เงาทะมึนรุกป่า ..ปลุกผีเขื่อน..แก่งเสือเต้นแก้ปัญหา..ใคร??? โดย : Mr.Prasittiporn Kan-onsri [Noi(24/09/2003 11:35 AM)
จับประเด็น : ปลุกผีเขื่อนแก่งเสือเต้น
เขื่อนแก่งเสือเต้น โครงการผีที่ถูกปลุกขึ้นมาอีก ในสถานการณ์น้ำท่วมภาคเหนือ ถึงกับมีการก่อม็อบสนับสนุนให้มีการก่อสร้าง แล้วตามมาด้วยบรรดา ส.ส.ภาคเหนือของพรรคไทยรักไทย ต่างดาหน้าออกมารับลูก ยื่นข้อเสนอให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หวังผลักดันให้เป็นกระแสเรียกร้องของชาวบ้าน
ปมปัญหาก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ที่เคยมอดดับไปแล้ว ด้วยการถูกคัดค้านจากชาวบ้านภาคเหนือและเอ็นจีโอ ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา หากเรายังจำกันได้ ว่ามีกลุ่มชาวบ้านนับพันคนจาก จ.แพร่ ได้ร่วมกันประกอบพิธีสืบชะตาแม่น้ำยม และบวชป่าสักทอง ในอุทยานแห่งชาติแม่น้ำยม ที่บริเวณผาอิง ถึงกับประกาศจะสู้ตายกับรัฐบาล แม้จะต้องนองเลือด
แม้ว่าชาวบ้านจะแตกแยกออกเป็นสองกลุ่ม ที่ถูกปลุกออกมาต่อสู้ระหว่างกัน กลุ่มหนึ่งต้องการสร้างเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาว จ.แพร่ พิษณุโลก และ จ.พิจิตร เพื่อจะทำให้มีน้ำมาใช้ในด้านการเกษตรมากขึ้น ส่วนกลุ่มคัดค้านจะชี้ถึงเหตุผล หากทำการก่อสร้าง จะสร้างผลกระทบด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ ป่าไม้ ที่จะต้องสูญเสียไป และยังส่งผลกระทบต่อวิถีชุมชนที่จะต้องอพยพหนีน้ำ
ที่เหนืออื่นใด บริเวณที่จะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นเป็นพื้นที่ที่มีป่าไม้สักทอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าที่ยังหลงเหลืออยู่แห่งเดียวในประเทศไทย จะต้องถูกทำลาย แล้วถูกนำไปแปรรูปในเชิงพาณิชย์
แม้กระทั่ง "ศุภวิทย์ เปี่ยมพงศ์สานต์" หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแก้ปัญหาเขื่อน 5 แห่ง ที่ยังไม่สามารถสร้างได้ คือ เขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนลำโดมใหญ่ เขื่อนโป่งขุนเพชร เขื่อนรับร่อ และเขื่อนคลองกลาย เคยยืนยันถึงกระแสข่าวที่รัฐบาลจะพยายามสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ว่าเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากทุกเขื่อนยังไม่มีการสรุปข้อมูลที่ชัดเจนผ่านคณะกรรมการชุดนี้ และจะต้องเปิดเวทีสาธารณะให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบทราบข้อมูลด้วย
แนวคิดการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น "ปลอดประสพ สุรัสวดี" ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังเคยไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการก่อสร้างในครั้งการประชุมเรื่องการพัฒนาลุ่มน้ำยม จ.แพร่ โดยมีข้อนำเสนอแผนการป้องกันน้ำท่วม ควรจะดำเนินการพัฒนาลุ่มน้ำสาขาหลักของแม่น้ำยม จำนวน 16 สาย คือ ลุ่มน้ำแม่แคม แม่สาย แม่ต้า แม่หลาย แม่คำมี แม่พวก แม่สอง แม่มาน แม่สร้อย แม่กาง แม่พุง แม่ลาน แม่จอก แม่ยางหลวง แม่เกิ๋ง และลุ่มน้ำงาว ซึ่งมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งหมด 778 ล้าน ลบ.ม. และพัฒนาลุ่มน้ำย่อยของแม่น้ำยมอีก 26 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกัน 759 ล้าน ลบ.ม.
ส่วนการพัฒนาลุ่มน้ำทั้ง 42 แห่ง ของแม่น้ำยมจะทำเป็นฝาย ขุดลอกทางเดินน้ำ ทำเขื่อนเล็กๆ ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ซึ่งจะทำให้ลุ่มน้ำทั้ง 42 แห่ง สามารถเก็บกักน้ำได้มากถึง 1,400 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งดีกว่าไปสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ที่สามารถเก็บกักน้ำได้แค่ 800 ล้าน ลบ.ม. และค่าใช้จ่ายก็ถูกกว่า
"ปลอดประสพ" เคยยืนยันว่า การพัฒนาลุ่มน้ำทั้ง 42 แห่ง ใช้งบประมาณไม่เกิน 2 พันล้านบาท ส่วนการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ต้องใช้งบประมาณถึง 8 พันล้านบาท อีกทั้งโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นนี้ ยังถูกต่อต้านมาก ว่าเป็นโครงการที่ทำลายป่าไม้และสิ่งแวดล้อม แต่การพัฒนาลุ่มน้ำไม่มีใครต่อต้าน มีแต่สนับสนุน ชาวบ้านอยากให้ทำ
กระแสต่อต้านการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นทั้งฝ่ายรัฐและชาวบ้านยังไม่ทันจางหาย บัดนี้ได้มีความพยายามที่จะปลุกกระแสก่อสร้างให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยบรรดา ส.ส.ภาคเหนือของพรรคไทยรักไทย ที่ไปยื่นข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีรีบตัดสินใจ พร้อมทั้งเปิดศึกกับเอ็นจีโอและชาวบ้านที่คัดค้าน
ในขณะที่คำกล่าวของนายกรัฐมนตรี กลับไม่มีคำยืนยันว่า จะสร้างหรือไม่สร้าง แต่ได้ส่งสัญญาณว่าการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นจะเป็นคำตอบสุดท้าย เพื่อเปิดหมากกระดานการเมืองให้มีทางเดินสำหรับตัวเอง
ส่งผลให้ประเด็นการตัดสินใจจะก่อสร้างหรือไม่ ไปโฟกัสอยู่ที่นายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว ว่าจะตัดสินใจอย่างไร หากตัดสินใจก่อสร้าง ก็จะนำไปสู่ประเด็นการเมืองที่จะต้องเข้มข้นขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ถึงที่สุด รัฐบาลกำลังคิดอะไรอยู่ ที่มีความพยายามปลุกผีก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น
แก้ปัญหา"บูรณาการ" "น้ำท่วม " คำตอบมิใช่แค่"เขื่อน"ไม่ใช่แค่เอื้ออาทร..."บูรณาการ" ก็เป็นอีกคำฮิตที่ถูกใช้กับหลายเรื่องในยุคนี้ รวมถึงเรื่อง "น้ำท่วม" ที่หลายพื้นที่-หลายจังหวัดกำลังอ่วมอรทัยกันอยู่ในขณะนี้ ดังที่ สุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี ระบุวันก่อนว่า...นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สั่งให้วางแผนแก้ปัญหาน้ำท่วมแบบ "บูรณาการ"
แต่บูรณาการน้ำท่วมคงมิใช่แค่ขึ้นบัญชีพื้นที่เสี่ยงแค่ "สร้างเขื่อน" ก็คงจะมิใช่ทางแก้เบ็ดเสร็จ !!
"การจัดการภัยธรรมชาติที่เกี่ยวกับน้ำ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาคราชการหลายกระทรวง ภาคเอกชน ภาคประชาชน รวมถึงองค์กรอิสระ ในการวางนโยบายการพัฒนา วางแผนป้องกัน บรรเทา ปฏิบัติการกู้ภัย และฟื้นฟูบูรณะ จะต้องมี องค์การเฉพาะ ของภาครัฐเป็นหน่วยงานนำ จะต้อง อาศัยความร่วมมือประสานงานที่ ชัดเจนและต่อเนื่อง จากหน่วยงานเครือข่าย ทั้งในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการวางแผนระยะยาว"
นี่เป็นความเห็นในภาพกว้างของ ผศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ. ศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต หัวหน้าโครงการวิจัยการจัดการภัยธรรมชาติ "น้ำท่วม-น้ำแล้ง" ซึ่งสนับสนุนโดย สกว.-สำนักงานกอง ทุนสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการภัยธรรมชาติจากน้ำในเชิง "บูรณาการ"
ผศ.ดร.เสรี ขยายมุมมองว่า...ในอดีตก่อนการปฏิรูประบบราชการ พ.ศ. 2545 การบริหารจัดการสาธารณภัยภายในประเทศค่อนข้าง "สลับซับซ้อน" เนื่องจากเกี่ยวพันกับกฎหมายกว่า 30 ฉบับ ภายใต้ความรับผิดชอบของส่วนราชการจำนวน 20 กรม ใน 9 กระทรวง การเข้าปฏิบัติการด้านสาธารณภัยของหน่วยงานต่าง ๆ จึงเป็นเสมือน "ภารกิจฉุกเฉินเฉพาะกิจ"
เป็นการ "แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นครั้งคราว" เท่านั้น เน้นที่การช่วยเหลือฟื้นฟูมากกว่า "ป้องกัน-บรรเทา"
การดำเนินการในเชิง "ตั้งรับ" ทำให้มีอุปสรรคหลายด้าน เช่น การปฏิบัติงานขาดความต่อเนื่อง-ขาดเอกภาพในอำนาจหน้าที่ เกิดความซ้ำซ้อน บ่อยครั้งที่ขาดการสั่งการหรือประสานงานไม่ชัดเจน นอกจากนี้ยังรวมถึงปัญหาการไม่ปฏิบัติตามนโยบายและแผนที่วางไว้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ตลอดจนปัญหาเรื่องแผนการจัดการในระดับต่าง ๆ ที่ไม่มีความชัดเจนและไม่เข้าถึงระบบปฏิบัติอย่างแท้จริง และปัญหาด้านกฎหมาย-กฎระเบียบข้อบังคับที่ล้าสมัย เมื่อเกิดภัยพิบัติรุนแรงจึงเกิด "ความสูญเสีย" ในระดับที่สูง !!
มาถึงปัจจุบัน...แม้จะมีการปฏิรูประบบราชการแล้ว แต่ในทางปฏิบัติก็ดูจะยังมีปัญหาอยู่ โดยเฉพาะเรื่อง "การเชื่อมโยงประสานงาน" ในระดับต่าง ๆ เนื่องจากการสั่งการอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย การสั่งการข้ามกระทรวงในภารกิจการจัดการสาธารณภัยยังเป็นอุปสรรค ทำให้ขาดเอกภาพ และไม่มีความชัดเจน
เพื่อให้การ "แก้ปัญหาน้ำท่วม" มีประสิทธิภาพ และเป็นแบบ "บูรณาการ" จริง ๆ ผอ.ศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ บอกว่า...ต้องมุ่งเน้นการ "กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น" ต้องกำหนด "เจ้าภาพ" ให้ชัดเจน และต้องให้ น้ำหนักความสำคัญของภารกิจการจัดการสาธารณภัยกับเจ้าภาพอย่างชัดเจน !!
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง "น้ำท่วม" ยังแยกกันอยู่...ต้องรวมหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องเข้ามาอยู่ด้วยกัน !!
ผอ.ศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ เสนอแนะว่า..."กลไก" ในกระบวนการบริหารจัดการสาธารณภัยจะต้องมีจุดเชื่อมโยงในการบังคับบัญชาทั้ง 3 ระดับ คือ...ระดับชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด สั่งการโดยตรง หรือผ่านการประชุมร่วมกับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง, ระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการป้องกันภัย เป็นผู้บังคับบัญชาระดับจังหวัด รับคำสั่งจากระดับชาติ, ระดับท้องถิ่น มีนายกเทศมนตรี หรือปลัดเมือง หรือนายอำเภอ หรือนายกองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นผู้บัญชาการ รับ คำสั่งจากระดับจังหวัด
สำหรับ "แนวคิดการจัดการ" ต้องเป็นแบบ "องค์รวม" เป็นทั้งการจัดการเชิงรุก, การจัดการโดยมุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ และการจัดการเชิงบูรณาการ โดยในเชิงรุกควรสร้าง "วัฒนธรรมความปลอดภัย" เพิ่มขีดความสามารถให้ประชาชนมีทักษะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ให้มีส่วนร่วมทำแผนป้องกันภัยเบื้องต้น
ส่วน "มาตรการบริหารจัดการ" ต้องครอบคลุมภารกิจหลัก 4 ประการคือ...1.มาตรการเตรียมการป้องกันและลดผลกระทบ 2.มาตรการเตรียมพร้อมรับภัย 3.มาตรการจัดการในภาวะฉุกเฉิน และ 4.มาตรการหลังการเกิดภัย โดยทั้ง 4 มาตรการจะประกอบไปด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องดำเนินการตาม "กรอบเวลา" คือ...ก่อนเกิดเหตุ, ระหว่างเกิดเหตุ และภายหลังเกิดเหตุ
"ในขณะที่ระบบราชการยังไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์การปฏิรูปที่แท้จริง แต่เรื่องของภัยธรรมชาติ น้ำท่วม เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน เพราะ ส่งผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โครง สร้างในระยะแรกในการแก้ปัญหาเบ็ดเสร็จจึงควรอยู่ในรูปของ คณะกรรม การอำนวยการป้องกันภัยลุ่มน้ำ โดยแต่งตั้งบุคคล ซึ่งอาจจะเป็นรองนายกฯ เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์"....ผศ.ดร.เสรี กล่าว
ทั้งหมดคงจะทำไม่ง่าย...แต่ก็เป็นอีกหนึ่งข้อเสนอแนะ
เป็นข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์...มิใช่การจ้องโจมตี
จะแก้ "น้ำท่วม" แค่ "เขื่อน" มิใช่ "บูรณาการ"
"ทักษิณ"ยันผุดเสือเต้นสิ่งสุดท้ายแก้น้ำท่วม
หนีน้ำ - ส่วนหนึ่งของชาวบ้านในเขต จ.สุโขทัย ที่ได้รับความเดือดร้อนจากแม่น้ำยมไหลทะลักท่วมบ้านเรือน ล่าสุดทางนอภ.เมือง นำเจ้าหน้าที่ช่วยเหลืออพยพชาวบ้านเกือบ 2 พันครัวเรือนหนีน้ำ ขณะที่พื้นที่อื่นทางเหนือและอีสานน้ำก็ยังท่วมขัง
"ทักษิณ"ยันการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นเป็นทางเลือกสุดท้าย สั่งหาทางชะลอน้ำทะลักสุโขทัย ระบุอาจต้องสร้างอ่างเก็บน้ำ แต่ถ้าสร้างแล้วยังแก้ปัญหาไม่ได้ ก็จำเป็นต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น "สุวิทย์ คุณกิตติ"เผยสำรวจภาพรวมหมดแล้ว เตรียมรวบรวมข้อมูลเสนอนายกฯเร็วๆ นี้ สุโขทัยน้ำท่วมหนัก ระดมอพยพชาวบ้านกว่า 1 พันครอบครัวหนีน้ำอลหม่าน "วันนอร์"ลั่นจัดการเด็ดขาดขรก.มุบมิบงบช่วยเหลือน้ำท่วม ถือเป็นการฉ้อโกง
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 ก.ย. ที่รัฐสภา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ผู้รับผิดชอบปัญหาน้ำท่วมภาคเหนือมุ่งศึกษาแนวทางการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น มากกว่าการสร้างอ่างเก็บน้ำว่า ตนให้นโยบายชัดเจนว่า กรณีของจ.สุโขทัยที่เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปีและรัฐบาลสามารถให้การช่วยเหลือได้ร้อยละ 80 ของความเสียหายที่เกิดขึ้น วิธีแก้ไขคือจะทำอย่างไรเพื่อชะลอความเร็วของน้ำที่จ..สุโขทัย ถ้าสามารถใช้อ่างเก็บน้ำได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีเขื่อน แต่ถ้าอ่างเก็บน้ำไม่สามารถเบรกน้ำได้ ก็จำเป็นต้องสร้างเขื่อน กรณีการสร้างเขื่อนจะทำเมื่อมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด
"ต้องดูเรื่องการเบรกความเร็วของน้ำก่อนว่าจะทำได้เร็วแค่ไหน เรื่องการศึกษาการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นนั้นมีการศึกษามานานและรู้หมดแล้ว แต่กำลังจะดูทางเลี่ยง การสร้างเขื่อนจะเป็นทางเลือกสุดท้าย โดยจะคิดหาวิธีขยายความเร็วของน้ำก่อน ซึ่งจะใช้เวลาไม่กี่เดือน ต้องเร่งทำทันทีหลังน้ำลด เพราะหากไม่ทำทันที น้ำมาปีหน้าก็จะไม่ทัน โดยจะใช้เครื่องมือของทหารมาใช้หลังจากเสร็จจากการดำเนินโครงการปากพนังในต้นปี 2547 ก็จะนำมาทำต่อที่จ.สุโขทัยทันที" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าฝ่ายสนับสนุนสร้างเขื่อนมองว่าจะสามารถแก้ปัญหาภัยแล้งได้ด้วย นายกฯกล่าวว่า การสร้างอ่างเก็บน้ำก็แก้ไขได้ แต่ต้องดูว่าถ้ามีความจำเป็นต้องสร้างเขื่อนก็ต้องสร้าง แต่ถ้าไม่จำเป็นก็จะสร้างอ่างเก็บน้ำ เรื่องนี้กำลังพิจารณาอยู่
ด้านนายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีมีการคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นว่า มีคณะทำงานดูภาพรวมตามนโยบายของนายกฯ ว่าการแก้ไขปัญหาในลุ่มน้ำยมจะต้องทำอย่างไรบ้าง รวมถึงจ.แพร่ สุโขทัยที่ติดกับพิษณุโลก ซึ่งจะต้องดูภาพรวมทั้งหมด ที่นายกฯให้นโยบายคือจะป้องกันน้ำท่วมอย่างไร ในลำน้ำสาขาทั้งหมด และพื้นที่จะเก็บกักน้ำในลุ่มน้ำทั้งหมดสามารถรองรับน้ำที่จะไหลลงในช่วงฤดูฝนได้มากน้อยเพียงไหน และควรสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำขนาดใดที่จะเก็บกักน้ำจากสาขาทั้งหมด รวมทั้งแก่งเสื้อเต้นด้วย ซึ่งเคยทำการศึกษาไว้เบื้องต้นแล้ว จากนั้นจะดูภาพรวมอีกครั้งว่าจะทำอะไรก่อนหลัง ..
นายสุวิทย์กล่าวต่อว่า ขณะนี้ยังไม่มีนโยบายว่าจะให้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นหรือไม่สร้าง คงต้องดูในภาพรวม ดูผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้น ฉะนั้น การดำเนินการป้องกันน้ำท่วม หรือการสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำที่จะชะลอน้ำลงไปในแม่น้ำยมก็จะช่วยในหน้าแล้งเหมือนกัน ดังนั้น โครงการนี้จะเป็นลักษณะบูรณาการในภาพรวมมากกว่า ส่วนคนที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเรื่องการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นอย่าเพิ่งโวยวาย เพราะขณะนี้นายกฯยังไม่ให้นโยบายว่าควรสร้างหรือไม่ควรสร้าง แต่ถ้านโยบายตนจะดูในภาพรวมทั้งหมด
เมื่อถามว่าจะเสนอภาพรวมให้กับนายกฯเมื่อไร นายสุวิทย์กล่าวว่า หลังจากดูข้อมูลเดิมที่มีแล้วกับข้อมูลใหม่ที่กำลังจะดำเนินการคงใช้เวลาไม่นาน ความจริงปีนี้เราก็บรรเทาได้มากพอสมควร เพียงแต่ว่าปีนี้มีปริมาณฝนตกหนักเป็นจุดมากเกินไป สามารถทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ ทุกพื้นที่ได้รับผลกระทบมาก รวมทั้งจ.พิจิตร ส่วนจ.พิษณุโลกเป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมประจำทุกปี หากจะไปปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมแทนที่จะเป็นผลดีกลับเป็นผลกระทบ
ด้านนายชาติชาย เจียมศรีพงศ์ นายกอบจ.พิจิตร เปิดเผยว่า การสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นมอง 2 ปัญหาคือระยะยาวการแก้ปัญหาต้องแก้ทั้งระบบ และหากรัฐบาลมีงบไม่เพียงพอน่าจะต้องมีการแก้ไขเฉพาะหน้า ควรขุดแหล่งน้ำใหญ่ทำแก้มลิงเหมือนโครงการพระราชดำริ โดยเฉพาะพื้นที่ลำน้ำยมที่มีน้ำไหลผ่านรัฐบาลจะต้องทำแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
เมื่อเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน ที่กระทรวงมหาดไทย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบความถูกต้องในการใช้งบประมาณแก้ปัญหาความเดือนร้อนของราษฎรในช่วงน้ำท่วมว่า ตนเพิ่งสั่งการผู้ว่าฯอำนาจเจริญตรวจสอบงบช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่ไม่ถึงมือผู้เดือดร้อน ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานกลับมา เข้าใจว่าเป็นงบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่จะติดตามเรื่องต่อไป เพราะไม่ต้องการให้เป็นตัวอย่าง เมื่อมีคนทุกข์ยากแต่กลับมีคนไปฉวยโอกาส ถือว่าเป็นการฉ้อโกงประชาชน อีกทั้งเป็นเรื่องที่นายกฯสั่งการแล้วด้วย ส่วนงบประมาณในส่วนอื่นทั้งของกระทรวงมหาดไทยและงบกลางก็จำเป็นจะต้องตรวจสอบอย่างใกล้ชิด แต่ส่วนใหญ่ไม่พบว่ามีปัญหา อย่างไรก็ตาม งบดังกล่าวเป็นฉุกเฉินที่ตั้งไว้ทุกปี จึงต้องระมัดระวังให้ตรวจสอบได้ว่าถึงมือประชาชนจริงๆ อย่างในปีที่แล้วรัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือโดยการมอบเป็นเงินให้ไปเลย แทนที่หลังน้ำลดจะต้องแจกเมล็ดพันธุ์พืช ก็ใช้มาตรการเดียวกันคือให้เงินสดในการฟื้นฟู แล้วให้ชาวบ้านไปซื้อของเอาเอง จะได้ตัดปัญหานำของไปมอบให้ล่าช้า หรือได้ของไม่ดี หรือถูกโกง ซึ่งชาวบ้านก็พอใจ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันเดียวกัน นายสุวัฒน์ ภิญโญเศรษฐ์ ผวจ.พิจิตร พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขึ้นเรือท้องแบนออกตรวจสถานการณ์ในแม่น้ำยมที่อำเภอสามง่าม ซึ่งน้ำในแม่น้ำยมมีปริมาณสูงขึ้นทุกระยะ เนื่องจากฝนตกติดต่อกันมาหลายวัน รวมทั้งน้ำจากภาคเหนือที่ไหลมาสมทบ
ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมที่จ.สุโขทัยว่า เมื่อเวลา 11.00 น. น้ำจากแม่น้ำยมไหลล้นตลิ่งเข้าท่วมต.บ้านกล้วย หมู่ 1,2,5 และหมู่ 10 ของอำเภอเมืองเพิ่มอีกหนึ่งตำบล ประชาชนต่างขนย้ายข้าวของเก็บไว้ยังที่สูง นายฉัตรชัย คชรัตน์ นายอำเภอเมือง พร้อมกำลังอป.พร.เมือง นำกำลังขนย้ายข้าวของให้กับราษฎรที่ประสบภัยน้ำท่วมที่ได้รับความเดือดร้อนจำนวน 1,480 ครัวเรือน ส่วนในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี บริเวณถนนสายจรดวิถีถ่อง ตั้งแต่สะพานพระร่วง ตั้งแต่หน้าธนาคารกสิกรไทย ไปจนถึงหน้าโรงแรมราชธานี มีระดับน้ำท่วม 30-50 ซ.ม. อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบทำการปิดกั้นน้ำจากคลองแม่น้ำพันที่ไหลล้นคลอง
ที่จ.ยโสธร ระดับน้ำท่วมนาข้าว ถนน และบ้านเรือนราษฎรตามแนวเขตลำน้ำชี, น้ำยัง ในเขตอำเภอเมือง, คำเขื่อนแก้ว, มหาชนะชัย และค้อวัง ยังอยู่ในระดับทรงตัว ราษฎรกว่า 5 พันครอบครัวเดือดร้อน ส่วนสภาพน้ำโพงและลำน้ำเซบาย ทะลักท่วมพื้นที่เกษตรกรรม ราษฎรในเขต อ.ป่าติ้ว และ อ.คำเขื่อนแก้ว ที่มีแนวเขตติดต่อกับ อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ ยังท่วมในระดับที่ทรงตัวเช่นกัน ขณะที่ยังมีฝนตกหนักเป็นแห่งๆ
นายสุธี มากบุญ ผวจ.ยโสธร กล่าวว่า บางอำเภอน้ำท่วมนาข้าวราษฎรมากว่า 1 เดือน เช่น ทางด้านอ.ป่าติ้ว อ.คำเขื่อนแก้ว ต้นข้าวอ่อนเน่าตายทั้งหมด ขณะนี้ยังสรุปตัวเลขความสูญเสียยังไม่ได้ เพราะบางพื้นที่ด้านอำเภอคำเขื่อนแก้ว, มหาชนะชัย และค้อวัง น้ำชีทะลักท่วม หากน้ำมูลที่ จ.อุบลราชธานี ระบายน้ำลงแม่น้ำโขงได้ช้า นาข้าวชาวบ้านในแถบนี้เน่าตายแน่ และตัวเลขขณะนี้ นาข้าวถูกน้ำท่วมประมาณ 130,000 ไร่เศษ เน่าตาย 9 หมื่นไร่เศษ ตนได้ให้ทุกส่วนราชการ ตลอดจนภาคเอกประสานความร่วมมือกันช่วยเหลือชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อน โดยการออกเยี่ยมให้กำลังใจนำสิ่งไปแจก คณะแพทย์ก็ยกคณะจาก ร.พ.ยโสธร ออกตรวจรักษาโรคต่างๆ ให้ราษฎรอย่างต่อเนื่อง เท่าที่ตนออกเยี่ยมราษฎรพบชาวบ้านกลุ่มผู้สูงอายุและเด็กเล็กป่วยเป็นไข้หวัดมากที่สุด เพราะฝนตกติดต่อกันทุกวัน
Mr.Prasittiporn Kan-onsri [Noi]
Community University.
Assembly of the Poor. THAILAND.
99 , 3 Floor Nakorn Sawan Rd. Pomprab
Bangkok 10100. THAILAND.
Tel : 09-9273556 , Mail : thaipoor@ksc.th.com, CC : thaipoor@hotmail.com
Web :http://www.thai.to/aop,http://www.thai.to/munriver,http://www.thai.to/yomriver
To be removed from future mailings, Plase Reply to this message with the word "remove" in the subject line. & send.
|