แด่...อดีต จอน อึ๊งภากรณ์...

“มันได้สร้างความประทับใจให้ผมเป็นอย่างมากกับการที่สามารถทำให้คนเป็นเอดส์ กลายเป็นที่ยอมรับของสังคม และรวมตัวกันเป็นเครือข่าย ที่ใหญ่ ร่วม แสนคนได้ โดยต้นเริ่มจากการที่ไม่มีอะไรเลย”
นี่คือหนึ่งในบันทึกคำบอกเล่า เรื่องราวความประทับใจของ อาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ ที่ครั้งหนึ่ง ได้มีโอกาสเข้าไปคลุกคลีผูกพันกับผู้ติดเชื้อเอดส์ และมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้พวกเขาเหล่านี้เปลี่ยนสถานะจากการเคยตกเป็นกลุ่มผลเมืองชั้นสาม ไร้การยอมรับจากสังคม ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้คนทั่วไปในปัจจุบันอย่างภาคภูมิใจ และเมื่อเร็วๆนี้ ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอได้มีโอกาส พูดคุย และรับการบอกเล่า เรื่องราวความประทับใจที่เกิดขึ้นอีกครั้ง ภายใต้ความหวังว่า แนวคิดประสบการณ์ที่สั่งสมมาเป็นเวลานานนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้คนในสังคม และเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่มีพลังที่จะสร้างสรรค์งานในสายพัฒนาต่อไป


ถ่ายกับคุณพ่อ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และ น้องปีเตอร์ อึ๊งภากรณ์ (จอห์นคนขวา)
ThaiNGO.org : เริ่มงานเอ็นจีโอจริงจังเมื่อไร
จอน อึ๊งภากรณ์ :
เมื่อราวปี 2523 หลังจากกลับจากประเทศอังกฤษ ผมเริ่มงานงานกับ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ในตำแหน่งผู้อำนวยการ ขณะนั้นเขาเรียกโครงการนี้ว่า อาสาสมัครเพื่อสังคม หรือ คอส . ผมก็ไปพบกับ อาจารย์โคทม อารียา ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการของมูลนิธิ ช่วงนั้นสร้างความประทับใจกับผมเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาสาสมัครในรุ่นแรกนั้นพวกเขาตั้งใจทำงานกันมาก ซึ่งปัจจุบันก็ยังคลุกคลีกับงานด้านพัฒนาอยู่ เช่น ชัชวาล ทองดีเลิศ และอีกหลายคน

ThaiNGO.org : ถือว่าเป็นเอ็นจีโอบุกเบิกได้เลย
จอน อึ๊งภากรณ์ :
ช่วงนั้นมีคนทำงานด้านเอ็นจีโออยู่แล้ว ส่วน คอส. นี่ ตั้งขึ้นมาเพื่อรับใช้เอ็นจีโอทั่วไป คล้ายกับว่ามีหน้าที่คอยเชื่อมโยง ประสานงาน ให้บริการสนับสนุน มีบทบาทในการสร้างอาสาสมัคร ฝึกคนรุ่นใหม่ไปทำงานสายพัฒนา ข้อดีอย่างหนึ่งของโครงการนี้คือมันเป็นการเรียนรู้ของทุกฝ่าย ทั้งเอ็นจีโอ และคนรุ่นใหม่ แล้วผลที่เกิดขึ้นตามมาคือ มันทำให้เอ็นจีโอหลายๆ ส่วนมีโอกาสที่ได้ทำงานร่วมกันมากขึ้น มีการเชื่อมโยงในระดับอาสาสมัคร แล้วพัฒนาไปสู่การเชื่อมโยงในระดับองค์กรด้วย

ThaiNGO.org : เริ่มเข้าสู่การทำงานด้านเอดส์ เมื่อไร
จอน อึ๊งภากรณ์ :
หลังจากเคลื่อนไหวงานใน มอส. ได้ประมาณ 10 ปี ได้สิ่งเห็นสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นคือ มูลนิธิได้ผลิตคนรุ่นใหม่เข้าไปทำงานสายเอ็นจีโอเยอะมาก และเข้าไปอยู่ในทุกเครือข่าย แต่รูปแบบการทำงาน ยังอยู่ในฐานะส่งเสริมสนับสนุน องค์กรเครือข่ายมากกว่า ขณะเดียวกัน ณ เวลานั้นผมกลับมีความสนใจประเด็นเอดส์เป็นพิเศษอยู่ สาเหตุคงเกิดจากการที่ผมไม่มีโอกาสรู้จักกับคนที่มีอาชีพบริการหลายคนนะ ผมคิดว่าเขามีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ มันเกี่ยวข้องกับเรื่องความไม่เป็นธรรม รวมถึงเกี่ยวข้องกับคนที่สังคมดูถูก เช่น คนที่ใช้ยาเสพติด โสเภณี กลุ่มรักร่วมเพศ ช่วงนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อตัวเองมาก หลังจากนั้นพอถึงปี พ.ศ. 2534 เลย ชวนเพื่อนใน มอส. บางกลุ่มออกไปเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง และก่อตั้งมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ขึ้น

ThaiNGO.org : จุดเริ่มต้น
จอน อึ๊งภากรณ์ :
เราเริ่มเรียนรู้ใหม่ทั้งหมดเลยนะ เริ่มตั้งแต่เรียนรู้การเป็นผู้ให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ ในพื้นที่ใน กทม. และ ปริมลทล หลังจากนั้นก็เริ่มทำรายการวิทยุ และได้ขยายเนื้องานโดยเปิดพื้นที่ใน จังหวัดเชียงราย ที่นั่นเรารับคนที่เคยทำงานบริการทางเพศเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งกิจกรรมที่ทำขณะนั้นก็มีการออกตระเวนให้ความรู้ ตามสถานบริการต่างๆ สร้างความเข้าใจแก่แขกที่เข้ามาเที่ยว และในส่วนของการบริการผู้ติดเชื้อนั้น มีการเยี่ยมบ้าน จัดทำคลินิกสุขภาพ และเริ่มชวนผู้ติดเชื้อให้มาที่สำนักงานเพื่อรวมกลุ่มและสร้างเครือข่าย

ThaiNGO.org : ความประทับใจที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
จอน อึ๊งภากรณ์ :
สิ่งที่ประทับใจในขณะนั้นคือ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ล้วนมีที่มาที่ไปต่างกัน ซึ่งจุดร่วมมีอย่างเดียวคือพวกเขามีเชื้อ เอชไอวีอยู่ในร่างกายเหมือนกัน ช่วงนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อเกิดเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอดส์เลยก็ว่าได้ และปัจจุบันมีเรามีสมาชิกร่วมแสนคน มีพันกว่าองค์กร แล้วเครือข่ายเอดส์ก็เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2538 พอหลังจากนั้นเราก็จัดกิจกรรมเรื่อยมาจนถึง ปี พ.ศ. 2542 ก็เกิดการชุมนุมประท้วงครั้งแรกขึ้นในพื้นที่ของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเรียกร้องการทำซีแอล สิ่งที่ภูมิใจอีกอย่างในขณะนั้นคือ มีกลุ่มผู้ติดเชื้อจากทั่วประเทศ กว่าสองร้อยคนเข้าร่วม แม้ไม่สำเร็จแต่ก็ถือเป็นประสบการณ์การต่อสู้ของเขาโดยตรง และที่สำคัญคือเหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้เราได้มาระบบหลักประกันสุขภาพในปัจจุบัน

ThaiNGO.org : ที่มาของการรวมพลังครั้งใหญ่
จอน อึ๊งภากรณ์ :
แต่หลังจากเหตุการณ์เมื่อปี 2542 แล้วนี่ ผู้ติดเชื้อหวังว่าจะสามารถได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสฟรี แต่ว่านโยบายมันยังไม่ครอบคลุม ก็เลยมีการเดินขบวนอีกครั้ง เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2544 ครั้งนั้นมีสมาชิกเข้าร่วมกว่าหนึ่งแสนคน และเป็นการผนึกกำลังกันทั่วประเทศ หลังจากนั้นเมื่อเดือน มกราคม 2549 ก็มีการเคลื่อนไหวเดินขบวนต่อต้าน FTA ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเหตุการณ์นั้นมีเครือข่ายเอดส์เข้าร่วมกว่าห้าพันคน โดยปรากฏการณ์นี้มันเป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่งคือว่า การเกิดพลังเครือข่ายผู้ติดเชื้อที่สั่งสมมาจากไม่มีอะไรเลย ไปสู่เครือข่ายที่ใหญ่นั้นมันสามารถทำได้

ThaiNGO.org : อุปสรรคปัญหาที่เผชิญขณะนั้น
จอน อึ๊งภากรณ์ :
อุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างสมัยก่อนกับสมัยนี้คงคล้ายๆกันคือ หนึ่ง การต่อต้านของอำนาจรัฐเอง ที่ไม่สนับสนุนการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะไม่ชอบกลุ่มเอ็นจีโอที่ออกมา รณรงค์เรื่องของนโยบาย อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องสู้ต่อไป สอง พูดง่ายๆ คือว่าขบวนการเอ็นจีโอ ยังไม่ได้เป็นที่เข้าใจของคนในสังคม แล้วก็ถูกใส่ร้ายป้ายสีอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่เราเป็นองค์กรที่ทำงานโดยไม่แสวงหากำไร แล้วก็ถูกมองว่าเป็นพวกที่เข้าไปสร้างความปั่นป่วนและวุ่นวายแก่สังคม

ThaiNGO.org : ธงหลักของการขับเคลื่อนงานด้านเอดส์
จอน อึ๊งภากรณ์ :
ธงหลักคือสิทธิของผู้ติดเชื้อเอง สิทธิที่จะเข้าถึงการป้องกัน , สิทธิที่จะเข้าถึงการรักษา รวมถึงสิทธิของประชาชนทุกคนที่จะเข้าถึงการป้องกันได้ แต่ต้องมีเครื่องมือและอุปกรณ์พร้อมนะ ซึ่งจริงๆ มันยังขาดอยู่เช่น งบประมาณ เช่น การแจก condom (ถุงยางอนามัย) ของรัฐนั้นยังมีน้อยมาก สมมติว่าถ้า ประชาชนที่ยากจนจริงๆ อยากที่จะมีเพศสัมพันธ์ แต่เขากลับไม่มี condom ติดตัว ไม่มีเงินที่จะไปซื้อ ในเซเว่นอีเลฟเว่นหรือในหมู่บ้าน เขายังไม่มีที่ขาย condom เลย นี่คือมิติของการป้องกันนะ อันที่สอง คือสิทธิในการเข้าถึงการรักษา อันที่สาม คือได้รับปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ไม่โดนดูถูกเหยียดหยามจากสังคม

ThaiNGO.org : ส่วนไหนคืบหน้าบ้าง
จอน อึ๊งภากรณ์ :
เราประสบความสำเร็จเรื่องสิทธิในการเข้าถึงการรักษามากนะ โดยเฉพาะตอนนี้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงระบบการรักษา ทั้งในระบบหลักประกันสุขภาพ และ ประกันสังคม แต่ด้านที่ยังอ่อนอยู่คือ กลุ่มคนที่ไม่มีสัญชาติ ซึ่งเราพยายามเคลื่อนไหวอยู่ ซึ่งขณะนี้ในส่วนของสำนักหลักประกันสุขภาพ เขาก็รับปากว่าการรักษานี้จะสามารถคลอบคลุมถึงกลุ่มชาติพันธ์ที่ยังไม่มีสัญชาติ แต่อาศัยอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยมายาวนานแล้ว ส่วนเรื่องที่ถูกเลือกปฏิบัติยังเป็นปัญหาอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไปสมัครงาน ตามบริษัทต่างๆ ก็ยังมีเรื่องของการตรวจร่างกายเข้ามาเกี่ยวข้อง

ThaiNGO.org : แก้ไขประเด็นการได้รับปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันได้ไหม
จอน อึ๊งภากรณ์ :
คือเราไม่มีกำลังเงินพอที่จะออกมารณรงค์ระดับประเทศในเรื่องนี้ ผมคิดว่าคนที่จะสร้างความเข้าในในสังคมได้มากที่สุดก็คือกลุ่มผู้ติดเชื้อเอง ประเด็นนี้ปัจจุบันถือว่าดีขึ้น คือเราเริ่มจะเห็นตัวแทนผู้ติดเชื้อไม่ต้องออกมาใส่หน้ากาก ใส่แว่นดำ เวลาออกทีวี ซึ่งวิธีนี้สามารถสร้างความเข้าใจต่อสังคมเป็นอย่างมากนะ หรือในต่างจังหวัดก็เริ่มมีกลุ่มผู้ติดเชื้ออกมารณรงค์ สร้างความเข้าใจแก่คนในพื้นที่เยอะขึ้น ณ เวลานี้เอดส์ไม่ใช่โรคที่รักษาไม่ได้แล้วนะ มันเป็นเพียงโรคที่เรื้อรังเหมือนโรคอื่นๆ ผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวได้หากได้รับยาที่สม่ำเสมอ จะเห็นได้ว่าอย่างตอนนี้อัตรา การตายลดลงเกือบ 80%

ThaiNGO.org : ต่อสู้กับการยอมรับของคนในสังคมภายใต้เงื่อนไขของจารีต อย่างไร
จอน อึ๊งภากรณ์ :
คือจารีตที่ดีงามนั้น มันเป็นสิ่งที่สังคมชั้นสูงพยายามชูอยู่ตลอด แต่มันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ในส่วนของการปฏิบัติ เช่นการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน มันเป็นเรื่องที่อยู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่สมัยไหนแล้ว การเคลื่อนไหวประเด็นนี้มันเป็นเรื่องท้าทายต่ออุดมการณ์ชนชั้นนำมากนะ พวกเขาพยายามบอกโลกว่าประเทศไทยมันดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ ถามว่าเป็นเรื่องเลวร้ายไหม ผมว่าไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนะ แต่มันเลวร้ายในแง่ที่ว่า ทำไมผู้หญิงถึงทำอาชีพบริการ คำตอบง่ายๆ ก็คือว่า เราเป็นประเทศที่ยังขาดรัฐสวัสดิการ เรายังขาดการสร้างความมั่นคงในการในชีวิตประชาชน ซึ่งมันไม่ใช่ความเสื่อมทรามทางศีลธรรม มันเป็นความจำเป็นของคนเพื่อความอยู่รอดเพื่อครอบครัว จะเห็นได้ว่าผู้หญิงที่อยู่ในอาชีพบริการส่วนใหญ่มีลูกแล้ว ทุกประเทศในโลกเวลาขาดระบบรัฐสวัสดิการ ก็จะมีคนทำงานบริการทางเพศเยอะ อันนี้มันเป็นบทสะท้อนของความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากกว่า

ThaiNGO.org : สรุปเนื้องานด้านเอดส์โดยรวม
จอน อึ๊งภากรณ์ :
การสร้างพลังของผู้ติดเชื้อเอดส์ อันนี้คืองานสำคัญที่สุด และต้องทำต่อไปให้เกิดความเข้มแข็ง ซึ่งสิ่งที่ขบวนการด้านเอดส์เดินไปข้างหน้าได้อย่างมากคือ เราได้มีโอกาสเข้าร่วมกับพลังภาคประชาชนส่วนอื่นในการขับเคลื่อนเรื่องต่อต้าน FTA รวมถึงในเวทีโลก เช่น สิทธิที่จะเข้าถึงยา หรือรวมไปถึงส่วนร่วมในภาคประชาธิปไตย ซึ่งอันนี้ ถือเป็นข้อดีของเครือข่ายเอดส์ ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะประเด็นของตัวเองเพียงอย่างเดียว

ThaiNGO.org : จากการงานที่ผ่านมา เคยเผชิญกับอาการเหนื่อยล้าทางจิตใจที่สุดช่วงไหน
จอน อึ๊งภากรณ์ :
ผมไม่เคยรู้สึกท้อแท้อะไรเท่าเมื่อเจอกับเหตุการณ์ 19 กันยาเลยนะ ผมคิดว่าประเทศไทยถอยหลังเข้าคลองแล้ว อันที่สองคิดว่า ทำไมภาคประชาชนต้องมาทะเลาะกัน แต่ก็จะให้ทิ้งอะไรหมดนั้นคงไม่ได้ คืออย่างรัฐบาลทักษิณถึงแม้จะมองอะไรแบบที่มันเลวร้ายอยู่ แต่รู้สึกว่าพลังประชาชนยังสู้ได้ แต่กับยุค คมช. มีความรู้สึกว่าอนาคตประเทศไทยมันไม่ชัดเจน และไม่รู้ว่าจะไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นได้อย่างไร นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสบายใจนักกับคำถามที่เกิดขึ้นที่ว่า คมช. จะต่ออำนาจไหม รวมทั้งเรื่องสถานการณ์ชายแดนใต้ แต่ลึกๆ แล้วผมเป็นคนมองโลกในแง่ดีนะ คิดว่าก็ต้องสู้ไปเรื่อยๆ

ThaiNGO.org : สมมติไม่มีรัฐประหาร 19 กันยาล่ะ
จอน อึ๊งภากรณ์ :
อันนี้แหละเป็นประเด็นที่คนคิดต่างกัน ผมยังอยู่ในกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร ผมคิดว่าในที่สุดพลังประชาชนจะสามารถโค่นล้มอำนาจทักษิณลงได้ ผมมีความเชื่ออย่างนั้น ถามว่าดีใจไหมที่รัฐบาลทักษิณหมดไป....ดีใจ แต่ถามว่า ชอบรัฐบาล คมช.ไหม ผมก็...ไม่ชอบ ถามว่าอันไหนดีกว่ากัน มันตอบยาก คือถ้าให้ตั้งสมมติฐานผมก็ยังคิดว่ารัฐบาลทักษิณยังไงก็ไปไม่รอดอยู่ดี

ThaiNGO.org : เสรีภาพของ เอ็นจีโอใน ยุค คมช. ต่างจากทักษิณหรือรัฐบาลยุคต่างๆ ที่ผ่านมาอย่างไร
จอน อึ๊งภากรณ์ :
ไม่ต่างมากนะในความรู้สึกผม ในยุค คมช. เอ็นจีโอ หวังกับระบบเส้นสายมากเกินไป เช่นมี อาจารย์ไพบูลย์ (วัฒนศิริธรรม) เข้าไปเป็นรองนายกฯ ซึ่งสิ่งที่ได้รับหลายๆ อย่างกลับทำให้เอ็นจีโอไม่มีสิทธิเสรีภาพเลย กฎหมายบางตัวที่ออกมามีจุดประสงค์เพื่อละเมิดสิทธิ์ เสรีภาพของประชาชนอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน เอ็นจีโอ บางส่วนต่างเกิดความเกรงใจผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ยังไม่อยากออกมาวิจารณ์ คมช. และรัฐบาลมากนัก เพราะอย่างน้อยก็มอง คมช. ในมิติของบุญคุณที่ล้มรัฐบาลทักษิณ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดอันนี้ ผมคิดว่าเอ็นจีโอต้องเสมอต้นเสมอปลาย แต่กลับกันในยุคของรัฐบาลทักษิณหรือหลายๆ รัฐบาลที่ผ่านมา เอ็นจีโอมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสูง สามารถออกมาวิภาควิจารณ์รัฐบาลได้อย่างไม่เกิดความขัดแย้ง

ThaiNGO.org : คิดว่า เพราะอะไรทำงานในอดีตและปัจจุบันหลายคนเลือกที่จะหันหลังให้กับสายงานเอ็นจีโอ
จอน อึ๊งภากรณ์ :
มันไม่ใช่เรื่องสุดขั้วนะ มันไม่มีทางเลือก สาเหตุหนึ่งคงมาจากการให้ค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสม ให้เงินเดือนไม่ดี ผมคิดว่าเอ็นจีโอมีสิทธิ์ที่จะเรียกร้อง เงินในระดับที่ชีวิตอยู่ได้ แต่ไม่ถึงขนาดที่แข่งกับระบบธุรกิจ คือแต่ละองค์ต้องสร้างความมั่นใจกับคนทำงานให้สามารถยืนหยัดอยู่ในวงการนี้ได้ตลอดชีพนะ จะเห็นว่าเอ็นจีโอมี สองระดับ คือถ้าฝรั่งมาทำงานในประเทศไทยจะได้เงินเดือนที่สูงมาก ในขณะที่เอ็นจีโอไทยอยู่ในระดับเงินเดือนที่ต่ำ ผมคิดว่า แต่ละองค์กรต้องมีหลักประกันให้คนทำงาน ถ้าเป็นอย่างนั้นมันไม่น่าจะเกิดความขัดแย้งได้

จอน อึ๊งภากรณ์ เริ่มสนใจการทำงานในประเด็นสังคมเมื่อครั้งที่ยังเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ขณะนั้นเขาได้มีโอกาสร่วมผลิตภาพยนตร์ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อสู้ของกรรมกรในโรงงานฮาร่า และจัดทำหนังสือพิมพ์เสียงมหิดล ร่วมกับเหล่าอาจารย์และนักศึกษาในสถาบัน พอยุค 14 ตุลา พ.ศ.2516 เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มอาจารย์ 6 สถาบัน ที่ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์การเมืองไทย และคอยให้กำลังใจเหล่าขบวนการนักศึกษา ที่กำลังถูกโจมตีจากกองกำลัง กอรมน. ในขณะนั้น จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขาได้มีโอกาสคุลกคลีกับเหล่าผู้นำนักศึกษา และร่วมทำกิจกรรมในเชิงสังคมเรื่อยมาจนถึงยุค 16 ตุลา พ.ศ 2519 หลังจากนั้นราวปี พ.ศ. 2520 เขาได้หันหลังให้กับการสอนหนังสือ และมุ่งหน้าสู่ประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นหนึ่งในสมาชิกมูลนิธิมิตรไทย ภายใต้การร่วมมือก่อตั้งระหว่าง อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้เป็นพ่อและ อาจารย์สุรักษ์ สิวลักษณ์ หรือ (ส. สิวลักษณ์) มีเป้าหมายเพื่อ เคลื่อนไหวเรื่องประชาธิปไตยโดยออกตระเวนพบปะกับเหล่านักศึกษาไทย ทั้งในอเมริกา และ ยุโรป จนเมื่อปี 2523 เขากลับสู่ประเทศไทยอีกครั้งและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความขอบธรรมในสังคมใน หลายๆเรื่อง จนถึงปัจจุบัน

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

20 กันยายน 2550


CLICK เพื่ออ่าน บทสัมภาษณ์ :

โนเบล (คนที่ 21) แห่งเอเชีย จอน อึ๊งภากรณ์...
"รางวัลนี้ไม่ใช่ของผมคนเดียว"