จากพยาบาล สู่คนเล่าตำนานเพลง แอ๋ม 'วงสลึง'

"ปฏิวัติโค่นล้มสังคมแบบเก่า
มาร่วมกันดันกงล้อประวัติศาสตร์
จับอาวุธถั่งโถมโหมแรงไฟ

ปฏิวัติเพื่อเราประชาชาติไทย
สู่เอกราชจริงแท้และสดใส
เพื่อก้าวไกลแห่งสังคมอุดมการณ์..."


เมื่อเสียง "เพลงถั่งโถมโหมแรงไฟ" ดังแว่วมา แอ๋มเล่าว่าเธอรู้สึกคล้ายกับทุกสิ่งรอบๆ ตัวหยุดเคลื่อนไหว เว้นแต่ภาพในหัวของเธอที่กำลังโลดแล่นจินตนาการไปตามบทเพลงนั้น...นับว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตของเธอที่ได้ยินเสียงเพลงมาตอกย้ำโครงสร้างทางสังคมแห่งการกดขี่ นอกเหนือจากเพลงรักๆ ใคร่ๆ หรือที่เรียกว่าแนวเพลงตลาดซึ่งดังกระหึ่มอยู่ทั่วทุกซอกมุมให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ

จากบทเพลงแห่งการปฏิวัติในวันนั้น... วันนี้จึงมี แอ๋ม 'วงสลึง' ในวันนี้มาถ่ายทอดเรื่องราวการเติบโตผ่านพลังของบทเพลงที่ท้าทายให้เด็กสาวคนหนึ่ง แหวกรั้วกำแพงสีขาวของสังคมพยาบาล ก้าวเดินทางสู่ถนนสายอุดมการณ์ อย่างที่ใครๆ ต่างไม่คาดคิดมาก่อน แม้แต่ตัวของเธอเอง...

นี่คือเรื่องราวการเดินทางชีวิตของเด็กสาวคนหนึ่ง ...จากพยาบาล สู่คนเล่าตำนานเพลง แอ๋ม 'วงสลึง'

เด็กปีหนึ่ง ... กับชีวิตนอกรั้วสีขาว

ศิริพร พรมวงศ์ หรือ แอ๋ม เกิดและเติบโต ภายในรั้วของโรงพยาบาลอำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมหมอ พยาบาล จนกระทั่งจบมัธยมปลาย หลังจากนั้นก็สอบเข้าเรียนต่อในคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ครั้งแรก... กับชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย
ครั้งแรก... ที่ได้ออกมาก้าวเดินอยู่นอกกำแพงสีขาว

แม้จะรู้ตัวดีว่า... วันข้างหน้าต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบนั้นอีกครั้ง

"ใจจริงก็ไม่ได้อยากเป็นพยาบาลนะ เราอยากเรียนวิศวะ อยากเรียนพัฒนาสังคม หรือดนตรีมากกว่า เพราะปกติก็เล่นดนตรี และทำกิจกรรมที่โรงเรียนอยู่แล้ว แต่ที่บ้านไม่ได้สนับสนุนขนาดนั้น บ้านอยู่กับโรงพยาบาล อยู่กับสังคมแพทย์พยาบาล เราจะเรียนอะไรก็ได้ แต่ต้องมาในสายนี้เท่านั้น แพทย์ พยาบาล สาธารณสุข..."

สมัยเรียนอยุ่ปี 1 แอ๋มได้รู้จักกับวงดนตรีเล็กๆ ภายใต้ชื่อวงสลึง โดยบังเอิญ ซึ่งปกติคนกลุ่มนี้จะรวมตัวกันมาจัดคอนเสิร์ตที่มหาวิทยาลัยเพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น เธอจึงรู้จัก 'เพลงถั่งโถมโหมแรงไฟ' ไปพร้อมๆ กับรู้จักวงดนตรีชื่อ 'สลึง'

"ตอนนั้นยังไม่รู้จักสลึง เราเห็นใครก็ไม่รู้มาเล่นคอนเสิร์ต จำได้ว่าเพลงที่ได้ฟังตอนนั้นคือเพลงถั่งโถมฯ... เพลงมันเล่าถึงประวัติศาสตร์ การต่อสู้ของประชาชน การต่อสู้ของกรรมกร แรงงาน คนจน ที่ถูกกดขี่ ก่อนหน้านั้นเราไม่เคยรู้มาก่อน เราเคยทำค่ายเรื่องอย่างนี้ก็จริงนะ ค่ายชาวเขา ค่ายสร้าง เรารู้สึกว่าแต่ก่อน เราคืออารมณ์สังคมสงเคราะห์ ไม่ได้อินกับประด็นมาก แต่ตอนนี้เราเป็นอีกอารมณ์หนึ่งที่ประชาชนสามารถลุกขึ้นมาต่อสู้ได้ คือแต่ก่อนเรายังไม่รู้ระบบโครงสร้างทางอำนาจว่าจริงๆ แล้วประชาชนถูกกดอยู่ อำนาจรัฐเป็นอย่างไร?

แต่พอเราได้เรียนรู้จากบทเพลง เราได้รู้มากขึ้นว่าเพลงต่างๆ ที่สื่อออกมามันเป็นอารมณ์ของคนที่แต่งว่า ทำไมภาครัฐหรือชนชั้นสูงกดขี่เขาอย่างไร? ใช้กระบอกปืนอย่างไร? ฆ่าอย่างไร? ประชาชนรู้สึกอย่างไร? หากฟังผิวเผินคงไม่รู้สึกอะไร แต่คนแต่งคือคนถ่ายทอดเรื่องราว ที่จะเชื่อมโยงเราเข้าไปถึงเนื้อหาของเพลง"

เธออธิบายว่าบางครั้งการฟังเพลงถ้าให้เราฟังแค่ความไพเราะหรือดนตรีที่สื่อออกมามันก็ไม่รู้สึกกับเพลงมาก มันก็แค่ความชอบ แต่บทเพลงถั่งโถมฯ ได้เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เธอฟัง ซึ่งดนตรีของกลุ่มสลึงสามาถถ่ายทอดเรื่องราวบางอย่างให้เธอเข้าใจได้เพียงใช้บทเพลง จากความรู้สึกประทับใจในคราวนั้นทำให้เธอตัดสินใจออกค่ายกับสลึง "ค่ายรวมสลึงให้เป็นหนึ่ง ครั้งที่ 1"

จากเด็กปีหนึ่งที่เป็นเพียงสมาชิกค่าย แอ๋มเริ่มก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงสลึง ในตำแหน่งนักร้องนำ คอยขับดันคนรุ่นใหม่ให้หันมาสนใจเพลงเพื่อชีวิต

"เราเชื่อว่าเราเติบโตมากับบทเพลงนะ ไม่ใช่ค่าย อาจจะเคยทำค่าย เคยทำกิจกรรม แต่สักพักมันก็เมือนติดกรอบ เหมือนกบในกะลา เราก็รู้สึกว่าเราพองตัวในการทำกิจกรรม เราพองตัวในการเป็นนักศึกษา ได้ทำโน่นทำทำนี่ให้ชาวบ้าน ก็จริงแต่เรารู้สึกว่า เราไม่ได้เติบโตทางความคิดเลย

ช่วงที่เติบโตจริงๆ กลับเป็นช่วงที่มาทำเพลง เพลง มันเหมือนสื่อที่ทำให้คนเข้าถึง อะไรบางอย่างง่ายขึ้นรู้สึกกับมันมากขึ้น เหมือนมันเป็นสื่อกลางที่ทำให้เราได้คิดและจินตนาการ บทเรียนต่างๆ ศิลปะวัฒนธรรมมันช่วยให้เราเข้าถึงบางสิ่งบางอย่างที่บางครั้ง ไม่สามารถสื่อออกมาให้เข้าถึงได้ง่าย"

สลึง...ค่าน้อยนิด 'มหาศาล'

จากการบอกเล่าต่อๆ กันมา เดิม ‘สลึง’ คือชื่อของหนังสือเพลง (ชีทเพลง) ที่รวบรวมเอาบทเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสังคม อุดมการณ์ เช่นกรรมมาชน ประกายไฟ มารวบรวมไว้ รวมทั้งประวัติของเพลงว่าแต่งขึ้นมาเพราะอะไร? ใครเป็นคนแต่ง? หนังสือเพลงเล่มนั้นจึงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในช่วงรับน้องของมหาวิทยลัยเป็นต้นมา

"พอหลังจากตามเก็บเพลงต่างๆ เรื่อยมา ก็ได้รู้ว่าเนื้อเพลงมันมีคุณค่านะ หลายคนเติบโตมา มีแนวคิดที่ก้าวหน้าจากบทเพลง รุ่นพี่เขารู้สึกว่าอยากจะถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ออกไปให้รุ่นน้องที่เข้ามาสู่รั้วมหาวิทยาลัยได้ฟังกัน จึงได้มีการเก็บรวบรวม ส่วนเขาก็ได้ทำมาเป็น ปู๊น ปลื้ม (ชื่อหนังสือ) ส่วนใหญ่จะทำช่วงรับน้อง เหมือนคู่มือการรับน้อง จนกระทั่งมาเป็นสลึง และมีการรวมตัวเป็นกลุ่มสลึงขึ้นและได้มีโอกาสไปเล่นตามที่ต่างๆ เช่นมหาวิทยาลัยบ้าง ตามวงเสวนาบ้าง ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ได้คุยได้แลกเปลี่ยน"

แต่ถ้าจะเอาความหมายของวงสลึงแอ๋มสรุปสั้นๆ ว่า "เหรียญสลึงเป็นหน่วยของค่าเงินที่เล็กที่สุด ที่คนในสังคมทุกวันนี้มักจะมองข้ามไป ทั้งๆ ที่มันเป็นส่วนประกอบหนึ่งของเงินจำนวนมหาศาล ไม่ต่างจากเพลงพื่อชีวิตที่คนมองไม่เห็นแก่นแท้ของเพลง ทั้งๆที่ มันเป็นตัวตนของสังคม ซึ่งปัจจุบันมักจะถูกนำไปใช้ทางการตลาดมากกว่าการมองเห็นถึงแก่นแท้ในบทเพลง

ความจริงแอ๋มว่า เพื่อชีวิตมันไม่ได้สื่ออกมาที่รูปแบบเท่านั้นนะ มันสื่อออกมาที่เนื้อหา มันไม่จำเป็นว่าต้องมีรูปแบบตายตัว อาจจะเป็นดนตรีแบบอื่นก็ได้ อย่างสลึงเนี่ย คนอื่นก็จะมองว่าเราซอฟท์มาก เล่นดนตรีสไตล์ใสๆ มันเพื่อชีวิตตรงไหน? แต่เราคิดว่าวิธีการเล่นแบบนี้มันเข้าถึงคนได้ง่ายกว่า อย่างเวลาเราไปเล่นน้องมันก็รู้สึกดี มันเป็นเพื่อชีวิตแต่ใสๆ มันรับได้ง่ายกว่า"

เมื่อนักศึกษากลุ่มแพทย์ พยาบาล วางเข็มฉีดยามาจับกีต้าร์ ร้องเพลงเพื่อชีวิต จึงทำให้ใครๆ ตั้งคำถามต่อการทำกิจกรรมของวงสลึง แต่แอ๋มกลับมองว่า การเรียนรู้สังคม หรือเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เปิดโลกในการเรียนรู้สังคมไม่ได้จำกัดอยู่ที่วิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่ง กลุ่มสลึงเองก็ไม่ใช่ศิลปิน หรือนักร้อง แต่สลึงเป็นนักเล่าเพลง นักถ่ายทอดบทเพงที่ส่วนใหญ่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการตั้งคำถามกับสังคม ผ่านดนตรีที่เบาสบายๆ และเข้าสื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่าย โดยมีกระบวนการในการเชื่อมโยง คือเริ่มจากบทเพลงที่อยู่ใกล้ตัว เรามีความใฝ่ฝันอะไรบ้างในวัยเด็ก หรือความรักที่มีต่อคนรอบข้าง หรือแม่อย่างอิ่มอุ่น จากนั้นก็เป็นเพลงที่ถามถึงสังคม ถามถึงมหาวิทยาลัย ขยับมาเรื่อยๆ จนถึงการต่อสู้ของประชาชน กรรมกร ชาวบ้าน ที่สุดคือเพลงให้กำลังใจ แล้วค่อยๆ ดึงเข้ามาให้เรียนรู้กับสังคมมากขึ้น นอกจากสื่อดนตรีแล้วก็ยังมีละครเวที และการละเล่นต่างๆ อีกด้วย

สลัดชุดขาว... ก้าวบนทางใหม่

เมื่อสำเร็จการศึกษา เธอกลับมาใช้ชีวิตในรั้วสีขาวอีกครั้งของโรงพยาบาลรามาธิบดี กับตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพตามที่ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา อาชีพรับราชการที่มีเกียรติและมั่นคง เช่นนี้ใครต่อใครต่างก็ชื่นชมในความสำเร็จ แต่แอ๋มกลับไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น

"จริงๆ เราไม่ชอบสายนี้นะ เราคิดว่าแค่อยากทำให้พ่อแม่สบายใจ เราเรียนได้ แต่พอเอาเข้าจริงก็ไม่ชอบไม่ รู้ทำไมเหมือนกัน ว่าทำไม ไม่ใช่เป็นเพราะวิชาชีพนะ แต่อาจเป็นเพราะเรามีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องค้นหาอยู่ในตัวเรา บางอยางที่มันน่าจะใช่ตัวเรามากกว่า เราใช้วิธีการปฏิเสธบางอย่างเพื่อออกมาค้นหาบางอย่าง เวลที่ทำกิจกรรมเยอะๆ หรือไม่ค่อยตั้งใจเรียนจนเกรดตกเราก็จะปลอบใจตัวเองว่า ช่างมันเถอะก็เราไม่ชอบนิ่"

เธอจึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นพยาบาลได้เพียง 7 เดือน แล้วหางานใหม่ ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ในหน่วยงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งนอกจากหน้าที่ประจำที่ต้องรับผิดชอบแล้ว แอ๋มมองว่า ภาระที่หนักยิ่งกว่าของนักพัฒนาคือการทำงานทางความคิดกับครอบครัว

"ที่บ้าน แรกๆ ก็คัดค้านไม่เห็นด้วยอย่างมากจะลาออกจากโรงพยาบาล พ่อแม่ก็เครียดมาก แต่ลึกๆ ก็รู้ว่าเขาห้ามเราไม่ได้ ถ้าเราตัดสินใจแล้ว แต่เราก็พยายามพิสูจน์ให้ที่บ้านเห็นว่าเรายังรับผิดชอบต่อครอบครัวอยู่ไม่ได้เถลไถลไปไหน เราก็จะรับผิดชอบให้ดีที่สุด เหมือนสมัยเรียนทำกิจกรรมระหว่างเรียนเราก็เรียนให้เต็มที่ และเต็มที่กับกิจกรรมด้วย ทุกวันนี้ก็ยังส่งเงินให้ที่บ้านทุกเดือน จนเขายอมรับในสิ่งที่เราทำว่าเราดูแลตัวเองด้วย และมีความสุขกับการทำงาน"

ก้าวต่อไปของ... 'สลึง'

"ตอนไปค่ายครั้งแรกเราตกใจนะ มีแค่ 7 คนเอง ตอนเล่นดนตรีบนเวทีคนเยอะแยะเลย เราก็สงสัยว่าคนหายไปไหน พี่ๆ ก็บอกว่าพวกที่เล่นบนเวทีน่ะ ส่วนใหญ่เขาจบกันหมดแล้ว"

นั่นเป็นคำถามแรกๆ ของแอ๋ม เกี่ยวกับการทำกิจกรรมของนักศึกษาในยุคปัจจุบัน ที่มีจำนวนน้อยลงเต็มที ซึ่งดูเหมือนเป็นการตอบคำถามที่ว่า เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ไม่สนใจสังคมแล้วหรือ?

"อย่างน้อยก็ยังมีเรา มีน้องๆ เชื่อมั่นว่ามีคนที่อยากจะเปิดโลก จริงๆ มันอาจจะเป็นคนส่วนน้อย แต่มันยังมีอยู่" เธอบอกตัวเองอย่างนี้เพื่อให้มีกำลังใจในการทำกิจกรรม และเธอก็เชื่ออย่างนั้นจริงๆ

"เรายังเชื่อมั่นว่าบทเพลงต่างๆ เหล่านี้มันยังสามารถทำให้เด็กๆ รุ่นใหม่ๆ เข้ามาและเติบโตกับมัน มันอาจจะทำให้เติบโตด้วยวิธีทางการตลาดก็ได้ แค่ให้คนรุ่นใหม่ได้ฟังเพลงเก่าๆ บ้าง บางครั้งเราเล่นกันทั้งคืนแต่เล่นได้แค่เพลง 2 เพลง เท่านั้นเอง นอกจากนั้นเป็นการเล่ามาว่า ที่มาเป็นอย่างไร แต่งเพื่ออะไร การใช้เพลงเป็นตัวเปิดทำให้เราได้สื่อสาร แลกเปลี่ยนทางความคิดกัน"

และสลึงก็จะยังเป็นสลึง เป็นสิ่งน้อยนิดในสังคม "สิ่งน้อยนิดในพลังมวลชนที่มีค่ามหาศาล"

ปัจจุบันเรามีบทเพลงให้เลือกฟังมากขึ้น มีแนวเพลงที่หลากหลายทั้งจังหวะ ดนตรี และท่วงทำทอง มีช่องทางในการรับฟังตามสื่อต่างๆ มากขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้เราเขาถึงเนื้อหาบทเพลงมากขึ้นด้วยหรือไม่ แล้วมีเพลงไหนบ้าง ที่ทำให้เราเติบโต และได้เรียนรู้สังคมในขณะเดียวกัน

แล้วคนเราฟังเพลงไปเพื่ออะไรกัน? ฟังเพื่อความไพเราะเพลิดเพลินในจังหวะดนตรี เท่านั้นหรือ?

เรื่องราวของเด็กสาวคนหนึ่ง จากพยาบาล... สู่คนเล่าตำนานเพลง แอ๋ม 'วงสลึง' น่าจะเป็นรางวัล และกำลังใจให้กับคนเขียนเพลงได้รับรู้้ว่า "พลังของบทเพลงมิเคยสูญเปล่า พลังของหนุ่มสาวก็มิเคยสูญสิ้นไปตามกาลเวลา" แต่ยังรอโอกาสและจังหวะที่จะจุดประกายสิ่งเหล่านั้นให้เกิดขึ้นมาในสักวัน

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

10 สิงหาคม 2550