียว

ถึงที่สุดแล้วประเด็นที่ควรเป็นจุดเริ่มต้นในการพิจารณาปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็คือ การตระหนักถึงสถานการณ์ที่คนต่างเชื้อชาติต่างศาสนาได้เสียชีวิตไปเป็นจำนวนหลายร้อยคนโดยเฉพาะในกรณีตากใบกรณีเดียวก็มีผู้เสียชีวิต มากกว่าจำนวน “คนไทย” ที่ตายไปในการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งสำคัญ ๆ

ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ความตายของผู้คน 70 คน ทำให้เกิดแรงเหวี่ยงทางการเมืองที่มีอิทธิพลไม่น้อยกว่า 3 ปี ส่วนความตายของคน 41 ราย ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็นำไปสู่การขยายตัวของสงครามจรยุทธในระดับ ที่ไม่เคยมีมาก่อนขณะที่เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ก็เป็นปัจจัยสำคัญของการปฏิรูปการเมืองและรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

ณ บัดนี้ ความตายของ 84 ศพ ที่ตากใบได้มาบรรจบครบหนึ่งเดือนแล้วรวมทั้งอีกหลายร้อยศพของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้พัดพาความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการทุกอย่างเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาสู่จุดที่ยากจะเยียวยา ได้จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องเผชิญความจริงว่าเรากำลังอยู่ในสภาวะการณ์ที่ต้องคิดถึงรัฐประชาชาติไทยในบริบทของการมีอยู่ของชาติพันธุ์มลายูให้มากขึ้นไม่ใช่รัฐประชาชาติของคนเชื้อชาติไทยล้วน ๆ อีกต่อไป

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ นับว่าสำคัญ ก่อนที่เราจะประกาศถึงสันติภาวะ การรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ควรก่อให้เราบังเกิดความเกลียดหรือเคียดแค้นหากเราต้องเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรแล้วฝึกสันติภาวะภายในตัวของเราการภาวนา ตามศาสนาของเรา ก็อาจช่วยได้ จึงขอภาวนาให้เกิดสันติภาพดังต่อไปนี้

"เราขอแผ่ส่วนกุศลแด่ทุก ๆ คน ที่ถูกฆ่าไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือพุทธศาสนิก ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือราษฎรขอให้ทุก ๆ คนไปเป็นสุข ๆ เถิด สำหรับศัตรู ผู้ฆ่า และฆาตกร ที่ทำลายล้างผู้คน แม้จนผู้ที่จงใจบิดเบือนข่าวสาร เพื่อให้เกิดความเกลียดชัง ให้ผู้คนมีความพยาบาทมาดร้ายต่อกันและกัน เราขอก้มศีรษะให้ท่าน…ท่านทำร้ายผู้คนและบ้านเมืองด้วยวจีทุจริตและกายทุจริตบางทีก็เพื่อผลประโยชน์ในระยะสั้นของท่าน ..ท่านแสดงให้เราเห็นคุณค่าของความซื่อสัตย์และความมีใจกว้าง ให้เราคิดนึกตรึกตรองไปในทางที่สุจริตเพื่อเราจะได้แสดงออกซึ่งความรักแด่ทุก ๆ คน แม้คนที่ตั้งตนเป็นศัตรูกับเราและกับมหาชนหรือชนกลุ่มน้อย อกุศลกรรมของท่านช่วยให้เราเข้าใจถึงความรักที่มีต่อผืนแผ่นดินนี้ และต่อชุมชนต่างๆ แม้จะต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนาแต่ก็เป็นเพื่อนร่วม ทุกข์กับเราทั้งหมด ...และจากจุดนี้แล ที่เราก่อให้เกิดสันติภาวะภายในตนโดยเราจะรวมพลังทางสันติจากข้างใน ให้มีพลังทางสันติในสังคม เพื่อความยุติธรรมและเพื่อความสงบสุขสำหรับมวลมนุษย์และสรรพสัตว์"

เนื่องในโอกาสวันลอยกระทงเช่นนี้ เราจะลอยความอัปรีย์จัญไร และมลพิษทั้งหลายให้จมลงไปใต้ก้นบึ้งพระคงคา ขอแม่พระคงคาได้โปรดซักฟอกความเลวร้ายนั้นๆให้สะอาดบริสุทธิ์และอย่างสันติด้วยเทอญ ส. ศิวรักษ์ อ่านคำประกาศเนื่องในวันครบรอบ ๑ เดือนเหตุการณ์การประท้วงที่ อ. ตากใบ จ. นราธิวาส ในงาน “สันติภาพต้องได้มาด้วยสันติวิธี” วันศุกร์ที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ เวลา ๒๐.๐๐ น. ณ หน้าทำเนียบรัฐบาล

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

29 พฤศจิกายน 2547