|
มานะ ช่วยชู - คนดับบ้านดับเมือง
ปัญหาเรื่อง สุขภาพ-สุขภาวะ เป็นที่คุ้นหู ผู้คนในสังคมมากขึ้นมาก
ในรอบ 4-5 ปี ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากการกระตุ้นและสนับสนุน
ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งทำให้สังคมเริ่มเข้าใจว่า สุขภาวะที่ดีของประชาชน
นั้นแยกขาดไม่ได้ จากสุขภาวะของสังคม อันเป็นองคาพยพต่อกัน แยกไม่ได้
กับการจัดระเบียบสังคม การรื้อแก้ไขปัญหา ไปจนถึงการนำพลังจากภาคส่วนต่างๆ
เข้ามาสนับสนุนส่งเสริม
ดังนั้น สุขภาวะที่ดี จึงเท่ากับ สังคมพ้นทุกข์ มีสุข มีภูมิคุ้มกัน
โดยมีโครงสร้าง มีระบบและมีกลไกทางสังคมที่เอื้ออำนวย ตั้งแต่ระดับเล็กๆ
อย่างชุมชน องค์กรชุมชน ไปจนถึงระดับใหญ่ๆ ที่มีอำนาจกำหนดนโยบาย
กฎหมาย เป็นต้น
ดังนั้น กิจกรรมที่เกื้อให้เกิด สุขภาวะที่ดี จึงเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของกลุ่ม
ชุมชน และการขบวน ไปจนถึง จัดระบบสังคม อาทิ กิจกรรมโครงการดับบ้านดับเมือง
หรือ โครงการพัฒนาชุมชนเป็นสุขที่ภาคใต้ ดับบ้านดับเมือง เรียนรู้อยู่ดีที่ปากใต้
โดยการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
(สสส.)
สังคมอาจจะคุ้นเคยกับ ชื่อ โครงการดับบ้านดับเมือง โดยชุมชนทางภาคใต้
ซึ่งรู้จักดี เนื่องจากกว่า 3 ปี ที่ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชุมชน
และองค์กรเครือข่ายมากกว่า 13 เครือข่าย ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จ
และล้มเหลว แต่กระนั้น ก็ยิ่งทำให้ ขบวนการดับบ้านดับเมือง ยิ่งมีประสบการณ์และถ่องแท้ต่อสภาพความจริงของปัญหา
มากยิ่งขึ้น
มานะ
ช่วยชู หัวโครงการดับบ้านดับเมือง ได้ย้อนความเป็นมาและวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค
ตลอดระยะเวลา 3 ปีของการดำเนินโครงการ ให้ ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
ฟังว่า
ทีมงาน ThaiNGO.org : กำเนิดโครงการดับบ้านดับเมือง
และความหมายของชื่อคืออะไร ?
มานะ ช่วยชู : ประมาณปี 2547
เขามีงานของกลุ่มประชาสังคม ที่ อ.ชัยวัตน์ ถิรพันธุ์ เป็นคนจัด
ซึ่งก่อนหน้านั้น เขาได้ไปเดินสาย ก่อการ ต่อสาย รวมกลุ่มคนไว้
ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศก่อน เป็นกลุ่มที่ทำงานด้านแนวคิดประชาสังคม
แล้วก็กลุ่มของ อ.อนุชาติ พวงสำลี อ.แก้วสรร อติโพธิ ซึ่งเป็นกลุ่มที่พยายามจะขยับแนวคิดเรื่องประชาสังคม
เช่นกัน
เมื่อก่อนบ้านเราก็มีกลุ่มเอ็นจีโอกลุ่มเดียว ตอนหลังก็มามากขึ้น
และพยายามเชื่อมคนชั้นกลาง กลุ่มชาวบ้าน รวมด้วย ซึ่งคำว่าประชาสังคมมันกินความกว้าง
กว่าเอ็นจีโอ มันหลากหลายมาก ทั้งนักธุรกิจ พ่อค้า
จากนั้นก็มาจัดรวมทั้งประเทศ หลายร้อยคน ที่วังรีรีสอร์ท คล้ายๆ
จะคุยกัน ว่าสังคมเป็นอย่างไร บ้านเมืองเป็นอย่างไร และกลุ่มของเรา
เดินไปถึงไหน มีความสำเร็จอะไรบ้าง และเราภาคภูมิใจ หรือมีความมุ่งมั่นจะทำอะไรต่อไป
แล้วก็แบ่งเป็นภาคๆ
งานนี้เอ็นจีโอน้อย แต่เราจะเรียกว่าเป็นกลุ่มประชาสังคม ซึ่งมีทั้ง
กลุ่มคนชั้นกลาง กลุ่มปัญญาชน ส่วนในภาคใต้เราก็มาคิดกัน คล้ายๆ
ว่าอยากที่จะรวมขบวน ว่าทำอะไรอยู่ และอยากที่จะมาเชื่อมร้อยกัน
เป็นขบวน ให้ใหญ่ขึ้น แล้วเคลื่อนไปเป็นขบวนภาคประชาชน
ก็เลยมีคนปิ๊งคำว่า ดับบ้านดับเมือง ขึ้นมา โดยเอาคำนี้ไปอธิบาย
ดับ คือ จัด ซึ่งก็หมายถึงจัดบ้าน จัดเมือง นั่นเอง เพื่อให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
เป็นขบวน หลายคนเข้าใจว่า ดับ ก็คือดับไฟใต้ ไปโน้นเลย ทีนี่
บังเอิญว่า สสส. กองทุนสร้างเสริมสุขภาพนี่แหละ ก็มีแผนงานที่จะทำเรื่องชุมชน
เรื่องสร้างเสริมสุขภาพในระดับชุมน เขาก็ติดต่อไปทาง หมอบัญชา
พงษ์พาณิช ซึ่งหมอบัญชาก็ได้ไปร่วมประชุมที่วังรีรีสอร์ทด้วย
ก็เลยเอาเรื่องนี้ไปปะติดปะต่อ ตอนแรก ก็จะให้ไปศึกษา ว่าจะเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพระดับชุมชนในภาคใต้
นั้น จะทำอย่างไรบ้าง ก็ให้หมอบัญชาไปศึกษาและทำแผนออกมา หมอบัญชาก็มาชวนพี่
ชวน ประสิทธิชัย หนูนวล รวม 3 คน ก็ไปอ่านเอกสาร ไปสัมภาษณ์
คนโน้น คนนี้ สัมภาษณ์ เอ็นจีโอ ทำกรณีศึกษาไป ทำไปรวม 50 กรณีศึกษา
แล้วก็วิเคราะห์ออกมา ก็ทำแผน ทำอะไรออกมา เรียบร้อย ซึ่งในแผนก็ไปต่อกลุ่มต่างๆ
ทั้วภาคใต้เลย ว่า มีกลุ่มอะไร เคลื่อนไหว ทำอะไรบ้าง เพื่อทำงานผ่านกลุ่ม
ผ่านกิจกรรม ผ่านเครือข่าย มันก็มาตรงกับคอนเซ็บดับบ้านดับบ้านเมือง
เลย เลยมาเชื่อมต่อกัน
เลยกลายมาเป็น โครงการพัฒนาชุมชนเป็นสุขที่ภาคใต้ ดับบ้านดับเมือง
เรียนรู้อยู่ดีที่ปากใต้ ซึ่ง ปากใต้ เป็นคำใต้ โดย
อ.สมเจตนา มุนีโมนัย ให้คำอธิบายว่า ปักษ์ใต้ นั้นมีความหมายที่ผิด
ที่ถูกต้องปากใต้ เพราะมันคือเมืองที่อยู่ทางปากแม่น้ำทางใต้
โดย อ.สมเจตนา ได้อ้างหลักฐานประวัติศาสตร์ด้วย
กิจกรรมแรกๆ ของโครงการ ก็คือ ใครทำอะไร ที่ไหน เอามาทำ มาคุยกัน
แรกๆ ก็จะรวมคน รวมงาน แล้วจัดให้เป็นขบวน ซึ่งรวมตอนแรกได้ออกมา
ประมาณ 13 เครือข่าย ทีนี้ ก็เสนอแผนไปให้ สสส. ทาง สสส. ก็บอกว่าอยากได้คนมาทำต่อ
เพราะบทบาทหมอบัญชา ช่วงต้นนั้น ก็จะรับเฉพาะทำแผน เพราะแกก็ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเคลื่อนไหวต่อไหม
แต่พอทำแผนออกไป ก็ปรากฏว่าไม่มีคนมาเคลื่อนก็เลยเป็นว่า แกต้องมาทำเองด้วย
ก็เลยเอามาพัฒนาเป็นโครงการ 3 ปี ซึ่งพี่ก็เข้าไปร่วม เป็นสตาฟทีมงาน
มีประสิทธิชัย แล้วก็ทีมเครือข่ายเดิม ที่ยกขึ้นมาเป็นคนทำงาน
แล้วจัดระบบขึ้น ตามแต่ละเครือข่าย สำหรับบางอันที่ยัง ยังไม่ชัดเป็นองค์กร
ก็ช่วยกันฟอร์มขึ้นมาใหม่
ดังนั้น ระบบการทำงานของแต่ละเครือข่าย ก็จะมีคณะทำงาน มีเจ้าหน้าที่
เราเรียกว่าเป็นผู้ช่วยชุมชน คล้ายๆ เอ็นจีโอ แล้วก็มีคณะทำงานที่เป็นผู้ใหญ่หน่อย
คอยประชุมให้ความเห็น หรือช่วยในพื้นที่มั่ง ซึ่งเป็นขบวน ที่ใหญ่มาก
วางเป้าหมาย ว่า ปีแรกทำ 100 ชุมชน ปีที่ 2 ทำ 150 ชุมชน ส่วนปีที่
3 ทำ 200 ชุมชนครับ
ทีมงาน ThaiNGO.org : การทำงานกับเครือข่าย
มีอุปสรรคไหม แล้วมันสร้างความสุขหรือสุขภาวะ ยังไง ?
มานะ ช่วยชู : ก็เริ่มจากแนวคิดเดิม
ที่เราทำงาน แบบต่างคนต่างองค์กรต่างเป้าหมาย เช่น ที่ทำงานเรื่องทรัพยากร
ก็จะพูดแต่เรื่องการรักษาทรัพยากร การจัดการทรัพยากร แต่ไม่พูดเรื่องความสุขของคน
เราก็พยายามทำในความคิดว่า ไปให้ถึงจุดนั้นสิ อย่าหยุดแค่ทรัพยากรสมบูรณ์
ชาวบ้านอยู่ได้ แต่เป้าหมายของการทำงาน คือเอาความสุขเป็นตัวตั้ง
เป็นเป้าหมาย แล้วส่วนนี้ เรื่องนี้ คือวิธีการ หรือวิถีทาง
ที่จะทำให้ไปถึงความสุข ตรงนั้น
มันยกระดับการทำงาน เอาความสุขเป็นตัวตั้ง เพราะแต่เดิม NGOs
จะมองเป็นประเด็นไปหมด เช่น ประเด็นเกษตรทางเลือก ประเด็นเด็ก
ประเด็นใครประเด็นมัน เราพยายามเอาส่วนนี้เข้าไป เรื่องสุขภาวะ
เรื่องชุมชนมีความสุขเข้าไป
แต่ยอมรับว่าพอทำจริงๆ นั้นยากมาก เพราะมันเป็นนามธรรม แต่หลังๆ
ก็เรียนรู้กัน และพยายามโยงไปให้เห็นได้ แต่จะว่ามันก็มันนะ
เพราะว่า เอาเป้าหมายร่วม ความสุขร่วม และคุณก็ทำได้หลายเรื่อง
ไม่ใช่เรื่องประมงชายฝั่งคุณทำเฉพาะประมง แต่คุณทำได้หลายเรื่อง
แล้ว 13 ประเด็น ก็ร้อยกันหมด เลย เช่นกรณีชุมชนสระบัว
(นครศรีธรรมราช) คุณอาจจะเริ่มจากประมง แต่เรามีเรื่องเครือข่ายเกษตรชีวภาพ
เรื่องเด็ก พวกนี้เราก็ทำได้ มีเรื่องมุสลิม ซึ่งมันเป็นจิกซอ
มาต่อเป็นความสุขของชุมชนได้
ประสบการณ์ที่เมื่อลงทำไปแล้ว ก็ยอมรับเจออะไรที่หลากหลายมาก
เฉพาะกับการจัดองค์กร ให้เป็นรูปขบวน ก็ยากแล้ว เหนื่อยมาก ที่สุดแล้วเราจะพบว่า
มันจะแยกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีเครือข่าย มีตัวตนมาก่อน
ชัดเจน เช่น เครือข่ายเกษตรทางเลือก เครือข่ายเด็กและเยาวชน
เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติ เครือข่ายศิลปินพื้นบ้าน เครือข่ายเหล่านี้เราเจาะเข้าไปยากมาก
เขาแข็งมาก อย่างเครือข่ายเกษตรทางเลือก เราทำได้ปีแรกปีเดียว
พอปี ที่ 2 หรือ 3 ต้องยุติกันไปเลย
ปัญหาคือ พอองค์กรเคลื่อนงานออกมา ปัญหาของเขาก็คือ เขาผูกอะไรไว้เยอะมาก
ผูกความเป็นองค์กร มี Organize มีลำดับขั้น อะไรแบบนี้ เวลาจะทำอะไรต้องขอมติ
ระดับกรรมการ ระดับเครือข่าย ระดับภาค อะไรแบบนี้ ซึ่งเรามองไปว่า
ถ้าเราทำงานผ่านองค์กร ผ่านเครือข่ายมันจะง่าย แต่เอาเข้าจริงๆ
องค์กรพวกนี้ มีวัฒนธรรมองค์กร มีระบบของเขาเอง และบางที เราเข้าไปเชื่อม
มันก็ไม่ได้สนิททีเดียว เราเองก็เชื่อมผ่านองค์กรนี้ คนนี้ แต่ปรากฏว่า
คนๆ นี้ ไม่ได้ทำให้เกิดการไหลเวียนการรับรู้ไปถ้วนทั่วได้ มันก็กลายเป็นว่า
คนๆ นี้รู้อยู่คนเดียว เพื่อนๆ ไม่รู้ ก็เลยกลายเป็นว่า เคลื่อนไปครึ่งๆ
กลางๆ อะไรแบบนี้
เครือข่ายวิทยุชุมชนก็เจอแบบนี้ ปรากฏว่า เคลื่อนไปสักพัก ก็พบว่า
เพื่อนๆ ในเครือข่ายไม่ได้รับรู้ร่วมเลย มีแค่คนบางกลุ่ม ที่ต่อกับเราเท่านั้นเอง
ที่รับรู้
อย่างบางปัญหา เช่นปัญหาสังคมวัฒนธรรมของคนใต้ ที่เป็นตัวของตัวเอง
ก็มีผลเหมือนกัน เพราะเขาก็มีสไตล์ของการทำงาน และเราก็ฝันไกล
คือฝันว่าจะหลอมรวม 13 เครือข่าย ซึ่งเราคิดแบบบริสุทธิ์มากเลย
มองว่าทุกคนเจตนาดีกับบ้านเมือง มาร่วมกัน จะทำให้พลังมันมากขึ้นทวีคุณ
อะไรทำนองนี้
ส่วนเราอยู่ตรงกลาง เราบริหารอยู่ตรงกลาง จะเห็นว่าแต่ละจุดมันมีขาของมันยังไง
มันลดทอนกัน มันเสียดทานกันและกัน มันไม่ได้ก่อพลัง ตามทฤษฎี
เพราะสไตล์การทำงาน ความคาดหวังมันไม่ได้ เหมือนกัน เช่นเราคุยกันอย่างนี้นะ
เราอยากให้กระบวนการในเครือข่าย ต้องมีส่วนร่วมนะ ให้นำเป็นหมู่นะ
แต่เขาก็คลี่ไม่ออก จะนำโดยคนๆ เดียว เวลาเคลื่อนก็แบบ มีข้าเก่งอยู่คนเดียว
ทีมงาน ThaiNGO.org : การทำงานและการเคลื่อนแบบเครือข่ายไม่ได้มีพลังจริงๆ
อย่างที่ ขบวน NGOs คิดกัน อย่างนั้นไหม ?
มานะ ช่วยชู : ไม่ได้เลย
อันตรายมาก เพราะมันต้องมองให้ทะลุ ว่าข้อเท็จจริงเป็นยังไง
อย่าไปฝันหวานว่า เห็นเป็นพี่เป็นน้อง กัน รู้จักกัน เที่ยวกัน
แล้วอย่าไปฝันหวานว่า เวลาทำงานแล้วจะราบรื่น พอทำงานจริงๆ เราจะเจอ
ปัญหาอุปสรรค เช่น คนนี้เวลาพูด แนวคิดดีมากๆ แต่เวลาทำงาน กลับแย่สุดๆ
อะไรแบบนี้ หรือเรียกร้องอะไรไม่ได้เลย เรียกร้องคุณภาพก็ไม่ได้
เรียกร้องความโปร่งใสก็ไม่ได้ ซึ่งจะมีปัญหาส่วนนี้เยอะ
จนสรุปกับตัวเองว่า
พลังของภาคประชาชน มันมีนะ ไม่ใช่ไม่มี แต่ว่า คุณจะจัดการอย่างไร
ตรงนี้ มันท้าทายมาก อย่างที่เราพยายามทดลองทำกันมา ก็เป็นบทเรียนว่ามันไม่ง่าย
มันเป็นพลังที่ต้องอาศัยการจัดการ ต้องสั่งสมความรู้อีกมาก เรายังมีความรู้ไม่พอ
ที่เราจะจัดการ แล้วจัดการอย่างไร ให้เกิดพลังได้
ตอนนี้ ในเฟส 2 ที่กำลังจะเริ่ม เราจะกลับมาทำเล็กๆ เหลือครึ่งหนึ่งเลย
13 เครือข่าย เหลือแค่ 6 เครือข่าย เพราะประเมินจากที่ทำผ่านมาว่า
งานมีคุณภาพ มีผลงานในพื้นที่ชัดเจน งานมีกลุ่มคนชัดเจน ขยายผลได้
มีผลกระทบต่อสังคม มีบทเรียนออกมาชัดเจน ความเป็นมืออาชีพ สามารถบริหารจัดการงบประมาณ
บริหารจัดการแผนงานได้ เคลียร์บิลได้ หลักฐานโปร่งใส ไม่ทำให้เราปวดหัว
ในด้านความสำเร็จเอง มันก็มี ที่สำคัญมันทำให้เราเรียนรู้มากขึ้น
ต่อยอดมากขึ้น ยกตัวอย่าง เครือข่ายผลกระทบจากนโยบายสาธารณะ
ของพี่น้อง ที่ อ.จะนะ สงขลา ก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะมาร่วมกับเรา
เขาก็ค้านท่อก๊าซ ปะทะ เผชิญหน้า มีการจับกุม มีอะไรมากมาย ทีนี้พอเราเข้าไป
เราเอาความสุขเป็นตัวตั้ง ให้เขาคิดว่า เขาจะอยู่อย่างไร ในท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้
ที่ต้องเผชิญกับโครงการท่อก๊าซ เพื่อให้มีความสุขให้ได้ เขาก็เลยเรียนรู้
ที่จะกระตุ้นตัวเอง เขาก็ไปตั้งโรงเรียนริมเล ขึ้น โรงเรียนริมเล
ก็จะเรียนรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเพื่อให้ชุมชนพึ่งตนเองได้
เรียนเรื่องเกษตรชีวภาพ เรียนเรื่องการดูแลสุขภาพ อะไรแบบนี้เป็นต้น
ทีมงาน ThaiNGO.org : กิจกรรมแบบนี้
ทำให้ชาวบ้านจำนนและมุ่งหาแต่ความสุข หรือเปล่า ?
มานะ ช่วยชู :
ไม่เลย กลับทำให้ชาวบ้าน ยืนหยัดต่อสู้ได้เข้มแข็งมากขึ้น
เพราะว่า ถ้าเขาไม่มีฐานการพึ่งตนเอง การที่เขาจะต่อสู้ มันก็ทำให้เขาพึ่งคนอื่น
เช่นเดิม ในเรื่องของฐานเศรษฐกิจ เวลาเขามาเคลื่อนมากๆ เขาจะมีปัญหามากกับ
เรื่องของรายได้ ถ้าเขาจัดการภายในครัวเรือนเขาไม่ดี เขาไปประท้วงอย่างเดียว
เขาก็จะมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ เขาจึงต้องมาเรียนรู้และจัดการให้ปัญหาพวกนี้ลงตัว
แล้วเขาก็มีรายได้บางส่วน เป็นรายได้เข้ามา แล้วก็จะสามารถไปเคลื่อนไหวได้
เป็นวิธีเสริมให้เขายืนได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่ไปลดทอนพลังการต่อสู้ครับ
ทีมงาน ThaiNGO.org : แล้วผลงานความสำเร็จมีไหม
อะไรบ้าง ?
มานะ ช่วยชู : มีหลายที่นะ
เช่น ที่ ชุมชนสระบัว กระบวนการที่เราเข้าไปทำงาน แรกๆ ก็คือ
เขามีปัญหา แต่พอไปคุยแล้วก็พากันไปดูงาน ก็กลับมาตั้งเป็นกลุ่มออมทรัพย์
บริหารจัดการกันเอง ต่อมาก็ตั้งเป็นกลุ่มร้านค้า สวัสดิการ ขยับขยายออกไป
พอได้ทุน SML ก็ขยายอาคาร ร้านค้าเพิ่ม ส่วนหนึ่งก็ไปทำธนาคารปู
คือเอาปูที่กำลังจะวางไข่ ถ้าหาได้ จะไม่เอาไปขาย แต่เอามาใส่ไว้ในกระชัง
ให้มันออกลูกขยายพันธุ์สู่ธรรมชาติ แล้วก็มีการทำผู้นำ องค์กรที่เข้มแข็งด้วย
แล้วก็กรณีของทางเครือข่ายมุสลิม ซึ่งน่าสนใจ ที่เราไปจับประเด็นเรื่องกระบวนทัศน์อิสลามเพื่อการพัฒนา
มันสอดกันพอดี จากแนวคิดของ อ.หมอ ประเวศ วะสี ซึ่งแกก็พูดเรื่อง
วัฒนธรรมกับการพัฒนามานาน แล้ววัฒนธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนใต้
ก็คือวัฒนธรรมอิสลาม ใช่ไหม แกก็เลยเสนอเรื่องกระบวนอิสลามเพื่อการพัฒนา
ประมาณช่วงที่ปล้นปืนใหม่ๆ แล้วเราก็เอาแนวคิดเรื่องความสุขมาคุยกับ
พี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เขาก็บอกว่า ความสุขของเขาคือเรื่องศาสนา
เราก็เอาจุดตรงนี้ มาคุยกันกับนักวิชาการมุสลิม นักพัฒนา ก็ได้
กระบวนทัศน์ 4 ด้าน ด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ ด้านพิธีกรรม
และด้านการจัดการชุมชน
ตอนนี้ ที่โดดเด่นมากคือด้านการจัดการชุมชนและด้านการศึกษา อย่างด้านการจัดการชุมชน
เขาได้กลับไปทบทวน สมัยท่านศาสดา เขาเรียกว่า เขาใช้วิธี ที่เรียกว่า
สภาซูรอ ก็คือ เป็นเวทีผู้นำ เหมือนสภาผู้เฒ่า ก็คือเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาหารือกัน
โดยมีมัสยิด หรือโต๊ะอิหม่าม เป็นแกนกลาง ซึ่งอันนี้จะตรงมากกับหลักศาสนา
และมันเข้ากับสถานการณ์ตอนนี้มาก เพราะปัญหาตอนนั้น มันจะแบ่งได้
3 ส่วนเลย ศาสนาส่วนหนึ่ง กำนันผู้ใหญ่บ้าน ส่วนหนึ่ง และ อบต.อีกส่วนหนึ่ง
ทำให้ขัดแย้ง มาก มันจึงมาเข้ากับแนวคิดนี้ เลย
ปรากฏว่าแนวคิดนี้ ก็ถูกนำมาทดลอง โดยเริ่มจริงในหมู่บ้าน ก็เริ่มมีกรณีศึกษา
เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนขึ้น คือ ชุมชนบ้านตาแป๊ะ สงขลา กับ บ้านตาโล๊ะ
ปัตตานี เรื่องนี้มีคนสนใจ มีนักข่าวลงไปรายงานนะ และพอดีหมอบัญชา
แกได้รับการแต่งตั้งให้เป็น กรรมการสมานฉันท์
(กอส.) แกก็เอาแนวคิดนี้ไปขาย กอส.ก็รับ แล้วก็นำไปเขียนเข้าสภา
ก็พัฒนามาเป็นระดับนโยบาย ซึ่งเข้าใจว่า นสพ.มติชน ก็เคยเขียนลง
เรื่อง สภาซูรอ ว่าจะออกมาเป็น พระราชบัญญัติ
การใช้แนวคิดสภาซูรอ มาแก้ปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดใต้ ได้หรือไม่
ผมว่า เรื่องนี้ มันเหมือนเส้นขนาน เพราะขบวนการความรุนแรงมันลึกกว่านั้นมาก
ตรงนี้เราต้องยอมรับตรงๆ อย่างกรณี ที่บ้านตาโล๊ะ โต๊ะอิหม่ามเป็นแกนกลางจริงๆ
ในการพัฒนาชุมชน อบต.ก็เข้ามา ผญบ. ก็เข้ามา ด้วยเลย
ทีมงาน ThaiNGO.org : แล้วบทบาทสภาซูรอ ทำได้แค่ไหน ?
มานะ ช่วยชู : เท่าที่ค้นพบ
คือเขาพยายามจะดูแล สมาชิกในชุมชนของเขาให้ดีที่สุด อย่างที่บ้านตาแป๊ะ
เดิมวันศุกร์ จะมีคนมาละหมาดน้อยมาก ปล่อยปละละเลย แต่ตอนนี้ก็เริ่มจะกวดขัน
เขาพยายามที่จะมีระบบ ไปดูบ้านไหนไม่มา ส่งคนไปคุย คุยครั้งที่
1 ที่ 2 ที่ 3 ถ้ายังไม่มามีมาตรการ ซึ่งหมายถึงว่า ได้รับการดูแลเอาใจใส่
สมาชิกแต่ละคนมาก มันคล้ายๆ กับการดึงมวลชนเข้ามา และก็พยายามที่จะรับฟังปัญหา
แก้ปัญหา เช่น ปัญหา ทำมาหากิน ปัญหาถูกใครรังแก ซึ่งอาจจะไม่ได้แก้ทางตรง
อาจจะทางอ้อม ผมเข้าใจว่า เขาเห็นเซ๊น อะไรบางอย่าง เลยจับไปเป็นนโยบาย
แนวคิดสภาซูรอ เป็นแค่พื้นที่ ที่ให้คนทุกคนได้มาพบปะกัน ไม่มีใครถูกกันออกไปข้างนอก
ถ้าเป็นระบบแบบเดิมนี้ คนที่เสียงดัง ก็คือผู้ใหญ่ กำนัน อบต.
คนที่ถูกกันออกไป ก็เป็นชาวบ้าน แต่แบบสภาซูรอ ทุกคนจะมีส่วนร่วมมากกว่า
เปิดให้คนเข้ามาได้มากกว่า
ทีมงาน ThaiNGO.org : แล้วโครงการเฟส 2 วางเป้าไว้ยังไง
สำหรับโครงการดับบ้านดับเมือง ?
มานะ ช่วยชู : เราพยายามที่จะสรุปบทเรียน
ประเมินตัวเอง ว่าถ้าลากทั้งหมด ไม่ไหว เอาเฉพาะ ที่ทำกับเราจริงๆ
ลดเครือข่ายลงมา ก็เหลือเฉพาะเครือข่าย ที่จะทำงานด้วยกันจริงๆ
และงานก็เปลี่ยนไปมาก โดยทิศทางที่สรุปจากแวดวง คนทำงานพัฒนา
ในภาคี สสส. ซึ่งก็บอกว่า การทำงานชุมชน น่าจะเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง
เพราะเขาพยายามอ่านบทเรียนเดิม แล้วมาสรุป ว่าการเคลื่อนเรื่องชุมชน
มันควรจะเคลื่อนยังไง คือเดิม เวลาเคลื่อนงาน เราจะเอาโครงการเป็นตัวตั้ง
แล้วก็ลงไปทำในพื้นที่ โครงการใครก็มีเป้าหมายของตัวเอง บางทีก็ลงไปทำในหมู่บ้านเดียวกัน
แต่ต่างก็ต้องการตอบโจทก์ของตัวเอง มันก็เลยเป็นการแยกส่วน ชาวบ้านเองก็จะงง
เดี๋ยวโครงการนั้นมา เดี๋ยวโครงการนี้มา ชาวบ้านก็ถูกดึงไป เดี๋ยววิ่งไปประชุมอันนู้น
เดี๋ยวไปประชุมอันนี้ ชาวบ้านถูกจับให้ใส่หมวกหลายใบ เขาก็พยายามที่จะรื้อใหม่
เลยใช้ยุทธศาสตร์ว่า เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง โดยทำพื้นที่ให้ชัดเจน
เช่นว่า เราทำงานในตำบลท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ก็เอาตำบลท่าศาลา
คนท่าศาลา เป็นตัวตั้ง แล้วก็มาดูว่า ในตำบลท่าศาลา มีใครมาทำงานบ้าง
ทั้งภาครัฐและภาคเสริม แล้วก็ดูว่าใครจะเข้ามาทำอะไรได้มั่ง
เพื่อให้ชาวบ้าน เรื่องของชาวบ้านเป็นแกนหลัก ว่าเขาต้องการอะไร
คือมาฟังชาวบ้านก่อน แล้วดูว่าสอดคล้องกับโครงการแค่ไหน เสริมได้ไหม
ก็คือ พอตั้งโจทก์ แบบนี้ไป การทำงานก็เปลี่ยน เพราะเดิมเฟสแรก
เราจะมีความคิดของเรา มีแนวทางของเรา มีสตางค์ของเรา ก็ไปเลย
ลงทำงานเลย แต่พอเฟสนี้ ไม่ใช่อย่างนั้น คุณต้องร่วมมือกับคนมากขึ้น
บูรณาการเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ดูใครมาทำงานบ้าง มีอนามัยไหม
เชื่อมได้ไหม กับ อบต. มีหน้าที่ไรบ้าง เหล่านี้ เชื่อมได้ไหม
กับโรงเรียน กับวัด กับมัสยิด ทั้งหลายที่มีอยู่ในชุมชน
ไม่ถึงกับเสริมศักยภาพ แต่เป็นตัวที่จะเข้าไปจัดการ จัดระบบ
เป็นตัวที่จะเข้าไปเป็นหล่อลื่น เป็นเหมือนน้ำมันหล่อลื่น ให้กลไกพวกนี้ขับเคลื่อน
ไปตอบสนองความต้องการของพื้นที่ เพราะเดิมเกษตรก็ฟังกระทรวงเกษตร
อนามัยก็ฟังสาธารณสุข เราก็พยายามจะเชิญคนเหล่านี้มาฟังชาวบ้าน
โดยใช้ตัวแผนตำบล เป็นตัววางกรอบ เป็นแผนสุขภาพ สุขภาวะชุมชน
ก็คือ บอกให้ทุกฝ่ายรับรู้ ว่า ชาวบ้านเขาจะทำแผนแบบนี้ ทีนี้พอแผนมันออกมาดี
ทุกคนก็อยากจะเข้ามามีส่วนร่วม หลังจากนั้น ก็สามารถเชื่อมประสานได้
เช่น อบต. ช่วยอะไรไดบ้าง อนามัยช่วยอะไรได้ บ้าง โรงเรียน หล่ะ
ส่วนไหนที่ยังขาดโอเคเราช่วย
ซึ่งทั้งหมด นี่คือแนวที่เราจะเคลื่อนในเฟสที่ 2 จากปี 2550-2552
ครับ แล้วอีกเรื่องหนึ่ง ก็คิดเรื่องทำงานขยายผล ชุมชน หรือองค์กร
ที่ทำงานประสบความสำเร็จไปแล้วระดับหนึ่ง มากกว่าที่จะลงไปทำงานต้นแบบ
ซึ่งก็ต้องไปจับมือกับรัฐ ที่เขาทำงานอยู่ ทั้งในระดับภูมิภาค
และระดับส่วนกลาง อย่าง พอช. ครับ กับงานนี้ยอมรับตรงๆ ว่าไม่ค่อยถนัด
แต่ก็จะพยายามครับ
และอีกส่วนหนึ่งก็คงจะทำงานผ่านสื่อมากขึ้นด้วย เพราะสื่อก็เป็นตัวคูณที่ดี
แล้วก็ให้กลุ่ม หรือองค์กรต่างๆ ไปทำในชุมชนเขาเองครับ
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
24 เมษายน 2550
|