ชะตากรรม ‘คนท่าตาฝั่ง’ ริมเขื่อนสาละวิน

‘เราถูกหลอก เขาย้ายเราออกมาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน หลายหนหลายที่’ ชาวบ้านท่าตาฝั่งคนหนึ่งระบายความอัดอั้นในใจแก่ผู้มาเยี่ยมเยือนที่ลงพื้นที่ในเวทีพี่น้องไทย-ลาว สัญจรสู่สาละวินของการประชุมภาคีแตร์เดซอมไทย-ลาว ครั้งที่ 7/1 ระหว่างวันที่ 10-13 ตุลาคม ที่ผ่านมา

บ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน หมู่บ้านชาวปกาเกอญอ กว่า 300 หลังคาเรือนแห่งนี้ เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะต้องได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนสาละวินตอนล่าง ที่มีชื่อว่า เขื่อนดากวิน เพราะเพียงแค่ผลการสำรวจจากกรมป่าไม้ถึงความเหมาะสมและจุดที่ตั้งของสันเขื่อน พื้นที่บริเวณนี้กลับได้รับการระบุว่า ‘ไม่มีหมู่บ้านและคนอยู่อาศัย’

‘จนวันนี้ เรามาอยู่ที่นี่ บ้านท่าตาฝั่งจะเป็นสถานที่สุดท้าย เราจะไม่ไปไหน เราต้องอยู่ เราหนีไปไหนไม่ได้อีกแล้ว’ ชาวบ้านคนเดิมยืนยันน้ำเสียงหนักแน่น ชาวบ้านท่าตาฝั่งเคยอยู่อย่างเรียบง่าย ตลอดแนวฝั่งสาละวิน คือ ระบบนิเวศและระบบธรรมชาติที่มอบความอุดมสมบูรณ์แก่ชาวบ้านให้ได้อาศัยพึ่งพิงกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแยกไม่ออกจากระบบวิถีชีวิต ‘เราทำนา ปลูกพืชผัก เลี้ยงแพะ และทำประมงเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อยู่ได้อาศัย ไม่เดือดร้อน โครงการเขื่อนจะทำให้เราเดือดร้อน’

โครงการเขื่อนสาละวินตอนล่าง จุดดากวิน แห่งนี้ คือ จุดหนึ่งในโครงการเขื่อนสาละวินชายแดนไทย-พม่า หรือมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสาละวินชายแดนประเทศไทย-เมียนม่าร์’ ได้รับการสนับสนุนการลงทุนและสำรวจโครงการจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ร่วมกับรัฐบาลทหารพม่า

โครงการเขื่อนสาละวินชายแดนไทย-พม่า ประกอบด้วยโครงการหลัก 2 โครงการ คือ เขื่อนสาละวินตอนบน หรือเขื่อนเว่ยจี เขื่อนนี้มีความสูง 168 เมตร กำลังผลิต 4,540 เมกะวัตต์ และ โครงการเขื่อน สาละวินชายแดนตอนล่างจุดท่าตาฝั่ง หรือ เขื่อนดากวิน เขื่อนนี้มีความสูง 49 เมตร กำลังผลิต 792 เมกะวัตต์ เป็นอ่างเก็บน้ำ 2 อ่างที่เชื่อมต่อกัน อ่างเก็บน้ำของเขื่อนตอนบนท่วมพื้นที่ยาวไปตามลำน้ำ 380 กม. รวมทั้ง ชุมชนบ้านท่าตาฝั่ง ซึ่งจากคำบอกเล่ามีการประเมินกันว่า ‘ชุมชนแห่งนี้จะตกอยู่ภายใต้ลำน้ำทั้งชุมชน’

‘การสำรวจพื้นที่ของกรมป่าไม้ทำให้เกิดความขัดแย้ง วันนี้ ชาวบ้านแตกกันเองและยังคงถกเถียงเรื่องประโยชน์และผลกระทบกันไม่จบ’ ชาวบ้านคนเดิมพูดต่อไปว่า การสำรวจที่ผ่านมาของกรมป่าไม้ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าทางหน่วยงานราชการและคนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตลงพื้นที่สำรวจอย่างไม่ถูกต้องตามกระบวนการประชาพิจารณ์หรือสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมในแง่ของความเห็นร่วมจากชุมชนแต่อย่างใด จนกระทั่ง ผลสำรวจระบุว่า จุดที่ตั้งสันเขื่อนบริเวณท่าตาฝั่งแห่งนี้ไม่มีชุมชนหรือคนอยู่อาศัยทั้งที่หมู่บ้านท่าตาฝั่งมีจำนวนครัวเรือนมากกว่า 300 หลังคาเรือน

‘การทำประชาพิจารณ์ แสดงความเห็นเค้าทำกันในอำเภอจะให้เราเดินทางเข้าไปในเมืองบ่อย ๆ เราก็ลำบาก กว่าจะเดินทาง กว่าจะเข้าไปในเมือง ต้องเสียค่าเรือ เสียค่าใช้จ่าย ทำไมเค้าไม่ถามเราบ้าง’ ประเด็นเดียวที่ชาวบ้านหลายคนคิดตรงกัน คือว่า โครงการไม่มีความชอบธรรมและโปร่งใสถือเป็นการร่วมมือกันเพื่อเอาประโยชน์จากโครงการระหว่างข้าราชการ นักการเมือง พ่อค้า ทั้งในพื้นที่และระดับชาติ

‘เรา จะไม่ยอมให้เกิดการสร้างเขื่อนเพราะหมู่บ้านของเราจะจมหายไปกับผืนน้ำ เรา ต้องการธรรมชาติ เรา ต้องการระบบนิเวศอย่างเดิม เราต้องการอยู่ที่เดิม และมีอาชีพเดิม’

‘ก่อนเราจะถูกอพยพโยกย้าย มาอยู่ที่นี่มีข่าวว่าบริเวณนี้จะเป็นจุดที่ตั้งของสันเขื่อน เราถูกกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ว่า ชาวบ้าน คือ ผู้ลักลอบตัดไม้ ก่อนจะจัดการทยอยชาวบ้านออกมาทีละคน ๆ จากเขตรักษานธุ์สัตว์ป่าสาละวินด้วยความชอบธรรม เรา ยืนยันได้ว่า ไม่เป็นความจริง ชาวบ้านมีการจัดการและการดูแลรักษาป่าเป็นอย่างดี ไม่มีการแตะต้องป่าเกินกว่าความจำเป็น’

‘ดินน้ำป่า คือ คุณประโยชน์ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ หากเป็นคุณ คุณจะทำลายสิ่งที่ทำให้ชีวิตคุณดำรงอยู่ได้อย่างนั้นหรือ’ ชาวบ้านคนเดิมย้ำชัดหนักแน่น

แต่อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านท่าตาฝั่ง ยังคงรู้สึกหนักอกหนักใจถึงโครงการเขื่อนที่จะมาถึงเพราะสถานะการณ์ขณะนี้ยังไม่อาจทำความเข้าใจแก่สาธารณะได้ว่า พวกเค้าคัดค้านโครงการไปเพื่ออะไรหรือต้องสูญเสียสิ่งใดไปบ้างและชาวบ้านอีกหลายคนยังคงมีความเห็นที่แตกต่างออกไป ‘เราเคารพความเห็นที่แตกต่าง เราฟังและจำเป็นต้องทำสาธารณะชนเข้าใจชัดเจนว่า เราจะสูญเสียอะไรไปบ้าง เราเชื่อว่า หากเราไม่ยอม เขื่อนย่อมไม่มี’

......................................................

ดั่งคำของผู้เฒ่าที่คอยสอนลูกสอนหลานผ่านบทเพลงที่ถ่ายทอดกันมาแต่โบราณว่า…

อ่อ ที กะต่อ ที อ่อ ก่อ กะต่อก่อ …กินน้ำรักษาน้ำ อยู่ป่ารักษาป่า
เกอะตอ เส่ เลอะ ทีโพคี เกอะตอ หว่า เลอะ ทีโพคี …เรารักษาไม้ที่ขุนน้ำ เรารักษาไผ่ที่ขุนน้ำ
เกอะตอ ฉ่าโพ อะหล่อมี เกอะตอ ก่อโพ อะหล่อมี …ให้เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่า ให้เป็นที่นอนของสัตว์ป่า
เส่กลอ เหน่ กลอ เหลอะ เตอะเก ปะ เหน่ บิเบโหม่ จ่อ เก …ตัดไม้อย่าตัดหมด เหลือไว้ให้นกพญาไฟมาเกาะ”
อ่อ ที กะต่อ ที เหม่ เก อ่อ ก่อ กะต่อ ก่อ เหม่ เก …ใช้ผืนน้ำให้รักษาไว้ ใช้ผืนดินให้รักษาไว้
แพะ คึ ขุ ซี เส่ เตอะ เก แพะ คึ ขุ ซี หว่า เตอะ เก …ถางไร่อย่าฟันไม้ให้ตาย ฟันไร่อย่าถางไผ่ให้ตาย
เส่ หว่า เมะ ลอตุ ลอเช เปอะ บะ กอวี บะ กอเจ …หากไม้และไผ่หมดไป เราจะอดน้ำอดข้าวตาย
เปอะ โอะ ฮี่ เลอ โหม่ แดลอ เปอะ โอะ ฮี่ เลอ ป่า แดลอ …หมู่บ้านที่แม่เราเคยอาศัย หมู่บ้านที่พ่อเราเคยอาศัย
สะสวีส่า เลอ โหม่ สู่ ลอ มะแงส่า เลอ ป่า สู่ ลอ …ส้มโอที่แม่ปลูกไว้ มะนาวที่พ่อปลูกไว้
เปอะอ่อกะต่อ อ่อกะต่อ กุ อ่อ ปกา เล ตื่อ เล ตอ …เรากินไปเรารักษาไป เราจึงมีกินตลอดไป

......................................................................

คำกล่าวเพลงทาจากบทความ โรงเรียนแม่น้ำ กลางป่าสาละวิน
เพียรพร ดีเทศน์ เครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (searin)
http://www.searin.org/Th/SWD/swd_a8.htm


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

18 ตุลาคม 2547