|
กระรอก กรณ์อุมา (วัดอักษร)
พงษ์น้อย สำหรับเธอ เจริญ
ไม่มีวันตาย
หนึ่งปีกับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ
เจริญ วัดอักษร คือ หนึ่งแรงผลักดันให้เธอ (กระรอก) กรณ์อุมา
พงษ์น้อย สู้และมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยความมุ่งหวัง ความมุ่งหวังที่จะเห็นการคลี่คลายขยายผลคดีความสาวถึงตัวผู้บงการนำความยุติธรรมมอบให้กับสังคมไทย
ความมุ่งหวังสำหรับการทำงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสร้างและขยายเครือข่าย
คนเสื้อเขียว สืบเจตนาของ เขา....เจริญ วัดอักษร
ซึ่งสำหรับเธอ
เขายังไม่ตาย

ThaiNGO : เหตุการณ์ที่เกิดกับ คุณเจริญ
วัดอักษร จนวันนี้ผ่านมาหนึ่งปี บอกอะไรกับสังคมไทย
กระรอก :
หากจะถามว่าหนึ่งปีกับการจากไปของ เจริญ วัดอักษร
บอกอะไรกับสังคมไทยบ้าง ในแง่ของการสืบสวนขยายผลคดีความแล้วแสดงให้เห็นชัดเจนว่า
รัฐบาล ไม่ได้มีความจริงใจในการจัดการ กลุ่มอิทธิพลวันนี้ยังลอยนวล
ทั้งไม่จัดการและปล่อยให้เหตุการณ์ทำนองเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ThaiNGO
: หมายความว่าไงไม่มีการจัดการอะไร
กระรอก :
ไม่มีการจัดการ คือ เกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันซ้ำซ้ำ
เจริญ ไม่ใช่รายเดียว เจริญ วัดอักษร เป็นรายที่ 16 กรณีล่าสุด
หลวงพี่สุพจน์ สุวโจ อ.ฝาง ซึ่งชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญและคิดจะจัดการใดใด
ถือว่านโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลของรัฐบาลทักษิณล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
ThaiNGO : ทำงานกับกลุ่มอนุรักษ์บ่อนอกได้อย่างไร
กระรอก : เริ่มต้นด้วยการร่วมเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้า
ด้วยความรู้สึกไม่เชื่อมั่นในตัวผู้ใหญ่บ้านกับสมาชิก อบต. (องค์กรบริหารส่วนตำบล)
ขณะนั้นและมันก็เป็นจริง ผู้นำกลุ่มนั้นถูกซื้อ หลายคนไม่ได้ต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรจริงจังนอกจากแสวงหาประโยชน์ให้กับตัวเอง
ถูกหลอกซ้ำหลายครั้งบทเรียนหลายข้อบอกว่าไม่อาจจะฝากความหวังกับหน่วยงานราชการ
(ท้องถิ่น) หรือใคร ได้อีกต่อไป
เราต้องทำงานด้วยตัวของเรา (ชาวบ้าน)
เองเท่านั้น
ThaiNGO : พูดได้ว่า คุณกระรอกและคุณเจริญเป็นแกนนำชาวบ้าน
กระรอก : ไม่เชิงเรียกว่าแกนนำหรอกไม่กล้าแม้แต่จะจับไมโครโฟน
(หัวเราะ) ทำงานประสานงานร่วมกับชาวบ้านมากกว่าจะออกมายืนข้างหน้าหรือบนเวที
เริ่มด้วยกัน 4-5 คน เราสองคนยังไม่กล้า ไม่เชิง เรียกว่า ไม่ชอบจะดีกว่า
ไม่ชอบที่จะยืนอยู่หน้าเวทีจับไมค์หรือไฮ-ปาร์คชอบที่จะทำงานร่วมคิดอยู่ข้างหลัง
ThaiNGO : เกิดความรู้สึกเข้าร่วมเคลื่อนไหวคัดค้านโรงไฟฟ้าได้อย่างไร
กระรอก :
ประเด็นเดียว สงสารชาวบ้าน เค้าพร้อมจะเข้มแข็งหากมีคนนำ
ThaiNGO : 2541 ร่วมสร้างเครือข่ายอนุรักษ์หินกรูด-บ่อนอก
กระรอก : ใช่ เรานำชาวบ้านเข้าร่วม
ยุคนั้น พี่หน่อย (จินตนา
แก้วขาว) ยังไม่กล้าจับไมค์ ไฮ-ปาร์ค ทำงานประสานเหมือนกัน
(หัวเราะ)
ThaiNGO
: กลัวหรือเปล่าที่จะต้องลุกขึ้นมาทำอะไรที่ถือว่ามีความเสี่ยง
หมายถึง ชีวิตครอบครัว
กระรอก :
ไม่เป็นปัญหา เราคุยกันทุกครั้งคุยกันตลอดเวลาว่าเรากำลังจะทำอะไร
ผลจะเป็นอย่างไร ทำใจพร้อมจะเผชิญทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น
เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือจะต้องสูญเสียอะไรบ้างพูดกันเสมอว่าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตอีกฝ่ายต้องอยู่
ห้ามท้อ จนสุดท้าย เจริญ เสียชีวิตก่อน (หัวเราะ)
ThaiNGO : คาดหวังถึงชีวิตครอบครัวที่มีความสุข
กระรอก :
เราทั้งสองคู่เป็นคนรักสงบ ช่วยกันทำไร่และเลี้ยงไก่เนื้อ
พอดีช่วงนั้นเกิดวาตภัย-อุทกภัยติดต่อกันสองปีซ้อนฟาร์มไก่ เจ๊ง!
ทำไร่เลี้ยงชีพอย่างเดียวรายได้ไม่มากพอ เหนื่อยแรง หันไปลงทุนขายอาหารที่กรุงเทพฯ
ขายน้ำเต้าหู้หน้าราม ขายก๋วยเตี๋ยวบ้าง หลายอย่าง ช่วงปีนั้น
เจริญ เขาเริ่มจับงานอนุรักษ์ เก็บเงินได้จำนวนหนึ่งกลับมาเปิดป็นกิจการรับซื้อสับปะรดละแวกบ้าน
(บ่อนอก) การเดินหน้าคัดค้านโรงไฟฟ้าทำให้ชีวิตครอบครัวเปลี่ยนไป
จนวันหนึ่งบ้านถูกเผาแต่มันไหม้ไม่หมดนะ (หัวเราะ)
ThaiNGO : ตัดสินใจร่วมการชุมนุม
คัดค้าน
กระรอก : หลายคนเตือนเหมือนกัน
เป็นความหวังดี มึงเชื่อกูเหอะทำมาหากินไม่ดีกว่าหรือไม้ซีกจะไปงัดไม้ซุงได้ยังไง
คิดกันคนละอย่างเค้าคิดอีกแบบ เราคิดอีกแบบ สุดท้าย เถ้าแก่
(บริษัทซื้อสับปะรด) ไม่ให้เราทำงานต่อ
ตกงาน บ้านไม่มีจะอยู่ เข้าไปในไร่ไม่ได้ อาศัยนอนวัดเป็นหลัก
อาศัยข้าววัดเป็นหลัก (หัวเราะ)
ThaiNGO : ชีวิตครอบครัวเริ่มไม่เป็นครอบครัว
กระรอก : เป็นหรือเปล่า อืม
ยังไงเราก็ยังทำงานอยู่ด้วยกัน ไปด้วยกันตลอด
ThaiNGO : เรื่องเงินทองทำยังไง
กระรอก : อาศัยขอคนข้างเคียง
พี่ชายของเจริญ พี่สาวของพี่ที่อยู่สมุย (หัวเราะ)
ดีนะ เค้าหนุนเราทำงานจนถึงวันนี้ยังช่วยเหลือกันแต่ชีวิตอย่างนี้
เอ่อ ในระยะยาวคงจะลำบาก พอดีว่า เรามีพื้นที่ดินว่างติดชายทะเลที่ไม่ได้ทำอะไรจึงคิดทำรีสอร์ทเล็ก
ๆ กัน คือ ช่วงนั้นกระแสการปรากฏตัวของ วาฬ ทำให้การเคลื่อนไหวเรื่องโรงไฟฟ้าเป็นน้ำหนักเพราะไปขัดกับรายงาน
EIA ของโรงไฟฟ้าที่ระบุว่าทะเลบ่อนอกเป็นทะเลเสื่อมโทรมสัตว์จำพวก
วาฬและโลมาอยู่ไม่ได้ จึงมีคนหลั่งไหลมาบ่อนอกเป็นจำนวนมาก สมัยนั้นชายหาดบ่อนอกยังไม่มีที่พักหรือร้านอาหารให้บริการ
ThaiNGO : จึงเป็นที่มาของครัวชมวาฬ
กระรอก : ใช่ (หัวเราะ)
ThaiNGO : ชมได้จริง ๆ หรือเปล่า
กระรอก :
จริงสิ ชาวบ้านเป็นแรงหลักเรี่ยไรได้เงินก้อนแรกจำนวน
15,000 บาท เราทั้งคู่ไม่มีเงิน (หัวเราะ)
ซื้อหญ้าแฝกมามุง ไม้หรือเสาร้านชาวบ้านบริจาคให้ สมัยนั้นร้านยังไม่มีครัวไปอาศัยครัวบ้านพี่สาวเอา
(หัวเราะ) เปิดรับกรุ๊ปนักท่องเที่ยวหรือกลุ่มคนที่ต้องการข้อมูลเรื่องวาฬ
บางกลุ่มมากางเต็นท์รอ เงินก้อนต่อมา 30,000 บาท จึงคิดสร้างบังกะโล
ชาวบ้านช่วยเหลือตลอด กระทั่ง เสียเจริญจึงปิดกิจการอยู่ระยะหนึ่ง
เอ่อ ความจริงมันก็มีองค์ประกอบหลายอย่าง กรณีสึนามิ เศรษฐกิจย่ำแย่
ทำให้นักท่องเที่ยวลดลง
ThaiNGO
: วันนี้กิจการเป็นอย่างไร
กระรอก :
รายได้ไม่แน่นอนเพราะเอาเวลาส่วนหนึ่งมาทำงานอนุรักษ์และติดตามคดี
ไม่มีเวลา คิดว่าคงต้องหาอาชีพเสริม
ThaiNGO : ทุกวันนี้ทำงานและมีชีวิตตัวคนเดียว
กระรอก : คนเดียว (หัวเราะ)
แต่ก็มีพี่ๆ น้องๆ พออุ่นใจ
ThaiNGO : คิดว่าจะทำงานอนุรักษ์ต่อไป
กระรอก :
ใช่ ไม่เฉพาะเราคนเดียว ชาวบ้านคนอื่นๆ ด้วยที่พร้อมจะสืบสานการทำงานของเจริญและคลี่คลายคดี
เฉพาะกรณีบุกรุกที่ดินสาธารณะก็คงต้องทำงานกันอีกยาว อย่างน้อย
ที่ดินอีกหนึ่งแปลงกำลังถูกบุกรุกหรือกรณีนากุ้งรุกที่ดินสาธารณะและยังไม่มีการจัดการใดใด
ล่าสุด มีการล้อมรั้วเอาไว้ ขณะนี้ชาวบ้านกำลังลงมือตรวจสอบว่าเป็นของใครถาม
อบต. เค้าบอกว่าเป็นของคนกรุงเทพฯ และมีโฉนดถูกต้องแต่เมื่อไปถามที่จังหวัดกลับได้รับการยืนยันว่า
ที่ดินแปลงนี้ออกโฉนดไม่ได้ เราจึงแจ้งไปยังหน่วยงานส่วนกลางแต่ไม่เห็นการจัดการใดใดหรือใครมาตรวจสอบ
ปัญหาที่ดินสาธารณะเป็นเรื่องใหญ่
ThaiNGO : คดี คุณ เจริญ วัดอักษร
ไปถึงไหน
กระรอก : หลังจากเหตุการณ์สังหาร
เจริญ วัดอักษร 21 มิถุนายน 2547 ชาวบ้านได้แห่ศพไปหน้ากระทรวงยุติธรรม
สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกมารับคดี หลายหน่วยงานลงพื้นที่ กองปราบปราม
หน่วยงานตำรวจภาค 7 สืบสวนกลาง สันติบาล สำนักงานป่าไม้ร่วมกับตำรวจพื้นที่
ช่วงนั้น จนเป็นที่คาดหวังของชาวบ้านว่าจะจับคนร้ายและผู้บงการได้จริง
เพราะลงมากันเยอะมาก นามบัตรยศสูงๆ เต็มกระเป๋า (หัวเราะ)
สุดท้ายทำได้แค่สร้างภาพว่าตำรวจชั้นผู้ใหญ่ให้ความสำคัญลงพื้นที่ไม่ได้ขอข้อมูลอะไรหรอก
มาให้นามบัตร (หัวเราะ) มีปัญหาอะไรบอกผม
ประเด็นเปิดมากขึ้นทั้งประเด็นความขัดแย้งส่วนตัวรวมไปถึงเรื่องชู้สาว
และมีความพยายามสรุปว่าเป็นประเด็นความแค้นส่วนตัว ผลคือ จับมือปืนได้
2 คน คนจ้างวาน 2 คน แต่ไม่มีการขยายผลคดีหาตัวผู้บงการเบื้องหลัง
จน ดีเอสไอ เข้ามารับคดี เจริญ ไม่ใช่คนที่จะไปขัดแย้งเป็นการส่วนตัวกับใคร
ไม่เคยมีปัญหากับชาวบ้าน จน 30 กรกฏาคม 2547 เมื่อดีเอสไอรับโอนคดีไปทำได้เพิ่มสำนวนจากข้อมูลพื้นที่
และความคิดเห็นถึงประเด็นข้อขัดแย้งคัดค้านการถือครองที่ดินสาธารณะ
คลองชายธง การรุกเข้าทำนากุ้งโดยกลุ่มอิทธิพลและโรงไฟฟ้าบ้านกรูด-บ่อนอก
และการออกโฉนดบนพื้นที่สาธารณะอีกหลายแปลง วันนี้จับคนร้าย 5
คน นายเสน่ห์ เหล็กล้วน และนายประจวบ หินแก้ว นายธนู
หินแก้ว ,สจ.มาโนช หินแก้ว และ, อดีตกำนันเจือ
หินแก้ว
นายเสน่ห์ เหล็กล้วน คือ ลูกน้องของตระกูลหินแก้ว และเป็นอดีต
รปภ. โรงไฟฟ้า มือปืนอีกคน คือ ประจวบ หินแก้ว เป็นหลาน
คนกลุ่มนี้ทั้งกลุ่มเป็นผู้สนับสนุนโรงไฟฟ้าสุดขั้ว ทั้งเป็นแกนนำชาวบ้านฝ่ายสนับสนุน
แต่วันนี้มีความพยายามทำให้รูปคดีทั้งหมดมุ่งไปที่ประเด็นความขัดแย้งส่วนตัว
ผู้กระทำผิด คือ มือปืน ไม่ได้เจตนาแต่โกรธแค้นเจริญ (ข้อกล่าวอ้างว่าเคยมีปากเสียงกับเจริญมาก่อน)
นั่งดื่มเหล้าที่ศาลาตรงสามแยก เห็นเจริญลงรถทัวร์มาจึงเข้าไปจ่อยิง
มันสรุปกันง่ายเกินไป สรุปว่า คนร้ายหลบหนีแล้วเอาปืนไปทิ้งในคลองแต่อันที่จริง
คือ มือปืนเอาปืน รวมทั้งเสื้อแจ็กเก็ตไปฝากเอาไว้กับชายคนหนึ่ง
(สกุลหินแก้ว) ในหมู่บ้านจินดาห่างจากจุดเกิดเหตุไปทางตะวันตก
12 กิโลเมตร รูปการณ์ทั้งหมดส่อพฤติกรรมให้เห็นว่า มีความพยายามตัดตอนคดี
ให้เห็นเป็นเพียงความขัดแย้งและไม่พยายามสอบสวนขยายผลคดีความ
ถามว่าคนรับฝากปืนเป็นใคร ทำไมไม่มีความพยายามสืบสวนขยายผลต่อเนื่อง
อย่างนี้เรียกว่าเป็นความพยายามตัดตอนการกระทำความผิดของผู้ต้องหา
คนรับฝากยังอยู่ในหมู่บ้าน ทั้งที่มือปืนรับสารภาพออกมาหรือประเด็นอื่นๆ
เช่น วิถีกระสุน หรือจุดตกของปลอกกระสุน
ThaiNGO : ดีเอสไอ จะขยายผลคดี หรือเปล่า
กระรอก : ยังประเมินไม่ได้
เรื่องนี้คงต้องให้เวลา วันที่ 21 (มิ.ย.
2548) ที่ผ่านมา เราไปยื่นหนังสือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
(สุวัจน์ ลิปตพัลลภ) คิดว่าจะเป็นฉบับสุดท้ายของพวกเราต่อเรื่องคดีเจริญหากไม่มีการตอบสนองใดใดคงต้องมาประเมินเรื่องการเคลื่อนไหวกันอีกครั้ง
ThaiNGO : คุณกับคุณเจริญ อายุห่างกันขนาดไหน
กระรอก : ประมาณ 3 ปี ปัจจุบัน
เจริญ เค้าอายุ 38 ปี ส่วนตัวดิฉัน อายุ 35 ปี แต่สนิทกันนะ
พูดกัน แกๆ ข้าๆ มาตลอด (หัวเราะ)
ไม่ได้เรียกพี่
.jpg)
ชีวิตธรรมดาๆ ของ คนคู่หนึ่ง ครอบครัวธรรมดาๆ
ครอบครัวหนึ่งและการสละซึ่งความสุขอย่างสามัญ อะไรทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจละทิ้งชีวิตทั้งชีวิตเพื่อทำงานอนุรักษ์
ทั้งที่ เป็นเรื่องของความขัดแย้งและความเสี่ยง เพราะหากปล่อยทุกอย่างให้เป็นเรื่องราวที่ผ่านเลย
ทั้งคู่คงทำได้ไม่ยากเย็น มีลูกมีบ้านมีรถมีครอบครัว เช้าไปทำงาน
เย็นกลับบ้าน เสาร์-อาทิตย์ไปเที่ยวกันทั้งครอบครัว ดูหนัง ว่ายน้ำ
หรือไปดูคอนเสิร์ต คำตอบคงหาได้ไม่ยาก?
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
5 กรกฎาคม 2548
|