| ชัชวาล
ทองดีเลิศ เพื่อนบอกว่าผมเป็นซ้ายโบราณ
หากใครจะมองเห็น ภาพประทับแรกที่ได้เจอ
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ ชายหนุ่มผมสีดอกเลาในชุดผ้าฝ้าย
นั่นคือ ดวงตาที่ยิ้มได้ของเขา บอกเล่าถึงหลายสิ่งหลายอย่างในวันเวลาของความร้อนแรงแห่งวัยหนุ่มก่อนชีวิตจะเคี่ยวกรำเพื่อเข้าถึงความสุขุมอ่อนโยน
จากอาสาสมัคร มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมรุ่นทดลองถึงโรงเรียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนาและวิทยาลัยการจัดการทางสังคมที่เพิ่งเปิดตัวและเสียงตอบรับที่ดีในแวดวงคนทำงานพัฒนา
จากนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถึงนักจัดการองค์ความรู้
ผู้ที่เชื่อว่า ชุมชนไทยเป็นชุมชนแห่งการบริหารจัดการความรู้ที่ลึกซึ้ง
...
30 ปีถึง วันนี้ พี่ชัช - ชัชวาล ทองดีเลิศ ยืนยันว่าเขาใช้กล้องดิจิตอลและส่งอีเมล์ว่าด้วยเรื่องราวชุมชนออกสู่สาธารณะและเพื่อน
ๆ หมายถึง การใช้เทคโนโลยีอย่างสมดุลกับการมีอยู่ของธรรมชาต

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทราบว่าเป็นอาสาสมัคร
มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม รุ่นแรก
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
ใช่ คือ ก่อนเรียนจบไม่นานนักพี่ลงทะเบียนเรียนวิชาสังคมวิทยาชนบทของอาจารย์
บัณฑร อ่อนดำ เน้นการลงชุมชนค้นประสบการณ์จริงจำได้ว่าคราวนั้นหมู่บ้านแรกที่ลงไปคือ
หมู่บ้านคึมมะอุ วัดป่าธรรมดา อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ในช่วงนั้นตอนนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นอำเภออะไรซึ่งพอดีว่าเป็นพื้นที่ทำงานของมูลนิธิโกมลคีมทอง
จึงเป็นโอกาสได้รู้จักสัมผัสวิธีการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชน
เรียนจบพอดีว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมก่อตั้งขึ้นพี่ไปสมัครแล้วทำงานกับมูลนิธิโกมลคีมทองเลย
หลักการคือว่า อาสาสมัครของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมจะเน้นการเรียนรู้สังคมกับองค์กรพัฒนาเอกชนจะรับอาสาสมัครและจัดอบรมก่อนส่งไปทำงานกับกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนต่าง
ๆ พี่ก็เลือกทำงานกับมูลนิธิโกมลคีมทอง
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทำอะไร กับ มูลนิธิโกมลฯ
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
งานของมูลนิธิโกมลคีมทองเน้นการทำงานกับพระสงฆ์ในภาคอิสาน
8 จังหวัด เช่นหลวงพ่อนานที่จังหวัดสุรินทร์ หลวงพ่อคำเขียนที่จังหวัดชัยภูมิ
ภูโค้ง ท่านอาจารย์บัญญัติ อนุตโรวัดป่าธรรมดา ท่านอำคาที่จังหวัดขอนแก่น
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : พูดได้ว่า คุ้นเคยและทำงานกับพระนักพัฒนา
มาตั้งแต่เริ่ม
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ : ใช่
เป็นหลักเลย คือว่า ทำงาน 7-8 จังหวัดภาคอิสาน ทำงานร่วมกับพระสงฆ์มาตลอดทำงานงานหลายอย่างหลายหน้าที่ตั้งแต่โครงงาน
ศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาชุมชน ธนาคารข้าว
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : หลัก ๆ ทำอะไร
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
ช่วยหลายอย่างมันทั่ว ๆ ไป คือ คงต้องเข้าใจว่าพระสงฆ์เป็นเพศบรรพชิตมีข้อจำกัดในการทำงานหลายข้อ
การทำงานกับฆารวาสซึ่งมีช่องว่างมากพี่จะเข้าไปเป็นส่วนประสานระหว่างการทำงานตรงนี้
ช่วยประสานงาน จัดกลุ่มประชุม คุยทำความเข้าใจกับชาวบ้านในบางเรื่อง
พูดคุยในระดับการปฎิบัติการ ทำให้ช่องว่างความต่างลดลง
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : พระกับการมีส่วนร่วมทางสังคมต้องมีเส้นแบ่งที่ชัดเจน
หรือเปล่า
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
ไม่นะ คืออย่างนี้ ความจริงหลักธรรมของพระสงฆ์เป็นทุกเรื่องในการดำเนินชีวิต
ที่ผ่านมาบทบาทของพระสงฆ์ถูกกำหนดให้เทศน์ภายในวัด ซึ่งไม่เพียงพอ
พระสงฆ์กลุ่มหนึ่งจึงเห็นว่าจำเป็นที่พระจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมความทุกข์ความสุขกับชาวบ้านด้วย
หากเห็นว่า ชาวบ้านกำลังแย่กำลังมีความทุกข์ พระจะต้องทำอะไรบ้างต้องเข้ามาสนใจเข้าแก้ไขอย่างไรทำความเข้าใจกับความทุกข์ของชาวบ้านที่มีด้วย
เป็นความคิดหลักในกระแสของพระนักพัฒนา ถือว่าเป็นความคิดใหม่ในยุคนั้น
(ปี 2522-23) ร่วมแก้ปัญหาเศรษฐกิจแก้ปัญหาทางโลกแต่ก็เน้นวิธีคิดและการเข้าใจถึงความจริงสัจจะ
การทำงานเป็นหมู่คณะเชื่อมร้อยเป็นเครือข่าย หรือเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง
เน้นการไม่เป็นหนี้ด้วยการลดเรื่องรายจ่าย อะไรอย่างนี้
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ส่วนหนึ่งของการทำงานสังคม
เรียนรู้จากพระนักพัฒนา
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
ต้องยอมรับว่าเยอะมาก หากย้อนไปสมัยนักศึกษาความคิดค่อนข้างสุดขั้วโน้มนำไปทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองช่วงยุคประชาธิปไตยเบ่งบานถือเป็นมุมหนึ่งที่พี่ได้เรียนรู้
แต่เมื่อทำงานร่วมกับพระสงฆ์พี่สัมผัสถึงมุมหนึ่งที่ต่างขั้วกันเป็นมุมที่ลึกเข้าสู่ภายในเป็นการเรียนรู้เพื่อมีชีวิต
สร้างวิถีการดำเนินชีวิตเข้าสู่สมดุลจากการปฎิบัติและคำสอน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
: ค่อนข้างสวนทางกับกลุ่มหัวก้าวหน้า ในยุคนั้น
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
ใช่ ยุคนั้นกลุ่มซ้ายจะมองสายศาสนาเป็นสายปฏิรูป กลุ่มก้าวหน้าในยุคนั้นมองว่าศาสนาสอนให้คนยอมจำนนและไม่อาจจะเปลี่ยนสังคมไปสู่สังคมที่เป็นธรรมได้
ถือว่าเป็นความคิดที่เข้มข้นสำหรับยุค (คิด) เราก็ฟังเค้าไม่ถึงกับค้านและดูเหมือนว่าจะเอนเอียงไปกับกระแสก้าวหน้าด้วย
(หัวเราะ) ต่อเมื่อทำงานกับพระจริง
ๆ เรา ถึงตอบได้ว่า ไม่ใช่
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : พูดได้ว่า กำลังตั้งคำถามกับกระแสความคิดก้าวหน้ายุคนั้น
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
หากจะพูดกันจริง ๆ แล้ว ตัวของพี่เองเป็นเด็กชนบทผ่านและซึมซับกับระบบศาสนามาตั้งแต่ลืมตาดูโลกเลยก็ว่าได้จนมาเรียนมหาวิทยาลัยแล้วถึงได้เรียนรู้วิธีการมองโลกใหม่จากการทำงานกิจกรรซึ่งมองศาสนาในทัศนะที่ค่อนข้างจะเป็นลบ
แต่หากเรียนรู้กันจริง ๆ จัง ๆ มันไม่ใช่อย่างที่ว่ามันมีแง่มุมของชีวิตมันมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติของชีวิตมนุษย์มีหลักแห่งสัจจะ
ซึ่งศาสนาได้อธิบายไว้อย่างสมบูรณ์
อีกอย่างที่ขัดแย้งกันชัดเจน คือว่า พระสงฆ์ตื่นตีสี่มาทำวัตร
นอนก็ดึก ขณะที่เรานักกิจกรรมพูดดีแต่ตื่นสาย ไม่มีวินัยเท่าพระ
ท่านทำด้วยความบริสุทธิ์ใจจริง ๆ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : แล้วคิดอย่างไร
เรื่องพระห้ามเทศน์การเมือง
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
คือ พี่มองว่าการดำรงไว้ซึ่งหลักแห่งสัจจะธรรมทางศาสนาถือเป็นเรื่องที่ดี
แต่วงการพระสงฆ์ในสังคมไทยถูกทำให้อ่อนแอโดยกระบวนการทางกฏหมายภายในกรอบแห่งรัฐหรือหากจะพูดว่ายุคปัจจุบันฝ่ายศาสนจักรตกอยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายอาณาจักรก็คงไม่ผิดนัก
ระบบสังคมและตัวกฏหมายกำลังตีกรอบบทบาทของพระสงฆ์ ซึ่งในความเป็นจริง
ศาสนามีหน้าที่หลักในการกำกับสังคมและการเมืองด้วยซ้ำ แต่โลกวันนี้
การเมืองกลับเข้ามากำกับศาสนา จึงเป็นเรื่องที่แน่นอนว่า วงการพระสงฆ์กำลังอ่อนแอลง
สถาบันสงฆ์จำเป็นต้องคลี่คลายปัญหานี้ให้ชัดเจน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : บ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดอะไร
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
กาญจนบุรี
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ไม่เหน่อ
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
(หัวเราะ) อาจจะเพราะว่าออกจากบ้านมานาน
จากกาญจนบุรีเข้ามาเอ็นทรานซ์ในกรุงเทพฯแต่ไม่ติดรออยู่ปีหนึ่ง
ปีหน้าสอบใหม่ ปรากฏว่าติดคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : แสดงว่า ครอบครัวมีฐานะค่อนข้างดี
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
อืม ก็พอจะมีฐานะปานกลาง ครอบครัวทางฝ่ายพ่อจะเป็นคนจีนอพยพเริ่มต้นด้วยการทำมาค้าขายสินค้าจำพวกยาสูบ
ตัดไม้ทำฟืนรถไฟเค้าเรียกกันว่าไม่ฟืนหลาต่อมาเป็นเจ้าของรถโดยสารประจำทางส่วนทางครอบครัวแม่จะมีอาชีพทำนา
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทำอะไรช่วงเอ็นทรานส์
ไม่ติด
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ : ทำอะไรดี
(หัวเราะ) ไม่รู้จะไปไหนแค่ตั้งใจว่าจะสอบอีกทีในปีหน้าก็ไปกวดวิชาเที่ยวพักอาศัยตามวัดบ้าง
บ้านเพื่อนบ้าง เที่ยวไปด้วยเตรียมตัวสอบไปด้วย ครั้งแรกไปอาศัยที่วัดญวนย่านเยาวราชติดกับโรงน้ำชา(หัวเราะ)
ชีวิตจะวนเวียนอยู่กับพระ เช้าพระฉันเสร็จเราก็ออกค่ำก็กลับมานอนเบื่อก็ย้ายมาอยู่กับเพื่อนที่วัดปทุมวนาราม
เป็นเด็กวัดนั่นแหละ ช่วยเหลือพระจัดอาหาร พระฉันเสร็จก็เป็นหน้าที่เด็กวัด
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
: ดูเหมือนว่า ชีวิตจะเกี่ยวข้องกับศาสนามาตลอด
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
(หัวเราะ) พี่ได้รับฉายา ชัชวาล
ซ้ายโบราณ คือ หนึ่ง มันอาจจะเป็นเพราะว่า พี่เป็นเด็กบ้านนอกเป็นชุมชนที่มีวิถีอย่างชนบท
ศาสนากับวัดจะเป็นเรื่องหลักที่คนยึดถือ แม่จะเป็นคนพาพี่ไปวัดบ่อยมาก(ย้ำ)
เทศน์มหาชาติไปกันทุกวันพระวันสงกรานต์ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับวัดและพระตลอด
ชีวิตจึงค่อนข้างผูกพันกับศาสนา เข้าเรียนประถมยังเป็นโรงเรียนวัดเลย
เป็นไปได้ว่าชุมชนที่พี่อยู่เป็นชุมชนที่เป็นลักษณะความเป็นญาติพี่น้องแน่นแฟ้น
ถึงทุกวันนี้ชาวบ้านที่นั่นทอเสื้อผ้าใช้เอง อำเภอท่าม่วง เรียกกันตอนนี้ว่าหมู่บ้านวัฒนธรรม
นี่แหละ เป็นสิ่งที่ซึมซับอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของพี่ วิถีชาวบ้านวิถีวัฒนธรรมชุมชนต่อเมื่อมาเรียนถึงได้เริ่มซึมซับเอาเรื่องประชาธิปไตยเรื่องสังคมรื่องวิถีทางการเมืองเข้ามาด้วย
พี่ว่า ตัวของพี่มีลักษณะผสมผสานกันอยู่ในตัวเองเมื่อทำงานกับมูลนิธิโกมล
คีมทอง พี่ถึงเข้าใจการทำงานได้ไม่ยาก เรามีต้นทุนอะไรบางอย่างอยู่ในตัวเราเอง
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เริ่มต้นงานพัฒนาจริง
ๆ จัง ๆ ที่ไหน
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
หมดวาระอาสาสมัครกับมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมทางมูลนิธิก็ชักชวนให้ไปช่วยงานเป็นเจ้าหน้าที่ติดตามอาสาสมัคร
ทำมาสักพักรู้สึกว่าอิ่มเริ่มจะเบื่อกรุงเทพฯชักไม่สนุกกับชีวิตในเมืองหลวงอยากลงทำงานพื้นที่ในหมู่บ้านมากกว่า
เริ่มคุยกับอาจารย์จอห์น อึ๊งภากรณ์ ผมอยากทำงานชุมชน
หากทราบข่าวโครงการใดที่น่าสนใจกรุณาแนะนำผมด้วย ทำงานกับมอส.เกือบปีพอดี
อาจารย์ก็มาบอกเราว่าชัชวาลสนใจหรือเปล่ามีโครงการอันนึงทางภาคเหนือ
ชื่อโครงการพัฒนาชนบทสมบูรณ์แบบ ตอบรับทันที (หัวเราะ)
บอกว่า อาจารย์ งั้นผมลาออกเลย โครงการพัฒนาชนบทสมบูรณ์แบบ
เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานเกษตรภาคเหนือกับมูลนิธิ ฟรีดิกส์
นอร์มันของเยอรมัน เป็นลักษณะการพัฒนาแบบผสมผสานทุกด้านทั้งการศึกษาและอาชีพ
เศรษฐกิจสังคมและสาธารณะสุขเน้นการผสมผสานทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐกับองค์กรพัฒนาเอกชน
พี่เข้าไปทำในส่วนของฝ่ายสังคมและการศึกษา เน้นการรวมกลุ่มฝึกอบรม
ทำงานกับกลุ่มแม่บ้านและมีเจ้าหน้าที่เกษตรในแต่ละพื้นที่เป็นจุดปฏิบัติกการร่วมทำงานประสานกัน
จำได้ว่า ขึ้นมาเริ่มงานครั้งแรก 2 สิงหาคม 2525 กิ่งอำเภอตะเคียนปง
ต.ทุ่งหัวช้าง จ.ลำพูน ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เราต้องขี่มอร์เตอร์ไซค์จากสำนักงานเกษตรภาคเหนือเข้าไปพื้นที่ทำงานประมาณ
100 กิโลเมตร หลงอยู่นาน ไปไหนไม่ถูก ดีมากว่า เรามีเพื่อนที่เคยเป็นอาสาสมัครอยู่หลายคนถึงไม่รู้สึกวังเวงมากนัก
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : งานเป็นไปอย่างที่คาดหวัง
หรือเปล่า
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
ยอมรับว่าใหม่ ๆ ก็เป็นปัญหาเหมือนกันเราคาดหวังไว้เยอะว่าเข้ามาแล้วจะต้องเป็นอย่างนี้เข้ามาแล้วจะต้องได้อย่างนี้
ทีมงานจะต้องมีลักษณะอย่างนี้ อย่างนั้น แต่เข้าไปแล้วหลายเรื่องไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด
ทีมงานก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด(หัวเราะ)
การทำงานที่เราคาดหวังเอาไว้สูงก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวังจนเราเริ่มจะไม่คิดคาดหวัง
อะไรไว้ล่วงหน้า ปรากฏว่า ดีมาก ภายในของเราดีขึ้น หวังมากก็ผิดหวังมากเริ่มจากความเป็นจริงดีกว่า
ใครเป็นอย่างไร งานเป็นอย่างไร เราทำอะไรอยู่ที่ตรงไหนได้บ้าง
จำได้ว่าทีมงานที่ด้วยกันมีความหลากหลายมากมาจาก หลายที่หลายทาง
เราต้องลดความคาดหวังลงมา ไม่อย่างนั้น ตาย (หัวเราะ)
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ค่อนข้างผิดหวังกับคนทำงานพัฒนาหรือเปล่า
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
ความรู้สึกลึก ๆ แล้ว พี่คิดว่า หากเราจะทำงานเพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่
เราจำเป็นต้องปฏิบัติชีวิตให้เป็นอย่างนั้น ตรงนี้สำคัญมากเพราะมันจะทำให้สิ่งที่เราพูดปฏิบัติและเป้าหมายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอันนี้เป็นพลังมากแต่ถ้าเราพูดว่าเราต้องการให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขแต่ชีวิตของเราอยู่ภายใต้ความขัดแย้ง
คงไม่มีใครเชื่อ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
: เป็นเรื่องทำได้ยากสำหรับคนทำงานในยุคนี้ หรือเปล่า
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ : สำหรับพี่แล้วคิดว่า
เป็นเรื่องไม่ยาก ตั้งแต่สมัยอยู่บ้าน พี่ได้รับการหล่อหลอมที่เข้มข้น
แม่จะเป็นคนที่คอยอบรม แม่ไม่เคยโกหก ส่วนพ่อจะเป็นอะไรอีกอย่างที่ตรงข้ามสักหน่อย(หัวเราะ)
แม่จะคอยสอน คอยบอกว่าอย่าทำอย่างนั้นอย่างนี้ เรียนมหาวิทยาลัยผูกพันกับทฤษฎีทางสังคมที่เข้มข้นเรื่องโลกทัศน์กับชีวทัศน์ที่สอดคล้อง
เราอยากจะเห็นโลกเป็นอย่างไร ชีวิตของเราต้องเป็นอย่างนั้น จะต้องปรับชีวทัศน์ให้ไปในทางเดียวกับที่เราใฝ่ฝันให้ได้
กลุ่มหัวก้าวหน้ายุคนั้นจึงฝึกฝนตนเองอย่างเข้มข้น ฝึกเรื่องสมดุลระหว่างส่วนตัวกับส่วนรวมพูดถึงเรื่องกฏการเปลี่ยนแปลงถือว่าเป็นยุคอุดมคติเข้มข้น
ยิ่งเมื่อออกมาทำงานก็ได้รับการปลูกฝังเรื่องอุดมคติเรื่องการทำงานเพื่อสังคมทั้งจากงานและรุ่นพี่
รุ่นพี่บำรุง บุญปัญญา อาจารย์จอห์น อึ๊งภากรณ์ อาจารย์โคทม
อารียา อาจารย์หมอประเวศ วะสี ถูกฝึกจากพระสายโกมลคีมทอง
ถูกตอกย้ำตลอดเวลา เพราะฉะนั้นระหว่างชีวิตและอุดมคติของเราจึงต้องเป็นเรื่องที่สอดคล้องกัน
หากขณะเดียวกันเราก็จำเป็นต้องเคารพคนอื่น
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทำไม นักกิจกรรมยุคนี้ไม่เข้มข้น
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
เรื่องนี้เล่ายาว ขบวนการนักศึกษายุคนี้อ่อนตัวลงยุคก่อนกิจกรรมนักศึกษาเหมือนกับมีมหาวิทยาลัยซ้อนกันอยู่ภายในมหาวิทยาลัยใช้เวลาช่วงปิดเทอมใหญ่ไปกับค่าย
เสาร์-อาทิตย์ไปสอนเด็กในสลัม ทุกวันจะมีกิจกรรมให้ได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลาเรื่องราวของสังคมเรียนรู้นอกห้องเรียน
อ่านหนังสือ ถกเถียง บรรยากาศจะเป็นทำนองตลอดเวลา พี่ตั้งกลุ่มกิจกรรม
อย่างเช่น สังคมพัฒนาให้ความสำคัญกับการศึกษา หยุดเสาร์-อาทิตย์ก็จะไปสอนเด็กในสลัม
เน้นการทำงานข้อมูลในพื้นที่ไม่เน้นการสร้างอาคาร พี่คิดว่า
นักศึกษายุคนี้กระบวนการการเรียนรู้นอกห้องเรียนน้อยลงทำให้แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงสังคมน้อยลง
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทั้งที่ยุคนี้มีอินเทอร์เน็ต
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
ก็คงต้องมาดูกันว่าเค้าใช้มันเพื่ออะไรเค้าอยู่ในระบบสังคมกระแสหลัก
ขณะที่นักกิจกรรมหัวก้าวหน้ายุคนั้นเรียกตัวเองว่าพวกนอกกระแสหลักซึ่งเวทีการเรียนรู้นอกกระแสยุคนี้น้อยลงหรือเรียกว่าเป็นการเรียนรู้ที่อยู่ภายใต้กรอบโครงของกระแสหลัก
ในเนื้อหาสาระที่เป็นกระแสบริโภค กระบวนการการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมีผลมากขณะที่กระบวนการนอกกระแสลดน้อยลงเราคงไม่โทษใคร
หมายความว่า หากเป็นกระบวนการการเรียนรู้ที่ทำให้เค้าได้มาเห็น
มาเข้าใจรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น พี่ยังเชื่อว่า เค้าจะเปลี่ยนตัวเองได้อย่างลึกซึ้งเพราะอย่างไรก็ตามนักศึกษาก็ได้ชื่อว่ากลุ่มชนชั้นกลางที่ได้เปรียบ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ชีวิตการทำงานผ่านชุมชนชนบทมาตลอด
ชนบทจะเป็นจุดเปลี่ยนของสังคม ใช่ไหม
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
ชนบท คือ ฐานและองค์ประกอบของการเปลี่ยนแปลงปัญหาที่สำคัญมาก
ในยุคแรก ๆ คนทำงานชุมชนมีความคิดว่าต้องลดการพึ่งพิงจากภายนอกหรือคำตอบอยู่ที่หมู่บ้านซึ่งออกจะเป็นเรื่องโรแมนติกสักหน่อย
ชุมชน ป่าเขา ลำธาร น้ำใสไอแดด สวยงาม เราอยากเห็นชุมชนอยู่กันด้วยชีวิตที่เรียบง่าย
เกื้อกูล แต่เอาเข้าจริง ๆ ช่วงรัฐบาลชาติชาย กระแสที่ดินบูม
เราวางฐานทำงานชุมชนอย่างดี ปรากฏว่า ใครไม่รู้เข้ามากว๊านซื้อที่ดินหมด(หัวเราะ)
นายทุนมาสัมปทานป่า สัมปทานเหมืองแร่ ชุมชนพัง เราก็มาคิดกันว่า
คำตอบคงไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้านเสียทั้งหมดแล้ว คำตอบคือพื้นฐานความคิดระดับนโยบาย
การทำงานกับชุมชนทำให้เราสรุปบทเรียนถึงฐานความเข้าใจที่แตกต่างในเชิงนโยบาย
ชุมชนไม่ได้โง่จนเจ็บหรือไม่มีความรู้ เราไม่ใช่ผู้ช่วยเหลือ
ชุมชนมีวัฒนธรรม-ภูมิปัญญา ศาสนา ความสัมพันธ์ระหว่างความคิดในมิติของประวัติศาสตร์ชุมชน
ชุมชนคืออะไรมันมีความหมายมากกว่านั้น แต่แม้ว่าเราจะทำงานในระดับโครงสร้าง
เน้นการเปลี่ยนความคิดเชิงนโยบายแต่บทเรียนของยุคคำตอบอยู่ที่หมู่บ้านทำให้เราต้องยกระดับภูมิปัญญาชุมชนเข้าสู่พื้นฐานเชิงนโยบายมากขึ้น
เรื่องป่าชุมชนชัดเจน ยกระดับจากจารีตของชาวบ้านเข้าสู่นโยบายสาธารณะคือเมื่อก่อนชาวบ้านไม่มีป่าชุมชนหรอกแต่ชาวบ้านจะมี
ป่าหน้าโหม่ว ที่หมายความว่า ของทุกคน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
: เรียกว่า เป็นการฟื้นคืนภูมิปัญญา
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ : ขอใช้คำว่าเป็นการจัดการองค์ความรู้ดีกว่า
มันมีพัฒนาการเป็นองค์ความรู้ทางเลือก ป่าชุมชน เกษตรทางเลือก
การแพทย์ทางเลือก การศึกษาทางเลือก หลายอย่างที่เป็นความรู้นอกกระแส
คือ การเรียนรู้องค์ความรู้ในสังคมไทย เราพบว่าสังคมไทยไม่อยู่นิ่งชุมชนชนบทจะโดดเดี่ยวตัวเองไม่ได้จำเป็นต้องสัมพันธ์กับกระแสจากภายนอก
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือการเท่าทันและเชื่อมั่นในความรู้ของตัวเองเพื่อเสนอความรู้ในทางที่ตัวเองเลือก
กระแสทุนโลกาภิวัตน์ ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายคน ทำลายวัฒนธรรม
เป็นได้เพียงผู้บริโภคที่ขึ้นต่อกระแสเหล่านี้เพียงเท่านั้น
หากปล่อยให้กระแสนี้เติบโตขึ้นมากเท่าไรจะเกิดการทำลายทรัพยากรในวงกว้างจนในที่สุดจะทำลายคนด้วยกันเอง
เราต้องฟื้นความรู้เดิมคือความรู้อะไร ความรู้ ที่เราจะอยู่กับธรรมชาติให้ได้อย่างยั่งยืนต้านความรู้ที่ทำลายธรรมชาติฟื้นความรู้ที่กู้ศักดิ์ศรีความเป็นคน
ไม่ใช่ความรู้ที่มุ่งร้ายคนด้วยกันเชื่อมั่นและภาคภูมิในความเป็นคน
หมายถึงวิถีชุมชนเดิมที่ชาวบ้านเคยเป็นและเคยอยู่
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : นโยบาย เอสเอ็มแอล
จะไม่ใช่คำตอบของเรื่องนี้
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
(หัวเราะ) ไม่ใช่ ขณะนี้สิ่งที่เข้าหมู่บ้านทั้งหมดเป็นฐานคิดแบบเอาเงินนำหน้า
เน้นการแปรทรัพยากรเป็นเงินและทำลายศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ความจริงเราบริหารจัดการเงินไม่เป็น
ใช่หรือเปล่า
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
ไม่จริง เพียงแต่สังคมไทยมีวิธีการจัดการบริหารอีกแบบหนึ่งที่คำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์ซึ่งกระแสใหม่แบบทุนนิยมไม่ให้ความสนใจเป็นความแตกต่างระหว่างการบริหารจัดการ
เพียงแต่ว่า เราอาจจะไม่สามารถทำกำไรได้มากหรือการแข่งขันกันได้มาก
แต่เราสามารถจัดการบริหารเพื่อให้คนอยู่ร่วมกันได้ ช่วยเหลือเกื้อกูลแบ่งปัน
หรืออยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างไม่ทำลาย การจัดการแบบตัดป่าเอามาขาย
ไม่ใช่ของยาก หรือทำกำไร ไม่ใช่ของยาก แต่การจัดการให้คนรักกันได้อย่างไร
นี่คือ ความยากที่แตกต่าง ความจริง สังคมไทยมีพื้นฐานเหล่านี้แต่มันกำลังจะสูญหายไป
ทั้งที่หลายเรื่องดีมากแต่จำเป็นต้องพัฒนา ไม่ควรจะโยนทิ้งแล้วอ้าแขนรับทุนกระแสหลัก
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ไม่จริงหากจะบอกว่าคนไทยไม่มีการบริหารจัดการ
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ : ใช่
เพียงแต่เราอยู่ภายใต้การบริหารจัดการอีกแบบที่แตกต่าง แต่กระแสหลักกำลังบอกเราว่า
เราต้องทำกำไร แปรธรรมชาติมาขาย สร้างวัฒนธรรมมาขาย เป็นคนละแบบ
ขณะชุมชนบอกว่า จะจัดการป่าอย่างไรให้ชีวิตอยู่ได้และป่างอกงามหรือจะทำอย่างไรให้ผืนดินอุดมสมบูรณ์จนถึงลูกหลานอันนี้เป็นศิลปะขั้นสูงกว่า
ความจริงเรามีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเยอะมากตั้งแต่กลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์
ระบบเหมืองฝาย ระบบเกษตรกรรมที่ดูแลธรรมชาติแต่มันเป็นเพียงกระแสรองถึงอย่างไรเราคงเข้าไม่ถึงแก่นแกนของชีวิตชาวบ้านสิ่งที่นักพัฒนาทำได้
คือ สร้างเวทีการเรียนรู้ สร้างพื้นที่การนำเสนอความรู้ของชาวบ้าน
คำถามใหญ่ คือ ทำอย่างไรจะพัฒนาองค์ความรู้ชาวบ้านให้มีความเข้มแข็งและได้รับการยอมรับในระดับสาธารณะ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : คงไม่ใช่เรื่องการปฏิเสธเทคโนโลยี
พี่ชัช ชัชวาล ทองดีเลิศ :
(หัวเราะ) ไม่ใช่ เด็ดขาด เราคงไม่ย้อนกลับไปใช้ชีวิตแบบเก่า
แต่เรากำลังนำหลักคิดหรือคุณค่าในชุมชนไทย นำเสนอผ่านความทันสมัยออกสู่โลกปัจจุบันอย่างเท่าทันอนาคต
กับประเด็นสุดท้าย พี่ชัช ชัชวาล
ทองดีเลิศ ทิ้งคำถามเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า หลักคิดเหล่านี้จะถูกแปรออกมาเป็นวิธีการได้อย่างไรภายใต้วิถีทุนบริโภคที่รุกเข้าสู่ทุกอณูชุมชน
เพราะหากทางออก คือ การรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืนกำลังถูกฉกฉวยเพียงเพื่อประโยชน์เฉพาะส่วน
ขณะการศึกษากระแสหลักในวันนี้ ไม่อาจจะทำให้คนยืนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีหรือจะเป็นไปได้เพียงทางออกเดียว
นั่นคือ จะทำอย่างไรจึงจะหยิบใช้ความทันสมัยอย่างไม่ตกเป็นทาส
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
16 สิงหาคม 2547
|