รัก... ระหว่างรบ ของ อิสรา+จินตนา แก้วขาว

คงไม่ต้องเขียนคำอธิบายใดๆ เกี่ยวกับตัวเธอให้มากนัก เพราะหากเอ่ยชื่อ “พี่หน่อย - จินตนา แก้วขาว” แล้ว เชื่อว่าคงเป็นที่รู้จักของใครหลายๆ คนเป็นอย่างดี จากบทบาทแกนนำกลุ่มอนุรักษ์บ้านกรูด ที่ต่อสู้ คัดค้านกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินจนได้รับชัยชนะในที่สุด ปัจจุบันเรามักจะเห็นภาพเธอกับกลุ่มคนเสื้อเขียวในวาระต่างๆ ภาคประชาชนอยู่เสมอ คงไม่เกินเลยนักหากจะเรียกว่า เธอคือ “สัญลักษณ์การต่อสู้ของภาคประชาชน”

พูดถึงเรื่องงานของพี่หน่อย หลายคนคงรู้ดีอีกเช่นกันว่า เธอทำอะไร ที่ไหน อย่างไร แต่วันนี้ ทีมงานไทยเอ็นจีโอ จะนำเสนอบางมุมมองที่อาจเรียกได้ว่า ไม่มีใครเคยรู้มาก่อน เพื่อให้ได้รู้จักกับ เธอได้มากยิ่งขึ้น ว่ากว่าจะมาเป็นจินตนา แก้วขาว นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร

จินตนา แก้วขาว เริ่มใช้ชีวิตการทำงานตั้งแต่เรียนจบชั้น ม.ศ.5 ด้วยการเป็นครูรับจ้างสอนโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในละแวกบ้าน และในช่วงนั้นเองก็ได้พบรักกับหนุ่มนักเรียนวิทยาลัยเกษตรฯ คนหนึ่ง นั่นก็คือ “พี่เจี๊ยบ - อิสรา แก้วขาว” ผู้กลายมาเป็นคนรักที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กันยาวนานมา 20 กว่าปี

“ความรักของนักกิจกรรม หรือนักเคลื่อนไหว อาจดูไม่หวือหวา หรือหวานซึ้งเฉกเช่นคู่รักทั่วๆ ไป ที่มีเวลาให้กันและกันอย่างเต็มร้อย… เพราะเวลาในแต่ละวันของเขาหรือเธอ มักจะถูกอุทิศให้กับพี่น้องมวลชนที่ยืนหยัดต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันเสียเป็นส่วนใหญ่

ดังนั้น สำหรับใครที่คิดจะเป็นคนรักที่ดีของนักเคลื่อนไหวแล้วล่ะก็ นอกจากจะต้องรัก และเข้าใจในตัวของเขาแล้ว ยัง ต้องยอมรับในบทบาทหน้าที่ แนวคิด และอุดมการณ์ของเขาด้วยดังประโยคที่ว่า รักฉัน... รักมวลชนของฉันด้วยนะ

ความจริง.. แม้มันจะเป็นอะไรที่ไม่หวือหวา แต่ทว่างดงาม และลึกซึ้งกว่าความรักใดๆ... เมื่อมีใครสักคนพร้อมที่จะเดินเคียงข้างกันไปทั้งในสนามรบ และสนามรัก”

ThaiNGO.org : พี่สองคนเจอกันได้ยังไงคะ
จินตนา แก้วขาว :
ตอนนั้นเราเป็นครูโรงเรียนเอกชนไง ต้องออกมายืนรับ - ส่ง เด็กนักเรียนหน้าโรงเรียนทุกๆ วันให้เด็กไหว้ แล้วโรงเรียนเราอยู่ใกล้บ้านพักเขาแค่รั้วกั้น สมัยนั้นเขาเรียนที่วิทยาลัยเกษตรฯ นักเรียนวิทยาลัยเกษตรเดินมาเป็นแถวเลย ก็โดนแซวตลอด เพราะเราเป็นครูที่ยังเด็กอยู่ไง อายุ 17 เอง เดินผ่านมาก็แซว “สวัสดีครับคุณครูครับ” ทำนองนี้ วันหนึ่งเราก็เรียกเลย “น้องๆ มานี่ จะเรียนเกษตรทำไง?” เพราะแม่จะหาที่เรียนให้น้องชายอยู่พอดี เขาพูดเพราะมากเลยนะ ต้องอย่างนั้นครับ อย่างนี้ครับ พูดครับๆ ตลอดเลย ...

ThaiNGO.org : พี่ปิ๊งปั๊งอะไรเขารึเปล่า?
จินตนา แก้วขาว :
ม่ายยย..... (ลากเสียงยาว) เรานึกว่าเขาเป็นน้องเรา แต่ได้คุยกันถึงรู้ว่าอายุเท่ากัน แต่เราก็คิดนะ เออ!... ไอ้เด็กคนนี้มันแต่งตัวดีเนอะ (หัวเราะ) ถามว่าหล่อมั๊ย.. ก็อย่างนี้แหละ แต่ดูผอมๆ

ThaiNGO.org : สมัยนั้นพี่หน่อยเป็นยังไงคะ สวยไหม?
จินตนา แก้วขาว :
โห... ถามดูๆ หุ่นดี เหมือนอยู่ในทีวีเลย (พี่เจี๊ยบยิ้มอายๆ ก่อนพยักหน้ารับ)
อิสรา แก้วขาว : จริงๆ เราเคยเห็นเขาก่อนก่อนหน้านี้แล้วนะ เวลาเขาออกมาตามน้องชาย และในงานศพแถวบ้านเขา ก็เคยเห็นเขามากับแม่ ก็เออ ..เรียกว่าอยู่ในสายตาครับ

ThaiNGO.org : รู้จักกันแล้ว คุยกันแล้ว แล้วยังไงต่อพี่?
จินตนา แก้วขาว :
คืออย่างนี้ ... แม่พี่ไม่ชอบ ไม่ชอบเลย มีอคติกับเด็กวิทยาลัยเกษตรฯ คือเด็กมันตีกันบ่อย แต่ตอนนั้นก็เริ่มคุยกันแล้ว ต้องลักลอบเจอกัน จุดที่ได้คุยกัยบ่อยๆ คือตอนที่ขี่จักรยานไปโรงเรียน พี่เจี๊ยบจะมาดักทางอยู่ แล้วเราก็คุยกันไป แป๊บเดียวเท่านั้นแหละ ไม่งั้นก็ตอนเย็น มาดักรอตอนไปซื้อกับข้าวเย็น... เพราะต้องไปทุกวัน แม่พี่ก็ต้องแบบว่า 15 นาทีนะ ต้องกลับมานะ

ThaiNGO.org : คบกันรึยังพี่?
จินตนา แก้วขาว :
ตอนนั้นเริ่มคบแล้ว

ThaiNGO.org : คบกันแล้ว แต่มีอุปสรรคแม่ไม่เห็นด้วยอย่างนี้ แล้วพี่ได้แต่งงานกันตอนไหน?
จินตนา แก้วขาว :
ถ้าพี่บอกว่าไม่ได้แต่งจะเชื่อมั๊ย?

ThaiNGO.org : ???!!!
จินตนา แก้วขาว :
ก็พี่คิดว่ามันไม่จำเป็นน่ะ ...

ThaiNGO.org : อย่างพี่หน่อยนี่ท่าจะดื้อนะ พ่อแม่คงเอาไม่อยู่ใช่ไหม?
จินตนา แก้วขาว :
เฮ้ย... พี่ไม่นะ ถามใครๆ ดูก็ได้.... พี่เรียบร้อยมาก เที่ยวก็ไม่เที่ยว พี่เป็นคนขยันนะ ครอบครัวก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรไง ก็พออยู่ได้ แต่พี่จะเป็นคนทำงานหลักๆ ของบ้านนะ ที่บ้านขายหมู ต้องเข้านอนตั้งแต่สามทุ่มเพื่อที่จะตื่นมาห้าทุ่ม ล้างไส้หมู เจ็ดโมงเช้าต้องรีบไปโรงเรียนเพื่อไปสอน กลับมาสี่โมงเย็นไปตลาดทำกับข้าว เอาเสื้อผ้าเป็นกองๆ มาซัก สารพัด
อิสรา แก้วขาว : คือบ้านเขาเลี้ยงลูกผู้หญิงแบบบังคับมาก ไม่ให้ไปไหนลำพัง ไปดูหนังต้องไปกับผู้ใหญ่ไม่เคยให้อิสระเลย แต่ลูกผู้ชายปล่อยๆ กัน ตีกัน เที่ยว เมาเหล้า
จินตนา แก้วขาว : แต่ตัวพี่เป็นคนชอบคิด ชอบวางแผนมาโดยตลอด อย่างเป็นครูเนี่ยทำงานเงินเดือน 1,500 บาท มันก็ดูเยอะนะสำหรับเรา แล้วครูที่โรงเรียนก็จ้างเราทำบัญชี ทะเบียนรายชื่อเด็ก เขาจ้างเดือนละ 600 จากนั้น ก็รับจ้างสอนพิเศษ รวมๆ เดือนหนึ่งได้ เกือบสามพัน พี่จะเป็นอยู่อย่างนี้แหละ... ไหนจะทำงานบ้าน ไหนจะงานที่โรงเรียน

ThaiNGO.org : เลยหนีไปด้วยกันซะเลย... ตอนนั้นอายุประมาณเท่าไหร่คะ
จินตนา แก้วขาว :
20 ย่าง 21

ThaiNGO.org : หนีไปไหนพี่?
จินตนา แก้วขาว :
ไปกรุงเทพฯ เลย จะไปหางานทำว่างั้น... ซึ่งมันมีเพื่อนหลายๆ คนอยู่ที่นั่น

ThaiNGO.org : แล้วได้ทำงานไหมคะ?
อิสรา แก้วขาว :
ก็ได้ รับจ้างตีฝ้าเพดาน รับจ้างทั่วๆ ไป แต่ไม่นานหรอก 2-3 เดือน เงินหมด สร้อยอะไรติดตัวมาขายกินหมด (หัวเราะ) ไม่ไหว ก็พากันกลับมาอยู่บ้านกรูด แม่พี่หน่อยก็มาตามที่บ้านพี่ แล้วก็ค่อยไปส่งตัวทีหลัง ไปขอขมาลาโทษกัน แต่แม่เขาก็ไม่พูดอะไรนะ บอกมาคำเดียวว่า“ไอ้หน่อยมันไม่กินแกงส้มนะ”
จินตนา แก้วขาว :
อืมม พี่เป็นคนไม่กินแกงส้ม แต่แม่พี่เขาไม่ชอบอย่างหนักเลยล่ะ แต่ทุกวันนี้เขาก็ยอมรับ แม่ก็บอกมันก็ดีนะ ช่วยกันทำมาหากิน
อิสรา แก้วขาว : ก็ตอนย้ายมาใหม่ๆ ลำบากมาก ดิ้นรนกัน ไปรับจ้างเป็นลูกเรือชาวประมงก็มี หน่อยก็มารับจ้างสอนต่อ ทำฟาร์มโคขุนมั่งกว่าจะตั้งตัวได้

ThaiNGO.org : พี่เจี๊ยบเจ้าชู้ไหม?
จินตนา แก้วขาว :
อย่าให้แฉๆ มีครั้งหนึ่งนะมีหญิงมาหาที่บ้านยังเด็กเลยอายุประมาณ 16 – 17 เนี่ยแหละ ตอนนั้นเรามีลูกอ่อนๆ อยู่ เดินมาหาเราเขาก็เรียกเลย “น้าๆ รู้จักพี่เจี๊ยบไหม?” มาเรียกเราน้า เราก็ถามว่า “เจี๊ยบไหน” “เจี๊ยบที่เป็นคนใต้น่ะ” “ทำไมล่ะ… เราถาม” เขาบอก เปล่านัดกันไปดูหนัง “เขาบอกอยู่บ้านกับน้า” เด็กนั่นก็ไม่รู้จักเราเขาก็คิดว่าเราเป็นเพื่อนบ้าน โห... เราก็เรียกเพื่อนๆ เลยเอาคนมากระทืบมัน!!

แต่ตอนนี้ไม่หึงแล้ว...

ThaiNGO.org : แล้วมาค้านเรื่องโรงไฟฟ้ายังไง?
จินตนา แก้วขาว :
จริงๆ เราสู้มาก่อนเรื่องโรงไฟฟ้าอีกนะ อย่างเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ถนนในหมู่บ้านยุบเดินทางไม่สะดวกเราก็แจ้งความเลย หรือชาวบ้านโดนตำรวจรังแก เช่นจับใบขับขี่ หรือโดนปรับ เราก็สู้นะ เราไม่ยอม เรามีความรู้สึกว่าทำไมถึงมาจับ พูดง่ายๆ เรารักอะไรที่มันเป็นธรรม ช่วงหลังๆ ใครมีเรื่องอะไรก็มาที่บ้านให้เราออกหน้าแทนหมดเลย แม้แต่ลูกใครหายก็มาหาเรา (หัวเราะ) เราก็ช่วยวิเคราะห์เช่น เอ... เขาจะมีเพื่อนไหม? เขาจะไปไหน ยังงี้เป็นต้น
อิสรา แก้วขาว : มันมีอยู่ครั้งหนึ่ง ชาวบ้านโดนรังแกจากตำรวจอยู่บ่อยๆ เราก็ช่วยชาวบ้านร้องเรียนจนได้ย้ายเกือบทั้งโรงพักเลย

ThaiNGO.org : แล้วโรงไฟฟ้า ?
จินตนา แก้วขาว :
เดิมเขา (พี่เจี๊ยบ) เป็นคนไป แต่ติดตรงที่ว่าเข้าเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจไง มันไม่สะดวก
อิสรา แก้วขาว : คือเขาเป็นผู้หญิงน่ะ เวลาขึ้นพูดหรือ ไฮปาร์ก มันใช้คำแรงๆ ได้ ใช้วิธีการรุนแรงได้ แต่เราเป็นผู้ชายมันไม่เหมาะสม พี่ก็เคยปาร์คนะ แต่ไม่เวิร์คหรอก ช่วงค้านโรงไฟฟ้าก็ให้หน่อยออกจากงานมาเลี้ยงลูก และเปิดร้านขายของชำ เวลาจะเคลื่อนทีก็ปิดร้านไปไม่ต้องสนใจใคร

ThaiNGO.org : จากนั้นมา พี่หน่อยเลยกลายเป็นภาพแกนนำเลย แล้วพี่รู้สึกยังไงที่พี่หน่อยกลายเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ภาคประชาชน
อิสรา แก้วขาว :
ภูมิใจนะ ที่เขามาถึงจุดนี้ ภูมิใจมาก

ThaiNGO.org : แล้วไม่มีปัญหาเรื่องครอบครัวเหรอพี่ การมีเวลาให้กัน
อิสรา แก้วขาว :
ไม่นะ ... อย่างน้องอีฟ (ลูกสาวคนเล็ก) เขาก็เข้าใจนะ อย่างพี่บอกว่า เออ.. พ่อจะไปม็อบนะ เขาก็จะ “เฮ้อ.... ไปอีกแล้วเหรอ” คือเขาชินน่ะ เขาเติบโตมาในช่วงที่เราต่อสู้กัน
จินตนา แก้วขาว : พี่ว่าเป็นความโชคดี ที่ลูกพี่มันไม่ดื้อ ไม่ว่าจะเป็นน้องอีฟ หรือลูกชายคนที่สอง ก็ขายของอยู่ที่บ้านไม่ไปเที่ยวไหน อย่างน้องอีฟที่โรงเรียนจัดงานวันแม่ ลูกก็มาถามเรา “แม่ไปไม่ได้นะลูกแม่มีงาน” วันแม่ แม่ไม่ไป แล้วอีฟไหว้ใครล่ะ ลูกถาม เราก็ตอบเลยว่า “เอางี้ ลูกก็ไม่ต้องไปโรงเรียนไง ไปม็อบกับแม่” ตัดปัญหา เพราะเราหยุดงานมวลชนของเราไม่ได้

ThaiNGO.org : เห็นพี่บ่นตลอดเลยว่า เป็นหนี้? จริงเหรอพี่?
จินตนา แก้วขาว :
จริงสิ

ThaiNGO.org : ยังไง พี่ไม่คิดว่าเป็นเพราะพี่มาทำงานมวลชน หรือการเคลื่อนไหว นี่เหรอ?
จินตนา แก้วขาว :
อ้าว... แล้วจะไปโทษมันทำไมล่ะ พี่เป็นร้านค้า ขายของได้วันละหลายพันนะ แต่วันไหนที่เราปิดร้านไปเคลื่อน นั่นคือเราไม่มีรายได้ ขณะเดียวกัน รายจ่ายเรามันออกไปเรื่อยๆ นะ อย่างบางทีเราไปด้วยกันเขาไปปกป้องเรานะ ค่าอาหาร 100 -200 บาท หรือค่าน้ำ 10 - 20 บาท เรากล้าให้เขาออกเหรอ ชาวบ้านเขาไม่มีรายได้อะไรด้วยซ้ำ แต่เขายังไปปกป้องเรา พี่ไม่โทษนะ เราเลือกที่จะเป็นของเราแบบนี้ เราพอใจ พี่คิดว่า เรื่องมวลชนเป็นเรื่องใหญ่

ThaiNGO.org : คิดจะปลูกฝังเรื่องการต่อสู้ให้ลูกรึเปล่า
จินตนา แก้วขาว :
ความจริงปลูกทุกคนแหละ แต่มันไม่เอา

ThaiNGO.org : ฝากอะไรถึงกันและกันไหมคะ?
จินตนา แก้วขาว :
ความเฉื่อยชา ไม่ทันการณ์ อย่างมีคนเป็นห่วงเราเรื่องความปลอดภัย เขาให้รถมาใช้คันหนึ่ง เราบอกให้ไปเอามามันเสียน้ำใจ เขาก็เฉยอยู่นั่น
อิสรา แก้วขาว : โดยรวมแล้วไม่มีอะไรหรอกนะ บางทีเรื่องความปลอดภัยคนที่เขามาเฝ้ามาดูแลเขาเครียด อย่างนั่งรถไปไหน พยายามบอกไม่ให้นั่งข้างคนขับอย่างให้ไปนั่งข้างหลัง หรือชอบเดินหนีออกไปโทรศัพท์คนเดียวอย่างนี้ เราเคยบอกแล้ว บางทีอยู่บ้านนั่งอ่านหนังสือก็ไม่เคยแหงนมองดูรถเลย ว่าใครขับเข้ามาอะไร ยังไง…

สิ่งหนึ่งที่เห็นทั้งก่อน และหลังจากการพูดคุยคือ พี่เจี๊ยบ- อิสรา จะแสดงความห่วงใยในตัวพี่หน่อยให้เห็นอยู่เสมอ แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างการนั่งรถ หรือแม้แต่ใช้ชีวิตปกติสุขในบ้าน เพราะนับตั้งแต่เธอกลายเป็น จินตนา แก้วขาว ผู้เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ ได้มีคนรู้จักมากขึ้น แต่ดูเหมือนความปลอดภัยในชีวิต ของเธอกลับผันแปรไปในทิศทางตรงข้าม จากที่เคยเป็นคนธรรมดาสามัญ เพราะการต่อสู้คัดค้านกับอำนาจมืด เป็นเรื่องที่ต้องเสี่ยงและอดทน แต่เธอก็เลือกที่จะทำมัน เพราะหากเราไม่สู้วันนี้ เราก็จะไม่มีอะไรเหลือไว้ให้สู้อีกต่อไป

หน่อยเป็นผู้หญิงแกร่ง กล้า มีลักษณะความเป็นผู้นำ ส่วนเจี๊ยบเป็นสามีที่ดี คือจะให้เกียรติหน่อยตลอดเวลา แม้แต่ข้าวก็จะตักให้ เขาเป็นเพื่อน เป็นสามี เขาไม่เคยอยู่ห่างหน่อยเลยนะ เขาทิ้งลูกมากกว่าทิ้งเมีย

บุษปรัชต์ ถวัลวิวัฒนกุล
พี่แดง วงโฮปแฟมิลี่


ยอมรับนับถือในความกล้าหาญ ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คุณหน่อย เขามีวิวัฒนาการที่แหลมคมมาก ถ้าเปรียบเทียบกับวุฒิการศึกษาแล้วถือว่ามีความรู้สูงมาก แต่ความรู้ของคุณหน่อยได้มาจากการสั่งสมประสบการณ์ ทุกคำพูด ทุกประโยค เราจับได้ถึงตรงนั้นเลย การเชื่อมโยงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งทำให้เราเข้าใจได้ เขาเป็นคนเจาะลึก คนที่คุยด้วย คุยแป๊บเดียวเขาก็จะรู้ว่าคนๆ นั้นเป็นอย่างไร

สุเทพ ถวัลวิวัฒนกุล
วงโฮปแฟมิลี่


พี่หน่อย แกจะมีความรู้สึกดีๆ กับทุกคน ครอบครัวแกเป็นนักต่อสู้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นแก ลูก สามี การทำความดีของแกไม่มีใครขวางได้เลย เวลาแกขึ้นไฮปาร์คยังเห็นพ่อสามีแกนั่งปรบมือ อยู่ข้างล่างเลย เวลาแกอยู่ด้วยกันกับแฟน เขาก็หยอกล้อกันเหมือนคู่รักทั่วๆ ไป ถ้าพี่หน่อยแกใช้ชีวิตอย่างคนปกติไม่มายุ่งเรื่องโครงการฦฯ อะไร คงมีความสุขกับครอบครัวไปแล้ว ถามผมว่า ทุกคนรักพี่หน่อยเพราะอะไร คงเป็นเพราะว่า เวลาแกทำอะไรทำจริง พูดอะไร พูดจริงครับ

วิฑูรย์ บัวโรย
แกนนำกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

28 มกราคม 2551