| แลชีวิตพรานปลา
บ้านค้อใต้ ในความเปลี่ยนแปลง?
ท้องฟ้าเหนือตัวเมืองพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
เริ่มสาง พ่อค้าแม่ขายเริ่มต้นทำมาหากินจัดวางผักปลาให้ลูกค้าได้จับจ่ายซื้อหา
ตลาดเช้าบริเวณขนส่งเมืองพิบูลฯคึกคักขึ้นตามจังหวะเวลา ยามเช้า
ลุงร้านขายกาแฟตั้งน้ำ ติดเตาไฟ จัดเรียงปาท่องโก๋ ลูกค้า 2
คน พูดคุยกันผ่านสำเนียงท้องถิ่นพร้อมกับจิบกาแฟนมหวานข้น จับความได้ถึงเรื่องการเลือกตั้งที่ผ่านมา
พิบูลมังสาหาร เป็นเมืองใหญ่ เมื่อก่อนนี้ธรรมชาติ
ผักปลาอุดมสมบูรณ์มาก คนโบราณ ถึงตั้งชื่อให้อย่างนี้ ลุงร้านขายกาแฟ
โอ่ ให้ฟังอย่างภาคภูมิในความเป็นคนพิบูลของแกระหว่างฆ่าเวลารอ
พี่ตุ๊กตา-กลุ่มดินสอสี ออกมารับเข้าไป บ้านค้อใต้-ปัญญาธารของพรานปลา
ห้องเรียนชุมชนอีกห้องหนึ่งที่น่าสนใจของทริปส์ห้องเรียนชุมชน
ก่อนจะถึงงานมหกรรมห้องเรียนชุมชนที่จะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า(1-3
เมษายน)
  
สาธิตวิธีการทำเครื่องมือหาปลา
มหกรรมห้องเรียนชุมชน ภายใต้แนวคิด ห้องเรียนไม่มีรั้ว
ความรู้ไม่มีกำแพง เกิดขึ้นจากความต้องการทบทวนถามถึงแนวการพัฒนากระแสหลักของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ที่เงินและการลงทุนเป็นปัจจัยหลักสำคัญ
แปรรูปวัฒนธรรมให้เป็นเพียงสินค้า เข้าสู่เส้นทางของการทำกำไร
ผ่านการกระตุ้นของระบบตลาดและการโฆษณาด้วยเทคโนโลยีและการสื่อสารล้ำยุค
บ้านค้อใต้-ปัญญาธารของพรานปลา จ.อุบลราชธานี อยู่ห่างจากตัวเมืองพิบูลฯเรียบเรื่อยผ่านแก่งสะพือออกไปราว
5 กิโลเมตร ชีวิต ซึ่งผูกพันอยู่กับการทำประมงริมฝั่งมูน(แม่น้ำมูล)มานานหลายชั่วอายุของคนค้อใต้ถูกถ่ายทอดผ่านห้องเรียนชุมชนห้องนี้
เรียนรู้ชีวิตเรื่องราวของพรานปลาจากเครื่องมือประมง ตั้งแต่ตุ้มลานขนาด
9 เมตรไปจนถึงเบ็ดตกปลาสายเล็กจนถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากมีเขื่อนปากมูล
เขื่อน ที่ทำให้ชีวิตของ พ่อคำสิงห์ ทองเนื้อ หนึ่งในพรานปลา
บ้านค้อใต้ ต้องเปลี่ยนไป
63 ปี ของ คุณพ่อคำสิงห์ ทองเนื้อ ยามนี้ วันวัยได้เปลี่ยนแปลงความแข็งแกร่งของวัยหนุ่ม
ชีวิตพรานปลา ของแกกลายเป็นเพียงภาพความทรงจำเล่าให้ลูกหลานฟังถึงความสมบูรณ์ของลำมูน
โอ๊ย เมื่อก่อนนี้ น้ำท่าสมบูรณ์ ปลาในมูนมีเยอะ มีสายเบ็ดเพียงคันเดียวหย่อนลงมูนก็ได้ปลากันง่าย
ๆ ไม่อดปลา ไม่อดข้าว หรืออย่างเวลาไปอาบน้ำถือเอาเบ็ดลงไปหย่อน
เอากุ้ง เอาไส้เดือนเสียบไว้ อาบน้ำเสร็จก็ได้ปลามากิน เยอะขนาดนั้น
ช่วงที่แข็งแรง พ่อคำสิงห์ ก็เหมือนกับชาวบ้านชนบทคนอื่นที่ต้องออกไปทำงานรับจ้างนอกหมู่บ้าน
ไปก็ไม่ได้ไปทำอะไร ไปลากอวนปลาให้เถ้าแก่เรือปลา เถ้าแก่นี่เป็นคนพิบูลฯเค้ามาติดต่อจ้างเรา
ไปไกลหลายที่ อยุธยา ชัยนาท นครสวรรค์ พิจิตร บางบุนนาค โน่นแน่ะ
คนค้อใต้คุ้นเคยกับการจับปลามาทั้งชีวิต น้ำมูน เป็นสายเลือดหลัก
แกสำทับต่อประโยคว่าที่ออกไปรับจ้างเป็นการสร้างรายได้เสริมมากกว่าจะทำงานจริงจัง
จนวันหนึ่งเหตุการณ์ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงออกไปจากเดิม นับตั้งแต่เขื่อนปากมูลแล้วเสร็จในปี
2537 ปลาค่อยหายไปจากน้ำมูนเรื่อย ๆ ยิ่งปีนี้ยิ่งแย่มากกว่าเดิมมาก
สร้างเสร็จปีแรก ๆ ยังพอมีปลา ปลาขึ้นจากโขง ตัวโต ๆ ช่วงนั้นยังไม่ปิด-เปิดเขื่อน
4 เดือน ตลอดลำน้ำมูนมีชาวบ้านที่เดือดร้อนอีกหลายครัวเรือน
แกสำทับว่า เขื่อนปากมูล ทำให้ปลาขึ้นมาวางไข่ไม่ได้ เขื่อนปิดกั้นทางขึ้นลงของปลา
จากน้ำโขงถึงน้ำมูน เพราะปกติปลาจะว่ายจากโขงลงมูนตามฤดูกาล
ทีนี้ เมื่อปลาไม่ได้ขึ้น-ลงตามฤดูกาล มันก็ไม่มา หายไปเลย
อีกอย่างหนึ่งที่พ่อคำสิงห์ แกเน้นเสียงให้ฟัง ถึงการเปิด-การปิดเขื่อนช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมก็ไม่ได้ถูกต้องตามฤดูกาลของปลาที่ขึ้นมาจากโขง
นักวิชาการเขื่อนอาจจะรู้เรื่องการสร้างเขื่อน แต่ไม่รู้ถึงฤดูของปลาที่ขึ้นจากโขงสักแต่จะเปิดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม
ซึ่งมันผิดปกติ ธรรมชาติเสียศูนย์ ปลาไม่อาจจะขึ้นจากโขงได้ในลักษณะธรรมชาติของมันเอง
แกเปรียบให้ฟังว่าเหมือนกับเราเคยใช้ถนนสายหลักเดินกลับบ้านต่อมามีคนสร้างกำแพงปิดเส้นทาง
เราก็กลับไม่ได้ ต้องไปใช้ทางเส้นอื่น
 
ดื่มน้ำซับและสาธิตวิธีการซ่อมข่าย
ปลาจากโขงจะขึ้นมาตามร่องน้ำธรรมชาติ เมื่อปลาว่ายมาตามธรรมชาติมาเจอร่องน้ำที่ถูกกั้นมันก็ต้องเปลี่ยนเส้นทางลงไปตามร่องน้ำสายอื่นในโขง
น้ำโขงเป็นน้ำสายใหญ่มีร่องน้ำเล็ก-ใหญ่หลายสาย เมื่อร่องน้ำถูกกั้นในปีต่อไปมันจึงไม่กลับมา
ไปหาเส้นทางอื่น ร่องน้ำสายอื่น แม่โขงกับแม่มูนนั้นสบกัน แม่มูนได้ปลาที่ขึ้นมาจากแม่โขงเมื่อปลามาถึงปากน้ำแล้วไม่มีน้ำมันจึงไม่มา
มันเป็นอย่างนั้น
เมื่อไม่อาจจับปลา เครื่องมือการทำประมงจึงกลายเป็นเพียงเครื่องประดับตามโรงแรมและรีสอร์ทหรู
เบ็ดราว คือวิธีการที่พ่อคำสิงห์แกถนัดมากโดยการใช้เชือกสายยาวขึงเป็นแนวตามลำมูนแล้วใช้สายเบ็ดจับต่อหย่อนเป็นช่วง
ๆ ไม่ทันหมดสายเชือกปลาก็กินเหยื่อ ดึงปลาขึ้นใส่เรือแทบไม่ทัน
เสียบเหยื่อทางนี้ทางโน้นปลากินเหยื่อแล้ว เผลอ ๆ นี่ เบ็ดใหม่
ๆ ที่ยังไม่ทันใส่เหยื่อ ปลาก็มากินแล้ว พ่อคำสิงห์แกหัวเราะตาปริ่มน้ำถึงวันเวลาของอดีต
ทุกวันนี้ พ่อคำสิงห์ แกขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ ในหมู่บ้านค้อใต้
ด้วยวัยที่ไม่อาจหาปลาได้เหมือนสมัยยังหนุ่มแต่ก็ยังพอหาปลามากินในครัวเรือนบ้าง
ทั้งจำนวนปลาที่น้อยลงและร่างกายสังขารที่ล่วงเลย แกไม่อาจจะนั่งเรือและใช้เวลาหาปลาได้มากมายเหมือนเมื่อก่อน
บ้านค้อใต้ชุมชนของพรานปลา ทุกคนผูกพันกับสายน้ำ
คนหาปลา มีฝีมือใกล้เคียงกันมาก ๆ ไม่ว่าจะใช้ตุ้มลานหรือลงข่าย
ปลามีมากจนเรียกได้ว่าสามารถหล่อเลี้ยงชีวิตคนได้ทั้งเมืองพิบูลฯ
เมืองพิบูลจึงได้ชื่อว่าพิบูลมังสาหาร พ่อคำสิงห์ย้อนเวลาถึงปลาตัวใหญ่ที่สุดที่แกเคยจับได้
เจ้ากะโห้ ขนาด 120 กิโลกรัม ตัวนั้น เอาสองขาขึ้นคร่อมมันขาของเรายันไม่ถึงพื้นดิน
คืนนั้นแกไปลงตุ้มยาว 9 เมตร ปลาเล็กมารุมตุ้มได้ยินเสียงครืดคราดที่ปลายตุ้มตัวของมันทับสายเบ็ดที่ติดกับหลักหย่อนตุ้ม
พ่อเริ่มคิดแล้วว่า เออ ท่าตัวจะใหญ่มาก ปรากฏว่ามันกินเบ็ดของเรา
การหย่อนตุ้มจะติดเบ็ดล่อปลาใหญ่ เอาไว้ที่ก้นโดยใช้สายเบ็ดถ่วงที่ก้นแล้วโผล่ตัวเบ็ดออกไปข้างนอก
เอาเชือกสอดเข้าทางปากตุ้มแล้วใช้ตัวเบ็ดแขวนออกไปทางข้างห่างไปหนึ่งนิ้วมือ
เบ็ดจะเป็นส่วนที่ล่อปลาใหญ่ส่วนตุ้มจะล่อปลาเล็ก ปลาเล็กจะเข้าตุ้มทางก้น
ส่วนปลาใหญ่จะกินเบ็ด เมื่อปลาใหญ่ได้กลิ่นเหยื่อ(ข้าวปั้นกันกากเหล้าหมักเข้ากันให้มันเน่า)
มันจะสูบเหยื่อ เบ็ดที่ดักไว้ก็จะเกี่ยว ปาก
เจ้ากะโห้ 120 กิโล ตัวที่ว่า กัดสายเบ็ดข้างในขาด พอขาดพ่อก็รีบมัดสายเบ็ดติดต้นไม้เอาไว้
พอเป็นระยะให้เบ็ดกระตุกเกี่ยวเหงือกหนัก ๆ จนขาดอีกรอบ กระทั่งทุ่นไม้ไผ่
เครื่องมือสำรองอีกอย่างหนึ่งขาดตกลงน้ำเพราะแรงกระชากของเจ้ากะโห้ตัวนั้น
เจ้ากระโห้ติดทุ่นและกระชากจากฝั่งลงน้ำเห็นทุ่นลอยไกล ๆ พ่อผ่อนสายเบ็ดเข้าออกล่อให้มันเหนื่อย
เอาเชือกผูกกับเรือแล้วพายเข้าฝั่ง ต้องแบกขึ้นกันสองสามคน
นั่นคือ เรื่องราวสัก 25 ปีผ่านมาแล้ว ชีวิตที่ผ่านมาของพ่อคำสิงห์ผูกพันกับสายน้ำและการหาปลา
ถึงแม้วันนี้ เด็ก ๆ รุ่นใหม่จะใช้เวลาออกไปทำงานนอกหมู่บ้านมากขึ้นกว่าแต่ก่อนแต่ชีวิตกับสายน้ำและการหาปลายังคงเป็นพื้นฐานทางสำนึกเป็นหนึ่งเดียวอย่างไม่อาจแยกขาดออกจากกันได้
หมดหน้าหาปลาก็ออกไปทำงานถึงฤดูทำนาก็กลับบ้าน เมื่อน้ำมูนวันนี้ยังมีปลาเหลือพอให้กิน
หากพ่อคำสิงห์ไม่รับประกันว่าจะเกิดอะไรหลังจากนี้ ในระยะ 10-15
ปี ข้างหน้า น้ำมูนอาจจะวิกฤติ ไม่มีปลาจะกินหรือถึงแม้จะเปิด-ปิดเขื่อนตลอดปี
พ่อคำสิงห์ แกก็ยังไม่รับประกันกับเราทีมงานไทยเอ็นจีโอว่าปลาจะมีเหมือนเดิม
ก็ยังไม่รู้ วันนี้ ปลามันหลงทาง มันนานจนไม่แน่ว่าจะกลับมาแม่มูน
บ้านหลังเดิมของมันหรือเปล่า
 
บายศรีสู่ขวัญทีมข่าวก่อนกลับด้วยน้ำตานองหน้า
ทีมข่าวจากหลายสำนัก ทั้งสิ่งพิมพ์และรายการโทรทัศน์
เดินทางกลับจากบ้านค้อใต้ บ้านของพรานปลา พร้อมกับพิธีกรรมบายศรีสู่ขวัญอันอบอุ่นโดยชาวบ้าน
พ่อและแม่ ที่เราทุกคนไปอาศัยนอนพักด้วย 2 คืน 3 วัน อย่างตระหนักใจดีเป็นอย่างยิ่งว่า
ชุมชนบ้านค้อใต้หนึ่งในห้องเรียนชุมชนแห่งนี้กำลังเผชิญกับวิกฤติการณ์แห่งยุค
ระหว่างความรู้เก่ากับความรู้ใหม่ ระหว่างเทคโนโลยีเก่าและเทคโนโลยีสมัยใหม่
อยู่ที่ว่ามันสามารถจะบรรสานให้เข้ากันได้มากน้อยแค่ไหน หรือไม่?

หมายเหตุวิทยาลัยการจัดการทางสังคม
http://www.thaiknowledge.org
และเครือข่ายขอเชิญร่วม มหกรรมห้องเรียนชุมชน ในวันที่
1-3 เมษายน 2548 ณ สำนักพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมและการเกษตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
0-2623-2838-9 |
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
18 กุมภาพันธ์ 2548
|