ผู้หญิงห้ามเข้า ใครกำหนด

สว.ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช กลายเป็นข่าวคราว จนเป็นเสียงวิจารณ์ขัดแย้งในหลายทาง คำถามใหญ่ คือ ใคร คือ คนตั้งกฏเกณฑ์ที่กีดกั้นผู้หญิงออกจากพื้นที่แห่งนั้น เพราะใช่หรือเปล่าว่า ทัศนะขนบจารีตที่คับแคบกลับมุ่งทำร้าย คน ซึ่งถือเป็นผู้ร่วมทางสังคม

อะไร คือ ทางออกที่ดีสุดเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ หลักสูตรสตรีเชียงใหม่และธรรมศาสตร์ ถึงต้องจับมือ เพื่อให้บรรทัดฐานแก่สังคม

อาจารย์ ฉลาดชาย รมิตานนท์ หลักสูตรสตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ฝ่ายที่เห็นด้วยกับระเบียบรัตน์จำเป็นต้องเดือดร้อนหรือไม่? ผมคิดว่า ลึก ๆ แล้วไม่มีความจำเป็นมากขนาดนี้คนที่ทุรนทุรายมากที่สุด ก็คือ คนที่ออกมาปกป้องเรื่องห้ามผู้หญิงเข้าวัด…

การปกป้องจารีตประเพณีหรือท้องถิ่นนิยม เป็นเพียงสถานะง่อนแง่น คำถามหลาย ๆ คำถาม อย่างเรื่อง สิทธิจึง กลายเป็นความขัดแย้งกันมากมาย

ผมคิดว่าเรื่องจารีตประเพณี มันเป็นวิธีคิดของอดีต ถูกสร้างมาในอดีต เป็นผลิตผลของอดีต ข้อจำกัด ของจารีตคือ ไม่สามารถรับกับ การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่และรวดเร็ว อย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงของโลกทุกวันนี้…

ในแง่ ปรัชญาสังคมศาสตร์ระบุถึง ความไม่คงที่ เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ คือ อนิจจัง ดังนั้น จารีตประเพณีจึงต้องเป็นปัญหา เนื่องจากไม่สามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงได้ อธิบายไม่ได้ รับไม่ได้กับสิ่งใหม่

ส่วนประเด็น เรื่องห้ามเข้า อย่าไปคิดว่า เป็นเพียง เรื่องห้ามเข้า ในเขตอุโบสถ ห้ามเข้าวัด ห้ามเข้าภายในองค์พระเจดีย์ อย่าไปคิดว่า เป็นเขตห้ามเข้าในทางกายภาพแต่เป็นเขตห้ามเข้าใน เชิงความรู้และการบรรลุทางจิตวิญญาณ เพราะจริง ๆ คือ การห้ามมิให้ผู้หญิงเข้าหาความรู้ เช่น การห้ามผู้หญิงบวช

แท้ที่จริงแล้ว พุทธศาสนา คือ ความรู้ที่มุ่งอธิบายความจริง โลกนี้เป็นอย่างไร ชีวิต คือ อะไร ผู้หญิง-ผู้ชาย คืออะไร พระพุทธศาสนาจึงเป็นองค์ความรู้ใหญ่มหึมา ไม่ว่า จะเป็นโลกทางธรรมชาติ โลกของมนุษย์ โลกทางสังคม พุทธศาสนาจะมีคำอธิบาย

การห้ามผู้หญิงเข้าลานวัด ลานเจดีย์ เป็นเพียงประเด็นย่อย ๆ ที่ตอกย้ำสิทธิทางพิธีกรรม มากกว่าแก่นของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ดังนั้น ศาสนาในแง่ของนักมานุษยวิทยา หมายถึง

1.ความรู้ ที่มุ่งอธิบาย โลก สรรพสิ่งทั้งหลายตายแล้วไปไหน นรกอยู่ตรงไหน มีจริงหรือไม่ มีการจัดระดับต่ำสูงอย่างไร จัดเป็นองค์ประกอบใหญ่ของพุทธศาสนาโดยที่สาวกของแต่ละศาสนาจะบันทึกคำสั่งสอนไว้ในคัมภีร์ต่าง ๆ

2.พิธีกรรม เช่นการ ไปวัด การกราบ แต่พิธีกรรม จะต้องมีคู่ประกอบพิธีกรรม คือ พิธีกร อย่างพระสงฆ์มากมายในบ้านเราทำหน้าที่เป็นเพียงพิธีกรทางศาสนา เพราะว่า ส่วนใหญ่โอกาสที่ท่านจะเข้าถึงศาสนามีน้อยและถูกผูกเข้ากับพิธีกรรม ศาสนิกชนที่ไปวัดก็ไม่ได้สนใจหาความรู้ที่แท้จริง ลึกซึ้ง จึงเข้าถึงศาสนาได้ในระดับพิธีกรรม

การจัดลำดับขององค์กรของบุคลากรในทางศาสนาสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจและเครื่องประดับที่แตกต่างกันออกไป มีลำดับชั้น มีพัดยศประจำตำแหน่ง

สำคัญที่สุด คือ องค์ความรู้ทางศาสนาที่ศาสนิกชนเข้าไม่ถึง ไม่ได้บวชเรียนก็จะเข้าไม่ถึง ผู้หญิงไม่ได้บวชเรียนก็จะเข้าไม่ถึง กลายเป็นการปิดกั้น เมื่อเข้าถึงความรู้ไม่ได้ก็อธิบายโลกไม่ได้

ฉะนั้น การห้ามเข้าจึงเป็นการห้ามเข้าสู่อาณาบริเวณของความรู้

จารีตประเพณีวางตัวอยู่ได้ด้วยศรัทธาแต่ไม่สามารถวางอยู่ได้ภายใต้เหตุผล มันถูกสร้างขึ้นในอดีต เราจะเอาเหตุผลชุดใหม่มาถกเถียงกับเรื่องจารีตประเพณีก็เหมือนกับพูดกันคนละภาษาใช้กระบวนทัศน์และชุดเหตุผลกันคนละชุด เมื่อประเพณีถูกผูกติดกับเรื่องศรัทธาและความเชื่อ จึงไม่อาจตอบคำถามที่เปลี่ยนแปลงไปได้

ผู้ที่ติดอยู่กับประเพณีจึงมักไม่สบายใจ เมื่อมีใครตั้งคำถาม เพราะเขาตอบไม่ได้ ดังนั้นหลักทางวิทยาศาตร์ไม่สามารถใช้กับประเพณีได้ ทำให้เสียเวลาในการถกเถียงโดยใช่เหตุ

จารีต-ประเพณีเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ แท้จริง คือ กฏระเบียบ ที่ไม่ได้เกี่ยวพันกับชาย-หญิงเท่านั้นแต่พ่อ-แม่และเครือญาติหรือชุมชน ซ้อนทับ อยู่ข้างบนอีกชั้นหนึ่ง

ในแง่สตรีนิยมกล่าวถึงทุกสังคมโดยเฉพาะสังคมไทย ผู้ชายเป็นใหญ่ จารีตที่ออกมาจึงเป็นผลผลิตของผู้ชาย ผู้หญิงจึงตกอยู่ในอำนาจ ภายใต้จารีตประเพณี ทั้งสถานะภาพทางชนชั้น ทั้งเพศสภาวะ รวมถึงความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ ดังนั้น การพูดเรื่อง จารีตประเพณี เป็นการพูดแบบตีขรุม โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างหลากหลาย

การนำจารีตประเพณี มาใช้กับสังคมไทยในบริบทสังคมสมัยใหม่ จึงกลายปัญหาในแง่ความสัมพันธ์ของกลุ่มสมัยใหม่ เกิดช่องว่างระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ ผู้หญิงตั้งคำถามกับกฏเกณฑ์ของผู้ชายตอบ แสดงให้เห็นว่าวิธีคิดของคนนั้นไม่ละเอียดพอที่จะตามทันจารีตประเพณีกับการขยายบริบททางสังคมสมัยใหม่

สำหรับ การนำเรื่องของสิทธิมาใช้ในบริบทของนักสตรีนิยมจำเป็นต้องกลับไปดูรากเหง้าของมโนทัศน์ สิทธิมีที่มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 หรือ ยุคแสงสว่างทางปัญญาในยุโรป จัดเป็นยุคที่คริศตศาสนาใช้อำนาจอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างในโลกและในทางการเมืองกษัตริย์-ขุนนางถูกทอนอำนาจ ภายใต้ระบบดังกล่าวเกิดปัจเจกชนบุคคลนิยมและสร้างวิธีคิดโต้กระแสขนบธรรมเนียมเก่า ๆ ปัจเจกถูกชูเพื่อโยงไปสู่สิทธิ์

ศาสนามีความสำคัญเพราะเป็นการเข้าถึง ความรู้ ศาสนากับผู้หญิงเป็นประเด็นทั่วทั้งโลกไม่ใช่เฉพาะสังคมไทย เมื่อศาสนา คือ ความรู้ ความรู้ คือ อำนาจ ทำให้ผู้หญิงหาทางออกในเรื่องนี้ 5 ทาง

1.เข้าร่วมตามจารีตประเพณี
2.เข้าร่วมอย่างมีบทบาทมากขึ้น
3.เข้าไปมีบทบาทอย่างเท่าเทียม
4.ไม่เข้าร่วมและเมินเฉย
5.แสวงหาแนวทางอันใหม่

สังคม เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นเรื่องธรรมดาเมื่อเกิด สิ่งแปลกปลอม ศรัทธาจารีตจะบีบรัดตัวเองอย่างคนที่ปรับตัวไม่ได้ ถึงที่สุดศรัทธาจารีตจะลีบเล็กเรียวลง จนแตกสลาย

สมัยพระพุทธองค์ท่านท้าทายจารีตค่อนข้างรุนแรง มีเรื่องเล่าว่า สมัยนั้นมีพิธีอาบน้ำในแม่น้ำคงคาเพื่อชำระบาปให้บริสุทธิ์ พระองค์ทรงตรัสว่า “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เต่ากับปลาก็ไปสวรรค์กันหมด”

มิติเหล่านี้กลับหายไปจากจารีตของสังคมไทย แม้แต่การบวช ภิกษุณี ท่านก็ตรัสว่า พระพุทธธรรมเป็นสากลย่อมใช้ได้กับผู้ชายและผู้หญิง พระพุทธองค์พยายามขยายขนบจารีตออกกว้าง เรา ควรเรียนรู้จารีตของพระพุทธองค์มากกว่าปกป้องจารีตอย่างคับแคบ

บทบาทของพระพุทธศาสนาต้องยิ่งใหญ่กว่าศรัทธาจารีต คนที่รู้สึกถูกลบหลู่มีสิทธิในการตอบโต้ แต่วิธีการตอบโต้ควรศึกษาที่มาแห่งขนบจารีตของตนเอง

อาจารย์ ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ หลักสูตรสตรีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เรื่องผู้หญิงห้ามเข้า สื่อ ไม่ได้ทำตัวเป็นกลาง กรณีคุณระเบียบรัตน์ ทำให้เกิดการปะทะเรื่องเพศสภาพ เพศสภาวะ เพศสถานะ เกิดความหลากหลายในเชิงวัฒนธรรม กลุ่มทางวัฒนธรรมและกลุ่มผู้หญิงได้รับการกีดกันออกไป

ผู้หญิงต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับขนบ-จารีตหรือความเกลียดชังเนื้อตัวผู้หญิงในแง่ของเลือดประจำเดือน การออกมาพูดเรื่องสิทธิในเชิงวัฒนธรรมหรือการรักษา วิถีชีวิต ของตัวเองกลับเจือไว้ซึ่ง เสรีนิยม การถกเถียงกัน เรื่องผู้หญิงห้ามขึ้น แสดงให้เห็นการกันคนออกไปอย่างเห็นได้ชัด

กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มทางวัฒนธรรมล้านนา ลุกขึ้นมา เผาพริกเผาเกลือ ทั้งที่ความจริงสังคมต้องคิดถึงวิธีการอยู่ร่วมกันใหม่ พุทธแบบไทยน่าจะทำให้ เรา อยู่กันได้อย่างสงบสุขหรือเป็นเครื่องชี้นำให้คนในสังคมนี้อยู่ร่วมกันได้หรือไม่

ศาสนาเสื่อมเพราะเลือดผู้หญิง หรือเพราะการตัดเศียรพระกันแน่ ?
การกีดกันอย่างนี้ควรมีอยู่หรือไม่ ?
ระบบกฏหมายลายลักษณ์อักษรควรมีการบังคับใช้ก่อนจารีตหรือไม่ ?
เหตุใด จารีตซึ่งเป็นของคนส่วนใหญ่แล้วทำไม ผู้หญิง จึงถูกกันออก ?
คนโบราณมีเหตุผลอย่างไรที่ตั้งจารีตขึ้นมา ?


เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่นักขนบจารีตประเพณี จำเป็นต้องตอบ


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

30 กรกฎาคม 2547