เวทีความลวงของความจริง ..คลื่นยักษ์ ระบบเตือนภัยและควายทะเล

ชีวิตและเรื่องราวของคนทะเลดูจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย กล่าวกันว่า หากไม่เกิดเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินเรื่องของชาวเลหรือที่สังคมไทยให้ชื่อพวกเค้าว่า ไทยใหม่ ชาวเลหรือไทยใหม่มีอยู่ด้วยกันหลากหลายเผ่าพันธุ์ ทั้งที่นับถือศาสนาพุทธและมุสลิมและมีบางกลุ่มที่นับถือผี แบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ที่เรียกว่า มอเก็น(มอแกน) มอเกล็น(มอแกลน) และอูรังลาโว๊ย นอกจากนี้ ชุมชนบริเวณชายฝั่งอันดามัน ยังประกอบด้วยกลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน ชุมชนคนจีนที่ทำการค้าขายและกลุ่มแรงงานต่างชาติ

ชีวิตที่ผูกพันอยู่กับท้องทะเลทั้งชีวิต ทำให้กลุ่มชนชาวเลหรือไทยใหม่หลายกลุ่มมีชุดความรู้และเรียนรู้ที่จะอยู่ให้ได้ในธรรมชาติ หลังจากเกิดเหตุการณ์คลื่นยักษ์ ส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐถูกโยนไปที่ระบบเตือนภัยทางธรรมชาติที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีชั้นสูง หากอีกภาพหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ ชุดความรู้ของกลุ่มชนชาวเล วิทยาลัยการจัดการทางสังคม www.thaiknowledge.org จัดให้เกิดเวทีเสวนาที่ว่าด้วยความเหลื่อมซ้อนกันของความรู้สองชุดใน เวทีความลวงของความจริง ..คลื่นยักษ์ ระบบเตือนภัยและควายทะเล..ลานอนุสาวรีย์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งไทยเอ็นจีโอได้ติดตามและถอดชุดความรู้-ความคิดจากเวทีนี้เป็นภาพรวมเอาไว้ ดังนี้


เรื่องเล่าชาวเล 4 แกนนำชาวเล ความรู้เรื่องป่าเขา ชุมชน ชายฝั่งและท้องทะเล

เรื่องคลื่นลมทะเลเป็นเรื่องที่ซับซ้อนในหลายประเด็น ซึ่งเป็นเรื่องยาก ในความเข้าใจของคนที่ไม่ได้อยู่บริเวณชายฝั่ง คำอธิบายด้วยคำพูดในช่วงสั้น ๆ คงเข้าใจไม่ได้ การสังเกตคลื่นลมมีจุดสังเกตอยู่ด้วยกันหลายประการ อย่างเช่น ปลาโลมาว่ายเข้ามาบริเวณชายฝั่งมากผิดปกติก็เป็นประการหนึ่งว่าพายุกำลังก่อตัวซึ่งก็พอจะประมาณได้ว่า ไม่เกิน 2-3 วัน พายุจะเข้าหาฝั่งอย่างแน่นอน หรือ กรณีขอนไม้ลอยเข้าหาฝั่งทางแนวดิ่งเป็นกลุ่มก้อนก็เป็นอันแน่นอนว่าพายุกำลังก่อตัวเข้าหาฝั่ง ลักษณะเฉพาะทางธรรมชาติ อย่างนี้ เป็นชุดความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดสะสมกันมาหลายชั่วอายุคน

มีจุดสังเกตอีกหลายอย่างที่ประกอบกันเข้าเป็นเครื่องเตือนภัยในธรรมชาติ แม้แต่เมฆที่ลอยเป็นกลุ่มก้อนอยู่บนภูเขาหรือลักษณะของยอดคลื่นที่กระทบเข้าฝั่งก็สามารถนำมาอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ผิดปกติได้ แต่จะให้อธิบายให้เห็นภาพหรือเข้าใจได้ในเวลาสั้นสั้นก็เป็นเรื่องยากเพราะเป็นชุดความรู้ที่สั่งสมถ่ายทอดกันมานานหลายชั่วอายุคน เรื่องเหล่านี้ไม่มีในโรงเรียนต้องใช้ทักษะและวิจารณญาณเฉพาะ มันจะเกี่ยวร้อยเข้าไปด้วยกันทั้งระบบ

สรุปได้ว่า องค์ประกอบหลายอย่างในธรรมชาติเป็นเรื่องสอดคล้อง ชาวเลจะสังเกตภาพรวมตามระบบธรรมชาติชาวเลจะออกเรือเป็น หมู่เรือ ทำงานร่วมกัน สอดคล้องกัน หากลำใดเห็นว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้นจะต้องหันหัวเรือกลับกันทั้งหมู่ แต่ทว่าหากลำใดต้องการออกเรื ก็ไม่ได้มีการบังคับเพียงแต่ว่าจะต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาทมองทะเลและธรรมชาติแวดล้อมให้เข้าใจทั้งระบบ มันจึงเกิดเป็นความรู้

ครั้งหนึ่งเคยเกิดคลื่นขนาดยักษ์เช่นนี้ที่แหลมตะลุมพุก มีทั้งลมและฝนเพราะเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาล ก้อนหิน กิ่งไม้ไหลเข้ามารวมกันบริเวณชายฝั่งทั้งหมด อันนี้ก็เป็นจุดสังเกตุได้ หรือชาวเล จะสังเกตฤดูกาลทางธรรมชาติ เรียกว่า ลมตะวันออก เช่น จนเมื่อเข้าช่วงลมตะวันออก ก้อนเมฆและท้องฟ้าเป็นสีเขียวครึ้มซึ่งมั่นใจได้ทันทีว่า พายุใหญ่กำลังก่อตัว เขาหลักเป็นเวิ้งอ่าวที่ เปลี่ยว มาก หมายถึง หากมีพายุเข้าจะยิ่งทวีความรุนแรง คนที่ไม่มีความรู้เรื่องธรรมชาติจะหลีกเลี่ยงไม่ทัน

สำหรับเรื่องของคลื่นล้างหาด-ล้างทราย คนรุ่นปู่ รุ่นทวด เคยเล่าให้ฟังว่าเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งซึ่งความหนักหน่วงอาจจะไม่เท่ากับคลื่นสึนามิ คลื่นล้างหาด-ล้างทรายเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในระดับที่สร้างความเสียหายได้ไม่หนักหนามากนัก หาดจะขาวสวยราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เพียงแต่ส่งผลกระทบเล็ก ๆ ไม่เท่ากับคลื่นสึนามิในครั้งนี้

สังคมไทยได้เรียนรู้ว่าหากน้ำทะเลลดลงภายใน 5 นาทีและเกิดเสียงอันดังเหมือน เรือสปีดโบ๊ต วิ่งบริเวณชายฝั่ง นั่นคือ ระบบเตือนภัยและการเรียนรู้จากบทเรียนในครั้งนี้ สึนามิ เป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย เพราะส่วนใหญ่ภาพคลื่นยักษ์ที่ชาวเลเจอจะไม่มีการสั่นไหวของแผ่นดิน เป็นเรื่องเกินความคาดหมายที่ต้องทบทวนและสร้างชุดความรู้กันต่อเนื่อง

ในเรื่องการทำประมงให้ข้อสังเกตตามแนวปะการัง ปลาชุกชุมจะในระดับน้ำลึก 20-30 เมตร เรามองไม่เห็นฝูงปลา ชาวเลจะใช้วิธีการเอาหูแนบกับท้องเรือ เมื่อใดที่ได้ยินเสียง แกร็ก ๆ ใต้พื้นผิวน้ำจะเป็นแนวปะการัง หรือปลาบางชนิดจะส่งเสียงออกมาให้ได้ยิน หากเอานิ้วดีดลงน้ำไป ปลาที่ชื่อ ปลาสามเขี้ยวจะส่งเสียงตอบกลับมา หรือบางคนมีลักษณะเฉพาะบางอย่างในการบอกถึงฝูงปลา จำนวนปลา น้ำหนักปลา ชนิดปลา นั่นถือเป็นเรื่องของคนที่มีชีวิตและความผูกพันกับท้องทะเลจริง ๆ

การออกแบบสร้างเรือแบบแปลนของเรือมีอยู่ด้วยกันสามลักษณะ อย่างชนิดที่เรียกว่า เรือกอและแถบทางจังหวัดปัตตานี เรือชนิดนี้ได้รับการออกแบบให้สามารถโต้คลื่นขนาดใหญ่ ๆ ในท้องทะเล สูงถึง 3 เท่าของลำเรือถือเป็นเรือแห่งท้องทะเลที่มีสมรรถนะสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง อีกชนิด เป็นเรือหัวโทงแถบทางจังหวัดพังงา กระบี่ ระนอง เรือชนิดนี้เป็นระบบความรู้ที่สร้างขึ้นเพื่อต้านทางคลื่นให้ได้ถึง 2-3 เท่า

วันที่เกิดเหตุการณ์ สึนามิ ความเสียหายจะเกิดกับเรือที่อยู่ตามแนวชายฝั่งมากกว่าเรือที่อยู่นอกชายฝั่ง เมื่อคลื่นเข้ามากระทบชายฝั่ง หาดทรายหรือต้นมะพร้าวริมชายหาดหักโค่นลงทำให้เรือเสียหายมากกว่าการกระทำของคลื่นสึนามิเอง

อีกประการที่สำคัญ หลังจากเกิดเหตุ สึนามิ มีนักจิตวิทยาบางกลุ่มไปทำการสำรวจ ถามคนทะเลว่า เกิดสภาวะความกลัวทะเลหรือไม่ ยืนยันได้ว่า คนทะเลที่มีชีวิตอยู่ทะเลไม่กลัว คนที่กลัว คือ คนที่ทำงานอื่น ๆ รีสอร์ท โรงแรม บังกะโล คนพวกนี้จะเกิดความหวาดกลัวเพราะชีวิตพวกเค้าขาดหายไปจากท้องทะเลเสียแล้ว คนทะเล จะไม่กลัวทะเลไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นการเร่งฟื้นฟูเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นใหญ่อันดับหนึ่งที่ต้องกระทำหลังเหตุคลื่นสึนามิมากกว่าการททุ่มเงินไปดูแลการท่องเที่ยว

นักวิจัยโครงการนำร่องอันดามันและช่างภาพอิสระ อรุณ แถวจัตุรัส ฟาเทอร

สังคมไทยมีการรับรู้ในเรื่องชนพื้นถิ่นมอแกน หรือไทยใหม่กันน้อยมาก งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าคนไทยเรียกคนที่อาศัยอยู่บนเรือว่า ชาวเล ทั้งที่ความเป็นจริง คนที่อาศัยอยู่บนเรือมีตั้งแต่ ฟิลิปปินส์จรดหมู่เกาะแถบอินโดนีเซีย ตามธรรมชาติในสภาพภูมิศาสตร์แห่งหมู่เกาะ หลายพื้นที่จนกระทั่งถึงเกาะภูเก็ต หาดบางสัก บริเวณหมู่เกาะพระทองเรื่อยมา

แต่เดิมสังคมมักเข้าใจว่า ชาวเลมีความชำนาญเฉพาะทาง คือ เรื่องการหาปลาและการใช้ชีวิตในท้องทะเลส่วนเรื่องพืชสมุนไพรอื่น ๆ อาจจะเป็นเรื่องที่เข้าใจยากสักหน่อย อย่างไรก็ตาม หากเราตั้งคำถามถึงชนชาวเลว่า คนเราเหล่านี้มีชีวิตอยู่มาเป็นศตวรรษได้อย่างไร สมติฐานสำคัญ คือ การใช้พืชใช้ยาสมุนไพรในชุดความรู้ของเขา
หลังจากที่ได้เรียนรู้ลงศึกษา ชุมชน ความรู้เรื่องพืชสมุนไพรที่ได้บันทึกเอาไว้มีอยู่ด้วยกันถึง 159 ชนิด และ 34 ชนิด สำหรับใช้รักษาโรคและบรรเทาความเจ็บปวดต่าง ๆ ที่เหลือ คือ พืชผักสำหรับทำอาหารและเป็นจำพวกไม้สร้างบ้านสร้างเรือ ทำเสื่อ ทำเครื่องใช้ไม่สอยต่าง ๆ

สึนามิ ทำให้เราได้เห็นว่า ชาวมอแกนมีความรู้เรื่องระบบธรรมชาติในท้องทะเลเป็นอย่างดีเพราะส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่รอดมากกว่านักท่องเที่ยวหรือพนักงานโรงแรม รีสอร์ท และยังได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอื่น ๆ ได้อีกด้วย ปฏิกิริยาของชาวมอแกนที่เห็นน้ำลดลงอย่างผิดปกติธรรมชาติเป็นเรื่องที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า พวกเค้ามีความรอบรู้ เชี่ยวชาญและปฏิกิริยาตอบสนองต่อภาวการณ์ผิดปกตินี้ได้เป็นอย่างดียิ่ง

มอแกนคนหนึ่งชื่อลุง ซาเหล่ วันนั้น แกกำลังนั่งตกปลาอยู่บริเวณร่องน้ำแคบ ๆ ระหว่างเกาะเหนือและเกาะใต้แถบหมู่เกาะสุรินทร์ แกรู้สึกว่า เรือแกสั่นไหว และน้ำไหลกลับอย่างรวดเร็ว เรียกกันว่า น้ำผิด ซึ่งลักษณะเช่นนี้แกพบว่าแกเคยได้ยินมาแล้วจากคำบอกเล่าของบรรพบุรุษ พ่อกับแม่ก็เคยเล่าให้ฟังว่า หากน้ำลดลงรุนแรงน้ำจะตีกลับเข้ามาทางชายฝั่งอย่างรุนแรง เรียกว่า ลบูน

เมื่อเห็นผิดสังเกตลุงแกจึงได้วิ่งเข้ามาทางอุทยาน เพื่อบอกให้คนหลบหนี แกตะโกนว่า คลื่นใหญ่กำลังจะมา คนก็ไม่เชื่อแก หาว่า แกเมาหรือไม่ก็เป็นเรื่องล้อเล่น แต่ครั้นมองไปทางชายหาดก็เห็นคลื่นขนาดใหญ่พร้อมกับเศษไม้ ก้อนหิน ซัดเข้ามาทางฝั่งจริง นักท่องเที่ยวบริเวณอุทยานถึงได้พากันวิ่งขึ้นไปบนเขาทางด้านหลังอุทยาน นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวที่ไปอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์มีชีวิตรอดจากมหันตภัยเพราะความรู้ของลุงซาเหล่ชาวมอแกน

ลบูน หรือคลื่นยักษ์ในความเข้าใจของชนชาวมอแกน ได้รับการถ่ายทอดต่อ ๆ กันมาจากรุ่นปู่รุ่นทวด ความรู้ชุดนี้ได้มาอย่างไร แสดงให้เห็นว่าสังคมโลกประสบกับมหันตภัยทางธรรมชาติที่ร้ายแรง หลายครั้งหลายหน จนเป็นที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ ภูเขาไฟกรากาตั้วระเบิด ช่วงนั้นราวปี 2426 อีกรุ่นที่ได้เจอก็ช่วงที่เกิดแผ่นดินไหวที่มหาสมุทรอินเดีย ราวปี 2490 ซึ่งการได้เจอประสบการณ์เช่นนี้ทำให้เหตุการณ์ได้รับการถ่ายทอดเป็นเรื่องเล่าเป็นนิทานสืบต่อ ๆ กันมา ความช่างสังเกตเกี่ยวกับความผิดปกติทางธรรมชาติของมอแกนจึงมีค่อนข้างสูง

ลุงซาเหล่ ย้ำกับผู้ศึกษาว่า การที่น้ำลด ธรรมชาติได้เตือนเรา จำเป็นต้องวิ่งขึ้นที่สูงและแกบอกว่ามันจะเกิดขึ้นอีก แต่จะเป็นเมื่อไร แกคงเสียชีวิตไปก่อน

หลังจากเหตุการณ์สึนามิ บ้านและเรือของมอแกนเสียหายอย่างมาก เมื่อเกิดภัยพิบัติ ทางหน่วยงานราชการได้นำชาวเลหลายกลุ่มบ้านมาอยู่รวมกันลึกเข้าไปในชายฝั่งด้วยความหวังดีหลาย ๆ อย่าง ความช่วยเหลือของหน่วยงานรัฐทำให้มอแกนบางส่วนไม่ได้กลับไปหมู่เกาะสุรินทร์ที่เดิม อีกทั้งบ้านที่สร้างให้ใหม่ถูกสร้างในแนวเดียวกัน เป็นสองแถว เหมือนหมู่บ้านจัดสรร ห่างลึกเข้ามาทางชายหาด อีกอย่าง คือ เรื่องรูปแบบของบ้าน ชาวมอแกนจะมีกระท่อมติดชายหาดและยกพื้นสูงบริเวณหน้าหาด ติดทะเล แต่การสร้างวันนี้อยู่ติดลึกเข้ามาในแผ่นดินความผิดปกติเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจอันเนื่องมาจากความหวังดี

คลื่นยักษ์ ถาโถมใส่หมู่บ้าน ภายภาคหน้าระบบเตือนภัยจะส่งสัญญาณให้ชาวบ้านวิ่งหนี ระบบเตือนภัยนั้นใช้อย่างไร แล้วชาวบ้านจะมีความเข้าใจหรือไม่ ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ เมื่อเกิดภัยพิบัติ ชุมชนจะตั้งรับอย่างไรให้สอดคล้องกับชีวิต เพราะระบบเตือนภัยเป็นความรู้ชุดใหม่ที่แปลกแตกต่างออกไปจากความรู้พื้นถิ่น ที่ต้องใช้งบประมาณหลายตังค์ไปซื้อหา ขณะที่ไม่มีหลักประกันใดใดว่าจะช่วยให้ชาวบ้านอยู่รอดปลอดภัยได้จริง หากความรู้ท้องถิ่นนั้นไม่ต้องซื้อหา เรามีอยู่แล้ว ผ่านการถ่ายทอดเรียนรู้และดำรงอยู่ จากรุ่นสู่รุ่น ถึงเวลาหรือยังที่เราจะทำให้การดำรงอยู่ของความรู้ชุดนี้มีคุณค่าสอดประสานไปกันได้กับยุคสมัย ถึงเวลาหรือยัง??


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

26 กุมภาพันธุ์ 2548