Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO 6 Board ข้อมูลย้อนหลัง

อีกหน้าหนึ่งของการต่อสู้ ม.นอกระบบ

“อันที่จริงแล้วมหาวิทยาลัยเป็นของสถาบันการศึกษาของชาติ ของชาติก็หมายถึงว่า เป็นของประชาชนไม่สมควรที่จะนำไปเซ้งหรือขายทอดตลาดแต่อย่างใด” นี่คือวาทะ ของ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่แสดงให้เห็นว่า รูปแบบของสถาบันการศึกษากำลังเปลี่ยนขั้วอำนาจจากนักศึกษา-ประชาชนเป็นของนายทุน

มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐหรือ ม.นอกระบบ คือ การที่มหาวิทยาลัยเปลี่ยนสภาพจากเดิมเป็นของรัฐ ไปเป็นนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ เป็นแนวคิดที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยเป็นอิสระจากกฏระเบียบของราชการ ม.นอกระบบมีข้อดีคือ ทำให้สื่อการเรียนการสอนทันสมัยขึ้น โดยเฉพาะภาควิชาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี คณะนิติศาสตร์ก็มีสื่อการเรียนที่ดีขึ้น

หากแต่มีข้อเสียอย่างใหญ่หลวงเหมือนกัน ในข้อวิตกกังวลกันว่า “ค่าเทอมกำลังแพงขึ้น กิจกรรมที่นักศึกษาสร้างขึ้นมากำลังถดถอย คนจนกำลังลำบาก อาจารย์กำลังแข่งขันทำวิจัยโดยที่พวกเขาเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของเขา นักศึกษากำลังกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ถูกป้อนเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจ และตกอยู่ในวงเวียนของนายทุนทั้งไทยและต่างชาติ คำว่า “อาสาเพื่อสังคมเริ่มจางหายไป”

วิโรจน์ นาคชาตรี อาจารย์มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า “เราเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ปี 2541 หลังจากนั้นมีกลุ่มองค์กรนักศึกษาเคลื่อนมาตลอด นอกระบบ คือ การปรับเปลี่ยนของรัฐกลายเป็นไม่ใช่ของราชการ เท่าที่ทราบคนกลุ่มหนึ่งไปทำข้อตกลงกับต่างชาติ แล้วเกิดการผลักภาระให้กับนักศึกษา เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการร่วมทุนกับต่างประเทศโดยไม่มีขีดจำกัด
1.การร่วมทุนกับต่างชาติทำให้เกิดการครอบงำทางความคิดจากต่างชาติ
2.ปัญหาค่าเล่าเรียนที่เกิดกับนักศึกษา
ท่านประธานวุฒิสภา บอกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่ของมหาวิทยาลัย แต่เกิดขึ้นกับนักศึกษาจึงเห็นควรที่พวกเขาจะออกมาเคลื่อนไหว

ม.นอกระบบได้ปล่อยให้คนกลุ่มหนึ่ง เช่น ผู้บริหารมหาวิทยาลัย เพราะกฏหมายฉบับ ดังกล่าว ได้มีสิ่งซ่อนเร้นแฝงอยู่ ดังเช่นมหาวิทยาลัยที่เป็นศูนย์ราชการ จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ฯลฯ หรือมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนคณะแพทย์ พยาบาล เลิกการรับและบรรจุเป็นราชการ ก่อนหน้านี้สองถึงสามปีทำให้หมอกลายเป็นคนที่ต้องลาออกไปทำงานเอกชน แต่ปัจจุบันสถานการณ์ได้กลับสู่ภาวะปกติแล้ว ถ้าน้อง ๆ เรียนนิติศาสตร์ ในอนาคตจะพบว่าเริ่มไม่เห็นจิตสำนึกต่อสังคมและเกิดความวุ่นวาย สายวิศวกรรมก็จะมีความคิดต่อไปว่า แสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง ในเมื่อเรียนแพงก็ต้องเรียกความมั่นคงกลับคืนมา จากเหล็กเท่าแป๊ปก็เปลี่ยนเป็นเหล็กเส้นเท่านิ้วก้อย ดังนั้นหากผลักภาระให้ มหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้วบุคคลากรของประเทศก็จะแสวงหาแต่เงิน

ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกา เคยส่งหนังสือมาที่ประเทศไทยว่า “เมื่อไหร่จะเป็นการศึกษาที่อิสระเสียที” จึงอาจกลายเป็นภาพที่สังเกตได้ว่า ..โรงเรียนนานชาติไม่รู้จะร้องเพลงชาติไหนดี มหาวิทยาลัยนอกระบบจะผลิตคนเพื่อเข้าสู่ภาคธุรกิจ มนุษย์ในอนาคตจึงกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจ

สาวิทย์ แก้วหวาน รองเลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กล่าวว่า “เรื่องมหาวิทยาลัยนอกระบบ เป็นการถ่ายโอนภาครัฐสู่เอกชน เน้นกำไรสู่เอกชนมากกว่าที่ประชาชนจะได้รับ นี่คือ นโยบายของ WTO สิ่งหนึ่งที่เราเห็นร่วมกัน คือ การต่อต้านทุนนิยมทั่วโลก ดังนั้นมหาวิทยาลัยนอกระบบทำให้เกิดข้อจำกัดในการพูดและวิพากษ์เรื่องนี้ จึงดูเป็นปัญหาใหญ่ทางสังคม ถือเป็นการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต ขณะที่นักวิชาการ อาจารย์บางคน ต้องการรักษาสถานภาพของตัวเองไว้ โดยไม่ออกมาปัดป้องเรื่องดังกล่าว

“ภายนอกเป็นเงื่อนไข ภายในชี้ขาด” จำเป็นอย่างยิ่งที่เรื่องมหาวิทยาลัยนอกระบบ ไม่ควรมอบภาระให้นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยอย่างเดียว การต่อสู้ที่ผ่านมานั้นหนักหนามาก แต่สุดท้ายก็ต้องผ่านให้กับนายทุน เราสูญเสียทรัพยากรของสังคม เพื่อสิ่งปลูกสร้างมากมาย รัฐบาลมักอ้างว่า “ขาดทุน” ทั้งที่เราเสียภาษีให้รัฐเพื่อสร้างโรงพยาบาล โรงเรียนให้ลูกเรียน แต่รัฐปฏิเสธในการเก็บภาษี แล้วเราจะมีรัฐไว้ทำไม กลไกภายใต้ระบบทุนนิยม เสรีนิยมทำให้คนต้องดิ้นรนหาเงินมากขึ้น ทรัพย์สินของประชาชนถูกแปรเป็นตัวเงินให้กลุ่มทุน หากมหาวิทยาลัยออกนอกระบบหมดแล้ว รัฐมนตรีก็หันไปตั้งโรงงานโรงเรียนขึ้นเอง เช่น มหาวิทยาลัยชินวัตร แล้วคอยสูบกินเงินจากนักศึกษา

เมื่อจริยธรรมของการศึกษาเปลี่ยนไปจาก “อาสาสมัคร กลายเป็นเรียนเพื่อเงิน” เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ หากการศึกษาไม่ดี บุคคลากรก็ไม่ดี อยากให้ฟันธงไปเลยว่า “จะเอามหาวิทยาลัยนอกระบบ หรือจะสู้กันต่อไป “ จะได้กำหนดทิศทางกันไปเลยว่าจะเดินไปทางใด “ถ้าสู้ก็ว่าด้วยเรื่องสู้ ถ้าไม่สู้ก็นั่งอยู่บ้าน ปล่อยให้เดินตามกลไกของรัฐต่อไป”

จรัล ดิษฐาชัย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า “ผมได้ยินเรื่องมหาวิทยาลัยนอกระบบครั้งแรกในสมัย คุณอานันท์ ปัญญารชุน เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ว่า รัฐบาลควรมีนโยบายให้มหาวิทยาลัยออกจากระบบราชการ ฟังดูแล้วคนส่วนใหญ่คงไม่เข้าใจ จากนั้นมีการเสวนากันที่โรงแรมดุสิตธานี และมีการพูดกันในระดับผู้บริหารมาตลอด สุดท้ายมีการแก้ พ.ร.บ.เพิ่มเติมก็เริ่มมีเสียงไม่เห็นด้วยมากขึ้น ทั้งอาจารย์และนิสิต จากนั้นมีการพูดกันที่ประชุม สภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยจนเกิดการร้องเรียนรัฐบาล เพราะไม่เห็นด้วยและร้องมาถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ในประเด็นที่ว่า การร่างหรือเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ.ไม่ให้อาจารย์และนักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตทาางการศึกษา ผู้ถูกร้องคือ ทบวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา

จากการที่นักศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา 1,200 คนได้ลุกขึ้นมาคัดค้านนั้นอาจช้าเกินไป ที่ผ่านมาจะเป็นสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยและเป็นอาจารย์ส่วนน้อย ทั้งที่ นักศึกษาควรรุกขึ้นมาตั้งแต่ปี 2544-2545 หากคนส่วนใหญ่ที่ส่งลูกหลานตัวเองมาเรียนมหาวิทยาลัย คงเข้าใจและเห็นด้วยในการต้าน ม.นอกระบบ หากกล่าวในเชิงยุทธศาสตร์ การคัดค้านต้องมุ่งไปที่กลุ่มคนที่ส่งลูกหลานเข้าเรียนซึ่งอาจเป็นเรื่องยาก และปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยของรัฐ(ในระบบ) กำลังขาดงบประมาณที่เคยสนับสนุนน้อยลง ขณะที่สิ่งปลูกสร้างและการขยับขยายกำลังมากขึ้น มีการทำกันเป็นล่ำเป็นสัน เช่น เปิดเรียนภาคค่ำ แข่งกันเปิดปริญญาโท หากพูดในแง่สิทธิ ผมคิดว่านักศึกษาทุกคนมีสิทธิที่จะพูดและออกมาเคลื่อนไหว”

“หากออกนอกระบบแล้วเราจะคัดค้านกันต่อไป ไม่ใช่ออกแล้วออกตลอดกาล” เพราะเราต้องพิสูจน์ ยืนหยัด ต่อสู้เพื่อให้ประชาชนเห็นว่า สิ่งที่เขาสนับสนุนมาตลอดได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ในการต่อสู้ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปรากฏว่านักศึกษาที่เป็นแกนนำ ถูกคุกคาม ทั้งที่อาจารย์ควรให้สิทธิแก่เขาในการชุมนุมเรียกร้อง สังเกตได้ว่าปัจจุบันนี้หน่วยงานต่างๆทั่วประเทศไม่กล้าและไม่ชอบที่จะออกมาคัดค้าน เพราะกลัวมีปัญหากับรัฐบาล”

อัครพล จริยธรรมนุกูล นักศึกษาในมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าฯ ธนบุรี ซึ่งได้ออกจากระบบไปแล้ว กล่าวว่า “ค่าเทอมทั้งมหาวิทยาลัยของเด็กประจำประมาณ 4 หมื่นบาท เด็กที่เอนทรานซ์เข้ามา 1,5000 บาท และเด็กที่เข้ามาในการศึกษาใหม่คือ 4,5000 บาท ประเมินได้ว่าปี 2550 จะมีค่าเทอมเท่ากันหมดทุกมหาวิทยลัย ข้อมูลทั้งหมดนี้สามารถยืนยันได้จากทางมหาวิทยาลัย เพราะทางมหาวิทยาลัยพยายามหาเงินจากทุกช่องทาง แม้จะกู้เงินจากรัฐบาลแบบเทอมเดียวก็ต้องเป็นหนี้ เงินกู้ที่เขาให้มีเฉพาะค่าเล่าเรียน แล้วค่ากินรายเดือนที่ถีบตัวสูงขึ้น “แล้วจะให้พวกผมกินอะไรครับ..! ” ตอนนี้มี Project เข้ามามากมายเพื่อให้นักศึกษาตื่นเต้นกัน ตัวอาจารย์เองต้องแข่งกับการทำวิจัย เขายืนอยู่บนความไม่แน่นอนเหมือนกับเรา เพราะเขาเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยไปแล้ว”

“นักศึกษาที่เข้ามาทุกวันนี้ต้องจ่ายค่าเทอมแพง ทั้งที่พวกเขาคือความหวังของหมู่บ้าน ตอนปิดเทอมที่มหาวิทยาลัยจะเงียบมากเพราะเพื่อนๆ ผมและเด็กทั่วไปเป็นลูกชาวนาชาวไร่ ทุกคนพากันกลับบ้านหมด กลัวว่าประเทศไทยจะเป็นแบบประเทศเยอรมันที่ต้องจ้างให้คนมาเรียนฟรี เพราะไม่มีใครมาเรียน มันแพงเกินกำลัง”

ภาคินัย ชมสินทรัพย์มั่น นักศึกษามหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า “ เหตุที่ ม.บูรพาออกมาเคลื่อนไหว เพราะ อารมณ์การรับรู้ระหว่างมวลชนกับนิสิตไม่ค่อยดี สถานการณ์ของสถาบันเองกำลังมีความเข้มข้น หากคนมองว่าผมกำลังเล่นการเมืองภายใน บางคนบอกว่าผมกำลังไล่อธิการบดี นี่คือการโยงประเด็นและพยายามเบี่ยงเบนประเด็นของผู้มีอำนาจในสังคม ตอนนี้ประชาชนไม่เข้าใจเรื่องนี้มาก ทั้งที่ผมพยายามบอกตลอดว่า “นักศึกษาปัจจุบันเข้ามาซื้อใบปริญญาเท่านั้นเอง” ยุทธศาสตร์แรก คือ ประสานนักศึกษาออกมาต่อต้าน ยุทธศาสตร์ต่อไป คือประสานความสัมพันธ์กับภาคประชาชน หากไม่ประสบความสำเร็จจะต่อสู้กันในระดับรัฐบาลและระดับชาติต่อไป เพราะปัญหานี้คือ ปัญหาระดับประเทศ

“ในการต่อสู้นอกจากใช้ข้อมูลแล้ว ต้องมีการกระตุ้นจิตสำนึก เพราะบางคนยังขาดอยู่ และผมยังมีความเชื่ออยู่ว่า พลังอำนาจและความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับนิสิตยังมีอยู่ คือ ผู้ใหญ่พูดอะไรเราต้องฟัง หากแต่มีผู้ใหญ่บางคนเข้ามาแทรกแซงและเบี่ยงเบนประเด็นทำให้นักศึกษาสับสน แม้ว่าอธิการบดีจะลดความร้อนแรงลง เช่น ไม่ขึ้นค่าเล่าเรียน ผมเองยังคงคัดค้านต่อไป จนกว่าจะมีการทำประชาพิจารณ์ เพราะนี่คือสิทธิตามรัฐธรรมนูญ หากเราไม่ยึดตามกฏดังกล่าวแล้ว ก็ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งได้เลย ถ้ายุทธศาสตร์ที่เราต่อสู้มาทั้งหมดไม่ได้ผล เราจะเล่นยุทธศาสตร์ทางการเมือง เช่น หากคุณไม่ช่วยเหลือและแก้ปัญหาของนักศึกษา พวกผมก็จะไม่เลือกคุณ เพราะเรามีพลังนักศึกษาอยู่มากพอ “

สิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานการศึกษาพึงสั่นกลัว คือ พลังนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างถูกต้องภายใต้กฏหมาย ตามขั้นตอนของการต่อสู้ ดังนั้น การเลือกตั้งปีหน้าเดือน กุมภาพันธ์ อาจทำให้นักการเมืองบางคนกลัวว่าไม่ได้รับการเลือกตั้ง นักการเมืองจึงคิดได้ในเวลานี้คือ พยายามหาเวลาพบปะชุมชนตามกลวิธี ทั้งที่มีปัญหามากมายที่รอรับการแก้ไข กลับถูกลืมและแทรกคำหวานเป็นนโยบายตอบแทน


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

22 พฤศจิกายน 2547

มุมมอง ของ..อุสตาซ (อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์)
ห้องส้วมความคิด (วรภัทร วีรพัฒนคุปต์)
ลูกลิง...แสนซน (วฤทธรัชต์ ถวัลย์วิวัฒนกุล)
มุมเล็กๆ (ZingarO - ธิดามนต์ พิมพาชัย)
banner กิจกรรม
NGO คือใคร?
6 Board
ค้นหา
ฐานข้อมูล

Thai Fund Foundation (TFF)
2044/23 New Phetburi Road, Bangkapi, Huaykwang, Bangkok 10310,Thailand
Tel: (66) 2 318 3959, (66) 2 314 4112, (66) 2 314 4113 - Fax: (66) 2 718 1850
Website: www.TFF.or.th - E-mail: webmaster@thaingo.org