| สังคมไทยต้องการ
พรรคทางเลือกที่สาม จริงหรือ??
การเปิดตัวพรรคทางเลือกที่สาม อย่างพรรคมหาชน สร้างความหวือหวาแก่เวทีการเมืองไทยได้ในระดับกว้างพอดู
ยิ่งเมื่อเปิดตัว 3 นโยบายหลักจัดตั้งรัฐสวัสดิกการ หมายถึงความพยายามสร้างยุทธศาสตร์ใหม่ผิดไปจากประชานิยม
เสรีนิยมไทยรักไทย ประกาศจุดยืนเด่นชัดด้วย
..พรรคมหาชนจะยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นสำคัญ โดยไม่ใช้ความอ่อนแอของประชาชนมากำหนดนโยบายเหมือนกับประชานิยม
แต่พรรคมหาชนจะใช้นโยบาย รัฐสวัสดิการนิยม ที่ไม่ยึดเอาความอ่อนแอของประชาชนมาหาเสียง
แต่จะยึดเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
..ไม่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่รัฐบาล และครม. หรือนายกรัฐมนตรี แต่จะกระจายไปยังประชาคม
องค์กรบริหารส่วน ท้องถิ่นให้มีบทบาทมากขึ้น
..ต่อต้านการคอร์รัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน ป้องกันนายทุนผูกขาดอาศัยอำนาจการเมือง
กีดกันนักธุรกิจรายเล็ก และรายย่อย ซึ่งพรรคมหาชนจะไม่มีเรื่องของพลประโยชน์ทับซ้อน
หากเพียงไม่นาน ประชาชน หลายภาคส่วนถึงกับ
ยี้ หรือตามสำนวนกวน ๆ แห่งสำนักผู้จัดการออนไลน์ ถึงกับออกมาสะบัดสำนวนว่า
สังคมไทยเกิดการผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง ชาละวันและงูเห่า นั่นคือ
ภาพการจิบไวน์ร่วมกันระหว่าง พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ และ คุณวัฒนา
อัศวเหม ..
พรรคทางเลือกที่สาม สังคมไทยต้องการอย่างนั้นจริงหรือ
สุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย
ให้ความเห็นกับทีมงานไทยเอ็นจีโอไว้อย่าสนใจว่า
ก่อนจะไปถึงคำถามที่ว่า
สังคมไทยต้องการพรรคทางเลือกที่สาม จริงหรือไม่ คงต้องมาดูหรือทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนก่อนว่า
กระแสของพรรคทางเลือก มีที่มาที่ไปอย่างไร ฐานะและความหมายของมันคืออะไร
เพราะต้องไม่ลืมว่า การพูดถึงพรรคทางเลือกที่สามนั้น กินความหมายได้หลายระดับ
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความหมายที่เกิดจากกลุ่มทางการเมืองหรือบรรดานักเลือกตั้งที่
ผิดหวังจากประชาธิปัตย์ หรืออกหักจากพรรคไทยรักไทย เป็นผู้ใช้กัน
คล้ายกับว่า เป็นเหมือนกับทางเลือกของนักการเมือง ก่อนออกไปตั้งพรรคใหม่
นี่เป็นหนึ่งกระแส อีกกระแส คือ พรรคทางเลือก ที่มีความมุ่งหมายอันเกิดจากประชาชน
หรือมุ่งหมายเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยและระบบการเมือง สวนกระแสการพัฒนา
ชูอุดมการณ์ทางการเมือง เป็นประเด็นใหญ่ นั่นคือ อีกหนึ่งความหมาย
พูดกันไปพูดกันมากลับดูเหมือนกับว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ความจริงไม่ใช่
.
.หากถามว่า พรรคมหาชน ที่เปิดตัวออกไปเป็นพรรคทางเลือกที่สาม
หรือเปล่า สำหรับ ความหมายของผม ผมคิดว่ายังไม่ใช่!! ..พรรคมหาชน
ยังไม่ใช่พรรคทางเลือกในเชิงอุดมการณ์ เพียงแต่เป็นพรรคที่พยายามสร้างความก้าวหน้าเชิงนโยบาย
ด้านหนึ่งต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พรรคมหาชนนั้น ยอมรับความเป็นจริงทางการเมืองบางอย่าง
หมายความว่า ไม่ปฏิเสธนักการเมือง หากจะต้องผสมผสาน ระหว่างกลุ่มนักการเมือง
กลุ่มนักวิชาการ หรือกลุ่มองค์กรนักพัฒนาบางกลุ่ม..ซึ่งดูจากกระแส
พรรคมหาชน ก็ยังไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเป็นพรรคทางเลือกที่สาม
หรือเชิดชูอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นหลัก หากความแตกต่างที่ชัดเจน
อยู่ที่นโยบายทางการเมืองมากกว่า
สุริยะใส เน้นว่า
จุดใหญ่ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจน
คือ สมาชิกพรรคและนโยบาย ..นโยบายรัฐสวัสดิการหรือตัวบุคคลซึ่งใหม่กว่า
นับว่า เป็นเรื่องท้าทายและถือว่าเป็นขั้วตรงข้ามกับประชานิยมของพรรคไทยรักไทย
เฉียบขาด
เพราะ ประชานิยม โดยตัวของมันเองเป็นนโยบายที่อุ้มชาวบ้านเอาไว้
ไม่ต้องทำอะไรเอง ประชาชนไม่ต้องทำอะไร อยู่เฉย ๆ มีปัญหาอะไรก็ร้องเรียนมา
หย่อนตู้มา เดี๋ยวจะส่งคนไปแก้ไขปัญหาให้..เป็นการผูกขาดโดยรัฐ....หากรัฐสวัสดิการ
จะเป็นอีกความหมายหนึ่ง หมายถึง รัฐจะเข้าเป็นส่วนหลักในการผสานประโยชน์ของประชาชน
ในเรื่องสวัสดิการต่าง ๆ แต่ไม่ใช่การผูกขาดโดยรัฐและขณะเดียวกันจะเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนแนวประชาสังคม
เข้าถึงข้อมูลและก่อความเข้มแข็ง ฉะนั้น อีกด้านหนึ่ง จึงมีการนำเสนอแนวทางประชาสังคมควบคู่กันไป
นั่นคือ การทำให้สังคมเข้มแข็งพร้อมกับการจัดสวัสดิการ ถือว่ามีความน่าสนใจไม่น้อยในการจัดการเชิงนโยบายและบุคลากร
..แต่ต้องยอมรับกันว่า
ทันทีที่เปิดตัวพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ หรือกลุ่มของ คุณ วัฒนา
อัศวเหม ซึ่งต้นทุนทางสังคมของทั้งสองค่อนข้างมีปัญหา กลับทำให้ถูกตั้งคำถามว่า
นโยบายรัฐสวัสดิการ ในเงื่อนไขร่วมกันกับนักการเมืองรุ่นเก่า
อย่างทั้งสองคน จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เรื่องนี้ต้องดูกันในระยะยาว
พรรคมหาชนเอง จำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงสิ่งเหล่านี้ว่า มีความมุ่งมั่นที่จะนำประเด็นหรือชูนโยบายการเมืองที่กว้างขวางกว่าประชานิยมออกไปได้มากน้อยแค่ไหน
..
นอกจากนั้น เลขาธิการ ครป. ยังย้ำว่า พรรคมหาชน
ต้องเร่งสร้างความชัดเจนเชิงนโยบาย การประกาศว่า ไม่ได้เป็นศัตรูทางการเมืองกับใคร
คืออะไร เพราะผมคิดว่า เมื่อใดก็ตามเมื่อเริ่มคิดจะตั้งพรรคการเมือง
ย่อมก่อความหมายตรงข้ามทางการเมืองไปโดยปริยาย อย่างน้อย ในเชิงนโยบาย
ย่อมมีความแตกต่าง ไม่อย่างนั้นจะตั้งพรรคการเมืองไปทำไมอยู่กับพรรคไหนก็ได้ถ้าไม่คิดเรื่องใหม่
ถือว่าเป็น อัตลักษณ์ทางการเมือง ตรงจุดนี้เอง หากดูจากการเปิดตัวที่ผ่านมา
พรรคมหาชนจึงถือว่า ยังไม่มีความชัดเจน...
เมื่อยุทธศาสตร์ยังไม่ชัดเจน สำหรับ ภาคประชาชนสมควรจะมีท่าที
อย่างไร เพราะนั่นหมายถึง บทพิสูจน์อะไรบางอย่างเหมือนกัน สุริยะใสกล่าว
ต่อถึงบทเรียนที่ผ่านมาว่า... 5-6 เดือนแรกของพรรคไทยรักไทย
ภาคประชาชน ฝากความหวังต่อรัฐบาลนี้ไว้ค่อนข้างมากด้วยมีบุคคลซึ่งเป็นนักกิจกรรมเก่า
มีวิธีคิดที่เคยก้าวหน้า แต่กลับสะท้อนให้เห็นแล้วว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวัง
บทเรียนนี้จึงสำคัญมาก ภาคประชาชน วันนี้ ยังต้องรักษาพื้นที่ทางการเมืองของตนเองเอาไว้
อย่าหวังพึ่งพรรคการเมืองเพียงเท่านั้น หากต้องเร่งทำความเข้าใจว่า
การเมืองภาคประชาชน คืออะไร และยืนอยู่ในจุดนั้น อย่างผู้ที่ให้โอกาส
ภาคประชาชน
ต้องรักษาระยะห่างเอาไว้เพราะถึงอย่างไร พรรคการเมืองที่เกิดขึ้น
ถือได้ว่าไม่ได้ริเริ่มขึ้นจากกลุ่ม องค์กรของประชาชน เบื้องต้นแม้จะเห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ของพรรคมหาชน
แต่ถึงอย่างไร ถือว่ายังไม่ใช่พรรคที่ก่อเกิดจากปัญหารากเหง้าของประชาชนอย่างแท้จริง
ผมคิดว่า ภาคประชาชนยังต้องรักษาและสงวนท่าทีและดูกันต่อไปในระยะยาว
ถึงอย่างไร ผมเชื่อมั่นว่า การเมืองภาคประชาชน คือ ทางออกในการพัฒนาประชาธิปไตย
การพัฒนาการเมืองภาคประชาชน ถือเป็นเรื่องจำเป็นกว่ามาก..สุริยะใสย้ำต่อมาว่า
อย่างไรก็ตาม เมื่อเราคิด เรื่องการเมืองภาคประชาชน หมายถึง
เราจำเป็นต้องสร้างเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่ออำนาจการต่อรอง ไม่ถึงกับต้องให้องค์กรพัฒนาเอกชนทั้งหมดจับมือกันแล้วตั้งพรรคทางเลือกที่สาม
แต่จะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดกลไกย่อย ๆ ที่ทรงพลัง ในการถ่วงดุลทางอำนาจ
ซึ่งกระแสหรือวาระ ว่าด้วย พรรคการเมืองภาคประชาชน ณ วันนี้
มีการพูดถึงกันมากขึ้น ถี่ขึ้น มีการระดมทรัพยากรทั้งตัวบุคคลและทุน
ทำงานวิจัยศึกษาและออกแบบในการสร้างพรรคทางเลือกที่สามภายใต้บริบทของสังคมไทย
ซึ่งบทเรียนเช่นนี้มีให้เห็น และสามารถถอดบทเรียนได้ จากพรรคกรีน
ในประเทศต่าง ๆ กว่า 10 ประเทศ เช่น เยอรมัน พรรคซ้ายใหม่ในยุโรปหรือ
สเปน หรือพรรคสังคมนิยม พรรคแรงงานแถบละตินอเมริกา หรือพรรคคอมมิวนิสต์ในฟิลิปปินส์
สุริยะใสกล่าวต่อว่า ..ถึงกระนั้นก็ตาม
กระแสพรรคทางเลือกที่สาม ยังเป็นความเห็นที่แตกต่างออกไป ฝ่ายหนึ่ง
ยังเห็นว่าค่อนข้างไม่มีความจำเป็น เพราะเมื่อภาคประชาชนยังทำงานและปลุกสร้างสำนึกทางการเมืองแก่ประชาชนได้อย่างเป็นเอกภาพ
ร่วมไม้ร่วมมือและคอยตรวจสอบก็จะยังสามารถแก้ไขปัญหาปากท้องชาวบ้านได้และคิดว่าเป็นทิศทางหลักที่สำคัญกว่า
..หากอีกกระแสหนึ่ง กลับเห็นว่า เราเพียงสร้างช่องทางใหม่เพื่อการดำเนินการตามยุทธศาสตร์แรกเท่านั้นเอง
ส่วนกระบวนการ
การทำงานของพรรค คือ กระบวนการสร้างความคิดทางการเมืองและเคลื่อนไหวเชิงนโยบายร่วมกับขบวนการประชาชน
นอกสภา อย่างสอดรับ ประสานและเกื้อหนุนกับการทำงานในสภาอย่างเสริมซึ่งกันและกัน
ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเมืองภาคประชาชน วาระทางสังคมเกิดโดยขบวนประชาชน
และให้น้ำหนักอย่างเป็นผลในทางปฏิบัติไม่ใช่กระแสทางวาทกรรมวูบวาบ
เลขาธิการ ครป. ยังชี้ให้เห็นว่า
ระยะหลังนโยบายหลักสำคัญหลายเรื่องล้วนแล้วแต่เกิดจากพลังผลักดันนอกสภา
อย่างเช่น การผลักดันการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ คือ ตัวอย่างการเมืองภาคประชาชนที่ชัดเจน
ส่วนยุทธศาสตร์ใหญ่ คือ การพัฒนาเป็นพรรคทางเลือกขนาดใหญ่ได้อย่างไร..
สุริยะใส
ย้ำชัดว่า ..คุยกันมาถึงจุดนี้ การตั้งพรรคทางเลือกที่สามถือว่า
มีความเป็นไปได้สูง เพียงแต่ว่า จะมีการก่อรูปกันอย่างไรซึ่งคิดว่าและอาจจะเกิดขึ้นภายใน
2-3 ปี แต่หมายความว่า เป็นพรรคการเมืองเล็ก ๆ ประกอบด้วยสมาชิก
10-20 คน ต้องเข้าใจว่างานการเมืองนั้นเป็นงานในระยะยาว..
สำหรับ วันนี้ ไม่ว่า สังคมจะต้องการพรรคทางเลือกที่สาม
หรือไม่ก็ตาม หากการเมืองภายใต้บริบทของพรรคไทยรักไทย
ต้องได้รับการทบทวนว่า จะนำพาสังคมให้ไปสู่สิ่งใด สังคมจะต้องตอบเรื่องนี้ให้ได้
โดยเด็ดขาด เพราะการเกิดกระแสพรรคทางเลือก หรือ แม้แต่การเกิดพรรคมหาชน
หมายความว่า ระบบการเมืองที่เป็นอยู่ ถูกตั้งคำถาม สังคม เริ่มขบคิดว่า
เกิดอะไรในระบบการเมือง
สังคมกำลังตั้งคำถามกับรัฐบาล ทั้งเรื่อง
การทุจริตคอร์รัปชั่น การใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม ที่ชัดเจน
คือ ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือ นโยบายประชานิยม ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาเพราะเป็นเรื่องนามธรรมอยู่มาก
เช่น กองทุนหมู่บ้าน เมื่อมีคนออกมาตั้งคำถามว่า เป็นการก่อหนี้ให้ประชาชนหรือเปล่า
รัฐบาลสามารถแก้ต่างได้ว่า หนี้เหล่านี้ล้วนเกิดจากการลงทุน
จากการกู้ ซึ่งต้องดูกันในระยะยาวถึงจะเห็นผลกำไร..สุริยะใส
ยกตัวอย่าง
หรือ อีกหลายเรื่องในเชิงนโยบายประชานิยม
เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจและทำการบ้านกันอีกยาว ก่อนจะบอกออกมาได้ว่า
มันล้มเหลวอย่างไร หากวันนี้ สุริยะใส ย้ำว่า
สังคมทั้งสังคม กำลังตั้งคำถามกับนโยบายประชานิยมของ พรรคไทยรักไทย
ใช่หรือเปล่า
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
12 กรกฏาคม 2547
|