ITEM - ผมว่า...นักศึกษาเป็นเด็กด้อยโอกาส

"กิจกรรมกำลังมีปัญหา...นักศึกษาคือเด็กด้อยโอกาส!" -
เป็นวาทกรรมจากคนรุ่นใหม่ไฟแรงภายใต้ชื่อ "กลุ่มไอเทม" (ITEM) แสดงทรรศนะต่อแวดวงกิจกรรมนักศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

อาจฟังดูเหมือนถ้อยคำกล่าวหาที่รุนแรง แต่ภายหลังจากการพูดคุยกันแล้ว ก็พบว่ามันเป็นเสียงสะท้อนที่ออกมาจากความรู้สึกที่ห่วงใยกันอย่างจริงใจในฐานะคนที่เคยประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันมาก่อน เมื่อระบบการศึกษาในปัจจุบัน ทำให้นักศึกษาบางคนไม่เคยได้ออกไปเห็นโลกกว้าง ไม่เคยได้ออกไปช่วยเหลือใคร นักศึกษาที่มีโอกาสขวานขวายหาความรู้มากกว่าผู้คนตามท้องไร่ท้องนา กลับกลายเป็นบุคคลด้อยโอกาสในการเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง

แม้ว่าการทำกิจกรรมต่างๆ เช่นออกค่ายอาสาพัฒนาซึ่งเคยเปรียบเสมือนประตูบานใหญ่ คอยนำพาผู้คนออกไปเติบโตทางความคิด ไปเผชิญโลกภายนอก สัมผัสชุมชนเรียนรู้และเข้าใจปัญหาสังคมอย่างลึกซึ้ง เช่นนักพัฒนาที่คอยขับเคลื่อนสังคมในปัจจุบันล้วนต่อยอดมาจากการเป็นนักกิจกรรมรุ่นก่อนๆ แทบทั้งสิ้น แต่ประตูเบิกทางบานดังกล่าว เริ่มปรากฏเห็นริ้วรอยความผุพังตามกาลเวลาบ้างแล้วหรือไม่ ในแต่ละปีที่นักกิจกรรมตามกลุ่มหรือชมรมต่างๆ ลดจำนวนลงอย่างน่าใจหาย จะถือเป็นการส่งสัญญาณการล่มสลายของกิจกรรมนักศึกษาได้ไหม เป็นเพราะนักศึกษาไม่สนใจทำกิจกรรม หรือกิจกรรมไม่น่าสนใจพอสำหรับนักศึกษา แล้วเราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร กลุ่มไอเทมขบคิดปัญหาเหล่านี้อยู่ตลอดมา

"กลุ่มศึกษาและพัฒนาปัญหากิจกรรมนักศึกษา" (Inter - organizational Tools Exchange Mechanism :ITEM) หรือ "ไอเทม" เป็นการรวมตัวของนักกิจกรรมต่างสถาบัน แต่ไม่แตกต่างกันทางความคิด พวกเขามองเห็นอย่างตรงกันว่ากิจกรรมนักศึกษาในยุคปัจจุบันกำลังมีปัญหา แต่เมื่อมองเห็นปัญหาแล้วผ่านไป วันนี้คงไม่มีกลุ่มไอเทมมาให้เราได้รู้จัก สิ่งที่ทำให้พวกเขาดูน่าสนใจคือ แผนการสะสางปัญหาที่หมักหมมในแวดวงกิจกรรมมาเป็นเวลานาน เริ่มจากการเสาะหาสาเหตุ บันทึกข้อมูล สังเคราะห์ และหาแนวทางแก้ไขปัญหา แม้หลายคนมองว่า เป็นภารกิจนี้ช่างใหญ่เกินตัว

มารู้จักไอเทมไปพร้อมๆ กัน ผ่าน ชล บุนนาค (ชล) และ อัครพล จริยธรรมานุกูล (จิว) ที่จะมาบอกเล่าที่มาที่ไป และแนวทางการทำงานของกลุ่ม

ThaiNGO.org : ทำไมต้องกิจกรรม ?
อัครพล จริยธรรมานุกูล (จิว) :
เพราะกิจกรรมของนักศึกษามันเหมือนหลักสูตรฝึกอบรมที่ทำให้เด็กมีการพัฒนาจิตใจ และพัฒนาการอยู่ร่วมกับสังคมครับ

ThaiNGO.org : เขาว่า... เด็กสมัยนี้ไม่ชอบทำกิจกรรม?
อัครพล จริยธรรมานุกูล (จิว) :
มีเพื่อนๆ เขาถามผมว่าผมทำงานอะไร เขาก็สนใจอยากทำเหมือนกัน แต่ว่า มันมีข้อจำกัด อาจคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถพอ

ชล บุนนาค : ผมว่าทุกคนอยากมีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่า แต่ก็มีข้อจำกัดบางอย่างที่ต่างกัน ครอบครัว การเรียน อนาคต ถ้าเขาเชื่อมั่นว่าอนาคตของเขาจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้ เขาจะมีกระจิตกระใจในการทำกิจกรรมเหล่านี้มากขึ้น ถ้ารู้สึกไม่มั่นคงเขาก็จะมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมน้อยกว่าคนทั่วไป

บางกิจกรรมก็ไม่มีที่ยืนให้เขาด้วยครับ ตัวอย่าง ค่ายอาสาก็จะมีลักษณะแบบหนึ่ง ทำให้คนที่มีบุคลิก อีกแบบหนึ่งไม่กล้าเข้าไป ผมก็เลยพยายาม จัดกิจกรรมที่มันสามารถร่วมกันได้ทุกส่วน อย่างกลุ่มผู้ชายที่ออกแรงก็หากิจกรรมที่ใช้แรงงาน หรือกลุ่มผู้หญิงที่อาแต่สวย ก็คงไม่เหมาะกับการใช้แรงงานเท่าไหร่ ก็มาอยู่ฝ่ายลงทะเบียน เป็นต้น คือมันต้องมีพื้นที่ หาตัวตน หาความถนัดให้เขาด้วย


อัครพล จริยธรรมานุกูล (จิว)
ThaiNGO.org : ทำไมมองว่ากิจกรรมมีปัญหา?
ชล บุนนาค :
อืมม... ถ้าเรามองว่า เพราะสังคมเป็นแบบนี้ แล้วทำให้เด็กเป็นแบบนี้ก็คงแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ผมก็เลยมองย้อนต่อสังคมออกไปที่ตัวกิจกรรมว่า กิจกรรมมันดีแล้วหรือยัง? บางกลุ่มอาจไม่เคยทำกิจกรรมมาก่อนแต่อยากทำ ก็เกิดปัญหาการจัดการ เช่นการประชุมใช้เวลานานมาก แต่ไม่ได้อะไรเลย ใช้ต้นทุนไปมาก อีกทั้งตัวกิจกรรมเองก็ไม่น่าสนใจพอ บางทีเราก็ไม่รู้ว่าทำไปทำไม ใครได้ประโยชน์บ้าง บางทีเรายังคิดว่าเราไม่ได้ประโยชน์เลยด้วยซ้ำไป ถ้ากิจกรรมมีการจัดการที่ดีพอ และมีการทำกิจกรรมที่มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อสังคมมันจะช่วยดึงดูดนักศึกษาให้หันมาทำกิจกรรมมากขึ้น

อัครพล จริยธรรมานุกูล (จิว) : บางคนมีความเชื่อที่ผิดในเรื่องการออกค่าย เช่นคิดว่าการออกค่ายคือการที่ผู้ชายกับผู้หญิงได้มาพบกัน ได้มาเจอเพื่อนใหม่แค่นั้น ตลอดจนการไปค่ายคือการได้พักผ่อน สังเกตง่ายๆ เลย ค่ายแรกๆ คนจะไปเยอะมาก มาค่ายหลังๆ คนจะหายไปหมดแล้ว คนจะคิดว่าไม่สำคัญแล้ว ได้พักผ่อนพอแล้ว ผมคิดว่าการที่แต่ละเครือข่ายได้มาเจอกันน่า จะช่วยเปลี่ยนแปลงแนวคิดค่านิยมได้ และช่วยพัฒนากิจกรรมต่อไปได้

ThaiNGO.org : เราอะไรไปตัดสิน มันอาจไม่เป็นปัญหาสำหรับคนอื่นก็ได้?
อัครพล จริยธรรมานุกูล (จิว) :
ผมเองก็กลัวคนข้างนอกถามมาแบบนี้เหมือนกัน ปีแรกจึงเป็นปีแห่งการสร้างเครือข่ายก่อน และปีแห่งการทำวิจัย ทั้งเก็บข้อมูล ศึกษาปัญหาว่าจริงหรือไม่ที่กิจกรรมมันไม่หลากหลาย มันจะดำเนินแบบไหน? จะเป็นแบบเดิมหรือเปล่า?

ชล บุนนาค : ผมคิดมาตั้งแต่เรียนปี 1 แล้ว ผมก็มีโอกาสได้เข้าไปเจอคนข้างนอกมากมาย ได้เห็นปัญหาในลักษณะเดียวกัน เมื่อก่อนเคยทำโครงการชื่อสานต่อความคิด มีวงคุย พอชวนแต่ละกลุ่มมาคุย ปัญหาอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือกลุ่มคนเหล่านี้ไม่มีเวทีให้ได้แลกเปลี่ยนกันเท่าที่ควร คือประเด็นสำคัญ และพวกเขาเองก็อยากมีการพัฒนา มันก็ทำให้เราได้รู้ว่า มันยังมีคนคิดเหมือนเรา ยังมีคนต้องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ต้องการเครื่องมือ ต้องการกิจกรรมที่หลากหลาย แต่เขาเองอาจยังนึกไม่ค่อยออกเราเป็นตัวกลางที่ทำให้เขามาเจอกัน

อัครพล จริยธรรมานุกูล (จิว) : อย่างเรื่องระบบการศึกษาก็มีผลนะครับ อย่างมหาวิทยาลัยผมมีนโยบาย และมีการบังคับแล้ว กำหนดไว้อย่างชัดเจนมีเวลาของการทำกิจกรรม แต่พอเอาเข้าจริงอาจารย์ฝ่ายวิชาการก็ไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะมองว่ากิจกรรมไม่ได้สำคัญอะไร การเรียน สำคัญกว่า คือนโยบายไม่ได้รับการปฏิบัติตาม

ผมเข้าใจว่า รัฐบาลพยายามทำให้กิจกรรมอาสาสมัครมีหน่วยกิต ซึ่งมันไม่ควรเป็นแบบนั้นมันควรเป็นการที่มีวิชาหรือพยายามสอดแทรกสิ่งเหล่านั้นสอดแทรกเข้าไปในหลักสูตรเพื่อสร้างจิตสำนึกทางสังคมให้กับเด็ก ซึ่งมันจะมันจะเป็นสิ่งเล็กๆ ในจิตใจของเขาที่อย่างน้อยก็มีประสบการณ์การทำงานเพื่อสังคม หลักการคือสร้างเครือข่ายกับมหาวิทยาลัยสร้างโมเดล ทดลองใช้ขยายผล ส่งเสริมในเรื่องของการทำเพื่อสังคมเป็นความยั่งยืนในเรื่องของการอาสาสมัครในระยะยาว เด็กทุกคนต้องผ่านตรงนี้

ชล บุนนาค : จริงๆ ผู้ใหญ่หรืออาจารย์มหาวิทยาลัยไม่เคยมองกิจกรรมนักศึกษาว่ามีความสำคัญ ทั้งที่จริงแล้วกระบวนการที่สำคัญที่จะทำให้เด็กได้มีการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง แต่ก็ไม่เคยสนใจ คือจะมีอาจารย์สายหนึ่งมองว่ากิจกรรมนักศึกษาก็ปล่อยให้มันทำไปแล้วกันอย่าไปยุ่งกับมันมาก อีกแบบ คืออย่าไปทำมัน! กับแบบสุดท้าย คืออาจารย์ลุกขึ้นมาทำเอง!


ชล บุนนาค
ThaiNGO.org : ทางออกของปัญหานี้คือ?
ชล บุนนาค :
ผมว่าควรมีการศึกษาให้ดีว่ากิจกรรมมันมีอะไร นักศึกษาแต่ละคณะ แต่ละคนก็มีลักษณะที่แตกต่างกัน อะไรที่อยู่ในความสนใจ กิจกรรมที่เขาอยากทำคืออะไร คณะมหาวิทยาลัยควรสนับสนุนตรงไหน ไม่มีการแบ่งแยกเด็ก ตัวผมเองในฐานะที่เป็นอาจารย์คนหนึ่ง ก็พยายามดึงให้เด็กมาคุยกัน หากิจกรรมให้เขาทำ หาจุดดุลยภาพให้ได้ว่ามันอยู่ตรงไหน สรุปคือาจารย์ควรให้ความสำคัญตรงนี้ และตัวเด็กเองก็ต้องมีความขนขวายซึ่งมันก็ยาก ถ้าเกิดเด็กไม่เคยเห็นโลกมา แต่ผู้ใหญ่ที่เคยผ่านโลกมาไม่เปิดโอกาสให้เขาทำ ทำอย่างไรให้กิจกรรมที่เขาทำอยู่อาจเป็นกลุ่มเชียร์ กลุ่มอะไรก็แล้วแต่ ให้มีส่วนที่เชื่อมกับสังคม

กิจกรรมที่ดีคือ อย่างน้อยผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องได้มีการพัฒนาตนเอง ถ้าดียิ่งขึ้นไปอีกก็คือได้พัฒนาสังคมด้วย ผมว่ากิจกรรมนักศึกษาอาจไม่สามารถลงไปถึง แก่นแท้ของปัญหาได้...

ThaiNGO.org : แนวทางของ ITEM
ชล บุนนาค :
ช่วงนี้กำลังสร้างเครือข่าย ทำการศึกษาสำรวจเบื้องต้นเกี่ยวกับกิจกรรมนักศึกษาเพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ทำโดยการศึกษาพัฒนากิจกรรมนักศึกษา จุดมุ่งหมายที่สำคัญคือทำให้ระบบมหาวิทยาลัยมีระบบกิจกรรมนักศึกษาที่ดีพอที่จะมาดึงดูดให้เด็กกิจกรรม และเป็นประโยชน์ต่อสังคม เพราะเราเชื่อว่าเด็กที่ทำกิจกรรมจะเป็นเด็กที่จบออกมาแล้วฉลาดรู้ต่อสังคม

การถอดองค์ความรู้ในกลุ่ม พยายามพัฒนาศักยภาพการทำงานไปด้วย เพื่อเวลาที่เราออกไปข้างนอกมันจะได้อะไรเพิ่มขึ้น ทำด้วยกับเพื่อนๆ ที่อยู่ในกลุ่มต่างๆ อย่าง วายไอวาย แบ็คบล็อค มันเป็นสายสัมพันธ์ที่สะสมกันมา ตัวผมเองมีการพยายามตั้งกลุ่ม ตั้งแล้วล้ม อยู่หลายรอบ เราจะมาคุยกันว่าที่ผ่านมาบทเรียนเป็นอย่างไรบ้างการบริหารจัดการ เรื่องคน เรื่องงาน อะไรคือข้อดี ข้อเสีย ต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน

อาจหาข้อมูลของกิจกรรมเชิงตัวเลขเพื่อบรรจุลงไปในงานวิจัยด้วย เพื่อที่จะรองรับว่า
กิจกรรมมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่ว่าจะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้นะ แต่มันมีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก การพัฒนาด้านชีวิต การอยู่ร่วมกับคนอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าคนไม่ทำกิจกรรมจะไม่มีพัฒนาการนะ ก็มี แต่การทำกิจกรรมก็จะช่วยให้ดีขึ้นอีก

อัครพล จริยธรรมานุกูล (จิว) : วิธีการ ถ้าในเชิงรูปธรรม บางครั้ง เราก็ใช้วิธีการทางธุรกิจเข้ามาใช้ อย่าง SWOT Analysis เราเด่นเรื่องอะไร เราด้อยเรื่องอะไร ถ้าเราด้อยเราก็พยายามหาเครือข่าย เข้ามา ให้ถูกทาง เช่นเราไม่รู้เรื่องการเงิน ผมก็จะไปถาม วายไอวาย เราต้องเรียนรู้จากพี่ๆ ที่ทำโครงการ อย่างโต๊ะเก้าอี้นี้บริจาคมา บางอย่างก็ออกกันเอง

ตอนนี้ สสส. มีแผน 4 การพัฒนาสุขภาวะผ่านการทำกิจกรรม โดยเน้นระหว่างเด็กและเยาวชน ไอเท็มก็อยู่ในสวนของมหาวิทยาลัย ที่เราตั้งใจไว้แต่ต้น เราจะทำ 3 เรื่อง แบ่งเป็นสองส่วน คือในหลักสูตร และนอกหลักสูตรเรื่อง
นอกหลักสูตรจะเกี่ยวกับกิจกรรมนักศึกษาการทำกิจกรรมของเด็กๆ ดูระบบสนับสนุนกิจกรรม เรื่องการให้ทุนฝึกอบรม การจัดการความรู้

2 กิจกรรมอาสาสมัครซึ่ง เราก็จะช่วยเป็นศูนย์รวมให้ต้องอาศัยภาคีอย่างวายวี วายไอวาย นอกหลักสูตรคือ ทำอย่างไรให้มันเกิดโมเดล ของการสร้างระบบสนับสนุนกิจกรรมนักศึกษา และเกิดโมเดลอาสาสมัครในกลุ่มมหาวิทยาลัย ต้องทำงานร่วมกับแกนนำของมหาวิทยาลัย แล้วจะเอาโมเดลนี้ไปลองใช้และพัฒนากัน เป็นแบบค่อยๆ ทดลองแล้ว ปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม ส่วนในหลักสูตรเกิดจากการที่เพิ่งช่วยวายไอวายทำวิจัยเกี่ยวกับกิจกรรมอาสามัครในมหาวิทยาลัย คือกิจกรรม Service Learning

ช่วงนี้อยู่ในช่วงการเริ่มต้น ส่วนอื่นๆ มีกิจกรรมบ้างแล้ว หลักๆ ก็เป็นงานวิจัย ส่งให้วายไอวายแล้ว แล้วจะมีวงคุยมาปรับ Proposal ตั้งใจจะทำให้เด็กๆ ตรงนี้ เป็นที่ปรึกษาเด็กทำกิจกรรมต่อไปในอนาคต

ThaiNGO.org : เฉพาะกลุ่มเด็กมหาวิทยาลัย ?
อัครพล จริยธรรมานุกูล (จิว) : เป็นเจตนาที่เราตั้งไว้ คือว่าเรามีเครือข่ายอยู่ในมหาวิทยาลัย รุ่นพี่ ก็ได้แนะนำรุ่นน้อง ให้เข้ามาเรื่อยๆ

ชล บุนนาค : เท่าที่เคยได้ไปร่วมกิจกรรมกับพี่ๆ เอ็นจีโอ ที่ทำงานด้านเด็ก ทำให้ผมได้ค้นพบว่า เด็กมหาวิทยาลัยคือเด็กด้อยโอกาส แต่จริงๆ เด็กในระบบทุกคนนั่นแหละ เป็นเด็กด้อยโอกาสนะ เค้าไม่เคยได้ออกไปเปิดโลกกว้างไม่เคยได้ออกไปช่วยเหลือใคร ไม่เคยได้ออกไป

ThaiNGO.org : ความหวังของไอเทม
ชล บุนนาค :
ก็ถ้าเป็นความฝันจริงๆ เราคิดว่า นักศึกษาที่จบออกมา (ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง) อยากให้อย่างน้อย เป็นคนที่จบออกมาแล้วมี Public Mind คือจิตสาธารณะ ถ้าไปทำงานในบริษัทเอกชน อย่างน้อยๆ ก็ไม่ควรสร้างปัญหาให้กับสังคม หรือถ้าจะให้ดีไปกว่านั้นต้องมีความกระตือรือล้นในการที่จะทำเพื่อสังคม นั่นคือความฝันที่อยากให้เด็กมหาวิทยาลัย เป็นแบบนั้นโดยผ่านกระบวนการของกิจกรรม

มาถึงตรงนี้หวังว่าหลายท่านคงเข้าใจในเจตนาอันบริสุทธิ์ของพวกเขาซึ่งไม่ได้เหมารวมว่าทุกชมรมจะต้องมีปัญหา เพราะกลุ่มที่ยังทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างสุดโต่งก็มีอยู่ไม่น้อย คงไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร กลับเป็นผลดีที่จะช่วยให้งานวิจัยของพวกเขาสำเร็จสุล่วงง่ายขึ้นแง่ที่ว่า "ในสภาวะเช่นนี้ชมรมของพวกเขายืนหยัดอยู่ได้อย่างไร"

เพราะไอเทมบอกกับเราว่า จะทำงานนี้ไปจนกว่า จะได้รับคำตอบว่า "กิจกรรมนักศึกษา ไร้ซึ่งปัญหากังวลใจ" และสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ไม่ได้สร้างประโยชน์อันใดให้กับสังคม

นับว่ามีความมุ่งมั่นตามแบบฉบับคนรุ่นหนุ่มสาว เพราะนักกิจกรรมรุ่นเก๋าที่เคยจับประเด็นนักศึกษามาก่อน มักจะบอกพวกเขาเป็นเสียงเดียวกันว่า "โอ้! งานนี้งานใหญ่นะนั่น ไม่มีใครเขาทำกันแล้ว" คล้ายจะเตือนว่า เดี๋ยวนี้เขาเลิกยุ่งกับเด็กมหา'ลัยแล้ว... คุยกับเด็กมัธยมยังง่ายกว่า!!!


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

15 ตุลาคม 2550