มองการเมืองหลัง (ระบอบ) ทักษิณ

เป็นเรื่องที่ชัดเจนแล้วว่า .. การยุบสภาของรักษาการณ์นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ไม่อาจจะคลี่คลายความรู้สึกของ เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ กลุ่มพลังบริสุทธิ์ ซ้ำร้ายกว่านั้น เวทีวันที่ 3 มีนา การระดมพลพรรค "เชลียร์" นำโดยกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ของรักษาการณ์นายกรัฐมนตรียังเป็นการทำให้บรรยากาศทางการเมืองทวีความอึดอัดอย่างไม่อาจจะหาทางออก จนวันนี้ เกิดเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างพลังประชาชน 2 ฝ่าย

ฝ่ายเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อันมี คนชั้นกลางในเมืองใหญ่เป็นแนวร่วม และฝ่าย "เชลียร์" รักษาการณ์นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร อันมี คนต่างจังหวัดเป็นแนวร่วมหลัก

งานเสวนา "การเมืองไทย-หลังทักษิณ" ศุกร์ที่ 3 มีนา (ก่อนเวทีเชลียร์นายฯเล็กน้อย) ห้อง F337 ตึกเอนกประสงค์ 2 ม.ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ เป็นการเรียกระดมสมองเค้นทางออกมองข้ามช็อตการเมือง-เรียกศรัทธาหลังจากระบอบทักษิณ

ศ.เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า "หากจะให้พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ในสถานการณ์ขณะนี้คงไม่มีใครสามารถตอบได้ชัดเจนว่าการเมืองหลังระบอบทักษิณจะเป็นอย่างไร คงทำได้เพียงวิเคราะห์ภาพกว้างออกเป็นประเด็น ๆ อย่างแรก ต้องมาดูว่าหลังจากนี้ใคร คือ ผู้กุมอำนาจ เป็นทายาทที่สืบสายจากระบอบทักษิณหรือเปล่า? หรือกลุ่มการเมืองใหม่ คือ ใคร ประเด็นที่สอง ใคร เป็นผู้นำรัฐบาล ซึ่งส่งผลถึงเสถียรภาพทางการเมือง" อาจารย์ธรรมศาสตร์ ยืนยันว่า หากเป็นระบอบที่สืบต่อจากระบอบทักษิณ สังคม การเมืองจะไม่พัฒนา

"นโยบายของรัฐบาลจะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจว่าจะให้ความสำคัญด้านใด เสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่จะต้องมองลึกลงถึงโครงสร้างพื้นฐานสังคมเศรษฐกิจการเมืองและรัฐบาลเกี่ยวโยงกัน การเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจรัฐในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่ได้ทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก เสถียรภาพของรัฐบาลจะทำให้นักลงทุนเชื่อถือ รัฐบาลที่ชอบธรรมจะดึงดูดนักลงทุน สถานการณ์ปัจจุบันเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก 'อย่าหวั่นไหว' ประเทศไทยจะฝ่าวิกฤตนี้ไปได้"


อาจารย์ธรรมศาสตร์มองและย้ำถึงจุดยืนของกลุ่มการเมืองใหม่ ที่จะต้องปรับจุดเน้นทางการเมืองเพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาการเมืองเน้นอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ก่อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ผู้ที่รับเคราะห์ คือ บุคคลซึ่งมีฐานการต่อรองต่ำอันเป็นบุคคลส่วนใหญ่ของประเทศ

"กลุ่มการเมืองใหม่จำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนมากขึ้น ไม่เน้น อัตราการเติบโตที่ให้ประโยชน์เฉพาะกลุ่มแต่ต้องเฉลี่ยประโยชน์ออกในทางกว้างเติบโตอย่างยั่งยืน กลุ่มการเมืองใหม่ต้องยกเลิกนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจสำคัญ ๆ ของประเทศ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการแต่ 'ต้องไม่ขายให้ต่างประเทศ' การเจรจาการค้าเสรีสองประเทศ เอฟทีเอ จำเป็นจะต้องมีการทบทวน อย่างสุดท้าย ต้องจัดการกระจายรายได้อย่างเป็นระบบ"
อาจารย์ธรรมศาสตร์ระบุว่าความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเกิดขึ้นไม่ได้ง่าย ๆ ขึ้นอยู่กับกลุ่มการเมืองกลุ่มใดเป็นผู้ยึดกุมอำนาจ

ทางด้านสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครราชสีมา ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ตั้งหัวข้อเอาไว้อย่างน่าสนใจถึงประเด็นการตั้งหัวข้อการเสวนาในครั้งนี้เป็นที่ชัดเจนว่าผู้จัดมีจุดประสงค์อย่างไร "หลายคนไม่ได้คาดหมายว่าประเทศไทยจะเกิดอุบัติการณ์เช่นเป็นอยู่ รัฐธรรมนูญ 2540 ได้สร้างระบบเพื่อปิดระบบฉ้อฉล หากระบอบทักษิณกลับฉีกออกได้เพราะเขาพร้อมในทุก ๆ ด้าน กำลังสมองกำลังคนกำลังเงิน ควบคุมกิจกรรมการตรวจสอบจากองค์กรอิสระทุกชนิด ล่าสุด คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลายเป็นผู้เฝ้ามองปล่อยให้เกิดการซื้อเสียง ทำผิดกฏหมายการเลือกตั้งอย่างเอิกเกริกที่สุดเท่าที่เคยมีการเลือกตั้งมา”

อาจารย์ไกรศักดิ์ ย้ำว่าระบอบทักษิณกลายเป็นสิ่งที่อยู่เหนือกฎหมาย ไม่ผิด หาช่องทางหลีกเลี่ยง "สังคมระบอบทักษิณเป็นสีเทา ชัดเจนที่สุด คือ นโยบายปราบปรามยาเสพติดด้วยการให้รางวัลนำจับหากทำไม่ได้ต้องย้ายภายใน24ชั่วโมง จนเกิดเหตุวิสามัญมากกว่า 3,000 ศพ เฉพาะที่โคราช (นครราชสีมา) ตายเช้า-ตายเย็นโดยไม่มีการสืบสวนข้อเท็จจริงใดใดแต่ไม่รู้ทำไมสังคมถึงชอบ-ถึงได้เชียร์ คนไทยอึดอัดใจกับเรื่องขายหุ้นมากกว่าเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน (นโยบายปรามปรามยาเสพติด กรณีกรือเซะ)

การเมืองหลังทักษิณต้องอาศัยสำนึกทางสังคมการเมืองมากกว่านี้ ไม่ยึดถือตัวบุคคล เลิกยึดถือการแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่รุนแรง ระบอบการเมืองในสังคมไทยจะไม่พัฒนาหากสำนึกทางสังคมยังคิดแก้ไขปัญหาด้วยความรุนแรง"
ทั้งนี้ อาจารย์ไกรศักดิ์ย้ำว่าสังคมไทยต้องยอมรับว่าเราทั้งหมดมีส่วนในการสร้างระบอบทักษิณ

“ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องค่านิยมชอบลดแลกแจกแถม เนื่องจาก จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง สังคมชนบทยังเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความยากจนอย่างเปรียบเทียบไม่ได้กับคนในเมือง ทำให้การเมืองไทยพัฒนายาก จุดนี้เองที่ทำให้ระบอบทักษิณประสบความสำเร็จ"

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อีกหนึ่งในอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตเลขาธิการสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยยุคพฤษภาทมิฬ พูดถึงการเมืองหลังระบอบทักษิณว่า "เป็นเรื่องยากที่จะพูดว่าการเมืองหลังระบอบทักษิณเป็นอย่างไร มันยังมาไม่ถึง ต้องอาศัยองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างด้วยกันเพราะสภาวะการเมืองหลังทักษิณเป็นเรื่องที่ต้องมองผ่านระบอบหลังทักษิณ

สังคมไทยผ่านวิกฤตการณ์เผด็จการทหารถึงยุคเผด็จการอำนาจทุนนิยม ฐานคิดเสรีนิยมใหม่ทำให้เกิดการรวมตัวกันของทุน-การเมือง ตัวละครหลัก3ตัว คือ รัฐบาลพรรคการเมืองนายทุนที่ก่อนหน้านี้หากนายทุนจะเข้าไปมีประโยชน์ร่วมกับพรรคการเมือง กลุ่มทุนจะให้เงินสนับสนุนพรรคการเมือง แต่ปัจจุบันตัวละครทั้ง3ตัว ถูกกำกับโดยคนเพียงคนเดียว รัฐธรรมนูญ2540ถูกทะลุทะลวงโดยคนเพียงคนเดียวที่กุมสภาพสังคม-การเมือง

ประเด็นใหญ่อยู่ที่ระบบการตรวจสอบไม่ทำงาน ฝ่ายค้านไม่สามารถเปิดอภิปรายได้ รัฐธรรมนูญ2540 ทำให้รัฐบาลเข้มแข็งเกินไป ระบบตรวจสอบภายนอกหรือองค์กรอิสระไม่เข้มแข็ง สมาชิกภาพผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมืองอย่างน้อย90วัน ทำให้เกิดภาวะนิ่งทางการเมือง"
อ.ปริญญากล่าวว่า จุดใหญ่ คือ พรรคการเมืองในประเทศไทยไม่มีหลักประชาธิปไตย

“คำถามง่าย รายชื่อปาร์ตี้ลิสต์ (บัญชีรายชื่อ)ได้มาอย่างไร พูดกันให้ชัดกว่านี้ คือ ท่านนายกและภริยา คือ ผู้คัดสรร อย่างนี้ไม่เรียกพรรคการเมือง เรียกว่า คนเพียงคนเดียว ประชาธิปไตยตกอยู่ใต้การควบคุมของพรรคการเมืองพรรคเดียว พรรคการเมืองตกอยู่ใต้การควบคุมของคนเพียงคนเดียว ผลประโยชน์ทั้งหมดถึงถูกคิดค้น สร้าง ให้เกิดประโยชน์แก่คนเพียงคนเดียว กฏหมายเป็นรากฐานของประชาธิปไตย กฎหมายต้องตราโดยประชาชน กฎหมายต้องมีลักษณะเป็นนิติรัฐ" สิ่งสุดท้าย อ.ปริญญาย้ำว่าจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างทางศีลธรรม-จริยธรรมกันใหม่

"ส่วนเรื่องเร่งด่วนสุดท้ายเป็นการแก้กิจการโทรคมนาคม ถอดการถือครองจากสิงค์โปร์มาเป็นของคนไทย และจำเป็นต้องสร้างหลักประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นภายในระบบพรรคการเมืองไม่ใช่มอบอำนาจการตัดสินใจให้หัวหน้าพรรค ทุกวันนี้ไม่ใช่ สส. เลือกนายกแต่นายกเป็นผู้เลือก ส.ส."

อาจารย์ปริญญากล่าวถึงประเด็น การยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ว่าเป็นการซื้อเวลาเท่านั้น การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่มีความชอบธรรมและจะเป็นการเลือกตั้งที่มีผู้งดออกเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย "การงดออกเสียงเป็นการคัดค้านที่ประชาชนสามารถทำได้ เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมที่ประชาชนจะบอกกับนักการเมืองว่า ณ เวลานี้ไม่มีใครเหมาะสม"

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

มีนาคม2549