ลดทักษิณ เพิ่มประชาธิปไตย ร่วมเคลื่อนไหว "การเมืองภาคประชาชน"

คู่มือเลือกตั้งที่มากกว่าเลือกตั้ง 2548

"ประชาธิปไตย ไม่ใช่เป้าหมายของผม"
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ธันวาคม 2546
ต่อไปนี้ ข้อใดเป็นอันตรายต่อประชาธิปไตยมากที่สุด
...มาร์เก็ตแคปของ "หุ้นทักษิณ" 5 บริษัท สูงขึ้น 316,347 ล้าน ในปี 2546 "ทีวี" ไม่มี "ไอ"....มาตรา 40 ราคาเท่าไหร่?
...กรือเซะ ตากใบ และสมชาย นีละไพจิตร
...แก๊งกินไก่ กับไข้หวัดนก
..."ข้าพเจ้าขอผูกขาดเอฟทีเอแต่เพียงผู้เดียว" รัฐสภาไม่เกี่ยว
...พรก. ภาษีสรรพสามิต-เช็คเติมตัวเลขเองแด่ชินคอร์ปและคณะ"เลือกได้ เปลี่ยนได้ ผสมได้"
....องค์กรอิสระที่ซีอีโอสามารถช็อปปิ้งได้ตามใจ
...ทักษิณ 4 สมัย ไทยรักไทย 400
โอ้โห ถูกทุกข้อ
(โปรดส่งคำตอบไปที่นายกรัฐมนตรี อาคารชินวัตร เอ๊ย อาคารรัฐสภา ภายใน 6 กุมภาพันธ์ 2548 นี้)

บทนำ

1.

          4 ปีที่แล้ว นักธุรกิจมหาเศรษฐีระดับพันล้าน-แสนล้านไม่กี่ตระกูลได้จับมือกันเข้าเทคโอเวอร์ประเทศไทย พวกเขาบอกประชาชนว่า นี่คือการ "คิดใหม่ ทำใหม่" เมื่อนักเล่นหุ้นและนักซุกหุ้นระดับนั้นมีอำนาจกำหนดนโยบาย พวกเขาก็ได้สร้างปรากฏการณ์แปลกใหม่ให้กับเมืองไทยจริงๆ
          อันดับแรก ภายใต้โลโก้ "รัฐบาลหุ้น" พวกเขาได้สร้างสถิติโลกที่ไม่ค่อยน่าภาคภูมิใจให้กับคนไทยเท่าไหร่นัก ด้วยตัวเลขมูลค่าหุ้นของคนในตระกูลพวกเขารวมกัน ปรากฏว่ามีสัดส่วนสูงถึง 42% ของมูลค่าหุ้นทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ สัดส่วนที่ชวนให้ผลประโยชน์ทับซ้อนเช่นนี้ เป็นรองก็แต่ประเทศรัสเซียเท่านั้น แตกต่างกันลิบลับกับธุรกิจของแม่ค้าขายปลา ธุรกิจระดับอภิมหาในกลุ่มของพวกเขาเติบโตอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นสื่อสารและโทรคมนาคม บันเทิง รถยนต์ ฯลฯ
          เพียง 3 ปีผ่านไปหลังรับตำแหน่ง เฉพาะมูลค่าหุ้นของตระกูลชินวัตรพุ่งขึ้นกว่าเดิม 147% หรือ 18,775 ล้าน และเพียงแค่ 3 บริษัทในเครือชินคอร์ป สามารถฟันกำไรรวมกันทั้งสิ้น 55,689 ล้าน ไม่เพียงอำนาจครอบงำ 1 ตลาดและอีก 2 สภา เป็นที่รู้กันดีว่า สถาบันสำคัญๆ ของชาติก็ตกอยู่ภายใต้เครือข่ายความสัมพันธ์ของผู้นำรัฐบาลทั้งสิ้น ยิ่งกว่านั้น เหล่าองค์กรอิสระส่วนใหญ่ที่รัฐธรรมนูญได้ออกแบบมาเพื่อการตรวจสอบถ่วงดุลผู้บริหารประเทศ ก็ไม่สามารถทำหน้าที่อย่างอิสระได้ ร่องรอยของปฏิบัติการแทรกแซงตามใบสั่งมีให้เห็นอยู่ทั่วไป และเพื่อให้อำนาจบริหารระดับซูเปอร์ไซส์เป็นไปอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค ลดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการตรวจสอบให้เหลือน้อยที่สุด คณะรัฐบาลแชมป์หุ้นจึงลงทุนทำทุกอย่างเพื่อขัดขวางการปฏิรูปสื่อ ทีวีเสรีหายไป กลายเป็นทีวีจากตึกชินวัตร นักข่าวและบรรณาธิการบางคนถูกปลดไป เพราะไม่เป็นมิตรกับระบอบชินวัตร
          สื่อมวลชนส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้เวทมนตร์ของงบโฆษณามหาศาล ทำให้สามารถตาบอดได้เป็นบางวันและเป็นบางเหตุการณ์ ยกเว้นภาษีไอพีสตาร์ 16,459 ล้าน ลดค่าสัมปทานไอทีวี 17,000 ล้าน สัมปทานท่าเรือแหลมฉบังทำรายได้รัฐหาย 22,822 ล้าน ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าสนใจ สู้โปรโมชันชิงลูกค้าระหว่างดีแทคกับเอไอเอสไม่ได้ พวกเขาชอบอำนาจ แต่พวกเขาหวาดกลัวการตรวจสอบ พวกเขาประกาศว่า "รวยแล้วไม่โกง" แต่พวกเขารังเกียจความโปร่งใส พวกเขาเป็นเศรษฐีขี้รำคาญ พวกเขาไม่ชอบให้ "ขาประจำ" ขัดใจ ในโลกที่ความเร็วถูกมั่วนิ่มว่า หมายถึงประสิทธิภาพ พวกเขาจึงนิยมใช้วิธีรวบรัด ตัดตอน ขีดเส้นตาย ตลอดจนนิยมออกกฏหมายในรูปพระราชกำหนดมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเป็นนักการตลาดที่ใครๆ ก็ยกนิ้วให้
          พวกเขาขยันออกโครงการใหม่ๆ และศัพท์ใหม่ๆ มาให้คนไทยต้องตื่นตะลึงไม่เว้นแต่ละวัน ไม่มีใครรู้ว่าคนจนจะหายจนเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้ว่าเงินนั้นไหลกลับไปสู่บริษัทรถและมือถือมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในการบริโภคของรัฐบาลประสบความสำเร็จอย่างดี พร้อมๆ กับประชาชนไทยทั้งประเทศมีความสุขกับการเพิ่มหนี้ หลังเทคโอเวอร์ "ไทยคอร์ป" ใกล้ครบ 4 ปี           

         พวกเขาไม่เคยเหน็ดเหนื่อยที่จะสร้างความแปลกใหม่และ "ตัวเลขที่น่าตกใจ" มากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาเชื่อมั่นว่า ด้วยคาถาทั้งหลายที่ใช้ขับกล่อมผู้บริโภคชาวไทยมาจนถึงทุกวันนี้ จะทำให้รัฐบาลหุ้นของเขาชนะและอยู่ต่ออีก 16 ปี หรือ 20 ปี หรือ 30 ปี ถึงเวลาแล้วหรือยัง...ที่ประชาชน (ผู้อาจจะยังมึนงงไม่หายกับแคมเปญทางการตลาดของไทยรักไทย) จะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง เพื่อผลักดันให้ระบอบปกครองต่อไปมีความรับผิดชอบต่อสังคมไทยมากขึ้น มีความรับผิดชอบต่อรัฐธรรมนูญไทยมากขึ้น รวมทั้ง...เข้าใจความหมายของคำว่า "ประชาธิปไตย" ดีขึ้น ประชาธิปไตยที่ไม่ได้หมายถึง...แค่เครื่องมือ อำนวยความสะดวกปลอดภัยในการซื้อขายและเก็งกำไรเท่านั้น มาร่วมมือกันทำการเมืองในช่วงเลือกตั้งและหลังวันเลือกตั้งต่อเนื่องไป เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทยกันดีกว่าก่อนที่เราจะตื่นขึ้นมาวันหนึ่งแล้วพบว่า
          รัฐบาลใหม่ของเราเป็นเจ้าของหุ้นรวมกันถึง 99% ในตลาด และสภา 500+200 ก็ถูกอำนาจเบ็ดเสร็จยึดไป จนเหลือคนที่รัฐบาลหุ้นไม่สามารถสั่งซ้ายหัน-ขวาหันได้อยู่ 1% 1.4 ปีผ่านไปกับซูเปอร์ไซส์ทักษิณ หลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ทุนใหญ่ในประเทศล้มระเนระนาดไปกว่าครึ่ง กลุ่มทุนธนาคารที่เคยมีบทบาทชี้นิ้วครอบงำเศรษฐกิจตกอยู่ในสภาพบอบช้ำสาหัส เปิดทางไปสู่การผลัดเปลี่ยนอำนาจใหม่ของอภิมหาเจ้าสัวในเมืองไทย 6 มกราคม 2544 พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มหาเศรษฐีดาวรุ่งผู้รับช่วงต่อมา ได้ก้าวเท้าเข้ามาสู่เวทีการเมืองไทย พร้อมชัยชนะในการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย ไทยรักไทย-พรรคการเมืองหน้าใหม่ กลายเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสภา และนักธุรกิจผู้ร่ำรวยจาก ทุนสัมปทานผูกขาดก็กลายเป็นนายกฯ คนที่ 23 ไปอย่างง่ายดาย แต่นายกฯ ทักษิณไม่ได้มาคนเดียว ยังมีพรรคพวกนักธุรกิจร่วมชนชั้น (และร่วมอุดมการณ์สัมปทานผูกขาดเป็นส่วนใหญ่) จูงมือมาด้วยกัน นับตั้งแต่นั้น

แลนด์สเคปทางการเมืองของประเทศไทยได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
           หมดยุคแล้ว...กับการเล่นการเมืองผ่านทหาร ข้าราชการ เทคโนแครต หรือนักเลือกตั้ง พอกันทีกับการเมืองแบบอ้อมๆ ไม่ออกหน้า นายทุนยุคใหม่ชอบ "ขายตรง" มากกว่า 4 ปีที่ผ่านมา ประชาชนไทยจึงได้รัฐบาล ที่เป็นตัวแทนทุนใหญ่เข้ามาบริหารประเทศ มีฐานอำนาจอยู่ที่กลุ่มสื่อสารโทรคมนาคมและภาคบริการ
           ตระกูลหลักๆ ในรัฐบาลประกอบด้วย ตระกูลชินวัตร (เครือชินคอร์ป -สื่อสารและโทรคมนาคม) วงศ์สวัสดิ์ (เอ็มลิงก์ - สื่อสารและโทรคมนาคม) โพธารามิก (เครือจัสมิน - สื่อสารและโทรคมนาคม) มาลีนนท์ (บีอีซีเวิร์ล - สื่อโทรทัศน์, บันเทิง) เจียรวนนท์ (เครือซีพี/ยูบีซี/ทรู - สื่อสารและโทรคมนาคม, อุตสาหกรรมเกษตร) จึงรุ่งเรืองกิจ (ไทยซัมมิท - ชิ้นส่วนรถยนต์ สถาบันการเงิน) สิริวัฒนภักดี (ทีซีซี/แสงโสม - เหล้า เบียร์ ธนาคาร ประกันภัย) มหากิจศิริ (ไทย ฟิล์ม อินดัสตรี/พีเอ็ม กรุ๊ป - เหล็ก กาแฟสำเร็จรูป) และ ชาญวีรกูล (เครือซิโน-ไทย - พัฒนาที่ดิน เหมืองแร่ ประกันภัย) เป็นต้น
           เป็นครั้งแรก...สำหรับรัฐบาลซึ่งมีความผูกพันกับตลาดหุ้นอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน (เป็นเทรนด์ที่สวนทางกับประเทศพัฒนาแล้ว) คนในตระกูลรัฐบาลเป็นเจ้าของหุ้นในตลาดรวมกันมูลค่ากว่า 40% ในจำนวนนี้ เป็นของคนในตระกูลชินวัตรประมาณ 10% แต่ขนาดที่พิสดารของทุนเป็นความน่าทึ่งเพียงแค่ครึ่งเดียว เมื่อรัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรได้ค้นพบวิธีเล่นแร่แปรธาตุรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 ขึ้นมา
           ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นยิ่งน่าอัศจรรย์ใจมากกว่า เป็นที่รู้กันดีว่ารัฐธรรมนูญที่มาจากหยาดเหงื่อและพลังงานมหาศาลของประชาชนฉบับนี้ มีเจตนารมณ์เพื่อปฏิรูปการเมืองให้พ้นไปจากวังวนน้ำเน่าของโครงสร้างการเมืองยุคเก่า บรรดาเทคโนแครตธงเขียวได้ออกแบบมาให้ เกิดการปฏิรูป 3 ด้าน คือ
           หนึ่ง-เสริมอำนาจฝ่ายบริหารให้เข็มแข็ง ปิดความอ่อนแอของระบบเดิม (ที่รัฐบาลมักจะอยู่ไม่ครบเทอม)
           สอง-เสริมระบบตรวจสอบคานอำนาจฝ่ายบริหารให้เข้มแข็งพอกัน
           และสาม-คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งการเปิดให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น แต่แล้ว...4 ปีผ่านไป นักออกแบบประชาธิปไตยแทบจะจำหน้าเดิมของรัฐธรรมนูญไม่ได้ เมื่อผู้นำไทยรักไทย ได้ตัดแต่งพันธุกรรมรัฐธรรมนูญใหม่ เลือกเอาแต่ด้านที่อัปลักษณ์ที่สุดไปใช้ แล้วโยนสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญทิ้งและ นั่นก็หมายความว่า อำนาจบริหารประเทศขนาดมหึมาเบ็ดเสร็จ หรือ B Prime Minister ที่เข้มข้นจนโอเวอร์ ได้ตกไปอยู่ในมือของนักธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่อยู่บนสุดของความมั่งคั่งในประเทศไทยและนี่เองคือที่มาของยุคทักษิณซูเปอร์ไซส์...ประชาชนเต็มไปด้วย "รายจ่าย" มากมายชนิดที่ไม่มีใครเคยคิดมาก่อน            

           ชมรมคนรักดินเนอร์ ซูเปอร์ไซส์ทักษิณไม่ชอบกินบุฟเฟ่ท์ เศรษฐีมีระดับอย่างพวกเขาต้องดินเนอร์มื้อใหญ่สุดหรูเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ "ขาประจำ" บางคนจึงเรียกขานคณะรัฐบาลนี้ว่า "แกรนด์ ดินเนอร์ คาบิเนต" แต่เนื่องจากรัฐบาลแกรนด์ดินเนอร์ เป็นเจ้าของนโยบายครัวของโลก พฤติกรรมการรับประทานของพวกเขาจึงต้องคำนึงถึง "ความสะอาดและปลอดภัย" เป็นสำคัญ
           ที่ผ่านมา รัฐบาลแกรนด์ดินเนอร์ได้ดำเนินกลยุทธ์ทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว แม้รัฐธรรมนูญใหม่จะมีกลไกสนับสนุนอำนาจบริหารของนายกฯ อย่างล้นเหลือ เช่น คณะรัฐมนตรีสามารถ เปลี่ยนแปลงระบบบริหารราชการแผ่นดิน รวม โอน ยุบกระทรวงทบวงกรมได้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ จะต้องมี ส.ส. เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 2 ใน 5 การกำหนดให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง การแยกตำแหน่งรัฐมนตรีกับ ส.ส. ออกจากกันเด็ดขาด และการกำหนดให้ ส.ส.ที่ขาดการเป็นสมาชิกพรรคต้องสิ้นสุดสถานะภาพ ฯลฯ แต่นั่นยังไม่ทำให้นายกฯ มั่นใจในอำนาจบริหารของตนเพียงพอ
           หลังรับตำแหน่ง นายกฯ ทักษิณได้ปฏิบัติการยึดอำนาจทั้ง 2 สภาในเวลาต่อมา โดยได้ดำเนินการควบรวมกิจการและดูดซับ ส.ส. จากพรรคอื่นจนพรรคไทยรักไทยมีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมทั้งแทรกซึมวุฒิสภาให้ตกอยู่ภายใต้ระบบผลประโยชน์ของไทยรักไทยเช่นกัน เป้าหมายในการเลือกตั้งครั้งหน้า ผู้นำพรรคตั้งเป้า ส.ส. ไว้ที่ 400 นั่นหมายถึงว่า จะไม่มีขบวนการตรวจสอบ รัฐบาลด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นได้เลย
           ยิ่งไปกว่านั้น ในส่วนขององค์กรอิสระที่มีฟังก์ชันในการคานอำนาจฝ่ายบริหารโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ฯลฯ ในทางปฏิบัติ...กลับต้องพบกับอุปสรรคหลายอย่างตั้งแต่การเลือกสรรจนถึงขั้นตอนการทำงาน ยกเว้นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแล้ว ดูเหมือนหลายคณะจะไม่สามารถ ทำหน้าที่ตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพสร้างความน่าเชื่อถือได้ โดยเฉพาะในกระบวนการสรรหาคณะกรรมการขององค์กรอิสระเหล่านี้ บ่อยครั้งที่มีการแทรกแซงโดยผ่านช่องทางผู้แทนของพรรคการเมืองอย่างชัดเจน 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจึงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และเข้ายึดทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่า กองทัพ ตำรวจ ระบบราชการ สื่อมวลชน เทคโนแครต ฯลฯ ต่างถูกระบอบทักษิณครอบงำหรือกำราบจนอยู่ในโอวาทไปตามๆ กัน

          ผู้คนเกือบทั้งประเทศไม่มีใครกล้าขัดใจนายกฯ ปากไว เสียงที่แตกต่างจากภาคองค์กรเอกชน และนักวิชาการ รัฐบาลไม่เคยรับฟัง ถ้าไม่เจอดิสเครดิตกลับเป็นที่สนุกสนาน ก็ต้องเจอข้อหาย้อนยุคประเภท "รับเงินต่างชาติ" ระบบธรรมาภิบาล (Good Governance) ซึ่งประกอบด้วย ความโปร่งใส (Transparency) การมีส่วนร่วม (Participation) และการรับผิด (Accountability) ไม่มีในพจนานุกรมฉบับทักษิณ-ประธานชมรมคนรักดินเนอร์ และต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างของเมนูเด็ดๆ ที่อร่อยแบบปลอดภัยเพราะระบบตรวจสอบทุกชนิดในประเทศไทยไม่สามารถสร้างความระคายให้...ผู้ยิ่งใหญ่ทางการเมือง...กลุ่มนี้ได้เลย
           การแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต เนื่องจากในระบบดั้งเดิม สัญญาสัมปทานโทรคมนาคม มีเงื่อนไขบางข้อที่ไม่เอื้อให้เกิดการแข่งขันในตลาด จึงมีความพยายามที่จะแก้สัญญาสัมปทาน หรือ " แปรสัญญาสัมปทาน" ให้เกิดการแข่งขันกันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มทุนที่อยู่ในระบบสัมปทานมาตั้งแต่แรก อันได้แก่ แกนนำของรัฐบาลนี้ผู้ยึดกุมประเทศไทยทั้งสิ้น นำโดยนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ได้พยายามผลักดันให้มีการแก้ไขสัญญาในแบบที่ตนได้เปรียบมาตลอด ก่อนหน้านี้ ความพยายามจะเปิดเสรีโทรคมนาคมของพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้สร้างความไม่พอใจใหญ่หลวงให้กับทุนใหญ่กลุ่มนี้มาแล้ว สำหรับการรวมตัวกันของคนกลุ่มนี้เข้าสู่เวทีการเมือง… นี่อาจจะเป็นวาระสำคัญที่สุดที่ต้องเข้ามาผลักดันโดยเฉพาะหลังปีที่สองในการบริหารงานของรัฐบาลนี้ มีความพยายามจะผลักดัน การแก้ไขสัญญาให้ผู้รับสัมปทานทั้งหมดไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้นายทุนโทรคมนาคม (ได้แก่ผู้ออกนโยบายเอง) ได้รับผลประโยชน์มหาศาลในระดับแสนล้าน แต่การแปรสัญญาสูตรนั้นน่าจะโจ่งแจ้งและอันตรายเกินไป จึงไปไม่รอด ในที่สุด
           กลยุทธ์ใหม่จึงมาตกที่การรวบรัดออก "พระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม" โดยได้มีการแปลงค่าภาษีสัมปทานธุรกิจเป็นภาษีสรรพสามิต การแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต โดยอ้างว่าเก็บในอัตราเท่ากัน จะส่งผลให้บริษัทโทรคมนาคมในเครือรัฐบาลเป็นฝ่ายได้เปรียบ ทศท. กสท. และเป็นอุปสรรคกีดกันคู่แข่งขันรายใหม่อย่างมาก มีรายงานข่าวว่า ทศท. และ กสท. จะสูญเสียรายได้เกือบแสนล้านบาท จนอาจไม่สามารถแข่งกับบริษัทเอกชนได้ รัฐบาลอาจต้องช่วยชำระหนี้ของ ทศท. และ กสท. จำนวน 38,000 บาท เพื่อชดเชยการสูญเสียรายได้จากการแปรสัญญาและนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมต้องออกเป็นพระราชกำหนด แม้ว่าสภาจะถูกยึดไปแล้วโดยไทยรักไทยและไม่มีเขี้ยวเล็บจะยับยั้งอะไรได้ แต่เศรษฐีสัมปทานผูกขาดกลุ่มนี้ก็ยังขอ "ปลอดภัยไว้ก่อน" อยู่ดี การผลักดันรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ หนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลหุ้นผลักดันมาตลอด ได้แก่ การนำรัฐวิสาหกิจในกลุ่มที่ทำกำไรสูงสุดจากการผูกขาดมาขายในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) หรือ องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.) ตลอดจนการพยายามจะแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำหุ้นออกขายในตลาด (กิจการซึ่งในปี 2546 มีกำไร 30,000 ล้าน) แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แม้ว่างานนี้ นายกฯ จะทุ่มสุดตัวในการผลักดันแค่ไหนก็ตาม           
          ก่อนหน้านี้ ในการนำหุ้น ปตท.ออกขาย เฉพาะงวดนั้น เครือญาติรัฐบาลได้รับจัดสรรแบ่งปันหุ้นจำนวนมากในราคาจอง หลังจากที่หุ้น ปตท. มีราคาสูงขึ้น ปรากฎว่า เหล่าเครือญาติรัฐบาลต่างฟันกำไรกันไปในระดับ "พันล้าน" และตั้งหน้ารอการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจรอบต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ ปี 2546 ตลาดหุ้นไทยเติบโตที่สุดในโลกถึงกว่า 117 % นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ใช้มาตรการต่างๆ นานาในการแทรกแซงตลาดหลักทรัพย์อย่างออกนอกหน้ามาตลอด เกินกว่ารัฐบาลไหนในประวัติศาสตร์ไทยจะทำกัน การนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดเป็นหนึ่งในมาตรการนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามารถทำความเข้าใจได้ เพราะตลาดหุ้นดี สุขภาพของรัฐบาลหุ้นก็ย่อมจะเบิกบานสดใส
          ด้วยเหตุนี้ เบื้องหลังความปรารถนาจะนำ กฟผ. ออกขายในตลาด จึงไม่มีอะไรเกี่ยวกับการปรับปรุงประสิทธิภาพ และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการเปิดให้มีการแข่งขัน มีเพียง "การเปลี่ยนมือการผูกขาด" และการทำกำไร จากหุ้นของกลุ่มทุนหน้าเดิมๆ เท่านั้น งานนี้ ผู้รู้ทันทักษิณบางท่าน จึงตั้งคำถามว่า
          "ขายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เพื่อชาติ หรือ เพื่อเครือญาติและพวกพ้อง?"
          การยกเว้นภาษีให้ดาวเทียมไอพีสตาร์ โครงการดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ ในเครือชินคอร์ป ให้บริการลูกค้าต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ หลังจากโครงการนี้มีการตัดสินใจลงทุนไป 2-3 ปีก่อนหน้าแล้ว วันดีคืนดี ก็เกิดปรากฏการณ์ส้มหล่นใส่ไอพีสตาร์แบบแปลกๆ
          คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ ได้มีมติส่งเสริมการลงทุนโครงการนี้ขึ้นมาไอพีสตาร์ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคล เฉพาะรายได้ที่ได้รับจากต่างประเทศ เป็นระยะเวลาถึง 8 ปี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าถึง 22,165 ล้านบาท แต่กฎหมายได้กำหนดการยกเว้นขั้นต่ำไว้ไม่เกินเงินลงทุนของโครงการ บริษัทจึงได้รับยกเว้นภาษีที่ 16,459 ล้านบาท เนื่องจากไอพีสตาร์เป็นกิจการที่มีการกู้เงินไปลงทุนแล้ว กำหนดเวลาให้บริการไปแล้ว ทำการตลาดไปก่อนหน้านี้แล้ว          

         ทำไมบีโอไอต้องส่งเสริม? แถมไอพีสตาร์ยังเป็นดาวเทียมรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันสูง ต้นทุนต่ำ ทำไมบีโอไอถึงใจดีไม่ยอมเก็บภาษีกิจการที่คาดว่าจะกำไรเห็นๆ แบบนี้? ไม่มีใครตอบได้ แต่ที่แน่ๆ คนที่เสียประโยชน์ คือ ประชาชนชาวไทย
          การให้สัญญาสัมปทาน "ท่าเรือแหลมฉบัง" กรณีล่าสุด อภิมหาโปรเจคท์ "ท่าเรือแหลมฉบัง 6 ท่า" มูลค่าโครงการกว่า 270,000 ล้านบาท ระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี รัฐได้ใช้เวลาเพียง 5 เดือน ในการพิจารณาจนมีมติเห็นชอบให้ผู้เสนอโครงการรายใหญ่ คือ กลุ่มฮัทชิสันชนะการประมูลโดยผลประโยชน์ที่จ่ายให้รัฐต่ำกว่าความเป็นจริง กลุ่มฮัทชิสันประเมินรายได้ต่ำกว่าราคากลางของบริษัทที่ปรึกษา เป็นเหตุให้ผลตอบแทนที่จ่ายให้รัฐต่ำไปด้วย รัฐต้องสูญเสียผลประโยชน์โดยรวมในโปรเจ็กต์ยักษ์ใหญ่นี้ เป็นเงินไม่ต่ำกว่า 22,822 ล้านบาท และนั่นก็เป็นความใจดีของรัฐบาลที่อธิบายไม่ได้อีกครั้ง

เมนูอื่นๆ
…การลดค่าสัมปทานไอทีวี
บริษัทในเครือชินคอร์ป เหลือปีละ 150 ล้านบาท รัฐเสียหายรวมทั้งสิ้นมูลค่า 17,000 ล้าน
…การแก้ไขการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม เอไอเอสของท่านนายกฯ ได้ไป 2,186 ล้าน
..การจัดซื้อโครงการต้นกล้ายาง บริษัทเครือซีพีได้ผลประโยชน์ 2,000 ล้าน
…การว่าจ้างบริษัทชินวัตรของท่านผู้นำ ให้จัดทำโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการโดยการจัดจ้างวิธีพิเศษ ไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด
…การขึ้นค่าธรรมเนียมเหล็กกล้าไร้สนิม และการขึ้นค่าธรรมเนียมต่อต้านการทุ่มตลาดเหล็กของกระทรวงพาณิชย์ กลุ่มทุนเหล็กของรัฐบาลได้ประโยชน์ไป
…ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (เอ็กซิมแบงก์) ไปปล่อยกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำผิดปกติ ให้กับกระทรวงคมนาคมพม่า เพื่อทำโทรคมนาคมทางไกลในชนบท โดยมีรัฐบาลไทยเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ ขณะที่ชินแซทของท่านนายกฯ เป็นซัพพลายเออร์
…กระทรวงการคลังนำหุ้นของ ปตท. และการบินไทยไปวางค้ำประกันเป็นหลักประกันเพื่อกู้เงินธนาคารออมสินหมื่นล้านบาท มาอุ้มซื้อหุ้นเพิ่มทุนธนาคารทหารไทยของเอกชน (ซึ่งทายาทของผู้นำรัฐบาลถือหุ้นอยู่ 150 ล้านหุ้น) โดยกระทรวงการคลังต้องเสียดอกเบี้ย 2.91% ต่อปี นาน 3 ปี และจ่ายค่าบริหารจัดการอีกพันล้านบาท

2.

          เอฟทีเอ : บทเรียนอันตรายของประชาธิปไตยแบบไม่มีส่วนร่วม เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2547 คณะทำงานปกป้องนักต่อสู้สิทธิมนุษยชน ได้สรุป "สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในระบอบทักษิณ" โดย 1 ใน 10 อันดับความถดถอยด้านสิทธิมนุษยชนในไทยก็คือ นโยบายรัฐที่สนับสนุนการตัดต่อพันธุกรรมพืชจีเอ็มโอ และการลงนามข้อผูกพันทางการค้าเสรีเอฟทีเอกับประเทศสหรัฐ จีน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เพราะละเมิดรัฐธรรมนูญ โดยมิได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาและหารือกับประชาชน ซึ่งมีผลกระทบที่มิอาจจะประเมินได้ เอฟทีเอไม่ได้เป็นเพียงการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงเท่านั้น แต่ยังถือเป็นคลาสสิคเคส (Classic Case) ของ "การเมืองแบบข้ามหัวประชาชน"
          นับตั้งแต่ความล้มเหลวของการประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกเมื่อเดือนกันยายน 2546 ที่เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก อันเนื่องมาจากการที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ไม่สามารถ ยอมตกลงในข้อตกลงด้านการเกษตรกับกลุ่มประเทศ 20 ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มประเทศส่งออกสินค้าด้านการเกษตร นำโดย อินเดีย บราซิล และมีประเทศไทยเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ในประเด็นยกเลิกการอุดหนุนการส่งออก และการอุดหนุนภายในประเทศ ความล้มเหลวของการประชุม ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะของการเจรจาการค้าระดับพหุภาคี ที่กลุ่มประเทศ กำลังพัฒนาที่ด้อยอำนาจทางเศรษฐกิจ และการเมืองเริ่ม มีการรวมตัวกันต่อรองอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มประเทศมหาอำนาจไม่สามารถผลักดัน หรือยืนกรานวาระของตนได้แข็งขันมากนัก ความล้มเหลวของการประชุมถึงกับทำให้ นายโรเบิร์ต โซลลิค ผู้แทนเจรจาการค้าของสหรัฐอเมริกา กล่าวเป็นเชิงอาฆาตมาดร้ายว่า
           พวกประเทศที่ทำให้การประชุมแคนคูนล้ม ได้ไปเจอกันแน่ในการเจรจาทวิภาคี เป็นที่ชัดเจนว่า ระยะต่อไปการเจรจาทวิภาคีหรือเขตการค้าเสรีจะกลายเป็นยุทธวิธีหลักของประเทศมหาอำนาจในการผลักดัน วาระและผลประโยชน์ของตน อันที่จริง สหรัฐอเมริกามีความมุ่งมั่นที่จะใช้การเจรจาการค้ามาเป็นเครื่องมือการเมืองระหว่างประเทศมานานแล้ว เพราะไม่เพียงเครื่องมือใน "การควบคุมเศรษฐกิจ" เท่านั้น
           แต่ยังเป็นเครื่องมือใน "การจัดการด้านความมั่นคง" ในภูมิภาคต่างๆ ด้วย โดยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้ระบุในการปาฐกถาครั้งหนึ่งว่า สหรัฐจะเจรจาการค้าระดับทวิภาคีกับประเทศที่จะเป็นประโยชน์ในเชิงความมั่นคงเท่านั้น ซึ่งยุทธวิธีนั้น สหรัฐจะไม่เจรจาเป็นกลุ่มประเทศแต่จะเกี่ยวเบ็ดตกประเทศเดียวเพื่อทำให้กลุ่มแตกและประเทศที่สหรัฐอเมริกาหมายตาก็คือ แอฟริกาใต้ และไทย ไม่มีความชัดเจนว่า รัฐบาลไทยจะสำเหนียกหรือไม่ ว่าจะตกเป็นเครื่องมือความมั่นคงของสหรัฐผ่านทางการค้า แต่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นอยู่ในสภาพ "อ้าขาผวาปีกรับ" ทันที รัฐบาลไทย ผู้ด้อยอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองเมื่อเทียบกับมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา ไม่ได้รีรอให้สหรัฐอเมริกามาผลักดัน หรือกดดัน กลับเป็นฝ่ายเต้นออกไปอยากเจรจา ทำตัวเป็นตัวตั้งตัวตีจะเปิดให้ประเทศต่างๆ ที่มาร่วมประชุม ในช่วงการประชุมองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค (APEC) ที่ไทยเป็นเจ้าภาพในปี 2546 ที่ผ่านนี้ ได้มัการจับคู่เจรจากันเต็มที่ ส่วนของรัฐบาลไทยได้กำหนดที่จะร่วมเจรจาและลงนามความตกลงเรื่องเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงนามเพื่อเจรจาเรื่องเขตการค้าเสรีไทย-อเมริกา เอฟทีเอ กับการปกปิดข้อมูล
           ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement : FTA) นั้น การที่สองประเทศ หรืออาจจะมากกว่านั้น อาจเป็น 3 หรือ 4 หรือ 5 หรืออาจเป็นทั้งภูมิภาคตกลงจัดตั้ง "เขตการค้า" เพื่อส่งเสริมการเปิดเสรีการค้า และการลงทุนระหว่างกัน ส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในวิสาหกิจต่าง ๆ มากขึ้น ลดบทบาทภาครัฐในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ลง พร้อมปรับปรุง ยกเลิกกฎหมาย กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ตลอดจนปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นอุปสรรค ขัดขวางต่อการค้าและการลงทุนของต่างชาติให้ลดลง หรือขจัดให้หมดไป
           ในอดีตที่ผ่านมาการทำเอฟทีเอ เน้นที่การเปิดเสรีการค้าสินค้า (Goods) โดยลดเลิกภาษี และอุปสรรคที่มิใช่ภาษีเป็นสำคัญ ตัวอย่างเช่น ที่ไทยทำกับจีน และอินเดีย แต่ในระยะต่อมาการ ทำเอฟทีเอมักเป็นการทำข้อตกลงที่ครอบคลุมหลายด้าน โดยรวมไปถึงการเปิดเสรีด้านการบริการ การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา การพาณิชย์อีเล็คทรอนิค เป็นต้น โดยข้อตกลงในลักษณะ ดังกล่าว จะสูงกว่าข้อผูกพันกับองค์การการค้าโลกเสียอีก ตัวอย่างเช่น ข้อตกลงที่สหรัฐอเมริกาทำกับสิงค์โปร์ และชิลี และที่กำลังจะทำกับไทย
           นับตั้งแต่ต้นปี 2546 เป็นต้นมารัฐบาลไทยได้ลงนามในข้อตกลงเขตการค้าเสรีไปแล้ว 3 ประเทศได้แก่ ประเทศจีน ออสเตรเลีย และล่าสุดเมื่อเดือนที่ผ่านมาคือ ประเทศอินเดีย และกำลังเจรจาอยู่อีกได้แก่ สหรัฐอเมริกา เปรู ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ บาห์เรน สวิสเซอร์แลนด์ ฯลฯ นั่นคือ รัฐบาลทักษิณกำลังพยายามนำพาประเทศไปสู่การเปิดพรมแดนทางการค้า การลงทุนอย่างกว้างขวาง รวดเร็ว และระห่ำ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยที่แทบไม่ได้มีการศึกษาผลกระทบหรือมาตรการรองรับใดๆ และที่แน่ๆ คือ ประชาชนไทยไม่ได้มีส่วนร่วม แม้แต่การเข้าถึงข้อมูลหลังการเจรจา
           อย่าว่าแต่ ประชาชนธรรมดาจะไม่ได้ข้อมูลเหล่านี้เลย แม้แต่ฝ่ายนิติบัญญัติก็ถูกปิดหูปิดตา ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 224 ระบุว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นๆ กับนานาประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เห็นว่าไม่จำเป็นต้องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา "ผมเคยทำธุรกิจเอกชนมาก่อน จึงรู้ทั้งนรกและสวรรค์ ผมจึงรู้ว่าจะทำให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย การที่ผมทำนี้ไม่ใช่เอื้อประโยชน์ตัวผมเองหรือธุรกิจของคนในรัฐบาล
           เมื่อทุกอย่างเดินไปตามที่กำหนด ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ แม้แต่คนที่เป็นศัตรูก็จะได้ประโยชน์ด้วย" แม้ฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาหลายคณะจะเชิญให้รัฐมนตรี และหน่วยราชการมาชี้แจงหลายครั้ง ในช่วงเอฟทีเอ ไทย-จีน และก่อนการลงนาม เอฟทีเอ ไทย-ออสเตรเลีย แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือในการให้ข้อมูล น่าแปลกที่ข้อมูลชิ้นเดียวกัน ทางการออสเตรเลียกลับเผยแพร่ทางอินเตอร์เนตอย่างเปิดเผย           ทำไมรัฐบาลจึงไม่กล้าเปิดเผยข้อมูล?? หรือว่าข้อมูลน่ากลัวกว่าที่เห็น รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มีปัญหาเสียงโหวตในรัฐสภาเลย คำถามคือ เหตุใดจึงไม่ยอมให้รัฐสภาได้พิจารณาข้อมูลนี้อย่างถ้วนถี่?

          หากการทำเอฟทีเอดีจริง อย่างที่รัฐบาลกล่าวอ้าง การเข้าสภาน่าจะยิ่งเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ไม่ใช่หรือ หรือว่า ไม่ดีจริง กรณีการทำเอฟทีเอ ไทย-ออสเตรเลีย ไม่เพียงใช้การตีความรัฐธรรมนูญเข้าข้างตัวเอง และปิดหูปิดตาประชาชนเท่านั้น แต่ยังลดศักดิ์ศรีของประเทศด้วย มาตรา 74 ในรัฐธรรมนูญระบุว่า รัฐต้องส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศและพึงถือหลักในการปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค แต่ปรากฏว่า เอฟทีเอ ไทย-ออสเตรเลีย ทำเพียงภาษาอังกฤษฉบับเดียว ของไทยมีเพียง "การแปลอย่างไม่เป็นทางการ" เท่านั้น การทำสัญญาซื้อขาย หรือจ้างทำของของบริษัทเล็กๆ ยังต้องทำสองภาษา แต่การทำสัญญาผูกพัน คนทั้งชาติอย่าง ยาวนานกลับไม่มีภาษาราชการของประเทศเราเอง ถึงแม้ว่า กระทรวงพาณิชย์จะจ้างเอเจนซี่โฆษณาทุ่มงบประมาณหลายสิบล้าน ในการยิงสป็อตโฆษณาวิทยุโทรทัศน์ และซื้อหน้าหนังสือพิมพ์ ใช่ว่าจะสามารถกลบความจริงไปได้
          ไทย-จีน : คนที่ได้ไม่ใช่เกษตรกร จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่ประเทศไทยลงนามประเทศแรก คือ กับประเทศจีน ลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2546 สาระสำคัญของข้อตกลงคือ การลดภาษีระหว่างกันในสินค้าพิกัดศุลกากร 07 และ08 คือผักและผลไม้ มีผลให้ภาษีนำเข้าผักผลไม้ระหว่างไทย-จีน เป็น 0 %

          จันทร์ธิดา มีเดช ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจต่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรชี้แจงว่าสินค้าพืชผักไทยแม้จะมีตัวเลขเกินดุล 1,100 ล้านบาท แต่มูลค่าการนำเข้าสูงขึ้นถึง 180 % สินค้านำเข้าที่สำคัญ เช่น กระเทียม หอมหัวใหญ่ แครอท มันฝรั่ง เป็นต้น สัดส่วนสูงกว่ามูลค่าการส่งออกมาก โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญในหมวดนี้ส่วนใหญ่ 90% เป็นมันสำปะหลัง นั่นชี้ให้เห็นว่าพืชผักอื่น ๆ ของไทยเริ่มมีผลกระทบจากการส่งออกอย่างมากแล้ว ส่วนหมวดผลไม้นั้นพบว่าไทยเริ่มเสียดุลการค้า มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 142 % โดยสินค้านำเข้าที่สำคัญ คือ แอปเปิ้ล ลูกแพร องุ่น ส้ม ขณะที่การส่งออกของไทยมีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นน้อยกว่า คือ เพิ่มขึ้นเพียง 78 % โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญคือลำไยอบแห้ง ลำไยสด ทุเรียน ส้มโอ ตัวเลขดังกล่าวชี้ว่าเป็นเพียงชั่วเวลาไม่ถึงปีจีนสามารถตีตื้นประเทศไทย
           จากที่ไทยเคยได้ดุลการค้ากับจีนเริ่มจะมีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นลดลง แม้ว่าจะยังคงได้ดุลการค้าอยู่ก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการนำเข้าผัก-ผลไม้จากจีนมีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ และไม่อาจประมาทได้ว่าในอนาคตผัก-ผลไม้จากจีนจะสามารถครองตลาดในประเทศไทย ภายหลังการเปิดเสรีวันที่ 1 ต.ค.ได้ไม่นานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ประกาศลดพื้นที่ปลูกกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ เนื่องจากสินค้าทั้ง 3 รายการนำเข้าจากจีนเข้ามาจำหน่ายในประเทศเป็นจำนวนมากและมีราคาถูก
           ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจากเดิมก่อนเปิดเสรีกับจีน
           ราคากระเทียมแห้งใหญ่ชนิดคละเฉลี่ยกิโลกรัมละ 25.64 บาท แต่หลังเปิดเสรีพบว่าราคากระเทียมหล่นวูบเหลือเพียงกิโลกรัมละ 18.35 บาท ส่วนกระเทียมสดเคยขายได้กิโลกรัมละ 8.54 บาท ก็เหลือเพียงกิโลกรัมละ 6.25 บาท ราคาหอมหัวใหญ่ก่อนเปิดเสรีกิโลกรัมละ 8.20 บาท หลังเปิดเสรีเหลือเพียง 1.59 บาท หอมแดงแห้งจากกิโลกรัมละ 18.33 เหลือเพียง 9.00 บาท หอมแดงสดราคาเหลือเพียง 3 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนการปลูกกระเทียมเฉลี่ย 6 บาทต่อกิโลกรัม หอมแดง 5 บาทต่อกิโลกรัม
           สรุปได้ชัดเจนว่าแค่เพียงเปิดเสรีกับปีแรกเกษตรกรผู้มีอาชีพปลูกหอม กระเทียม หอมหัวใหญ่ ซึ่งมีจำนวนรวมประมาณ 120,000 ครอบครัว ต้องหาทางเปลี่ยนอาชีพ นี่คือความหมายของคำว่า ให้มีการผลิตตามความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ก็คือ เมื่อไม่ได้เปรียบก็ไม่ต้องผลิต เปลี่ยนไปผลิตอย่างอื่น (การเปลี่ยนอาชีพมันง่ายขนาดนั้นหรือ?)
           คำถามต่อมาคือ เมื่อเรายอมเอาเกษตรกรผู้ปลูกหอมกระเทียมไปแลก แล้วเราได้อะไรกลับคืนมา ความมุ่งหวังลำดับที่หนึ่งคือ ลำไย แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าปีนี้ (2547) เกษตรกรผู้ปลูกลำไยได้ขายลำไยคละเฉลี่ยกิโลกรัมละ 6 บาท ขณะที่ต้นทุนเฉลี่ย 12 บาทต่อกิโลกรัม สินค้าจีนทะลักเข้าประเทศไทยอย่างง่ายดาย มาตรการตรวจสอบคุณภาพและสุขอนามัยต่ำมาก เรียกได้เอาอกเอาใจผู้ส่งออกอย่างเต็มที่โดยไม่สนใจ ที่จะปกป้องผู้ผลิตภายใน หรือแม้แต่ผู้บริโภคเพราะจากการตรวจสอบซ้ำ พบว่า ผัก-ผลไม้จากจีนปนเปื้อนสารเคมีเกินค่ามาตรฐานอย่างมาก และสารเคมีส่วนใหญ่ก็เป็นสารเคมีที่ประเทศไทยเลิกใช้ไปนานแล้วขณะที่ผู้ส่งออกซึ่งรัฐบาลไทยโฆษณาว่าจำนวนมากโอดครวญว่า ขั้นตอนการนำสินค้าออก ที่ติดปัญหาการตรวจสอบเพื่อป้องกันการก่อการร้ายของสหรัฐ และมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีของรัฐบาลจีนที่รัฐบาลไทยไม่ได้เจรจาแก้ปัญหาในจุดนี้เลย เป็นอุปสรรคทางการค้าอย่างยิ่ง
          ปรากฏการณ์ของเอฟทีเอ ไทย-จีน ในปีนี้ สะท้อนปัญหาการจัดการการแทรกแซงตลาดของรัฐบาลที่ไปเอื้อต่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเครือข่ายในรัฐบาล ส่งผลให้เกิดการผูกขาด กดราคา และคอรัปชั่นกันอย่างมาก เป็นอันว่าผู้ได้ประโยชน์จากการส่งออกก็ไม่ใช่เกษตรกรอีกอยู่ดี

          ไทย-ออสเตรเลีย : วัวตายเพื่อใครรวย? เอฟทีเอ ไทย-ออสเตรเลีย จัดเป็นข้อตกลงเอฟทีเอแบบเบ็ดเสร็จ (Comprehensive Package) ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าเกษตร ไปจนถึงสินค้าบริการ รวมทั้งการลงทุน โดยไม่แยกเจรจาเป็นรายการสินค้าและถือเป็นประเทศพัฒนาแล้วประเทศแรกที่บรรลุข้อตกลงกับไทย จากการศึกษาวิเคราะห์ของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ พบว่าข้อตกลงเอฟทีเอ ไทย-ออสเตรเลียนั้น อุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือ "อุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน"
          โดยหลังจากลดภาษีจะทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้นโดยรวม 86 % ขณะที่กลุ่มภาคการผลิตที่จะได้รับผลกระทบด้านลบคือ ผักผลไม้ ที่ภายหลังจากการปรับลดภาษีแล้ว ไทยจะนำเข้าผักผลไม้จากออสเตรเลียเพิ่มขึ้น 135 % และจะนำเข้าเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น 158.9% ผลิตภัณฑ์นมจะนำเข้าเพิ่มขึ้น 24.21 % ดูเหมือนทางราชการไทยเองก็ยอมรับว่าอุตสาหกรรมโคนม-โคเนื้อนั้นจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก แม้แต่ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ตัวแทนของรัฐบาล ยังสรุปว่า "ผลได้กระจุก ผลเสียจะกระจาย"
          อย่างไรก็ตาม นางชุติมา บุญยประภัศร รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กลับเร่งให้เกษตรกรต้องเป็นฝ่ายปรับตัว "อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจะต้องปรับตัวทั้งอุตสาหกรรมโคเนื้อ โคนม และผลิตภัณฑ์นม ที่มีเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากแต่การผลิตยังไม่มีประสิทธิภาพในการแข่งขัน จะต้องปรับตัวให้ได้ภายใน 15-20 ปี" อย่างไรก็ตาม กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคไม่เห็นด้วยกับทรรศนะดังกล่าว แม้ว่าสินค้านม และเนื้อจะถูกจัด ให้อยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหวเพื่อให้เกษตรกรมีเวลาในการปรับตัว 15-20 ปี แต่ไม่ว่าจะให้มีเวลายาวนานเท่าใด การเลี้ยงโคนม และเนื้อ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมดก็จะล้มหายตายจากไปตาม ๆ กัน เพราะศักยภาพของไทย จะอย่างไรก็ไม่สามารถสู้รบปรบมือกับออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ได้ เพราะทั้งสองประเทศ นอกจากจะมีปัจจัยทางพื้นที่ธรรมชาติที่เอื้ออำนวยแล้ว ยังมีเทคโนโลยี่ที่ก้าวหน้า และพันธุกรรมที่ดีเป็นปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญ ทางกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อ โคนม ซึ่งเป็นเกษตรกรจำนวนไม่มากที่ได้รับรู้ว่ารัฐบาลไทยกำลังเจรจาทำเอฟทีเอกับออสเตรเลีย เคยได้เรียกร้องต่อรัฐบาลให้ถอนรายการเนื้อและผลิตภัณฑ์นมออกจากข้อตกลงเอฟทีเอ แต่ก็ไม่เป็นผล          

        รัฐบาลคงเดินหน้าเจรจาและบรรลุข้อตกลงลงนามในที่สุดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยในการนี้ข้อตกลงเอฟทีเอจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมถึง 350,000 คน สหกรณ์โคนม 117 แห่ง เกษตรกรรายย่อย 1 ล้านคน อุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ ทั้งโคเนื้อ วัตถุดิบอาหารสัตว์ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากนม เช่น ชีส อีกด้วย ขณะที่รัฐบาลบอกเกษตรกรว่า ไม่สามารถถอนโคนม-โคเนื้อออกจากการเจรจาได้ แต่ตัวแทนกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ระหว่างการเจรจาเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย รัฐบาลไทยยืนยันหนักแน่นว่า "ไม่เจรจาเปิดเสรีภาคโทรคมนาคม" เพิ่มมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะเป็นภาคบริการที่ต้องปกป้อง ท่านผู้นำคงจะปฏิเสธประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนได้ลำบาก เพราะถึงแม้จะไม่มีใบเสร็จ แต่หลักฐานหลายประการกลับชี้ชัด วันที่ลงนามเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย มูลค่าหุ้นของธุรกิจใกล้ชิดท่านเพิ่มสูงขึ้นในทันที
         กรุงเทพธุรกิจบิสวีค เสนอบทความ หุ้นร้อนบนทางด่วน เอฟทีเอ ว่า "มิติหนึ่งที่น่าสนใจ หลังการลงนาม ในข้อตกลงการค้าเสรี ไทย-ออสเตรเลีย สำหรับชาวหุ้น ก็คือ เอฟทีเอ ไทย-ออสเตรเลีย กำลัง 'เอื้อโอกาส' ให้แก่บางธุรกิจ หรือหุ้นบางกลุ่ม ซึ่งกำลัง 'ต่อยอด' ความมั่งคั่งในตลาดทุน โดยนักวิเคราะห์ต่างให้มุมมองว่า หุ้นที่เจอ 'ส้มหล่น' ทางการค้ากับออสเตรเลียมาได้ คงหนีไม่พ้นหุ้น 'ขาประจำ' อย่างกลุ่มสื่อสาร กลุ่มยานยนต์ รวมถึงหุ้นนิคมอุตสาหกรรม และอาจจะมีหุ้นในกลุ่มสินค้าเกษตร (บางตัว) ที่สามารถสอดแทรกเข้ามาได้จากการจัดสรรแบบ 'เอื้ออาทร'" จึงไม่น่าแปลกใจกับข่าว ครอบครัวนายกฯ ทำมาค้าคล่อง หากินสุจริตจนได้รับอานิสงส์อันประเสริฐส่งผลให้ 'ชินวัตร' เป็นตระกูลที่รวยหุ้นที่สุดในประเทศ 31,543.75 ล้าน
         พบว่าปีเดียวหุ้นงอกถึง 70% ที่ น.ส.พิณทองทา ทายาทคนที่ 2 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือหุ้นมูลค่าทั้งสิ้น 18,032.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2546 จำนวน 7,824.76 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 76.65%
         ขึ้นเป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 1 ไทย

สหรัฐอเมริกา : การฆ่าตัวตายทางเศรษฐกิจ
           ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียง "หนังตัวอย่าง" ของเอฟทีเอ เพราะ "ของจริง" คือ เอฟทีเอ ไทย-สหรัฐฯ พ.ต.ท.ทักษิณ มักหยิบยกมาพูดเสมอว่า การตัดสินใจทำเอฟทีเอกับประเทศใหญ่นั้น เป็นเพราะเราต้องการเข้าไปกำหนดการเจรจาเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่เจรจาในสถานะถูกบังคับ แต่ในความเป็นจริง ตัวแทนการเจรจาฝ่ายไทยยอมรับเองว่า "ฝ่ายสหรัฐฯ เป็นผู้กำหนดว่าจะเจรจาเรื่องใด" ในแต่ละรอบการเจรจาฝ่ายไทยได้แต่รอวาระจากสหรัฐฯ ซึ่งโดยปรกติแล้วจะได้รับเพียงสามวันก่อนการเจรจาเท่านั้น ทั้งที่เนื้อหาของเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯนั้น จะส่งผลกระทบทั้งต่อฐานทรัพยากร สังคม และคนไทยอย่างรุนแรงที่สุด         

        สหรัฐยืนยันที่จะใช้กรอบการเจรจาที่ทำเอฟทีเอกับสิงคโปร์ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น หมายความว่า ภาพอนาคตที่จะเกิดขึ้น พอยกเป็นตัวอย่างคร่าวๆ ได้คือ คนไทยจะต้องซื้อยาแพงขึ้น เข้าถึงยาได้น้อยลง และแทบไม่มีหนทางที่จะทำให้ยาราคาถูกลงได้ เพราะระบบสิทธิบัตรที่สหรัฐบังคับให้เราตามก้นนั้น จะขยายอายุสิทธิบัตรออกไป จาก 20 ปี เป็น 25 ปี และยังบังคับให้เราช่วยเก็บข้อมูลตำรับยา ซึ่งเป็นการปิดกั้นองค์การเภสัชกรรมหรือบริษัทยาอื่นๆผลิต แม้ยาเหล่านั้นจะหมดอายุสิทธิบัตรแล้วก็ตาม และแน่นอนว่า องค์กรเภสัชกรรมคงไม่พ้นถูกแปรรูป อาจไม่ต้องมีหน้าที่ผลิตยาต่อไป แต่ให้อยู่เฉยๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องมาแทรกแซงราคายาให้ถูกลงอีกต่อไป เราอาจต้องใช้ชีวิตเหมือนคนอเมริกันที่ต้องไปลักลอบขนยาราคาถูกจากต่างประเทศ ไม่ต่างอะไรกับการลักลอบขนยาเสพติด …บุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมอและพยาบาลจะถูกดูดไปดูแลคนไข้ต่างประเทศในนามโครงการ Medical Hub ซึ่งมีนักธุรกิจไทยหัวใส (ซึ่งคุณก็รู้ว่าเขาคือคนพวกไหน) กว้านซื้อโรงพยาบาลเอกชนไว้เกือบหมดแล้ว …การศึกษาจะถูกแปรรูป ส่วนที่ยังเป็นของรัฐจะไม่ได้รับการอุดหนุน โอกาสเข้าถึงการศึกษาของคนที่ไม่ได้ร่ำรวยระดับหมื่นล้านอาจไม่มีอนาคต
…นโยบายสาธารณะและโครงการสวัสดิการของรัฐจะได้รับผลกระทบ หลังจาก 10 ปีที่เป็นภาคีเขตการค้าอเมริกาเหนือ หรือ นาฟต้า (ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวที่สหรัฐใช้บีบบังคับทำเอฟทีเอกับประเทศอื่นๆ)         

        รัฐบาลแคนาดาสามารถออกกฎหมายที่คุ้มครองสุขภาพประชาชนและรักษาสิ่งแวดล้อมได้เพียง 2 ฉบับเท่านั้น แต่ทั้ง 2 ฉบับก็ถูกนักลงทุนอเมริกันขู่กรรโชก แล้วตามด้วยการฟ้องร้องเรียกค่าเสียรายได้ รัฐบาลต้องจ่ายให้นักลงทุนอเมริกันไป 13 ล้านดอลลาร์ค่าที่ทำให้กำไรหดหาย แน่นอนว่าเงินจำนวนนี้มาจากเงินภาษีของคนแคนาดานั่นเอง รัฐบาลเม็กซิโก ต้องจ่ายเงินให้นักลงทุนอเมริกัน 16 ล้านดอลลาร์ ฐานที่ไม่ยอมให้นักลงทุนอเมริกันมาทิ้งขยะสารพิษในพื้นที่อ่อนไหวทางด้านสิ่งแวดล้อม
…พืชจีเอ็มโอจะได้รับอนุญาตให้ปลูกและค้าเชิงพาณิชย์ ทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพของไทยจะถูกแย่งชิงไปจดสิทธิบัตร ระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่สหรัฐต้องการ ไม่คุ้มครองพืชท้องถิ่น แต่มุ่งจะปกป้องพืชใหม่ๆเท่านั้น เมล็ดพันธุ์จะถูกผูกขาด โดยบริษัทใหญ่ๆที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับสหรัฐ แล้วคุณก็คงรู้ว่าเขาคือใคร ในอดีต เม็กซิโก เคยเป็นแผ่นดินแม่ของข้าวโพดหลายหมื่นสายพันธุ์ ปัจจุบันเม็กซิโกต้องนำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอราคาถูก (แบบอุดหนุน) จากสหรัฐ สายพันธุ์ดั้งเดิมถูกจีเอ็มโอปนเปื้อน แต่ราคาแป้งตอติญญ่า ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนเม็กซิโกเช่นเดียวกับข้าวที่เป็นอาหารหลักของไทยกลับมีราคาแพงขึ้นทุกวัน แล้วข้าวของไทยล่ะ จะมีอนาคตเช่นไร ภายใต้เอฟทีเอ
         หากภาพหลอนเมื่อครั้งวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ยังไม่จางหาย เราๆ ท่านๆ ก็คงจำได้ว่า มาตรการควบคุมทางการเงินยังพอทำให้เราผ่านวิกฤตมาแบบไม่สะบักสะบอมมากนัก แต่หาก เราทำเอฟทีเอ ไทย-สหรัฐ ไทยจะไม่มีสิทธิใช้มาตรการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินและทุนเลย ซึ่งรวมทั้งการลงทุนในตลาดหุ้นด้วย นักวิชาการประจำธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า หากเป็นเช่นนั้น พูดได้คำเดียวว่า "สิ้นชาติ" (แต่คงไม่ต้องห่วง เพราะอย่างน้อย ภาคที่จะได้รับการดูแลอย่างดียิ่งและต้องปกป้องราวกับไข่ในหินคงไม่พ้น "ภาคโทรคมนาคมอีกแล้ว")
         หากการทำเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหรัฐ ที่จะเดินหน้าต่อหลังการเลือกตั้ง ยังคง "ข้ามหัวประชาชน" อยู่ต่อไป แล้วคนไทยก็ยังคงปล่อยให้เขาข้ามหัวไปมา บทเรียนอันเจ็บปวดที่เกิดจากการทำเอฟทีเอ ไทย-จีน จะเทียบได้กับแผลที่โดนมีดบาด ขณะที่ เอฟทีเอ ไทย-สหรัฐ เราก็จะมีสภาพเหมือน...ศพที่ถูกรถสิบล้อทับแล้วถอยหลังกลับมาขยี้ซ้ำ

ข้อเสนอที่มากกว่าการเลือกตั้ง
         ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อการเมือง ให้ หลุดพ้น ไปจากการเมือง แบบแคบ อันได้แก่ การเมืองเฉพาะระบบตัวแทนจากการเลือกตั้ง ซึ่งจำกัดบทบาทการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนไว้แค่ในฐานะ "ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง" และให้ประชาชนฝากความหวังไว้กับพรรคการเมืองหรือนักการเมืองในการแก้ปัญหาและพัฒนาบ้านเมืองอย่างเดียว ร่วมมือกันใช้โอกาสในช่วงการเลือกตั้งครั้งนี้ ลด เงื่อนไขที่จะทำให้ระบบการเมืองตัวแทนมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในทุกทางเท่าที่จะทำได้ และ เพิ่ม ปัจจัยที่จะทำให้เกิดระบบถ่วงดุล และตรวจสอบการบริหารของรัฐบาลอย่างแท้จริง
         โดย…. เลือก นักการเมือง หรือพรรคการเมืองที่มีนโยบายสนับสนุนการเติบโตของการเมืองภาคประชาชน ไม่เลือก พรรคการเมืองที่เคยริดรอน ปิดกั้น บั่นทอนพลัง และการพัฒนาการเมืองภาคประชาชนร่วมตรวจสอบและผลักดันให้นโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ รับเอาข้อเสนอจากภาคประชาชนไปเป็นนโยบายการบริหาร หากพบช่องโหว่ หรือการละเลย ไม่รับฟัง ให้ช่วยกันทวงถาม และเรียกร้องให้ข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคประชาชนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่พรรคการเมืองรับไปปฏิบัติ ไม่เลือก พรรคการเมืองที่ยืนยันในการเดินหน้านโยบายที่ภาคประชาชนไม่ยอมรับ หรือคาดว่าจะก่อผลกระทบต่อประชาชน และสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างชัดเจน เช่น เอฟทีเอ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การก่อหนี้สาธารณะ ฯลฯ โดยไม่ฟังเสียงประชาชน ร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นในทุกระดับ เพราะความมั่นคงที่แท้จริงของชาติและชีวิตพลเมืองไทยไม่ได้มาจากการเมืองแบบตัวแทน แต่เกิดจากพลังของการเมืองภาคประชาชน

*หมายเหตุ จากเอกสาร โครงการรณรงค์และเผยแพร่การเมืองภาคประชาชน
บทประเมินสถานการณ์ปฏิรูปการเมือง 4 ปีที่ผ่านมา และ 4 ปีข้างหน้าภายใต้ระบอบทักษิณ
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
21 ธันวาคม 2547 ชั้น 4 มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

21 ธันวาคม 2547