ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีงาน thaingo ดูและคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

"ภูเก็ตแซนบ๊อกซ์" ประเทศที่หากินกะขายสมบัติเก่า

ขอบคุณ ภาพจาก ประชาชาติ : https://www.prachachat.net/tourism/news-684626

 

อ่านข่าวสภาพัฒน์ ออกมารายงานสรุป โครงกาภูเก็ตแซนบ๊อก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ปรากฏว่า คนมาทำต่ำกว่าคาดการณ์มาก ซึ่งผมไม่แปลกใจ ต่อให้ ไม่มีสถานการณ์โควิด ก็เถอะ ผมก็ยังไม่โอเค

ประเทศเราเคยรวย หมายถึง พอมีอยู่มีกิน มีชนชั้นกลางเกิดขึ้นมากมาย มีเศรษฐีใหม่ ขยายตัว หรือมีอยู่มีกินฟุ้งเฟ้อ ได้เงินง่ายๆ เราก็มักโหยหาแต่วิธีการนั้น เก็งกำไร ขายท่องเที่ยว ขายวัฒนธรรม ขายธรรมชาติ สวยงาม ขายจนช้ำ กลัดหนอง หย่อนยาน ทรุดโทรม ทั้ง สังคม ธรรมชาติ วัฒนธรรม หรือ รากเหง้า

 

เราเป็นสังคมที่กลวงๆ ไม่มีภูมิ รักสบาย อยากรวยง่ายๆ แต่ไม่อยากทำงานหนัก ไม่อยากทำงานเยอะ ไม่อยากทำงานยากๆ แต่อยากได้ สวัสดิการดีๆ เยอะๆ ทั้งๆ ที่ประเทศที่เขารวยๆ เขามีทุกอย่าง ที่เราอยาก และมีเงินมาเที่ยวฟุ้งเฟ้อ เขาทำงานหนัก มีวินัย ทำการผลิต ทำงานออม ทำการบริหาร วางแผน ตั้งเป้า และการกระจาย ตรวจสอบ ทำการมีส่วนร่วม บริหาร เกลี่ยทรัพยากร ทำรากฐานเศรษฐกิจประเทศเขาให้เข้มแข็ง ที่สำคัญ สะสมความมั่งคั่งไว้ ยาวนานมาก

 

ประเทศเรานะหรือ  เสือก ไม่ลงทุน ไม่พัฒนา รัฐถลุงงบประมาณ ละลายเงิน ทรัพยากร ไปในระบบราชการ ที่ไม่มีประสิทธิภาพ !!   อะไรเลย (ถ้าเอาผลงานกับเงินงบประมาณที่ถลุงแต่ปี มาประเมิน เทียบผลลัพธ์ )

 

เราเป็น สังคมเมือง กับ ชนบท ที่แปลกแยกแตกต่าง เป็น 2 โลก 2 วิถีการผลิต แต่คนส่วนใหญ่ คือ ฐานราก คือ เกษตรกร แรงงาน ซึ่งเคว้งคว้าง ตกงาน เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบแจกเงิน แบบไปโอ้โลมแต่การท่องเที่ยว เพราะได้เงินง่าย ไม่ต้องทำการผลิต ไม่ต้องเหนื่อย ยาวนานและแสนไกล แต่ เงินแจก นั้น มันเป็นเงินได้เปล่าและไม่มั่นคง มันจึงเป็นเงินที่ไม่ใช่จ่ายตามแผน ไม่สร้างบทบาทสำคัญ ในฐานะ “เงิน” ที่คาดหวัง ตามบทบาทสำคัญขอมัน

 

คนส่วนใหญ่ภาคเกษตร ภาคเกษตร ภาคต้องการทำแปรรูป ทำให้มูลค่าผลผลิตสูงขึ้น เพื่อให้คุ้มต้นทุน ต้องการทำการผลิต ก่อให้เกิดการจ้างงาน การซื้อสินค้า เกิดเครดิต เกิดตลาด เกิดการบริโภค เกิดการขยายตัวไปในวงกว้าง กับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เกิดการซื้อขาย จ้างงาน เงินกระจายไปทุกจุด ทุกอณู เงิน “จ้างและซื้อขายนี้” จึง เป็นเงินที่ สร้างความมั่นคงให้ระบบ อาทิ แรงงาน มีงานประจำ มีเงินจับจ่ายประจำ ก็กล้าซื้อของ มากขึ้น วางแผนใช้จ่ายได้ยาวไกล  คนขายวัตถุดิบ คนขายวัสดุ ไปจนถึงเกษตรกรที่เพาะปลูก มีความหวัง มีความมั่นใจ เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง

รัฐบาลที่ฉลาด มีวิสัยทัศน์ ต้องคิดแบบนี้ ทำงานแบบนี้ มองไปข้างหน้าแบบนี้ นี่อะไร เช็คไปยัง กองทุน ต่างๆ ที่อยู่ในธนาคาร ทั้ง SMEs กรุงไทย ออมสิน และ ธกส. ส่วนหนึ่ง ก็กองอยู่ อย่างนั้น ไม่ปล่อย ที่ปล่อยๆ คือ ไปกับจำพวกโครงการ วิสาหกิจชุมชน ที่ผลัดขายไล่กันชม  บางส่วนก็ถลุงไปอย่างไร้สาระกับ จำพวกพอเพียง โคกหนองนา ฯลฯ จำพวก ไมโคร อิโคโนมี่ จริงๆ ผู้ประกอบการ รายเล็กๆ ในท้องถิ่น พวกนี้เข้าไม่ถึง ทั้งๆ กลไก SMEs ทุกระดับ ทุกขนาด คือ การพลังรายเล็ก ที่ยิ่งใหญ่ ช่วยสร้างงาน ช่วยกระจายเงินไปสู่การซื้อขาย จ้างงาน ในระดับฐานล่างจริงๆ

 

ข้ามจากเรื่องนโยบายการค้าการขาย และการผลักดัน SMEs หรือ สร้างผู้ประกอบการ อีกเรื่องคือ  เรื่องกฎหมาย ข้อจำกัด ก็ขัดขวางมันทุกทาง ต่อให้แจ้งว่า ตำรวจ หรือ สรรพสามิต  ไม่จับ ไม่กวด แต่.. ถ้ายังมีกฎหมาย ก็ยังนอนกลัว และพร้อมจะผิดกฎหมาย ได้ตลอด  มันทำให้ผู้ประกอบ กริ่งกลัว และ กำหนดความคิดฝัน ไปยังอนาคตไม่ได้

แถมการเมืองประเทศนี้ กะปะทะ ทั่งกันอยู่ 2-3 เรื่อง เรื่องสถาบันกษัตริย์ ความไร้สาระทางสัญลักษณ์ ระหว่างคนเอา กับ คนไม่เอา ซึ่งอีกนานกว่าจะหาข้อยุติ หรือ มีหนทางสร้างกติกา ให้อยู่ร่วมกันได้ในสังคม  อีกเรื่องก็พวก ประชาธิปไตย แบบมึง กับ แบบกู ที่มันไม่มีทางอื่น หรือ ทางออก ที่สามที่สี่ เลย

 

เรื้อรังมาจนอ่อนแรง ก็หันมาฝันลมๆแล้งๆ ถึงการท่องเที่ยว วิธีหาเงินง่ายๆ อาทิ การท่องเที่ยว (  ตอนนี้ สำหรับรัฐบาลนี้ ก็น่าจะเหลือทางเดียวที่จะหาเงินได้ )  ทั้งๆ ที่ประเทศนี้ มีผลไม้ มีข้าว ยาง มัน ปาล์ม แร่ น้ำมัน อ้อย ผลไม้ มีสารพัดผัก นานาสมุนไพร อาหาร เครื่องดื่ม ดนตรี ศิลปะ ชุมชน ธรรมชาติ  ฯลฯ แทนที่จะคิด หาทาง ทำตลาด ทำแปรรูป ทำสินค้า อุตสาหกรรม ทำส่งออก ทำสิ่งที่ประชาชน ประเทศนี้ ประกอบอาชีพกันส่วนใหญ่ แต่ เสือก.... ละเลย สร้างสังคมเกียจคร้าน โง่ ริษยา แต่อยากรวย!!

 

 6-7 ปี ที่ผ่านมมา ผมหันมาทำ แปรรูป ทำงานผลักดัน ให้คนสนใจการแปรรูป การทำตลาด ทำแพคเกจ จากสินค้า วัตถุดิบ ที่เรามี ทำมา 6-7 ปีแล้ว ยังไม่เคยเห็น บทบาท ชัด ๆ ตั้งแต่ รัฐบาล จนถึง ท้องถิ่น หันมาสนใจทิศทางนี้ จริงจัง 40-50 ปี ที่ผ่าน สุรินทร์ เรื่องผ้าไหม กับ มะลิ ยังไง วันนี้ ก็ยังทำแบบนั้น ทั้งๆ ที่ ทรัพยากร ทักษะ ตลาด ทิศทาง ฯลฯ นั้นเปลี่ยนแปลง ไปหมดแล้ว

 

ดักดานทั้งโครงสร้าง  ดักดานไปยัง สภาพัฒน์ ไม่รู้มีไว้ทำไม นักหนา ไร้ประโยชน์ ดักดาน ไปยัง กระทรวง พาณิชย์ กระทรวง คลัง อุตสาหกรรม มหาลัย สถาบันวิจัย กระทรวงต่างประเทศ และที่ไร้สาระ ไร้ประโยชน์ที่สุด ก็รัฐบาลนี้ ชาวนา เกษตรกร ตะโกนคอแหบคอแห้ง ป่าวๆ ว่าข้าว ว่าพืชผล ราคาตกต่ำ แต่ก็ยัง เอ้อระเหย หูทวนลม “หาว่า ไม่มีนักท่องเที่ยว ข้าวเลยขายไม่ได้”  แล้วก็ ไม่มีมาตรการ ปรับเปลี่ยน ลงทุน ขยาย ค้นคว้า ผลิต แปรรูป มารองรับ อะไรออกมาเลย

 

ประชาชน อย่างเราก็ได้แต่ ทนๆ ไปวันๆ รออิจฉาคนอื่นรวย และ รอโควิดซา จะได้ ขายของเก่ากิน....!!!