สตรี..ตีตรา...ใครคือคนบาป

สิ่งที่เราเห็นจนเคยตาในยามค่ำคืน บนถนนสายบริการของกรุงเทพฯและตามเมืองใหญ่ นั่นคือ ภาพคลับ บาร์ คาราโอเกะ สถานอาบอบนวด และกลุ่มหญิงบริการในแสงสีเย้ายวน เชิญชวนก่ออาการเคลิบเคลิ้ม โดยเฉพาะยุคนี้ ไม่เฉพาะเพียง บุรุษเพศเท่านั้นที่มีสถานบริการเหล่านี้รองรับ..หากยังลุกลามรุนแรงไปถึงเพศที่ 2,3 อีกด้วย…

นับจากเหตุการณ์ ส่วย คุณชูวิทย์ ทำให้มีพูดถึงการจัดระเบียบสถานบริการเหล่านี้และ กลายเป็นประเด็นให้ได้ถกเถียงกันอีกพักใหญ่ ก่อนคุณชูวิทย์ตัดสินใจตั้งพรรคการเมือง…กระแสการจัดระเบียบหญิงบริการถึงได้รับการปัดฝุ่นเพื่อสนองต่อคุณธรรม-ความดีงามสังคมของยุครัฐที่พยายามนำทุกอย่างที่จมอยู่ในดินให้ขึ้นมาอยู่บนดินให้ได้ …ความเห็นจึงแตกต่างกันออกไปหลากหลาย เมื่อรัฐบาลชุดนี้คิดนำหญิงบริการขึ้นมาไว้บนหิ้งอย่างเปิดเผย..

คุณ จันทวิภา อภิสุข เลขาธิการมูลนิธิสิทธิหญิงบริการ(เอ็มพาวเวอร์)..

ให้ความเห็นถึง การพยายามจัดระเบียบ ธุรกิจประเภทนี้ของท่านรมต.พงษ์เทพ เทพกาญจนาและจะเปิดเวทีสาธารณะราวเดือนพฤศจิกายน ว่า เป็นความคิดที่ผิดตั้งแต่แรก เพราะเรากำลังมองว่า อาชีพหญิงบริการคือความผิดบาป..

สังคมให้ความเห็นเป็น 2 ขั้วอย่างแรกคือคิดไปบนแนวทางเดียวกับผู้ชาย คือ เห็นด้วยกับการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ส่วนอีกแบบไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ แต่โยนความผิดไปให้ผู้ชาย คือ ตำหนิติเตียนว่ากลุ่มชายเป็นกลุ่มที่ทำให้สถานะการณ์เลวร้าย
ผู้หญิงถูกจำกัดสิทธิ์ทางกฏหมายที่ตราขึ้นโดยผู้ชาย เพราะฉะนั้น ต้องเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกฏหมาย .. ขณะปัญหาที่เกิดขึ้น มันอยู่ที่ ฐานะที่แยกห่างระหว่างคนจน-คนรวย คนมีการศึกษาน้อย-การศึกษามาก คนที่มีโอกาสทางสังคมสูง-คนที่ไม่มีโอกาส…

"สมัยก่อน ทุกคนมีกิน-มีใช้ ไม่ต้องซื้อหา หรือปัญหาเด็กผู้หญิงชอบฟุ้งเฟ้อ หรือต้องการโทรศัพท์มือถือ อยากจะเรียนหนังสือแล้วขายตัวเองเพื่อหารายได้ ยังไม่มี เมื่อสังคมมันเปลี่ยนความต้องการยิ่งถีบตัวเองสูงและเริ่มเกิดความแตกต่าง"

เรามองปัญหาบางเรื่อง เราไม่ได้มองภาพรวมของมัน เดี๋ยวนี้จะเห็นว่า ผู้หญิงที่เข้าสู่ภาคบริการ มีทั้ง คนจนคนรวย คนมีการศึกษาด้อยการศึกษา อ่างทองคำเป็นรูปธรรมชัดเจน กลับเป็นว่า เพราะฉันมีความรู้ฉันถึงเลือกอาชีพเหล่านี้..ดังนั้น หากเกิดการสร้างมาตรฐานก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หมายความว่า จำเป็นต้องจัดมันทั้งระบบ ไม่ใช่มุ่งเฉพาะไปที่ตัวผู้หญิงเท่านั้น..

ใครบ้างที่เกี่ยวข้อง ตำรวจ กลุ่มอิทธิพล เอเย่นต์ ลูกค้า สถานประกอบการ ต้องจัดระเบียบทุกฝ่ายถึงจะครอบคลุม นี่เล่นตั้งเป้าเฉพาะกลุ่มหญิงบริการ ถามว่ามันใช่หรือเปล่า แสดงว่า เรากำลังมองหาคนผิด เรามองว่ากลุ่มหญิงบริการ คือ ผู้ผิดบาป ..มันเป็นเรื่องยุติธรรมหรือเปล่า

กลุ่มคนที่เข้ามาพัวพันและตักตวงประโยชน์จากอาชีพนี้เยอะมาก ตั้งแต่ เอเย่นต์ เจ้าของสถานบริการ เป็นกลุ่มอิทธิพล ที่มีสายใยยึดโยงกับตำรวจ จุดนี้ต้องวางกรอบเกณฑ์ให้ชัดเจน..เพราะจากการทำงานที่ผ่านมา พบว่า หญิงบริการที่มีความเป็นอยู่ต่ำกว่าระดับมาตรฐานยังมีจำนวนมาก..ลองคิดดูว่า ที่พักของพวกเธอเป็นทั้งที่ทำงานและบ้าน หรืออยู่ตามปั๊ม ตามถนนหนทาง ใต้ต้นไม้อะไรอย่างนั้น…

"เราคงไม่พูดว่าสังคมจะต้องปลอดอาชีพหญิงบริการ มันดูจะเป็นอุดมคติมากเกินไป เหตุการณ์มันโดนปล่อยปละละเลยมานานมาก คนในกลุ่มอาชีพนี้มีถึงสองสามแสน แล้วจู่ ๆ คุณมาบอกว่า หยุด ,ห้าม..มันจะเป็นไปได้อย่างไร พวกเขาจะไปอยู่ที่ไหน..พูดไปก็ทำไม่ได้"

หากเราจะมองอาชีพหญิงบริการ ด้วยสายตาที่ลดท่าทีที่เป็นอคติ หมายความว่าการมีพฤติกรรมทางเพศที่มีการรับเงิน-เสียเงินเท่านั้นเอง เรากำลังคิดว่า การร่วมเพศของมนุษย์เป็นเรื่องที่ผิดกฏหมายหรือเปล่า ไม่ได้หรอก ต้องเปลี่ยนวิธีคิด มุมมองเสียใหม่ การทำให้ถูกต้องตามกฏหมาย ไม่ได้หมายความว่า ต้องจัดระเบียบเท่านั้น หากคือการเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่าอาชีพนี้ไม่ได้เป็นเรื่องผิดบาป…

อาชีพอื่น ๆ เราสามารถเข้าไปทำได้ ไม่มีใครมาบอกว่า การทำงานในโรงงานปลากระป๋องเป็นเรื่องผิด การทำโรงงานทำกะปิเป็นเรื่องผิด แล้วคุณมาบอกว่า กลุ่มหญิงบริการต้องติดบัตรแสดงตัว ไม่จำเป็น หมายความว่าคุณกำลังคิดว่ากลุ่มหญิงบริการ คือ คนผิดตั้งแต่ต้นใช่ไหม..

ความจริงแล้วสังคมควรจะยอมรับแต่ต้องสร้างเกณฑ์หรือเส้นวัดที่แน่นอนขึ้นมาหนึ่งชุด คำถามคือว่า ทำไมกลุ่มหญิงบริการ ถึงได้รับการมองจากสังคมว่าเป็นเรื่องเลวร้ายนัก มันเป็นความผิดบาปมากหรือเปล่าที่เราจะประกอบอาชีพเหล่านี้ เจือจุนครอบครัว ส่งน้องสาว-ชาย เข้าเรียน ขณะสมัยหนึ่ง ผู้ชายคือผู้นำพาครอบครัว แต่สภาพที่เปลี่ยนไป ผู้ชายคนเดียวทำไม่ได้ผู้หญิงถึงต้องดิ้นรน ..นี้คือสิ่งชั่วร้าย เป็นภัยแก่สังคมหรือเปล่า..เราได้เงินมาด้วยความไม่ชอบธรรมหรือเปล่า..

"หันมาดูเรื่องกฏหมาย นับจากรัฐธรรมนูญ 2540 ผู้หญิงได้รับความคุ้มครองและให้ความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิมมาก ทั้งเรื่องนามสกุล เรื่องสิทธิด้านเนื้อตัวร่างกาย ..เหล่านี้เป็นเรื่องที่กระเตื้องขึ้นมาก แต่เมื่อเข้าสู่การแก้ปัญหาหญิงบริการกลับบอกว่าต้องจดทะเบียนเท่านั้น"

..การถูกกฏหมายไม่ได้หมายถึงการขึ้นทะเบียนแต่หมายถึง สิทธิความเท่าเทียมกันทางด้านสังคม การได้รับความคุ้มครอง-สวัสดิการจากรัฐและสังคม ที่ต้อง ได้รับการรับรองว่ามีความเท่าเทียมกันกับอาชีพอื่น ๆ …บนแนวทางสามแนวทางด้วยกัน คือ จดทะเบียน แก้กฏหมาย ระบุความผิด และให้สิทธิเท่าเทียม กับ อาชีพอื่น..เมื่ออาชีพนี้เข้ามาอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฏหมาย เจ้าของสถานบริการ ก็คือ นายจ้าง หญิงบริการ ก็คือลูกจ้าง..นั่นเอง

ทุกวงจรที่อยู่ในอาชีพบริการก็จะอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ทางสังคมเดียวกัน ปัญหา ความไม่เข้าใจระหว่างกัน จะเป็นอันยุติกันได้ที่ศาลแรงงาน

…สามารถใช้กฏหมายแรงงานเข้าไปดูแล ยามแก่เฒ่าเธอก็จะได้รับสวัสดิการ เป็นการรับรองจากรัฐ ไม่สบายเจ็บไข้ได้ป่วยก็มีประกันสังคม ไม่เป็นภาระกับสังคม ครอบครัวของเขาก็ได้รับประโยชน์จากตรงนี้ไปด้วย..ใช้เส้นมาตรฐานเดียวกันกับอาชีพอื่น..สถานประกอบการเป็นอย่างไร ผู้ประกอบอาชีพต้องไม่ใช่เด็ก กำหนดอายุที่แน่นอน เปิดวันละกี่ชั่วโมง มีเวลาเปิด-ปิดที่แน่นอน มีสุขอนามัย สามารถวัดได้ .. หากทำได้ ปัญหาก็คลี่คลาย อะไรที่มีมาตรฐานก็ให้คงระดับเอาไว้ อะไรที่ไม่ได้มาตรฐานก็สร้างให้เกิดมาตรฐาน

"..แล้วจะเป็นอะไร หากใครคนหนึ่งคิดจะขายบริการ.."

หากมีมาตรฐานก็ยิ่งได้รับการดูแลเมื่อจะละเลิกอาชีพนี้ก็ยังเป็นแรงงานสำคัญคนหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ ไม่ใช่บุคคลที่หมดสภาพ…ปัญหาขณะนี้ ทำไมจึงมุ่งมองมาที่ตัวผู้หญิง แต่กลับไม่มองคนกลุ่มอื่น ๆ เอเย่นต์ เจ้าของสถานบริการ ผู้ใช้บริการ หรือแม้แแต่แท็กซี่ ที่พาแขกมาส่ง ทุกฝ่ายล้วนเป็นส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดการค้าประเวณีทั้งสิ้น…ทั้งหมดควรจะถูกจัดระบบ ไม่ใช่ว่า จัดการเฉพาะเรื่อง เฉพาะฝ่ายใดฝายหนึ่ง ต้องจัดการทั้งระบบสังคม…เพราะจุดหลักของปัญหา คือ เกิดการประกอบอาชญากรรมขึ้นในกลุ่มอาชีพนี้ ..

การปล่อยปละละเลยของสังคมต่างหากที่ทำให้เรื่องนี้เกิดปัญหา จนกระทั่งเกิดการทำร้ายกัน เกิดการบังคับค้า..นี่ต่างหากที่สังคมจะต้องห่วงใย เมื่อคนที่ได้รับประโยชน์ ได้รับทุกอย่างกลายเป็นธุรกิจที่ขยายใหญ่.. รัฐไม่ได้ตั้งใจจะแก้ปัญหา..หากยังคิดเพียงขึ้นทะเบียนหญิงบริการ..การแก้ปัญหาที่สำคัญ คือ การแก้ไขกฏหมาย จุดนี้สามารถสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ในทางใดทางหนึ่งขณะปัจจุบันกฏหมายกำลังบอกว่า อาชีพหญิงบริการผิดกฏหมาย กลายเป็นว่าปัญหาเกิดจากกลุ่มหญิงบริการ..

คนทำงานพัฒนา จำเป็นต้องมองปัญหาอย่างเป็นองค์รวม ขณะที่เราคัดค้านไม่ให้เกิดการทำลายธรรมชาติทะเล สัตว์น้ำ ป่าไม้ เรามองอย่างเป็นองค์รวมแต่สำหรับปัญหาการค้าประเวณีเรากลับมองอีกอย่าง ปัญหาของมันยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวตลอดเวลา เพราะฉะนั้น การทำงานของเอ็ม เพาว์เวอร์ กำลังบอกว่าจำเป็นต้องสร้างกฏหมายอีกหนึ่งชุดที่ควบคุมบุคคลในทุกระดับสังคม ไม่เฉพาะหญิงบริการเท่านั้น ..คนในสลัมไม่มีบ้านอยู่ควรจะมีบ้านอยู่ หรือชาวนา-ไร่ไม่มีที่ดินจำเป็นต้องมีที่ดิน แต่ไม่มองว่า ควรจะสนับสนุนให้อาชีพหญิง บริการมีความเท่ากันกับอาชีพอื่น...

สังคมต้องยอมรับว่า อาชีพนี้มีสิทธิเสมออาชีพอื่น ๆ .. ให้ได้เสียก่อน

ไม่ว่าอาชีพหญิงบริการจะได้รับการต้อนรับจากสังคมอย่างไร การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายต้นเดือนพฤศจิกายน ..จะได้รับข้อยุติอย่างไร ความเป็นไปได้เกี่ยวกับอาชีพ หญิงบริการและธุรกิจโสเภณีทั้งที่อยู่บนดินและใต้ดินต้องเป็นไปบนหลักของเหตุและผล ซึ่งก็ไม่แน่ว่าเมื่อได้ บทสรุปแล้ว ทางออกจะนำไปสู่การแก้ไข…ปัญหาที่เป็นจริงหรือไม่..

ระหว่างคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทุกชุดเหตุผลไม่ควรจะลอยหายไปในสายลม ..คงต้องมารอดูว่าท่านรัฐมนตรีพงษ์เทพหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง จะนำพาประเด็นปัญหาที่หลายคนบอกว่า เป็นปัญหาโลกแตก สู่หนทางแห่งประชามติบนข้อยุติที่น่าจะเป็นทางออกของทุกฝ่ายได้หรือไม่ ..หวังว่าคำตอบคงไม่ลอยหายกลายเป็นสายลมปากบนฐานคะแนนศีลธรรม ความดีงามเท่านั้น..


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

8 ตุลาคม 2546