มด...วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้หญิงเดือนตุลา

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เพียง 2 อาทิตย์ มด วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ตัดสินใจ ร่วมขบวนพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย เคลื่อนไหวในเขตงานป่าเขาพร้อมกับนักศึกษานับพันทั่วประเทศ นับจากนั้น เนิ่นนาน หลังเดินทางกลับจากป่า เธอ เริ่มต้นตำนานประชาชนบทใหม่จนถึงตำแหน่งที่ปรึกษาสมัชชาคนจน เคลื่อนไหว หาความเป็นธรรมโดยเฉพาะกับชาวบ้านปากมูลผู้ได้รับผลกระทบจาก เขื่อน ตกเป็นขั้วที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย กระทั่งถูกตรวจสอบจากรัฐบาลนี้ผ่านกลไก ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน)

พบว่า… เธอ มีทรัพย์สิน เป็นเงินในบัญชีจำนวนหนึ่งและทาวน์เฮ้าส์อีกหนึ่งหลังที่ผ่อนร่วมกับ พี่ๆ น้องๆ ของเธอเอง

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทำไม ตัดสินใจเข้าร่วมขบวนพรรคคอมมิวนิสต์ (พคท. พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย)
พี่มด วนิดา… ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการทำกิจกรรมกับนักศึกษาฝ่ายก้าวหน้า ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและคัดค้านการเข้ามาตั้งฐานทัพอเมริกัน ยุคนั้นนักศึกษาถือเป็นแกนหลักทำงานเคลื่อนไหวในระดับต่าง ๆ ก่อนจะเกิดการปราบปรามขบวนการนิสิตนักศึกษา-ประชาชน อันที่จริงรัฐกระทำในทางลับอยู่แล้ว ประกอบบกับแนวคิดสังคมนิยมซึ่งต่อมาได้รับความนิยมจนกลายเป็นกระแสหลักถูกนำเอามาประยุกต์ใช้เชื่อมประสานกับแนวทางพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งทำงานเคลื่อนไหวอยู่ในเขตป่า …ด้วยการเชื่อมประสานที่แนบสนิททั้งในแง่กลไกการทำงานและอุดมการณ์เป็นจุดสำคัญให้นักศึกษาหลายคนในยุคนั้นเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ศึกษาแนวคิดสังคมนิยมหวังเปลี่ยนแปลงสังคมต้องการเห็นสังคมที่เป็นธรรมเท่าเทียมไม่มีช่องว่างระหว่างชนชั้น พูดได้ว่า ต้องการเห็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ประชาชนกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง แต่แน่นอนว่า วิธีการเปลี่ยนแปลงที่พูดถึง นี่สิ เราจะทำอย่างไร

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เข้าร่วมขบวนพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อทำการปฎิวัติ
พี่มด วนิดา…ใช่ ช่วงนั้นเกิดกระแสการปฏิวัติทางชนชั้นขึ้นทั่วโลกก่อนเหตุการณ์เดือนตุลาในบ้านเรา 20-30 ปี ทั้งในยุโรปและเอเชีย ถือเป็นกระแสใหญ่ หรือ จะเรียกว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างสองอุดมการณ์ คือ ขั้วของทุนนิยม และขั้วของสังคมนิยม

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เข้าไปอย่างไร
พี่มด วนิดา…นักศึกษาที่ตัดสินใจเข้าร่วมกับ พคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) จะต้องประสานงานผ่านผู้ปฏิบัติงานของ พคท.ในเมือง ใช่ว่าใครคิดจะเข้าไปอย่างไรก็ได้ ไม่ใช่ ต้องติดต่อในทางลับ เพราะว่า พคท. เป็นกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่ทำงานเคลื่อนไหวในเขตภูเขาการประสานงานถือเรื่องที่ต้องกระทำด้วยความรอบคอบซึ่งผู้ ปฎิบัติงาน พคท. ในเมืองที่ไว้ใจได้จะเป็นผู้ประสานงานติดต่อในทางลับโดยสารรถถึงเขตงานรอบนอกก่อนจะลงเดินต่อไปเข้าสู่เขตงาน …ผู้ปฎิบัติงาน พคท. ในเมืองทำให้เกิดการติดต่อเชื่อมโยงกับคนทำงานในเขตป่าไม่ยากนัก อีกอย่าง...อำนาจรัฐช่วงก่อนจะเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 19 กดดันมากขึ้น ปราบปราม จับกุม ขบวนการนิสิตนักศึกษา ประชาชนอย่างเปิดเผยจนเป็นที่น่าหวั่นเกรง พวกเราจึงต้องเตรียมทางหนีทีไล่ซึ่งทางหนึ่ง ก็คือ เข้าร่วมงานกับ พคท.

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : พี่เข้าไปส่วนไหน
พี่มด วนิดา…ภาคใต้ทางจังหวัดสงขลา นิสิตนักศึกษาหลายคนอยู่ในเมืองต่อไปไม่ได จำเป็นต้องเข้าไปลี้ภัย ส่วนหนึ่งเข้าร่วมเพื่อรักษาความปลอดภัย แต่ประเด็นใหญ่ๆ คือ ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม เห็นสังคมเท่าเทียม เมื่อรัฐไม่ยอมเปิดโอกาสให้เคลื่อนไหวเชิงสันติวิธี ใช้กำลังเข้าปราบปราม ใช้กำลังเข้าก่อกวน ปราบปรามหนัก การเข้าป่าจึงเป็นการหาทางออกเชิงอุดมการณ์ที่ดีของหลายคน …เมื่ออุดมการณ์ไม่อาจจะประสานกับแนวคิดรัฐได้ การเคลื่อนไหวของ พคท.ในเขตป่า จึงเป็นรูปธรรมหลักของการเปลี่ยนแปลงประสานสนิทเข้ากับอุดมการณ์หลักของขบวนนิสิตนักศึกษา นักศึกษาหลายคนเวลานั้นเป็นผู้ ปฎิบัติงานที่ดีแก่พรรคคอมมิวนิสต์และดำเนินการการต่อสู้ภายใต้การชี้นำของพรรคคอมมิวนิสต์

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทำอะไรบ้าง เพราะการทำงานในเมืองกับเขตป่าย่อมไม่เหมือนกัน
พี่มด วนิดา…แน่นอน การใช้ชีวิตในป่า ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเป็นเรื่องการปรับตัวเองงานส่วนใหญ่ก็จะแล้วแต่ภารกิจที่ได้รับมอบหมาย อาจจะเป็นเรื่องของการฝึกอาวุธ ฝึกการป้องกันตัว หากเป็นหน่วยทหารก็ต้องฝึกการโจมตี ฝึกการสู้รบ หากเป็นหน่วยเสบียง หรือหน่วยที่ทำการผลิตก็จะไปทำงานในเขตซึ่งทำการผลิต ตั้งแต่ทำไร่ ปลูกข้าว ปลูกผักพืชสวน …เรียกว่า ชีวิตประจำวันจะต้องปรับใหม่ ทั้งหมด พูดง่าย ๆ ว่า อยู่ในเมืองคุณเป็นคนเมืองมีชีวิตแบบเมือง แต่เมื่อเข้าป่า คุณใช้ชีวิตแบบเดิมไม่ได้ต้องใช้ชีวิตแบบป่า ตั้งแต่ หุงข้าวด้วยฟืน อาบน้ำในลำธาร ไปไหนมาไหนใช้พาหนะไม่ได้คุณต้องใช้เท้าเดินเพียงอย่างเดียวปรับเปลี่ยนตั้งแต่เรื่องปากท้องถึงอุดมการณ์ปฏิวัติ …ทุกอย่าง อาหารการกินต้องทำการผลิตเอง หากผลิตไม่ได้ก็ต้องแบกลำเลียงจากหมู่บ้านมีเงินจำนวนหนึ่งผ่านเข้ามาโดยการบริจาคซื้ออาหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ หรืออุปกรณ์การแพทย์ ยารักษาโรค การต่อสู้ในเขตป่าหลังจากเริ่มทำการติดอาวุธ ทหารป่าที่ได้รับบาดเจ็บจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์และเครื่องมือแพทย์ที่ดีเพียงพอ

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ปรับตัวยากหรือเปล่า
พี่มด วนิดา…ยากแน่นอน เราเป็นคนเมือง เข้าไปใหม่ ๆ เดินอยู่ในป่าดงดิบถึงครึ่งเดือนก็นับว่าเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสเสียแล้ว ยิ่งเป็นการเดินป่ากลางคืน กลางวันจะนอนพักและเดินทางกลางคืน ห้ามใช้ไฟฉายมิฉะนั้นจะ ‘เสียลับ’ จำนวนนักศึกษามีจำนวนมากเดินกันเป็นขบวนใหญ่ ช่วงที่พี่เดินนั้น ร่วม 80 คน …แต่ละคนต่างต้องปรับตัวแล้วแต่ว่าใครจะมีพื้นฐานยังไง สำหรับพี่ใช้เวลาพักใหญ่หลายคนจะต้องอยู่ให้ได้เพราะไม่มีทางเลือก อีกอย่าง เป็นการสืบทอดอุดมการณ์ของวีรชน จุดนี้เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้เราต้องอยู่ อยู่เพื่อต่อสู้ ไม่ได้หมายความว่าเพียงแค่อยู่ให้ได้แค่นั้นแต่คุณจะต้องดัดแปลงตัวเอง อยู่เพื่อสู้รบ …พวกเราต้องเรียนรู้ใหม่ทุกอย่าง หากินอย่างไร มีชีวิตอย่างไร ล่าสัตว์อย่างไร พืชชนิดไหนกินได้ ต้องทำทุกอย่าง ตั้งแต่ตัดไม้ สร้างกระท่อม หาบน้ำ ทำประปาภูเขา ใช้ส้วมหลุม นอนเปล บางครั้งจำต้องตากแดดตากฝนเดินฝ่าดงทากดงเห็บ

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : วิธีการดัดแปลงตนเอง คือ จะต้องมีพี่เลี้ยง
พี่มด วนิดา…ใช่ สหายรุ่นพี่จะเป็นพี่เลี้ยง สอนให้ทำโน่นรู้จักนี่ รุ่นพี่จะเป็นกลุ่มนักศึกษาประชาชนที่เข้าป่าไปก่อน หรือกลุ่มผู้ปฏิบัติงานของพรรค หรือส่วนนำของพรรค คนกลุ่มนี้ก็จะเป็นพี่เลี้ยงหรือฝ่ายนำของเราทำการชี้นำ ดัดแปลง ตามทฤษฎีการชี้นำของพรรค (ทฤษฎี เหมา เจอ ตุง) เข้าสู่การปฏิวัติ คือ พูดง่าย ๆ ว่าเป็นกระบวนการหล่อหลอมให้คุณเป็นนักปฎิวัติ …อันดับแรก คือ การใช้ชีวิตอยู่ในป่าเป้าหมาย คือ ปฎิวัติยึดอำนาจรัฐ ป้องกันตัวเองจากการล้อมปราบหรือจากการสู้รบ ฝึกอาวุธ ฝึกวิธีการต่อสู้มือเปล่า ศึกษาทฤษฎีการเมือง ทั้งในเชิงอุดมการณ์และการปฎิบัติ …แต่ละวันจะแบ่งหน้าที่กันไป คนเป็นเวรทำอาหารไปแผนกจัดเตรียม หุงหาอาหารเลี้ยงดูคนในกองทัพ ในแต่ละหน่วย (จุดเล็ก ๆ เรียกว่า เขตงาน หน่วยใหญ่ขึ้นมาเรียกว่า ฐานที่มั่นหรือกองทัพ) ภารกิจประจำวันหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไป …แต่ละคนจะถูกจัดตั้งให้ลงสังกัด แล้วแต่ว่าอยู่กลุ่มไหน เมื่อได้กลุ่มก็จะได้รับการมอบหมายภารกิจว่าต้องไปทำอะไร ส่วนไหน ทุกคนจะได้รับมอบหมายภารกิจสับเปลี่ยนเวียนไป บางทีเราก็ไปอยู่หน่วยการผลิต บางทีเราก็ต้องไปอยู่หน่วยงานมวลชน บางทีก็ต้องไปอยู่หน่วยทหาร บางทีก็อยู่หน่วยวัฒนธรรม เป็นการฝึกฝนผ่านการปฎิบัติในสนามจริง

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ฝึกฝนผ่านสนามจริงอย่างไร
พี่มด วนิดา…ฝึกในสนามจริง ก็คือว่า ฝึกฝนผ่านสนามการปฎิวัติที่เป็นจริง อย่างเช่น หากคุณอยู่หน่วยทหารคุณก็จะลงสนามรบจริง รบกันจริง ๆ หรือ หากลงมวลชนในหมู่บ้านเจอกองกำลังฝ่ายรัฐบาลก็ต้องมีการปะทะกันจริง ๆ ตายกันจริง ๆ

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เรื่องการแสดงความคิดเห็นละ
พี่มด วนิดา…ค่อนข้างเป็นปัญหา ส่วนหนึ่งเพราะว่าสหายระดับนำหรือระดับจัดตั้งมักจะไม่เปิดโอกาสให้เกิดความคิดเห็นที่ขัดแย้งแตกต่างอาจจะเป็นด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง ทั้งทางทฤษฎี ความรู้ หรือประสบการณ์ อีกอย่าง การบังคับบัญชาเป็นลำดับชั้นก่อให้เกิดความคลางแคลงและความคิดแบบทหาร คนชั้นล่างมีหน้าที่ปฎิบัติ ขณะที่คนชั้นล่างในเวลานั้นเป็นนักศึกษาปัญญาชนเสียส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงเป็นชนวนเหตุของความอึดอัดและคำถามมากมายที่ไม่อาจจะหาคำตอบได้ …ปะทุเป็นความขัดแย้งระหว่างนักศึกษาและผู้ปฎิบัติงานในพรรคคอมมิวนิสต์ จนความขัดแย้งบานปลายออกไปในหลายๆ เขตงานถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งของวิกฤติศรัทธา

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เรื่องความรักละ
พี่มด วนิดา…ไม่ได้เป็นเรื่องที่กดดันอะไรกันหรอกถือเป็นเรื่องระหว่างบุคคล ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ทว่าในทางอุดมการณ์ก็จะถูกเรียกร้อง จำเป็นต้องคิดถึงส่วนรวมมาก่อนความคิดเห็นความรู้สึกส่วนตน เป็นเรื่องแต่ละบุคคลที่จะต้องตั้งมั่นและทำงานปฎิวัติ เพื่อสังคมเพื่อพรรค ก่อนจะคิดถึงครอบครัว เพราะฉะนั้นการมีครอบครัวหรือการมีความรักระหว่างการปฎิวัติจำเป็นต้องรัดกุมรอบคอบ รักกันให้ช้า แต่งงานให้ช้า มีลูกให้ช้า

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ความรู้สึกแรกเมื่อกลับออกมา
พี่มด วนิดา…ไม่รู้สิ ลืมไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ผิดหวังอะไรนักหนาถือเป็นประสบการณ์ชีวิต เป็นคุณค่าในชีวิตที่หาไม่ได้ง่ายๆ การปฎิวัติอาจจะล้มเหลวแต่ต้องดูว่าความรู้สึกของเราเองล้มเหลวไปด้วยหรือเปล่า เราเข้าใจกับสิ่งที่เราทำไปหรือเปล่า

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ตอบตัวเองว่ายังไง
พี่มด วนิดา…ใช่ เราเริ่มต้นและตัดสินใจบนฐานของความบริสุทธิ์ใจ เริ่มจากความต้องการมองเห็นสังคมที่ไม่เป็นธรรม เราเรียนรู้ว่าความไม่ชอบธรรมเกิดขึ้นกับคนเป็นจำนวนมากในสังคมนี้ และเราไม่ต้องการสังคมแบบนี้ เราต้องการสังคมซึ่งเป็นธรรม เราคิดอย่างนั้น เราจึงทำภายใต้เงื่อนไขและวิธีการซึ่งเราคิดว่า เป็นทางออกที่ดี

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : กลับมาเรียนต่อ เหมือนกับดรอปเอาไว้
พี่มด วนิดา…ทำนองนั้น (หัวเราะครั้งแรก) ธรรมศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยที่ดูแลนักศึกษาที่ออกมาดีมาก ก็คือ ไม่ต้องให้นักศึกษาไปแจ้งมอบตัว คุณมาแจ้งเลขทะเบียนรหัสนักศึกษาแล้วก็เรียนต่อได้ทันทีเป็นนโยบายอีกอย่างที่ทำให้นักศึกษา (ซึ่งผิดหวัง) ทยอยออกมาจากป่าจนเรียนจบปี พ.ศ. 2528 คณะรัฐศาสตร์

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เริ่มงานที่ไหน
พี่มด วนิดา…เริ่มงานแรกด้วยการทำงานแนวสิ่งแวดล้อม ราวปี 2533 โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่ในภาคอิสาน เนื้องานของโครงการจะเน้นไปสู่กรณีปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ ดินน้ำป่า กรณีปัญหา เขื่อน จนจับงานด้านเขื่อนมาเรื่อยๆ เริ่มจาก เขื่อนแก่งกรุง เขื่อนแก่งเสือเต้น …ทำจริง ๆ ช่วงเขื่อนแก่งกรุง ช่วงปลาย ชาวบ้านต่อสู้กันจวนจะยกเลิกโครงการไปแล้ว เราลงไปสนับสนุนเรื่องข้อมูล จัดข้อมูล สนับสนุนพื้นที่ ก่อนหน้านั้นจับงานพื้นที่ดินเค็มในภาคอิสาน สาเหตุมาจากการทำนาเกลือจนทำให้เกิดการแพร่กระจายของดินเค็มน้ำเค็มเข้าไปในไร่นาข้าวของชาวบ้าน พื้นที่ ลำนำเสียว จ.มหาสารคาม ทำหลายเรื่อง เขื่อนแก่งเสือเต้นก็ทำ ช่วงนั้น ยังไม่อนุมัติโครงการ จนมาจับเรื่องเขื่อนปากมูล

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ดังเป็นพลุ
พี่มด วนิดา…มันก็อาจจะใช่ (หัวเราะครั้งที่สอง) กรณีเขื่อนปากมูลมันเป็นกรณีพิเศษในแง่ของขบวนการชาวบ้าน จริงๆ แล้วหากจะพูดถึงคนซึ่งผลักดันเรื่องนี้ ล้วนแล้วแต่เกิดจากตัวชาวบ้านทั้งนั้นแหละ ปัญหาเกิดกับตัวเค้าเอง เค้ามองเห็นและตั้งคำถามว่าเค้าจะต้องทำอย่างไรให้ชีวิตของตัวเองดีขึ้นกว่าเดิม คำตอบ คือ เค้าก็ต้องลุกขึ้นสู้ ทีนี้การต่อสู้ของขบวนชาวบ้านปากมูล ผ่านเวลามายาวนานมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบหลากหลายต่อเนื่อง เค้ารู้ว่าตัวเองมีกำลังน้อย พันธมิตรน้อย สังคมไม่รู้จักแต่ต้องต่อสู้กับองค์กรขนาดใหญ่ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กฟผ. ซึ่งมีวิธีการบิดเบือนข้อมูล ทำลายภาพลักษณ์ชาวบ้านที่ซับซ้อน …ชาวปากมูลจึงต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งการเรียกร้องทำความเข้าใจกับสังคม ภายใต้กระบวนการของการกำหนดชะตากรรมของตนเองจะเห็นว่าแกนนำเดิมตั้งแต่รุ่นคัดค้านการสร้างเขื่อนรุ่นแรกยังคงอยู่ รากยังคงอยู่ รุ่นกลาง-รุ่นใหม่ยังคงสุกงอม …ตอนนี้กำลังเคลื่อนไหว ผลักดันให้เกิดการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติอย่างเห็นเป็นรูปธรรมเด่นชัด เรียกร้องตรงไปที่ กฟผ. เพราะดูเหมือนว่ารัฐบาลจะไม่รับฟังเอาเสียเลย รัฐบาลนี้ปฎิเสธข้อเสนอของชาวปากมูล ความจริงก็เป็นอย่างนี้มาทุกยุคสมัยเพราะข้อเรียกร้องของชาวปากมูลเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างการพัฒนาทั้งหมด …กรณีปากมูลดูเหมือนจะเป็นกรณีเดียวที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาคัดค้านโครงการตั้งแต่ยังไม่ได้สร้างโครงการกระทั่งโครงการสำเร็จก็ยังคัดค้าน ยื่นข้อเรียกร้อง จนวันนี้มีความหวังว่า เขื่อนปากมูลน่าจะเลิกใช้ไปในเร็ววัน เพราะ ทาง กฟผ. ออกมายอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขว่า การผลิตกระแสไฟฟ้าของเขื่อนปากมูลไม่ได้สร้างผลกระทบใดใดต่อปริมาณพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศเอาเลย และนักวิชาการทั่วประเทศก็ยังออกมาชี้ว่า การปิดเขื่อนก่อให้เกิดผลดีมากกว่า จะมีก็เพียงนักการเมืองเท่านั้นที่ยังไม่ยอมรับ

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : สมัชชาเครือข่ายเขื่อนที่ผ่านมาแสดงถึงอะไรได้บ้าง
พี่มด วนิดา...กรณีปัญหาเขื่อนไม่ได้มีเฉพาะกรณีปากมูลเท่านั้นแต่มันเกิดขึ้นทั่วประเทศหลายเขื่อนมารวมตัวกันเนื่องจากว่ามันเกิดปัญหา เป็นความทุกข์แบบเดียวกัน เกิดผลกระทบแบบเดียวกันทั้งที่สร้างไปแล้วและยังเป็นนโยบาย เขื่อนปากมูล เขื่อนสิรินธร เขื่อนห้วยละห้าของแม่ใหญ่ใฮ เขื่อนราษีไศล คนกลุ่มนี้ต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน

…กรณีราษีไศล เป็นอีกกรณีที่ต่อสู้คัดค้านกันมาตั้งแต่เริ่มต้นเพียงแต่ว่าสังคมอาจจะไม่ได้ยิน ถึงแม้ว่า บานประตูน้ำของราษีไศลจะเปิดเพียงชั่วคราวก็ตามแต่การเปิดประตูน้ำของราษีไศลถือได้ว่าเป็นชัยชนะจากการยกเลิกการใช้เขื่อนนั่นเอง จนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถปิดประตูเขื่อนได้แต่สังคมก็ยังไม่รู้จักเพราะการต่อสู้ของชาวราษีไศลถูกบิดเบือน กล่าวร้ายจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปัตย์ หรือ ไทยรักไทย …เฉพาะประชาธิปัตย์ ชาวราษีไศลถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกง หลอกลวงเอาเงินชดเชยจากรัฐอย่างไม่รู้จักพอ ทั้งที่ข้อเรียกร้องของชาวบ้านเป็นข้อเรียกร้องเชิงการต่อสู้ถึงกรรมสิทธิ์ตามประเพณีในที่ดิน (ซึ่งถูกน้ำท่วม) แม้ว่าจะไม่มีเอกสารสิทธิ์ รัฐพูดทำนองว่าที่ดินเป็นที่สาธารณะ เพราะฉะนั้น ชาวบ้านไม่ควรจะได้รับการชดเชย …ชาวบ้านไม่ได้พูดถึงเรื่องการชดเชยเลย พวกเค้ากำลังพูดถึงการสูญเสียโอกาสการทำมาหากินไปชั่วลูกชั่วหลาน ต่อสู้เรื่องความเสียหายในประเด็นระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม จนปลายรัฐบาลประชาธิปัตย์ ถึงได้มีการเปิดประตูน้ำเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ต่างจากปากมูลตรงที่ว่า ชาวราษีไศลต่อสู้กับหน่วยงานรัฐ ส่วนชาวปากมูลกำลังต่อสู้กับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยและเก่งในเรื่องการทำลายภาพลักษณ์ของขบวนชาวบ้านมากกว่า

…ทั้งนี้ทั้งนั้น ในส่วนของเครือข่ายเขื่อน คือ การรวมตัวกันของกลุ่มกรณีปัญหา อีกรูปแบบ ก็คือ กลุ่มคนที่ไม่ต้องการให้มีการสร้างเขื่อนในชุมชนของตน ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนโป่งขุนเพชร เขื่อนรับร่อ จ.ชุมพร เขื่อนสายบุรี จ.ปัตตานี เยอะ นับรวมกันได้กว่า 30 กรณี รวมทั้งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำทั้งหมด …เดี๋ยวนี้เค้าไม่เรียกเขื่อน คำว่า เขื่อน ทำให้ชาวบ้านกลัว (หัวเราะ) เรียกอย่างอื่น เยอะแยะไปหมด ชาวบ้านจึงรวมตัวกันแล้วเรียกตัวเองว่า เครือข่ายกลุ่มเขื่อนและโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ เรียกร้องการแก้ไข กรณีเขื่อนที่สร้างไปแล้ว ยังไม่ก่อสร้างหรือกำลังจะก่อสร้าง หรือสร้างไปแล้วแต่ยังใช้ไม่ได้ คาเอาไว้อย่างนั้น อย่างกรณีเขื่อนหัวนา เหล่านี้ จะทำอย่างไร มีข้อเรียกร้องอย่างไร แต่สุดท้าย ในทุกกรณีจะต้องผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เขื่อนเป็นรูปแบบการพัฒนาที่ใช้ไม่ได้
พี่มด วนิดา…ใช่ ที่ผ่านมาการสร้างเขื่อนอาศัยองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบการทำงานของมันน้อยมาก คนสร้างเขื่อนทุกวันนี้ไม่มีความรู้เรื่องเขื่อน สร้างโดยไม่คิดคำนวณถึงผลกระทบหรือความเสียหาย เปรียบเทียบระหว่างความสูญเสียและการได้มาความคุ้มค่ามันแตกต่างกันมาก …ยกตัวอย่าง เขื่อนปากมูล ระบบนิเวศในแม่น้ำมูล คือ แหล่งผลิตอาหารแหล่งสำคัญในอิสานใต้ หลายครอบครัวต้องพึ่งพาสายน้ำสายนี้เป็นหมื่นเป็นแสนครอบครัว เขื่อนปากมูลกลับสร้างภาระเชิงสังคมเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ถามว่ามันคุ้มค่ากันหรือเปล่า รัฐไม่ยอมฟังชาวบ้าน วิธีคิดแบบเผด็จการ เขื่อน คือ วิธีคิดแบบเผด็จการ คนสร้างถือว่าตนมีความรู้ มองชาวบ้านไม่มีความรู้ …ทั้งที่ตัวเองนั่นแหละไม่มีความรู้เรื่องระบบนิเวศและระบบธรรมชาติ กรณีเขื่อนราษีไศลยิ่งชัดเจน สร้างอ่างเก็บน้ำบนโดมเกลือ น้ำหนักของอ่างเก็บน้ำไปกดทับภูเขาเกลือที่อยู่ใต้ผืนดินอิสานทำให้ปริมาณเกลือละลายออกสู่ผิวดิน ซึ่งอันนี้ชาวบ้านเค้ามีความรู้ เค้าพูดและคัดค้านตลอดมาว่า สร้างไม่ได้เพราะจะทำให้น้ำในอ่างเค็ม หรือน้ำหนักของอ่างจะทำให้เกิดการกระจายตัวของดินเค็ม

…ทั้งหมดนี้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นได้แล้วว่า คำโฆษณาว่าเขื่อนมีประโยชน์ นั้นล้วนเป็นเรื่องหลอกลวง โอเค อาจจะผลลิตไฟฟ้าแล้วเกิดประโยชน์ ประโยชน์แก่ใคร คุ้มค่ากับสิ่งที่สูญเสียหรือไม่ ในขณะที่การทำการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเขื่อนได้ไม่ถึง ร้อยละ 7 เพราะฉะนั้น สิ่งที่คุณบอกว่า เขื่อนจะสร้างความมั่นคงในเรื่องพลังงานล้วนเป็นเรื่องโกหกใช่หรือเปล่า ผลิตได้เพียง ร้อยละ 7 ทั่วประเทศจะเรียกว่าความมั่นคงได้หรือ ขณะที่เราต้องสูญเสียสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศและคนอีกนับแสนครอบครัวได้รับผลกระทบ …ยกตัวอย่างเขื่อนห้วยละห้า ของ แม่ใฮ เค้าเห็นแม่ใฮต่อสู้ในทีวีแต่เค้าไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ลองคิดดูว่าทำไมคนหนึ่งคนถึงยอมต่อสู้ยาวนานถึง 27 ปี เพราะนั่นหมายถึง ชีวิตของเค้า ของลูกหลานเค้าทั้งหมด น้ำท่วมไม่มีที่ทำกิน ที่สำคัญคือ น้ำในเขื่อนห้วยละห้าจะเอาไปทำอะไร ก็ไม่ได้เอาไปทำอะไร …ถามว่าสร้างเขื่อนทำไม สร้างเพราะต้องการงบประมาณ โกงและกินกัน ทั้งหมดถูกเรียกว่าการพัฒนา เป็นชุดวาทกรรมที่โกหกพร้อมกับปล้นทรัพยากรเข้าสู่ศูนย์อำนาจ สร้างความร่ำรวยกับพวกพ้อง เขื่อน ถนน เป็นโครงการที่สร้างความร่ำรวยมหาศาล เพราะต้องมีการระดมเม็ดเงินถือเป็นประเด็นหลักในยุคการพัฒนายุคต้นๆ ของเมืองไทย

แม่ใหญ่ใฮทีมงานไทยเอ็นจีโอ : คิดยังไงกับกรณีแม่ใฮ
พี่มด วนิดา…ขอพูดอย่างนี้ว่า คนเมืองหรือคนที่มีการศึกษาที่อยู่ในเมือง คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจต่อรองแต่ยังขาดความเข้าใจเรื่องระบบนิเวศและโลกในธรรมชาติ คนเหล่านี้ไม่ได้มีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับธรรมชาติแต่มีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงกว่าชาวบ้านแต่ว่ามีความเข้าใจเรื่องวิถีธรรมชาติน้อยกว่า คนเหล่านี้ไม่อาจจะเชื่อมโยงวิกฤติการณ์ในธรรมชาติเข้ากับปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมได้

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ยังไง
พี่มด วนิดา…คนเมืองยังมองว่าวิกฤติธรรมชาติเป็นเรื่องแยกส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องและไกลตัวเอง ดังนั้นแรงกดดันเฉพาะเรื่องในการกดดันเพื่อให้รัฐบาลยอมรับถึงมีน้อยมาก ปากมูลเป็นเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องของเค้า เป็นเรื่องของชาวปากมูล ห้วยละห้าก็เป็นเรื่องของแม่ใหญ่ใฮ ยิ่งรัฐบาลลงไปช่วยเหลือแม่ใหญ่ใฮได้บางระดับทุกคนก็พอใจ ถือว่ารัฐบาลทำงาน แต่ไม่อาจมองเห็นปัญหาอื่น ๆ หรือเชื่อมโยงข้อเรียกร้องอื่น ๆ ทั้งที่ความจริงเป็นปัญหาเดียวกัน …ยกตัวอย่าง เขื่อนสิรินธร ซึ่งเป็นเขื่อนที่สร้างมาแล้วเกือบ 30 ปี เรียกร้องมาต่อเนื่องยาวนาน มีปัญหาเหมือนกันกับเขื่อนห้วยละห้า เขื่อนสิรินธร เป็นเขื่อนที่มีแม่ใฮกว่า 2,000 ครอบครัว แต่กลับไม่ได้รับความสนใจ ทำไม...เพราะสังคมไม่เข้าใจ ไม่อาจจะเชื่อมโยงปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ฉะนั้นคนเมืองถึงให้ความสนใจและมองปรากฏการณ์แม่ใฮมากกว่าและแยกออกจากกรณีปัญหาอื่นๆ ที่มีอีกนับไม่ถ้วนกรณี ออกไป

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : มด วนิดา คือ ความรุนแรงและม็อบใช่หรือเปล่า
พี่มด วนิดา…ไม่ใช่ หากพูดถึงความรุนแรงหรือเปล่า องค์กรชาวบ้านไม่เคยกำหนดตัวเองได้ ลองคิดดูว่าชาวบ้านไม่มีอะไรในมือ กฎหมาย ทหาร ตำรวจ หรือเทศกิจ หรืออาวุธ ไม่ว่ากรณีใด ชาวบ้านไม่ได้สร้างความรุนแรง คุณไม่ต้องคิดว่าจะเผาหรือไม่เผาหรอก แค่นั่งคุยกันเรื่องโครงการหรือความไม่ชอบธรรมก็ถูกจับเสียแล้ว สมัยก่อนชาวบ้านปากมูลเวลาจะพูดคุยกันเรื่องเขื่อนต้องไปนั่งพูดคุยกันในทุ่ง แอบๆ ไปกัน

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ในสังคมประชาธิปไตยอย่างประเทศไทยนี่หรือ
พี่มด วนิดา…เอ้า คุณคิดว่าสังคมไทยเป็นประชาธิปไตยหรือ คุณคงไม่เชื่อ คำเหล่านี้ใช้ได้เฉพาะกับกลุ่มซึ่งมีอำนาจทางเศรษฐกิจ-การเมืองเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐบาลไม่อาจใช้กำลังเข้าจัดการได้โดยตรง การกดดันในหลายๆ ทางจึงเกิดขึ้น สร้างชุดวาทกรรมอีกชุดมุ่งทำลายคนกลุ่มนี้ เช่น เป็นพวกขัดขวางความเจริญ รับเงินต่างชาติ พวกไม่หวังดี ชาวบ้านปากมูลกลายเป็นพวกลาวแดง แบ่งแยกกลุ่มคนในพื้นที่ออกจากกัน

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ไม่น่าเชื่อว่าวิธีคิดอย่างนี้จะยังใช้กันอยู่
พี่มด วนิดา…มี คุณไม่เชื่อสิ เป็นทั้งญวน เป็นทั้งลาวแดง คนในจังหวัดอุบลหลายแห่งกลัวคนปากมูล เหมือนกลัวกลุ่มผู้ก่อการร้าย บางคนไม่ไปปากมูลเพราะรู้สึกว่าเป็นดินแดนของผู้ก่อการร้าย ถึงวันนี้ก็ยังมีคนคิดแบบนี้ นั่นคือภาพใหม่ที่รัฐสร้างขึ้น

คงไม่ต้องบอกว่า ทำไม ภาพของ มด วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ จึงเป็นภาพประทับของความรุนแรง เพราะใครก็ตามที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามอำนาจรัฐ คนนั้น คือ ผู้ก่อความไม่สงบและเป็นผู้ที่สร้างให้เกิดกระบวนการต่อต้าน ปลุกระดม ชาวบ้านถือเป็นหมากกลตัวหนึ่งในชุดวาทกรรม ตัดเอ็นจีโอและนักวิชาการจำนวนหนึ่งออกจากกระบวนการต่อสู้

อย่างไรก็ตาม กระบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน คือ ความสอดคล้องภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิประชาชนเป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง บนถนนสายเคลื่อนไหวตลอดระยะเวลายาวนาน การเปลี่ยนแปลง ดัดแปลง สร้างพลังร่วม ขยายขอบข่ายการต่อสู้ จากเขื่อนถึงพลังป่าชุมชน ประมงพื้นบ้าน และเกษตรกรรมทางเลือก จนวันนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นการปกป้องพื้นภูมิท้องถิ่น ไม่เฉพาะประโยชน์ส่วนตน หากยังหมายถึง คน ประชาชนทุกคน ผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินแห่งนี้

เรากำลังทำเพื่อสังคมโลก หากไม่เกิดกลุ่มคนที่คัดค้านขัดแย้ง ความเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิด เธอ ย้ำถึงอุดมคติสุดท้าย หากเมื่อถามว่า ที่ผ่านมา เธอ ทำทุกอย่างเพื่ออะไร คำตอบที่ได้รับ คือ ‘คงไม่ต้องตอบ การกระทำที่ผ่านมาล้วนแล้วเป็นคำตอบ…

...ฉันคือหิ่งห้อย
ฉันจะเรืองแสงในยามที่ทุกสิ่งมืดมิด
ฉันจะบินว่อนฉวัดเฉวียน เฝ้าดูความเป็นไปของสรรพสิ่งอย่างเงียบสงบ
ฉันจะมีอุเบกขา ในสิ่งที่พบเห็น จะไม่ยินดีหรือยินร้าย ต่อทุกข์โศกหรือรื่นรมย์
ฉันภาวนาขอให้ผู้คนที่ทนทุกข์ และตัวฉันได้หลุดพ้นจากโซ่ตรวน
ของกิเลสและเคราะห์กรรม
ฉันภาวนาให้พ่อแม่ พี่น้องของฉัน หลานของฉัน ...เป็นเช่นหิ่งห้อย เรืองแสงร่วมกันบนหนทางธรรม
ฉันจะร่วมกับหิ่งห้อยนับล้านล้าน ทอแสง สร้างขวัญ ขึ้นแทนหมู่ดาว คราเมื่อพระอาทิตย์ส่องแสงพราว
หิ่งห้อยน้อยค่อยจากจร...

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

21 ตุลาคม 2547