Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง
สิทธิมนุษยชน คือ จุดเริ่มต้นแห่งสันติภาพ

เริ่มต้นกันแล้วสำหรับสัปดาห์สิทธิมนุษยชน ภาคประชาชน ในประเทศไทยภายใต้บรรยากาศของสิทธิและเสรีภาพ (เท่าที่ทำได้) 9-16 ธันวาคม 2548 ทั้งในแง่ของการแสดงออกทางความคิดเห็น ,การเสวนา ,นิทรรศการผลงานขององค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชน ภาคประชาชนและการตอบรับอย่างอบอุ่นของสื่อสารมวลชนในสังคมไทยซึ่งทีมงานไทยเอ็นจีโอได้ติดตามและประมวลภาพของวันที่ 9 และ 10 ธันวาคม มานำเสนอ

เริ่มกันที่หน่วยงานสันติภาพโลก องค์กรสหประชาชาติ (ประเทศไทย) จัดงานวันสิทธิมนุษยชน ณ.ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคารสหประชาติ ถ.ราชดำเนินนอก เวทีสิทธิมนุษยชนโดยตัวแทนจากหลายฝ่ายทั้งฝ่ายรัฐบาลไทย ,ตัวแทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย ,ตัวแทนเยาวชนจากภาคใต้และภาคเหนือของประเทศไทย เข้าร่วมงานพร้อมกับสาส์นจากเลขาธิการสหประชาชาติ และถ้อยแถลงจากข้าหลวงใหญ่สำนักสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติ

สาส์นจาก ลูอีส อาร์เบอร์ ข้าหลวงใหญ่สำนักสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เน้นถึงผู้ก่อการร้ายและการกระทำทารุณกรรมว่าประเทศสมาชิกองค์กรสหประชาชาติหลายประเทศไม่ได้คำนึงถึงข้อพึงปฎิบัติ "ห้ามก่อการทารุณกรรมอย่างสิ้นเชิง" ซึ่งถือเป็นหลักสำคัญของโครงสร้างสิทธิมนุษยชนนานาชาติ เนื่องจากหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิโดยชอบธรรมทั้งในด้านความมั่นคงทางกายภาพ และเกียรติยศของบุคคลที่เคยถูกคิดว่าไม่สามารถมีใครทำลายล้างได้นั้นกำลังกลายเป็นสิ่งที่เรียกกันอย่างง่ายๆ ว่า “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” พร้อมกับข้อเรียกร้องในหลายด้านดังนี้

"เนื่องในวันสิทธิมนุษยชนสากลนี้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทั้งหลายทำการทบทวนบทบาทของตนเองในการเลิกใช้การทารุณกรรมโดย 1.ประณามการทารุณกรรม การปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรมและโหดเหี้ยมและมีการบัญญัติอยู่ในกฎหมายระดับชาติ 2.ยึดกฎของ non-refoulement และระงับการส่งตัวบุคคลไปยังประเทศที่เขาอาจถูกทารุณกรรม 3.สามารถเข้าถึงนักโทษได้และยกเลิกสถานกักกันลับ 4.ดำเนินคดีต่อผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการทารุณกรรมและการปฏิบัติโดยมิชอบ 5.ห้ามใช้คำให้การที่ได้จากการทารุณกรรม การปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรมและโหดร้าย ไม่ว่าการสืบสวนจะเกิดขึ้นภายในหรือนอกประเทศก็ตาม 6.ลงสัตยาบันในสัญญาต่อต้านการทารุณกรรมและ Optional Protocol เช่นเดียวกับสนธิสัญญานานาชาติอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการยกเลิกการทารุณกรรม"

ทั้งนี้ สาส์นจากนาย โคฟี่ อันนัน เลขาธิการแห่งสหประชาชาติ ระบุตรงกันถึงเหตุแห่งการอ้างถึงการกระทำทารุณกรรมอันถือเป็นละเมิดหลักแห่งสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงว่า "57 ปี ผ่านไปหลังจากปฏิญญาทั่วไปว่าด้วยสิทธิมนุษยชนห้ามการทารุณกรรม การปฏิบัติหรือการลงโทษที่ทารุณ-โหดร้ายหรือต่ำช้าต่อผู้อื่นทุกรูปแบบการณ์ กลับปรากฎว่าการทารุณกรรมผู้อื่นยังคงเป็นสิ่งที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปและเมื่อเร็วๆ นี้ เราเริ่มเห็นแนวโน้มที่น่ากังวลมากขึ้น เมื่อมีหลายประเทศขอยกเว้นจากข้อห้ามการกระทำที่ถือเป็นการทารุณกรรมโดยการอ้างเหตุผลเรื่องของความมั่นคงในประเทศ"

"ดังนั้น ขอให้เรามีโอกาสพูดชัด ๆ อีกครั้งในวันนี้ว่า การทารุณกรรมไม่อาจเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับการก่อการร้าย เพราะการทารุณกรรม คือ เครื่องมือของการก่อการร้าย"

ทางด้าน ศ.เสน่ห์ จามริก คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติประเทศไทย เริ่มต้นถ้อยแถลงเนื่องในวันสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ10ธันวาคม2548 ว่า "10 ธันวาคม 2548 นับเป็นวันครบปีที่ 57 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ดังเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วปฏิญญาสากลฯได้จัดทำขึ้นสืบเนื่องจากกฎบัตรสหประชาชาติโดยจุดมุ่งหมายหลัก เพื่อสถาปนาสันติภาพและความมั่นคงอย่างถาวรโดยคำนึงถึงความเหี้ยมโหดป่าเถื่อนของสงครามโลกครั้งที่ 2 ยืนยันถึงสิทธิพื้นฐานของมวลมนุษย์ ศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ สิทธิอันเท่าเทียมกันของหญิงและชาย โดยแท้จริงแล้ว สันติภาพกับสิทธิมนุษย์ประกอบกันเป็นเสมือนสองด้านของเหรียญอันเดียวกันรวมทั้งเป็นเงื่อนไขสำหรับความก้าวหน้า นั่นคือ โลกของชีวิตที่ปราศจากอำนาจครอบครอง-ครอบงำ การกดขี่ -ขูดรีด และความอยุติธรรม"

จากคำแถลงดังกล่าว ศ.เสน่ห์ จามริก ย้ำถึงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในปัจจุบันว่า "ขณะเดียวกันเราก็ไม่อาจมองข้ามละเลยสภาพความเป็นจริงเรื่องความยากไร้ และความทุกข์ทรมานของมวลเพื่อนมนุษย์ดังที่เราประจักษ์เห็นกันอยู่ดาษดื่นทั่วโลก ลัทธิปัจเจกนิยม และเสรีนิยมรวมถึงสิทธิทรัพย์สินได้เคยทำหน้าที่ส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างดีมาแล้วในประวัติศาสตร์ ครั้นมาตอนนี้กลับเป็นปฏิปักษ์ต่อสิทธิมนุษยชนเสียเอง และนั่นทำให้เรื่องราวของสิทธิมนุษยชนเกิดความสลับซับซ้อน และยุ่งยากเกินกว่าจะเป็นที่เข้าใจกันสำหรับมวลชนคนสามัญโดยทั่วไป"

ในส่วนของตัวแทนรัฐบาลไทยซึ่งได้นำสารจาก พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มากล่าวในงานครั้งนี้ว่า "ผมรู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมกับพี่น้องประชาชนในประเทศไทยและในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเฉลิมฉลองวันสิทธิมนุษยชนสากลในวันนี้ ผมมีความยินดีที่ได้เห็นประชาชนทุกหมู่เหล่ามีความตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าในยุคโลกาภิวัตน์สิทธิมนุษยชนได้กลายเป็นภาษาที่ผู้คนจากทุกชาติ ศาสน และวัฒนธรรม สามารถสื่อสารกันได้อย่างกลมกลืนเนื่องจากทุกคนต่างก็ปรารถนาให้มีการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน"

สารจากนายกรัฐมนตรียังแสดงถึงการให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิมนุษยชนของสังคมไทยว่า "การยอมรับหลักการสิทธิมนุษยชนของสังคมไทยนั้นมิได้เพิ่งเริ่มต้นภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แต่จิตวิญญาณพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนหนึ่งของคุณลักษณะ และค่านิยมพื้นฐานของสังคมไทยมาช้านานไม่ว่าจะเป็นการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความรับผิดชอบต่อกันและกันตลอดจนความรับผิดชอบต่อสังคม ความเมตตากรุณา และความที่เป็นสังคมที่เปิดรับความแตกต่างบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน คุณลักษณะและค่านิยมพื้นฐานเหล่านี้ถือเป็นขุมพลังของสังคมไทยทำให้ชาวไทยทุกคนไม่ว่าจะมาจากภูมิหลังใดก็ตาม สามารถอยู่อาศัยร่วมกันและทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันได้อย่างสันติ" ก่อนจะสรุปสุดท้ายด้วยคำชื่นชมต่อสหประชาชาติที่ได้จัดงานในครั้งนี้

นอกจากนี้ วันสิทธิมนุษยชนซึ่งทางสหประชาติได้จัดขึ้นได้มีตัวแทนเยาวชน 2 คน จากทางภาคเหนือและภาคใต้เข้าแสดงความคิดเห็นร่วมต่อกรณีการแก้ปัญหาสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และกรณีปัญหาบุคคลไร้สัญชาติตามแนวตะเข็บชายแดนในจังหวัดทางภาคเหนือ ซึ่งตัวแทนจาก 2 กรณี ดังกล่าว ถือเป็นบุคคลซึ่งประสบเหตุโดยตรง

ตัวแทนกรณีปัญหาบุคคลไร้สัญชาติจากทางภาคเหนือ เริ่มต้นเล่าประวัติของตนเองว่า "ดิฉันชื่อนางสาว มึดา นาวานารถ อายุ 19 ปี เป็นบุตรของนายหม่องหล้าและนางนาบือ เกิดเมื่อ12 กันยายน2529 ที่หมู่ 8 บ้านท่าเรือ ต.สบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6โรงเรียนสบเมยวิทยาคม ปัจจุบันพักอยู่ที่ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน"

เธอย้ำถึงกรณีปัญหาบุคคลไร้สัญชาติมีสาเหตุสืบเนื่องมาจาก "หน่วยงานภาครัฐที่ไม่สนใจเข้าไปดูแลเมื่อไม่มีข้อมูล ทำให้เข้าใจว่าเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองไม่ถูกต้องตามกฎหมาย" ไม่เพียงเท่านั้นบ้านท่าเรือ (บ้านของเธอ) ในอดีตถูกมองว่าเป็นทางผ่านและแหล่งมั่วสุมยาเสพติดจึงเป็นเหตุผลหลักทำให้คนบ้านท่าเรือตกสำรวจ

หมู่บ้านท่าเรือเป็นหมู่บ้านนอกแผนที่ ทั้งที่ตั้งหมู่บ้านมากว่า 40 ปี ในอดีตชาวท่าเรือส่วนใหญ่ทั้งคนไทยและพม่ามีอาชีพรับจ้างทำเหมืองแร่..เพราะรายได้ดี คนจำนวนมากจึงเข้ามารับจ้างทำเหมืองขยายบ้านเรือนจนเป็นหมู่บ้าน กระทั่งเหมืองปิดสัมปทานคนบางส่วนทยอยกลับภูมิลำเนาขณะบางส่วนยังคงใช้ชีวิตที่หมู่บ้าน ดังเช่น ครอบครัวของมึดา ปัจจุบันชุมชนบ้านท่าเรือมีจำนวนประชากรทั้งหมด 92 คน และ76 คน ในจำนวนนั้น คือ บุคคลไร้สัญชาติ

นอกจากนี้ มึดา เสนอถึงข้อมูลชุดหนึ่ง ระบุถึง จำนวนบุคคลไร้สัญชาติกว่า 40,000 คน เฉพาะในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและในจำนวนนั้น คือ ประชากรเด็กมากกว่า 50% ทั้งนี้ไม่รวมผู้ลี้ภัยและกลุ่มแรงงานต่างด้าว นอกจากนี้เด็กในสถานศึกษาไม่ต่ำกว่า 5,000 คน คือ บุคคลไร้สัญชาติประกอบกับหมู่บ้านนอกแผนที่ประเทศไทยอีกจำนวนมากที่ทางราชการยังไม่ได้เข้าไปสำรวจ เช่น บ้านท่าเรือ ,บ้านแม่สามแลบ ,บ้านแม่ดึ๊ ,บ้านปอมึคี ,บ้านกอสูม ,บ้านอู่หลู่ ,บ้านห้วยเดื่อ และมากกว่า 90% ของจำนวนคนในหมู่บ้านเหล่านี้ คือ บุคคลซึ่งไม่มีสถานะความเป็นคนไทย

ทางด้านตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี) ขึ้นมากล่าวแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ทางภาคใต้ ในงานวันสิทธิมนุษยชนที่สหประชาชาติจัดขึ้นครั้งนี้ว่า "หลังเหตุการณ์ 28 เมษายน 2547 กลุ่มนักศึกษาลงพื้นที่เยี่ยมเยียนญาติของผู้สูญเสียโดยไม่ได้คำนึงถึงว่า "ใครผิดใครถูก" เพียงต้องการสัมผัสถึงความรู้สึกของผู้สูญเสียโดยเลือกที่จะลงทุกพื้นที่ที่มีผู้สูญเสีย" หากสิ่งที่พวกเขาได้พบเห็นจากการได้สัมภาษณ์-พูดคุยทำให้พวกเขารู้สึกถึงความไม่ไว้วางใจที่ชาวบ้านมีต่อภาครัฐ "ชาวบ้านที่เป็นมุสลิมกลัวและไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะทหารกับตำรวจ ส่วนชาวบ้านที่เป็นไทยพุทธนั้นกลัวและไม่ไว้ใจมุสลิมโดยต้องการให้ทหารและตำรวจคุ้มครอง"

เขาเล่าต่อไปว่า "เดือนกรกฎาคม 2547 ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปสอบถามความคิดเห็นของชาวบ้านในเรื่องเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลที่อำเภอตากใบ ก่อนหน้านั้นหนึ่งวันมีการลอบยิงอุสตาสคนหนึ่งในอำเภอตากใบ ข้าพเจ้าจึงถือโอกาสไปที่บ้านของอุสตาสดังกล่าวเพื่อพูดคุยกับคนในครอบครัว ต่อมา เมษายน 2548 องค์การบริหารองค์การนักศึกษา ม.อ.ปัตตานี จัดโครงการสมานฉันท์ผู้นำนักศึกษาทั่วประเทศ ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสมาเยี่ยมครอบครัวนี้อีกครั้งหนึ่งสิ่งที่ข้าพเจ้าได้พบเห็นในการมาของข้าพเจ้าในครั้งนี้ คือ ครอบครัวของผู้ตาย (อุสตาด) คนนี้นอกจากมีผู้เป็นมารดา ภรรยาและลูก 2 คน ยังมีสมาชิกซึ่งเป็นเด็กชาวเขาจากภาคเหนืออีกจำนวน 33 คน ทั้งหมด คือ เด็กที่ผู้ตายนำมาเลี้ยงและส่งเสียให้เรียนหนังสือมีตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา" เมื่อผู้ที่เลี้ยงดูต้องจากไปโดยไม่มีวันกลับ ปัจจุบัน เด็กเหล่านี้จึงขาดแคลนทุนในการศึกษาเขาย้ำ

นอกจากนี้ตัวแทนนักศึกษา มอ.ปัตตานียังได้เล่าถึงเหตุการณ์ผู้ก่อความไม่สงบฆ่านาวิกโยธินที่บ้านตันหยองลิมอ จนกระทั่งเป็นข่าวใหญ่ครึกโครมว่าจากการลงไปพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่มีบางแง่บางมุมที่สื่อสารมวลชนไม่ได้นำเสนอออกไป เพื่อทำความเข้าใจกลับทำให้สังคมทั่วไปเข้าใจว่าชาวบ้านที่ตันหยงลิมอ คือ กลุ่มบุคคลเข้าเป็นแนวร่วมของผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่หรือกรณี "วัดพรหมประสิทธิ์" ซึ่งก่อนหน้านี้มีกลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่งลอบเข้ามาวางเพลิงพร้อมกับพระและลูกวัด ตุลาคม 2548 เขาเล่าว่า "ในวันที่พวกเราไปนั้นพอดีเป็นวันพระราชทานเพลิงศพ วันนั้น เรารับรู้ถึงความรู้สึกสูญเสียของชาวบ้านและพระที่ร่วมพูดคุยกับพวกเรา ท่านถึงกับน้ำคลอเบ้าเมื่อพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและฝากให้พวกเราทุกคนช่วยกันดูแลซึ่งกันและกันแ ละมีความสามัคคีกันไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตาม"


อย่างไรก็ตาม งานสัปดาห์สิทธิมนุษยชน ภาคประชาชน ยังคงมีต่อเนื่องนับจากวันที่ 9-16 ธันวาคมนี้ ซึ่งทางทีมงานไทยเอ็นจีโอจะได้นำเสนอในรายละเอียดต่อไปในประเด็น “10 เด่น 10 ด้อย ของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร" หรือรายละเอียดประวัติบุคคลดีเด่นทางด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี 2548 และจำนวน 21 นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่ทางคณะทำงานสิทธิมนุษยชน นำโดย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเป็นผู้จัดทำและมอบรางวัลกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันที่ 10 ธันวาคม ที่ผ่านมา ภายใต้ความรู้สึกเดียวกันที่ว่า "สิทธิมนุษยชน คือ จุดเริ่มต้นแห่งสันติภาพ"

Click เพื่อดู
- สาส์นจาก ลูอีส อาร์เบอร์ ข้าหลวงใหญ่สำนักสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
- สาส์นจาก โคฟี่ อันนัน เลขาธิการแห่งสหประชาชาติ
- สาส์นจาก ศ.เสน่ห์ จามริก คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติประเทศไทย
- สาส์นจาก พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
- 10 เด่น 10 ด้อย ของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

12 ธันวามคม 2548

สนใจ ลงโฆษณา กับ ThaiNGO.org
ดูรายละเอียดที่นี่...

ThaiNGO Columnists
มุมมอง ของ..อุสตาซ (อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์)
ห้องส้วมความคิด (วรภัทร วีรพัฒนคุปต์)
ลูกลิง...แสนซน (วฤทธรัชต์ ถวัลย์วิวัฒนกุล)
มุมเล็กๆ (ZingarO - ธิดามนต์ พิมพาชัย)
6 Board
ประชาสัมพันธ์ งานกิจกรรม (Activities Board)
สมัครงาน หางาน (Jobs Board)
ร่วมปันน้ำใจ ให้สังคม (Charity Board)
ซื้อขาย แลกเปลี่ยน (Classifieds Board)
แหล่งทุน หาทุน (Grant Board)
กระดานสนทนา (ThaiNGO Webboard)






Thai Fund Foundation (TFF)
2044/23 New Phetburi Road, Bangkapi, Huaykwang, Bangkok 10310,Thailand
Tel: 66 (0) 2318 3959 , 66 (0) 2314 4112 , 66 (0) 2314 4113 Fax: 66 (0) 2718 1850
Website: www.TFF.or.th - E-mail: webmaster@thaingo.org