|
คเณศ กงไสยา แนวร่วมนักพัฒนาไร้พรมแดน
ใครก็ตามที่เป็น แฟนบอร์ดไทยเอ็นจีโอ ย่อมจะรู้จัก พี่โก๋
หรือ คำเขียน คำมี หรือ คเณศ กงไสยา เอ็นจีโอไทย
ที่ชะตาชีวิตอุ้มสม จากบ้านเกิดไปไกลถึงนอร์เวย์ จากเด็กก้นบาตร
ตลอดระยะทางและก้าวย่าง ชีวิตผันผ่านเหตุการณ์สังคมและการเมือง จาก ยุคตุลาถึงยุคสังคมเอื้ออาทร
นั่นหมายถึง ต้นทุนชีวิตที่สร้างกลไกความคิด มองเห็นและอยู่กับความยากจน
นั่นหมายถึง สำนึกซึ่งหล่อหลอมให้ พี่โก๋เป็นพี่โก๋จนวันนี้
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
: ช่วยเล่าประวัติส่วนตัวคร่าว ๆ
คเณศ กงไสยา : ผมเป็นลูกชาวนายากจน
จาก อ.บัวใหญ่-แก้งสนามนาง จ.โคราช เมื่ออายุได้ประมาณสัก 5 ขวบ ลุง (สมบูรณ์
ไอยรางกูร) ซึ่งขณะนั้นเป็นพระที่วัดโพธิ์-ท่าเตียน นำมาบวชเรียน
ผมมีชีวิตที่ดีในวัยเด็กและเป็นคนโชคดีมาตลอด โอกาส อาจจะเป็นเพราะผมเกิดมาเป็นผู้ชายด้วยหรือเปล่า
(หัวเราะ) เพราะหากเป็นผู้หญิงคงบวชเรียนไม่ได้ นั่นเป็นความอยุติธรรมอย่างหนึ่ง
เมื่อเรียนหนังสือจนจบมัธยมต้น
ลุง สึกจากพระให้ หลังจากนั้นเมื่อมีครอบครัวเลยย้ายกันไปอยู่ย่านลาดพร้าว
มีงานทำที่ธนาคารกรุงเทพฯ/ท่าเตียน กระทั่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงิน ก่อนเกษียร
ลุง เล่าให้ฟังว่ามีเด็กวัดหลายคนที่เรียนจบมหาวิทยาลัย และรับราชการ ทุกคนต่างมาจากครอบครัวยากจน
และได้สร้างเนื้อสร้างตัว สร้างฐานะ เป็นตัวเป็นตน ขึ้นมาได้ ตอนนี้ ลุง
ของผมยังอาสาทำงานให้วัดอยู่ ด้วยการเป็นกรรมการชมรมศิษย์เก่า วัดพระเชตุพน
ฯ และเป็นที่ปรึกษาท่านเจ้าอาวาสด้วย... อ่านเรื่องวัดโพธิ์ http://www.watpho.com
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : จุดใดเป็นจุดหักเหสำคัญทำให้ชีวิตเข้าสู่สายงานพัฒนา
คเณศ กงไสยา : ส่วนหนึ่ง
คือ ความเป็นคนยากจน ผมจึงเข้าใจปัญหาของคนจน มองความยากแค้นของตนและครอบครัว
ยิ่งได้มาอยู่วัดก็ยิ่งสำนึกในบุญคุณข้าวก้นบาตรและด้วยจิตใจส่วนตัวซึ่งชอบช่วยเหลือ
ทำงานกับคน ค่อนข้างเป็นจุดสำคัญ ..ผมรู้ว่า หลายครั้งที่ผมกลับไปบ้านเยี่ยมพ่อแม่
ในช่วงโรงเรียนปิดเทอม มองเห็นความลำบากและการเป็นหนี้สินของครอบครัว ขณะที่ครอบครัวกลับมุ่งหวังให้ผมได้เรียนสูง
ๆ มีงานทำเป็นเจ้าคนนายคน (ตามความคิดเห็นของสังคม)
แต่ตลอดเวลา ผม กลับไม่เคยคิดหรืออยากจะเป็นอย่างนั้น ..ผมมองเห็นสภาพชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป
เห็นต้นไม้และป่าเขาถูกทำลาย ตามเส้นทางกลับบ้านทุกครั้งที่ผ่านช่วงหมวกเหล็ก-ปากช่อง-เขื่อนลำตะคอง
เมื่อก่อน มีความสุขและพอใจกับการเห็นป่าไม้เขียวชอุ่มปกคลุมทั่วภูเขา และจนกระทั่ง
วันนี้ ป่าหายไป ..ทำไม คิดไม่ชอบอยู่ในใจว่าทำไมคนต้องตัดต้นไม้
เมื่อความคิดเริ่มชัดขึ้นแต่ก็ยังไม่ถึงกับเข้าใจ ความเป็นไปของสังคม สมัยที่ผมเรียนที่วัดชิโนรส
ครูคนหนึ่งคุยเรื่องโต๊ะเก้าอี้ของโรงเรียน ว่าถูกลาก ถูกตัด ออกจากป่า และกลุ่มคนมีสีคุมกิจการทั้งหมด
ฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจและไม่สนใจมาก จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา
วันนั้น กลับมาทอดกระฐินที่ วัดพรหม/สุรินทร์ รถบัส ผ่านถนนราชดำเนิน
มองเห็นความเสียหาย อีกทั้ง ข่าวทีวี เห็นภาพคนถูกฆ่า รู้สึกคับแค้นในใจและไม่เข้าใจว่า
ทำไมต้องทำอะไรกันรุนแรง ถึงขนาดนี้
เมื่อได้อ่านและติดตามเรื่องราวและเรียนรู้ เรื่องคนตุลาฯ และ เผด็จการทหารในขณะนั้น
จึงได้เข้าใจ และเริ่มสนใจงานพัฒนา อีกทั้งงานของนักศึกษาที่ออกค่ายชนบท
อ่าน http://www.14tula.in.th
ช่วงที่เรียนครูอยู่ที่จันทรเกษม ผมจึงมีโอกาสทำงานกิจกรรมและมีเพื่อนฝูงที่สนใจและคิดแบบเดียวกัน
เหตุการณ์ 6 ตุลา เพื่อน ๆ จากทีมงานสโมสรนักศึกษา ร่วมชุมนุมที่ธรรมศาสตร์หมดทุกคน
(ยกเว้นผมคนเดียวเพราะเพิ่งฟักฟื้นจากการผ่าตัดใหม่
เนื่องจากจากถูกแทง) โชคดีที่เพื่อนทุกคนรอดชีวิต แต่ถูกจับกุมหลายแห่ง
เช่นที่ ร.ร.ตำรวจบางเขนและ ร.ร.นายร้อยสามพราน ภายหลังก็ได้รับการประกันตัวออกมา
ยกเว้นเพื่อนอีกคน ชื่อ นรินทร์ ถูกจำขังนานที่สุดเพราะไม่มีเงินประกัน
เขาบอกว่าอยู่นานเท่า ๆ กับนายสุธรรม แสงประทุม ตอนนี้เพื่อนทุกคนทำงานครูกันหมด
เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนก็หลายคน เวลาผมกลับเมืองไทย ผมจะตามเยี่ยมเยียนเกือบทุกคน...
อ่านเรื่อง 6 ตุลา http://www.2519.net
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เริ่มทำงานพัฒนาที่ไหน
คเณศ กงไสยา : ผมสนใจงานพัฒนาสมัยเรียนที่จันทรเกษม
และได้ออกค่ายกับเพื่อน ๆ รวมทั้งวิชาที่เลือกเรียนด้วย จำได้ว่าไปหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ใน อ.ชนบท/ขอนแก่น และที่ระยองครั้งหนึ่ง และ สนใจงานพัฒนาของราชการ ผมพักการเรียนปีกว่า
เป็นครูอาสาประจำตำบลของ กศน.ระยอง ขณะนั้น เปิด 5 จังหวัด คือ ระยอง ร้อยเอ็ดเชียงใหม่
พิจิตร และพัทลุง เป็นงานแรกที่ผมทำ ผมชอบมาก ทำงานเหมือนกับ นักการศึกษา
ประจำตำบล ประสานงานกับหน่วยราชการ จัดการศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จ แยกตามกลุ่มสนใจเมื่อเรียนต่อที่
มศว. ในเขตใกล้ที่สุดจนจบ จึงเข้ารับราชการ ซึ่งความคิดนั้น ส่วนหนึ่ง ได้รับอิทธิพลจากความคิดของนักการศึกษาจากบราซิล
คนหนึ่ง นายเปาโล แฟร์ แต่น่าเสียดายที่ความคิดและโครงการนั้นถูกการเมืองขณะนั้นเล่นงานอย่างหนัก
จนไม่สามารถเป็นไปตามเป้าหมาย ผมจึงลาออกและกลับไปเรียนต่อ แต่เสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่เป็นครูวิบากที่
แม่น้ำคู้ อ.ปลวกแดง ยังอยู่ในความทรงจำและอย่างประทับใจครับ... อ่าน http://www.nfe.go.th
ช่วงที่ผมเรียนต่อที่กรุงเทพนี้เอง ผมมี โอกาสรู้จักและเรียนรู้ งานพัฒนาจากองค์การพัฒนาเอกชน
เริ่มแรก จากรุ่นพี่คนหนึ่ง คือ คุณอภิชาติ ทองอยู่ (ญัค)
ซึ่งเคยเป็นประธานครูอาสาฯ ของระยองและเป็นตัวแทนของทั้ง 5 จังหวัด จนทำงานกับองค์การอนุเคราะห์เด็ก/นอร์เวย์
จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาชนบทอันแรกของ http://www.savethechildren.net/alliance
ชีวิตการทำงานพัฒนา ทำงานช่วยเหลือผู้อพยพชายแดนอรัญฯ/สระแก้ว ทางนอร์เวย์
ภูมิใจกับทีมงานคนไทยมาก จึงตั้งเมืองไทยเป็นแบบอย่างสำหรับศึกษาและดูงาน
สำหรับเจ้าหน้าที่ของเขาจากประเทศอื่น ๆ ด้วย และจากจุดนี้เอง ที่ทำให้ผมได้รู้จักนักพัฒนาและเรียนรู้งานจากองค์กรพัฒนาเอกชน
อย่างสนใจ เพราะว่า คนทำงานทั้งหมดเป็นคนหนุ่มสาว ซึ่งจบจาก มหาวิทยาลัย
เคยทำกิจกรรมและออกค่าย มาก่อน ทั้งเป็นคนมีอุดมการณ์ และมีแนวคิดในการทำงานทำงานพัฒนาที่แตกต่างจากระบบราชการ
คือ การได้ช่วยให้ชาวบ้านช่วยเหลือตนเองผ่านการฝึกอบรม และสร้างเครือข่าย
เรียนรู้ความสำเร็จและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากกันและกัน และลดการพึ่งพาการช่วยเหลือ
(การให้) จากภายนอก
การพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงที่ดีและยั่งยืนนั้น
คนในหมู่บ้านต้องมีส่วนร่วมและตัดสินใจ ไม่ใช่ เป็นเพราะว่าคนจากภายนอก เข้าไปกระตุ้นหรือสั่งการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง/การพัฒนา
หรือเรียกว่า "งานการพัฒนาแบบการมีส่วนร่วมของประชาชน"
เพราะหากนักพัฒนาหรือโครงการถอยตัวออก งานพัฒนานั้นก็จะไม่ล้มครืนตามลงด้วยในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง
(ประมาณกว่า 20 ปีมาแล้ว) ที่ผมได้รู้จักและเห็นความสำคัญของคำว่าและการ
เป็น "เครือข่ายและแนวร่วม" อย่างเป็นรูปธรรม
เพราะได้มีโอกาสรู้จักและเรียนรู้กระบวนการคิด วิเคราะห์และการทำงานจากนักพัฒนารุ่นลายคราม
(กูรู) เช่น
พี่พิสิษฐ์ ชาญเสนาะ ซึ่งขณะนั้นเป็น
ผอ. Redd Barna-ขอนแก่น พี่เรือง สุขสวัสดิ์ จากโครงการบูรณะชนบท/ชัยนาท
พี่เปี๊ยก (บำรุง บุญปัญญา) ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ประสานงานของ ACFOD
และก็อีก บำรุง คือ คุณบำรุง คะโยธา (ก่อนสมัยสมัชชาคนจน)
ขอถือโอกาส เอ่ยชื่อทุกคนที่ผมรู้จักเลยนะ..(ยิ้ม).. เพราะบุคคลเหล่านี้มีความสำคัญในชีวิตและความคิดของผมโดยตลอดครับ..ตั้งแต่..
พี่เกียรติ (ทวีเกียรติ ประเสริฐเจริญสุข) ,ยงยุทธ ตรีนุชกร ,พี่เกษม/พนมสารคาม
จากแควระบมสียัด ,บรรจง นะแส ,บัง (ไพเราะ มงคลบันลือเลิศ)
,สุน (สุนทรี เซ่งกิ่ง) ,พี่แท่ง (ทองแท่ง) ,พี่วิภาดา/อ.คะเน กิตติโกวิท
,มหาประสิทธิ์ พรหมนอก ที่เมืองพล ,พี่แดง/พี่จรินทร์ ,พี่น้อย (จันทวิภา
อภิสุข) ซึ่งขณะนั้นทำงานให้กับ Contours และเพิ่งย้ายกลับจากเมืองนิวยอร์ค
และได้ร่วมใช้ สนง. ด้วยกันที่สามเสน กับชมรมนักพัฒนาและ WACARD
อีกหลายคนที่ผมจำชื่อไม่ได้ จากโครงการแด่น้องผู้หิวโหย
ในขณะนั้น ที่เมืองพลและบัวใหญ่
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : กระทั่งไปอยู่นอร์เวย์
สังคมนอร์เวย์และสังคมไทยเหลื่อมซ้อนกันมากแค่ไหนในแง่มาตรฐานทางสังคม สวัสดิการ
ประชาชน รัฐ หรือสำนึกทางการเมืองของประชาชน
คเณศ กงไสยา : ปี 26 ผมย้ายไปอยู่นอร์เวย์
เพราะเหตุผลส่วนตัวทางครอบครัว คราวแรก คิดว่าจะไปอยู่ที่นั่นชั่วคราว และเรียนรู้สิ่งใหม่
ๆ ภาษา สังคมและวัฒนธรรม นอร์เวย์ ที่ซัมเมอร์สคูล http://www.uio.no/iss
เพื่อเป็นประสบการณ์ชีวิต กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั้น มันก็ย่างเข้าเป็น
20 ปีแล้ว
เออ..เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกินผมไม่ได้ทำงานสายงานพัฒนาเพราะมักจะรับเฉพาะคนนอร์เวย์
จึงจำต้องเปลี่ยนสายงานครับ และได้ทำงานในสายงานการศึกษาพิเศษ จนกระทั่งได้งานตำแหน่งประจำของอำเภอที่ผมอยู่
แต่ตอนนี้ ผมลาเรียนต่อแบบไม่เอาเงินเดือน และเรียนสายการศึกษาพิเศษที่ ม.ออสโล
ในปี 29 เข้าเรียนต่อโท ทางด้านการบริหารงานกับงานองค์กรเอกชน http://www.worldlearning.org
รัฐ เวอร์-มอนต์ ซึ่งทำให้ได้เปิดสมองสู่ความคิดใหม่ และได้เรียนรู้แนวทางการทำงานของการพัฒนาของคนทำงานและองค์กรเอ็นจีโอนานาชาติ
อีกทั้งการบริหารงานด้วย ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่เป็นคนอเมริกันที่เคยทำงานการพัฒนา
ในต่างประเทศและมีความคิดแบบหัวก้าวหน้า
ส่วนใหญ่ก็ต้านนโบายของ บุช และมีอุดมการณ์ที่ต้องการเห็นความเท่าเที่ยมกันระหว่างโลกคนรวยในตะวันตก
และคนจนในประเทศกำลังพัฒนา ลดการเอาเปรียบและการใช้ทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม
ลดการเป็นหนี้สินของประเทศที่จนกว่า ทางเลือก การดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายเมื่อเรียนจบแล้วก็ยังอยู่ในเครือข่ายศิษย์เก่า
ประสานงานพัฒนาทั่วโลกทั้งของเอ็นจีโอและยูเอ็น
ปี 42 ลาหยุดงานหนึ่งปี ย้ายไปอยู่กับครอบครัวที่รัฐนิวแฮมเชียร์ และทำงานที่โรงเรียนการศึกษาพิเศษโดยเฉพาะที่
Crotched Mountain และสอนคนพิการทางสมอง เพราะได้รับอุบัติเหตุ
และกายภาพบำบัด เหมือนงานพัฒนาอย่างหนึ่ง ที่มุ่งสอนให้คนพิการสามารถเรียนรู้ช่วยเหลือตนเองได้ตามสภาพความพร้อมของตนเอง
ผมจึงสนใจเรื่องการศึกษาพิเศษ และคิดเปลี่ยนแนวอาชีพใหม่ด้วยครับ อ่านเรื่ององค์กร...
http://www.cmf.org
สังคมนอร์เวย์ เป็นสังคมประชาธิปไตยจริง ๆ ครับ ทั้งแถบสแกนดิเนเวียก็เป็นอย่างนี้
สิทธิและความเสมอภาคของคน ทั้งหญิงและชาย และสิทธิเด็กด้วย ประชากรมีรายได้สูง
และสวัสดีการดี แต่เสียภาษีสูงมาก สังคมมุ่งให้เป็นสังคมของชนชั้นกลางครับ
จะมีคนรวยและคนจนน้อย และรายได้ส่วนหนึ่งที่ป้อนสู่ รัฐสวัสดิการสังคม คือ
รายได้จากขายน้ำมัน และพลังงาน แต่ปัญหาภายในของเขาก็มี เพียงแต่ว่าเป็นปัญหาที่แตกต่างจากบ้านเรา
เท่านั้นเอง เช่น ปัญหาการมุ่งและคิดแง่ร้ายกับคนต่างชาติที่นี่ แม้ว่าจะร้ายอย่างไร
ก็ยังไม่มีการใช้ความรุนแรงกัน ยกเว้นพวกกลุ่ม นีโอนาซี ที่ลอบทำร้ายและฆ่าคนต่างชาติ
นอกจากนี้ก็มีพรรคการเมืองฝ่ายขวาสุดกู่ ที่เมื่อเวลามีเรื่องก็โทษคนต่างชาติถ่ายเดียว
และเรื่องการเหยียดผิว ในขณะที่บ้านเรา จะเป็นปัญหาเรื่องการแบ่งชนชั้น เป็นต้น
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ประชาชนที่นั่นเค้าทราบถึงหรือตื่นตัวเรื่องสิทธิส่วนบุคคลหรือสิทธิมนุษยชนมากแค่ไหน
คเณศ กงไสยา : เรื่องสิทธิส่วนบุคคล
(ส่วนตัว) และสิทธิมนุยชน สังคมตะวันตกให้ความสำคัญและปฏิบัติมานานแล้ว
มันเป็นเรื่องใหญ่ ผมขอตอบด้วยตัวอย่างชัดเจนสั้น ๆ เช่น ในยุโรปมีการยกเลิกประหารชีวิตนักโทษ
แต่ในสหรัฐอเมริกายังมีอยู่ มีนักโทษการเมือง และผู้ร้ายข้ามชาติที่สร้างและใช้กระบวนการทางการทูตระหว่างประเทศ
(เพราะมักเกิดขึ้นบ่อยๆ) คือ ทางการบางประเทศใน ยุโรป จะไม่ยอมส่งผู้ร้ายข้ามแดนแก่ประเทศพันธมิตรเพราะรู้ว่าหากไปแล้วจะถูกลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต
เป็นต้น
นอร์เวย์ก็มีจุดดำจุดบอดเหมือนกัน เช่น สมัยก่อน
มีการบังคับคนกลุ่มน้อย คือ ชาวซามี ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยทางตอนเหนือของนอร์เวย์
ฟินแลนด์ และสวีเดน ทางการนำเด็กซามีเข้าโรงเรียนประจำและบังคับให้เรียนแต่ภาษานอร์เวย์เท่านั้น
ตอนนี้ทางการยอมรับผิดและจ่ายค่าชดเชย และให้มีการตั้งรัฐสภาของตน มีโรงเรียนรายการเด็กและโทรทัศน์และใช้ภาษาตนเอง
http://arcticcircle.uconn.edu/HistoryCulture/samiindex.html
อย่างไรก็ตามในเรื่องสิทธิส่วนบุคคล หากมีการทำผิดกฏหมาย ก็เรียกร้องและฟ้องร้องได้
ส่วนสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องที่คนตื่นตัวมาก และมักมีการรณรงค์ช่วยเหลือคนในประเทศอื่นที่ถูกทำร้าย
และถูกฆ่าเพราะว่าเป็นชนกลุ่มน้อย หรือคิดไม่ตรงกับรัฐบาล ครั้งหนึ่งทางการนอร์เวย์ได้เดินทางไปรับชาวพม่าที่ถูกตามฆ่าใกล้ชายแดนแม่สอด
และชาวพม่าลี้ภัยในนอร์เวย์ได้รับการช่วยเหลือตั้งสถานีวิทยุตนเอง เพื่อส่งสัญญาณไปพม่า
จนได้รับการทาบทามให้ช่วยงานเจรจาสันติภาพในหลายประเทศ เช่น ศรีลังกา ซูดาน
และเป็นเพื่อนของชาวปาเลสไตน์ เป็นต้น
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เล่าเรื่องนอร์เวย์ให้ฟัง
สภาพ บ้านเมือง สังคม ระบอบการปกครองหรือมีสำนึกทางการเมือง
คเณศ กงไสยา : ข้อมูลและข่าวสารจากสื่อมวลชนของรัฐและเอกชนน่าเชื่อถือ
และไว้ใจได้ แม้ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ ก็มีนักข่าวออกมาจวก/ท้วงติงรัฐบาล
และซึ่งก็เหมือนกับสถาบันผู้สื่อข่าวทั่วไปในโลกตะวันตก ที่มีเสรีภาพเต็มที่ครับ
นี่เป็นสิ่งน่าเรียนรู้และสร้างความประทับใจอย่างหนึ่ง ระบอบปกครองเป็นแบบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุข
เหมือนกับสวีเดนและเดนมาร์ก และเป็นรัฐสวัสดิการ คือ การศึกษา การรักษาพยาบาล
จะฟรีหมด ตลอดจน การประกันสังคม ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็ไม่ฟรี เพราะมันได้มาจากรายได้ภาษีที่สูงมาก
แม่เด็กลาคลอดได้หนึ่งปีพร้อมเงินเดือน เพราะเขาเห็นว่าช่วงหนึ่งปีแรก ของเด็ก
จะสำคัญมาก ที่ลูกและแม่จะได้อยู่ด้วยกัน เพราะมันเป็นการสร้างคนที่มีคุณภาพอย่างหนึ่ง
นอร์เวย์ก็มีปัญหาเช่นกัน ซึ่งเป็นธรรมดาของสังคมโลกตะวันตก เช่น วัยรุ่นใช้ยาเสพติด
และปัญหาแฮลกอฮอร์ อัตราการฆ่าตัวตายของประชากรยังสูงกว่ากลุ่มประเทศอุตสาหกรรมอื่น
ๆ ปัญหาคนแก่ชราที่ยังไม่ได้รับการดูแลที่ดี และปัญหาความล่าช้าในการรักษาเมื่อยามเจ็บป่วย
คือ รอรับการรักษานาน ยกเว้นเรื่องฉุกเฉิน เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ผมเคยเจ็บป่วยปางตายครั้งหนึ่ง
ต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยรถฉุกเฉิน ผ่าตัด 3 ครั้ง นอนป่วยครึ่งปี เวลาหายแล้ว
หมอให้กลับบ้านได้ โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย และช่วงที่ป่วยผมก็ยังได้รับเงินเดือนจากประกันสังคม
และลาป่วยโดยตลอด โดยที่ไม่ต้องกลัวถูกไล่ออกเพราะเจ็บป่วยนาน...อ่านข้อมูลนอร์เวย์
http://www.ssb.no/english/subjects/00/minifakta_en/en/
ระบบการเมืองนั้น เป็นการกระจายอำนาจ คือ แต่ละอำเภอจะจัดการปกครอง และเลือกตั้งผู้นำทางการเมืองเป็นผู้ว่าอำเภอ
ซึ่งเลือกตั้งทุก 4 ปี จากพรรคการเมืองระดับชาติ ที่มีสาขาในท้องถิ่นนั้น
และคนในท้องถิ่นเล่นการเมืองเอง และมีระบบราชการอำเภอรับทำงานจากนักการเมืองท้องถิ่น
และแต่ละอำเภอจะมีนายอำเภอซึ่งเป็น ทางอำเภอจะจัดการบริหารงานส่วนท้องถิ่นเอง
จัดการศึกษาประถมและมัธยม การสาธารณสุข แม่และเด็ก จัดเก็บภาษีเอง จัดการจ้างและบรรจุเจ้าหน้าที่เอง
โดยที่ไม่ต้องเชื่อฟังคำสั่งจากรัฐบาลกลาง เพราะไม่มีสิทธิทำได้อยู่แล้ว
การเมืองสะอาดจริงๆ ไม่มีอำนาจมืดหรืออิทธิพลท้องถิ่นเข้าก้าวก่าย แต่เวลาหาเสียงนั้นจะมีการคุยถกเถียง
และอภิปรายร่วมกันกับพรรคการเมืองส่วนกลาง ตามทีวี เป็นต้น ส่วนการเลือกตั้งระดับชาติก็มีทุก
ๆ 4 ปี เช่นกัน ซึ่งจะเป็นการเลือกตั้งใหญ่ เพื่อเลือกรัฐบาลบริหารประเทศ
ตามระบบเสียงส่วนใหญ่ และแต่ละพรรคไม่ว่าจะเป็นพรรคซ้ายหรือขวาต่างต้องการคงความเป็นรัฐสวัสดิการทั้งนั้น
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : หากเปรียบเทียบระหว่างประชาชนกับประชาชน
ประเทศไทยและประเทศนอร์เวย์ ต่างมากน้อยกว่ากันอย่างไรในแง่การแสดงออกทางความคิดเห็นหรือการเข้าไปมีส่วนในกระบวนการการมีส่วนร่วม
ทางสังคม การเมือง
คเณศ
กงไสยา : ความเท่าเทีียมและความเสมอภาคในสังคมนอร์เวย์ เริ่มต้นมาตั้งแต่เด็ก
ๆ ด้วยการให้เด็กมีโอกาสเติบโตและใช้ชีวิตเด็กเต็มที่ เด็กเข้าอนุบาลและโรงเรียนในท้องถิ่นนั้น
ห้ามข้ามเขต นอกจากจะเป็นของเอกชนจึงเลือกได้ เวลาเด็กเข้าโรงเรียนจึงมีทั้งลูกของนักการเมือง
ลูกราชวงศ์ คนธรรมดา และไม่มีการให้สิทธิใครเป็นพิเศษ มันแตกต่างกับเมื่องไทยมากครับ
ซึ่งยากที่จะนำเปรียบเทียบ และไม่ควรคิดว่าใครดีใครไม่ เพราะว่ามันมีแต่ความแตกต่าง
เด็กๆที่นี่เข้าเรียนเมื่อถึงเวลา ไม่ต้องมีการยืนเคารพธงและร้องเพลงชาติทุกเช้า
คนก็ไม่ต้องยืนฟังเพลงชาติเมื่อเวลาแปดโมงเช้า เวลาตอบคำถามครูก็ไม่ต้องยืน
เวลาเรียกชื่อครูก็เรียกชื่อตรงๆเลย เขาก็รักชาติกันดีและเคารพความเป็นคน
และศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนที่ดี ไม่ชอบและไม่พอใจครูก็บอกออกมาตรงๆ พ่อแม่และครูห้ามตีเด็ก
และห้ามถึงขนาดตีหรือทรมานสัตว์ทุกชนิด
สถาบันครอบครัวเข้มแข็ง และมีระบบช่วยเหลือดีด้วย จำนวนครอบครัวที่อยู่ด้วยกันโดยที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสมีสูงมาก
หรือบางที่อยู่กันมานานเป็นสิบๆปีแล้ว จึงตัดสินใจแต่งงาน/จดทะเบียนสมรสกัน
แต่จำนวนหย่ายังสูงหลังจากที่แต่งงานแล้ว นอกจากนี้ยังมีระบบใหม่ คือ คนเกย์และเลสเบี้ยนแต่งงานกันได้
และมีลูกได้ด้วย มีนักการเมืองชายคนหนึ่งจากพรรคอนุรักษ์ และเป็น
ร.ม.ต. การคลังของรัฐบาลปัจจบัน ที่แต่งงานจดทะเบียนสมรสคนที่เป็นเกย์ด้วยกัน
รวมทั้งเกย์และเลสเบี้ยนหลายคู่ ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับของสังคม
นอกจากนี้ยังมีระบบครอบครัวแบบใหม่ซึ่งกำลังเกิดขึ้น คือ ฝ่ายหญิงและชาย
ต่างเป็นคนโสดที่เคยมีครอบครัวแล้ว และมีลูกของตน ได้รักและรวมกันเป็นครอบครัวแบบใหม่
คือ ต่างคนต่างอยู่บ้านตัวเอง แต่มีการไปมาหาสู่ และทำกิจกรรมครอบครัวร่วม
มีแบบจ่ายภาษีร่วมกันได้
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ถึงวันนี้ คิดว่าสังคมไทยเข้าสู่ขั้นของประชาธิปไตย
ขั้นไหน
คเณศ กงไสยา : ผมไม่ได้อยู่เมืองไทยนาน 20 ปีแล้ว ที่ผมรู้ก็จากการอ่านข่าวตามเน็ต
และข่าวมือสอง และก็ติดตามอ่านงานจากวงการพัฒนาจากเว็บไทยเอ็นจีโอ
นี่แหละ จนบ้างครั้งคุยจนติดลมบนและกลายเป็นสิงห์สถิตอยู่แถวๆเว็บบอร์ดนั่นแหละครับ..ฮา
ก็รู้เท่าที่อ่านครับ และในรายละเอียดอย่างลึกซึ้งนั้น ผมคงคาดคิดไม่ถูกต้องแต่มองจากครอบครัวและชาวบ้านในหมู่บ้านที่พ่อแม่ผมอาศัยอยู่
ความจนยังคงมี ระบบราชการยังต้องปรับปรุง ความเป็นเจ้านายและอำนาจเจ้านายมีมากเกินควร
แต่ผมก็ดีใจที่เห็นการต่อสู้และการตัดสินใจของชาวบ้านหลายคน เช่น แม่ใหญ่ไฮ
และคนอื่น ๆ อีกหลายคน แต่ขณะเดียวกับก็ยังกลัวอำนาจมืด การถูกคุกคามและทำร้ายจากอำนาจมือเหล่านั้น
คิดง่าย ๆ ว่าอิสระและสิทธิส่วนบุคคลนั้นได้งอกงามและฝังในใจ จนสร้างปัญหาให้ตัวผมเองตอนกลับเมืองไทย
ทุกครั้งที่ยืนเคารพเพลงชาติแปดโมงเช้า และรู้สึกฉุนเพราะคิดว่าถูกคนอื่นตัดสินใจให้ผมต้องหยุดนิ่ง
เพื่อแสดงความรักชาติ ทั้ง ๆ ที่ความรักชาติไทย ผมมีอยู่เปี่ยมล้น แต่ผมต้องการแสดงออกและตัดสินด้วยตัวเอง
และเมื่อพร้อมจริง ๆ อีกทั้งระบบกระจายเสียงหมู่บ้าน ก็เช่นกัน หากผมทำได้ผมจะเสนอให้ยกเลิก
เพราะมันรบกวนชาวบ้าน และทำลายความเงียบสงบจริง ๆ การครอบครองที่ดินและทรัพยากรของนอร์เวย์
มีแบบทั้งท้องถิ่นและระดับชาติ คนในท้องถิ่นจะเป็นคนตัดสินใจเอง และกฏหมายเข้มแข็งมาก
และคนก็ปฏิบัติตามด้วย เช่น มีการห้ามซื้อที่นา เพื่อการเก็งกำไร หากใครจะซื้อที่นา
ต้องอาศัยอยู่และทำมาหากิน ซื้อแล้วไม่อยู่อาศัยทำกิน และการเป็นชาวนาก็ไม่ใช่จะเป็นได้ทันทีและดั่งใจ
ต้องไปเข้าเรียนและได้รับใบรับรองก่อน แม่กระทั่งผู้ประกอบการทุกชนิด ก็เช่นเดียวกัน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
: สุดท้าย สังคมโลกวันนี้กำลังก้าวไปสู่สิ่งใด
คเณศ กงไสยา : ผมคิดว่าเราต่างอาศัยโลกเดียวกัน
กระแสคนที่สนใจทำงานและปกป้องเป็นปากเสียงต่อคนจน และคนไร้โอกาส และมีชีวิตและเลิกหนทางดำเนินชีวิตของคนเอง
และกลุ่มชนตัวเองได้ เช่น ชนกลุ่มน้อย และกลุ่มคนที่ทำงานเพื่อปกป้อง หรือให้มีความชอบในการตัดสินใจ
และจัดการกับทรัพยากรท้องถิ่น ควรได้รับการยอมรับในเห็นชอบในการตัดสินในนั้น
รัฐบาลกลางและนักลงทุนควรที่จะหยุดการมุ่งร้ายด้วยคำพูดและกำลัง สิ่งหนึ่งที่เราทำได้
คือ การเป็นแนวร่วมและเครือข่าย และสนใจทำงานในท้องถิ่นตัวเอง การสื่อสารมันไวครับ
หากเกิดอะไรขึ้นที่ไหน เพียงไม่กี่นาทีเราก็ทราบข่าวกันแล้ว เราจึงควรใช้สื่อดังกล่าวเป็นเครื่องมือ
ในการร่วมมือแลกเปลี่ยนข่าว และให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อที่จะช่วยให้คิดและตัดสินใจได้ดี
และวิเคราะห์ถูกเหตุการณ์และสมเหตุผล
น่าเสียดายที่บางส่วน เรามีการนำการสร้างกระแส และพยายามลดเครดิตและให้ร้ายฝ่ายทำงานกับคนจน
จนเกิดการเข้าใจผิด และสร้างความเกลียดชังอย่างเกินความจำเป็น ผมไม่เคยเห็นผู้นำประเทศที่เจริญแล้ว
ให้ร้ายหรือสร้างภาพร้ายให้กับคนและองค์กรเอ็นจีโอ เช่นเมืองไทยมาก่อน แม้กระทั่งตอนที่ผมอ่านข่าวลุงสมัครนำทีม
กทม.ไล่คนปากมูลหน้าทำเนียบ หากเกิดขึ้นในนอร์เวย์ลุงสมัครถูกสอบสวนไปนานแล้ว
และเช่นเดียวกัน หากเกิดที่นี่ ลูกน้องสมารถขัดคำสั่ง และไม่เข้าไปไล่ตีทำร้ายผู้คนได้
หากเหตุผลนั้นเป็นเพราะว่าไม่ต้องการทำร้ายประชาชน นั่นเป็นประชาธิปไตยหนึ่งครับ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : คำถามส่งท้ายครับพี่
แสงเหนือหรือออโรร่าหรือพระอาทิตย์เที่ยงคืนสวยและมหัศจรรย์ขนาดไหนครับ
คเณศ กงไสยา : พระอาทิตย์เที่ยงคืน
จะเกิดในช่วงหน้าร้อน นอร์เวย์ ระหว่าง มิ.ย. - ส.ค. แต่ในหน้าหนาวนั้นจะมืดมิด
http://odin.dep.no/ud/html/brosjyrer/norway/geography3.html
ตรงกันข้ามกันเลยครับ ทั้งหนาวและมืดมิดส่วนแสงเหนือนั้นเกิดขึ้นทางตอนเหนือ
นอร์เวย์มากกว่า แถบที่ผมอยู่ไม่ค่อยเห็นมากนัก ผมเองยังไม่เคยเห็นกับตาตัวเองเลยได้แต่ดูภาพ
และฟังจากเพื่อนๆที่มาจากทางเหนือ http://www.northern-lights.no
|