| หนึ่งคนทำงานสื่อเด็ก
สุเทพ วิไลเลิศ "สังคมไทยต้องเฝ้าระวังสื่อ"
ข้อเท็จจริงบางอย่าง อันเกิดจากความไม่เข้าใจ
หลานชายของรุ่นพี่ในวัยซึ่งการจดจำและเรื่องราวรอบตัวเองเป็นสิ่งที่น่าสนใจในทุก
ๆ ประสาทสัมผัสและเป็นเช่นเดียวกับเด็ก ๆ ทุกคน 'อูลตร้าแมน'
เป็นฮีโร่ที่น่าประทับใจ,อยู่ในความทรงจำ คือ พลังมหัศจรรย์และนักสู้ฝ่ายธรรมะที่มีท่าไม้ตาย,อยู่มาวันหนึ่งมีเพื่อนชาวญี่ปุ่นมาเยี่ยมเยือนด้วยธุระกิจการงาน
'อูลตร้าแมน คือ คนญี่ปุ่น-คนญี่ปุ่น คือ อูลตร้าแมน' เด็กชายวิ่งออกไปพบคนญี่ปุ่นด้วยความตื่นเต้น
.. เมื่อกลับมาบ้าน "เป็นไง-อูลตร้าแมน" รุ่นพี่ถาม
ธรรมดามากเลยป้า" เด็กชายคอตก .. เรื่องราวธรรมดาที่ไม่น่าจะมองข้าม
อย่างไม่น่าเชื่อในสังคมยุคข้อมูลข่าวสารกลับเกิดเหตุการณ์
'เด็ก' กระโดดลงมาจากตึกชั้นที่ 5 เพราะคิดว่าตัวเองบินได้อย่างซูเปอร์แมนแสดงถึงว่าการถะถั่งของชุดข้อมูลข่าวสารอาจจะรวดเร็ว
หากไม่ได้ให้ความเข้าใจใดใด จริงไหม สุเทพ วิไลเลิศ หนึ่งคนทำงานสื่อเพื่อเด็ก
พูดคุยกับทีมงานไทยเอ็นจีโอ "ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องเป็นสังคมที่เท่าทันสื่อ"

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
: เริ่มต้นที่โครงการยุทธศาสตร์สื่อเด็ก
สุเทพ วิไลเลิศ : รายงานการศึกษาเรื่องสื่อมวลชนเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้
ที่จัดทำและนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเมื่อปี 2546 ถือเป็นบทเริ่มต้นแผนพัฒนาสื่อเพื่อเด็ก-เยาวชนและครอบครัว
ที่มีข้อมูลวิชาการรองรับ ซึ่งได้แรงสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
(สสส.) โดยมี อาจารย์วิลาสินี พิพิธกุล เป็นผู้กำกับดูแล
จากนั้นจึงมีแผนงานในภาคปฏิบัติออกมารองรับ ทั้งการจัดทำชุดงานวิจัยศึกษาเพิ่มเติม
และการสนับสนุนผู้ผลิตสื่อเช่นรายการโทรทัศน์ที่สร้างสรรค์ ส่วนโครงการยุทธศาสตร์สื่อเด็กหรือแผนพัฒนาสื่อเพื่อการเรียนรู้ของเด็ก
เยาวชน และครอบครัวนั้น เป็นแผนงานหนึ่งที่ริเริ่มร่วมกับ สสส.
และดำเนินงานโดย อาจารย์อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ (อาจารย์ย่า)
นักวิชาการด้านนิเทศจากจุฬาฯ และในฐานะกรรมการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก
ซึ่งเป็นผู้ที่ให้ความสนใจในเรื่องอิทธิพลและผลกระทบของสื่อสารมวลชน
รวมถึงการพัฒนาสื่อให้เหมาะสมกับการรับรู้ของเด็ก
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
: สร้างสุขภาวะสังคมด้วยการเฝ้าระวังสื่อสารมวลชน
สุเทพ วิไลเลิศ : แผนพัฒนาสื่อเพื่อการเรียนรู้ของเด็ก
เยาวชน และครอบครัว เป็นแผนงานหนึ่งที่สนับสนุนมติคณะรัฐมนตรี
4 พฤศจิกายน 2546 นอกนั้นยังมีโครงการอื่นๆที่ดำเนินงานอีกหลายโครงการ
อาทิ ชุดโครงการวิจัยtv4kids ,กลุ่มตาสับปะรดกับกิจกรรมเฝ้าระวังสื่อ
,กลุ่ม media-monitor ทำงานเฝ้าระวังสื่อในเชิงวิชาการ โครงการยุทธศาสตร์สื่อเด็ก
เน้นงานรณรงค์เชิงนโยบายวางจังหวะก้าวที่เหมาะสมสำหรับสื่อเด็กบนพื้นที่สื่อสาธารณะ
มีบทบาทให้การสนับสนุนและดำเนินโครงการสร้างพลังถ่วงดุลสื่อในปัจจุบันซึ่งมีอิทธิพลมากล้น
รวมไปถึงสร้างช่องทางสำหรับสื่อเพื่อเด็กโดยเฉพาะ เพราะคงต้องยอมรับว่าสื่อสารมวลชนส่วนใหญ่นำเสนอข่าวคราวเชิงลบรวมไปถึงไม่มีมาตรการที่ชัดเจนใดใดในการคุ้มครองเด็ก
หรือสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็ก จากบรรดาสื่อที่ไม่เหมาะสมภายใต้การลงทุนทางธุรกิจที่พยายามกระตุ้นให้เกิดการขายเพื่อบริโภคอย่างไม่สนใจถึงผลกระทบใดใด
เราพยายามสร้างความเท่าทันและภูมิคุ้มกันแก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะเด็กเยาวชน
ถือเป็นการ "ขจัดสื่อร้าย ขยายสื่อดี และเพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์"
ให้กับเด็ก
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
: ทำอย่างไร
สุเทพ วิไลเลิศ : บทบาทหลัก
คือ การกำหนดยุทธศาสตร์หรือแผนงานที่ต้องการให้เกิดขึ้น และแสวงหาความร่วมมือจากกลุ่มต่างๆในการพัฒนาแผนงาน
ผ่านหลักการ 2 แบบ แบบแรกโครงการประเภทเปิดรับทั่วไป จะเน้นไปที่เด็ก-เยาวชนชุมชนทั่วประเทศหรือผู้ที่สนใจเข้ามาร่วมกันผลิตสร้างสรรสื่อ
ถ่ายทอดความคิดหรือสื่อสารเรื่องราวของชุมชนออกมาจะผลิตเองหรือสร้างกระบวนการเรียนรู้เรื่องสื่อสารมวลชนกระตุ้นการเรียนรู้แก่ภาคประชาสังคม
ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เรื่องการสื่อสารสาธารณะในรูปแบบที่เหมาะสมแบบที่สอง
เน้นการพัฒนาโครงการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสื่อเด็กในมิติต่างๆ
เช่นหกโครงการที่สนับสนุนไปแล้วนั้น ยกตัวอย่าง โครงการลิเกเด็กเพื่อพัฒนาสื่อชุมชนท้องถิ่นถ่ายทอดเรื่องราวโดยเด็กและมีเนื้อหาสำหรับเด็กซึ่งแตกต่างจากลิเกทั่ว
ๆ ไป ที่จะมีโครงเรื่องหลักอยู่ที่เรื่องประเภทชิงเมืองชิงเรื่องรักๆใคร่ๆ
ด้านหนึ่ง คือ สืบทอดศิลปะวัฒนธรรมการแสดง 'ลิเก' เด็กมีส่วนในการคิดโจทย์นำเสนอ
ผลที่ออกมาเช่น มีตัวละครที่ชื่อเหมือนการ์ตูนญี่ปุ่นเช่นชื่อโนบีตะ
หรือมีฉากปล่อยพลังอย่างในหนังการ์ตูน ทั้งหมดเป็นโครงการเชิงทดลองที่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง
และมีโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ยั่งยืน โดยการสนับสนุนจากคนในชุมชนหรือหน่วยงานราชการได้หรือไม่หรือเด็กจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร?
เพราะไม่ว่าผลจะออกมาในรูปแบบใด สังคมย่อมจะได้ประสบการณ์เพิ่มเติมบางอย่าง
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
: ยกตัวอย่าง
สุเทพ วิไลเลิศ : อย่างเช่นหากเราจะสนับสนุน
ดิเกฮูลู ให้เกิดขึ้นในชุมชนคงต้องถามว่าเด็กจะเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตงานอย่างไรหรือในมิติใด
ส่วนของผู้ผลิตรายการทีวีที่มีความชำนิชำนาญเราก็เข้าไปเป็นส่วนสนับสนุนให้เกิดการผลิตสื่อในลักษณะต้นแบบเช่น
รายการโทรทัศน์ที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนหรืออาจมีความเฉพาะบางอย่าง
เช่น กลุ่มเด็กพิการ เด็กติดเชื้อนี่เป็นการสนับสนุนให้ผู้ใหญ่ผลิตรายการเพื่อเด็กหรือจะเป็นเด็กผลิตรายการเพื่อเด็ก
ประสบการณ์ชุดเดียวกันทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : สื่อเพื่อเด็กหมายความว่าเด็กต้องมีส่วนร่วม
สุเทพ วิไลเลิศ : คงไม่หมายถึงอย่างนั้นทั้งหมดแต่ต้องแยกเป็นลักษณะต่างๆ
อาจจะมีทั้งผู้ใหญ่ทำหรือผลิตสื่อให้ ผู้ใหญ่จะเป็นส่วนสนับสนุนให้เด็กผลิต
หรือเด็กเยาวชนจะผลิตเองก็ได้ทุ้งนั้น อาจารย์ย่าใช้คำว่า
"สื่อของเด็ก-โดยเด็ก-เพื่อเด็ก" มันเป็นระดับขั้นหรือพัฒนาการที่แตกต่างกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายการทีวีที่มีอิทธิพลมากกว่าสื่ออื่น ๆ ปัจจุบันทีวีเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของสื่อที่ทรงอิทธิพลเพราะคนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายสุดเปรียบเทียบกับระบบอินเทอร์เน็ตหรือสื่ออิเลคโทรนิคสมัยใหม่อื่นๆแล้วยังนับว่าน้อยกว่าทีวี
พูดได้ว่าทีวีเป็นเหมือนสมาชิกคนหนึ่งภายในบ้าน แต่ทีวีก็เป็นเพียงเครื่องมือหรือช่องทางหนึ่งหากไม่เปิดก็จะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ประเด็นสำคัญคือ เท็จจริงแล้วขณะนี้ในรายการโทรทัศน์มีอะไรให้ดู
ขณะที่พ่อแม่กำลังเป็นห่วงลูกว่าจะเกิดอันตรายเมื่ออยู่นอกบ้านหรือบนท้องถนนแต่พอมาถึงในบ้านเรากลับปล่อยให้โทรทัศน์กำลังชักจูง
และถ่ายทอดให้เด็กซึมซับจนยอมรับบางสิ่งบางอย่างก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางร่างกาย-จิตใจ
เด็กไทยวันนี้เลยกลายเป็นโรคอ้วน ฟันผุ เบาหวาน ความดันกันมากขึ้นเพราะน้ำอัดลม
ขนมกรุบกรอบหรือจังค์ฟูดส์ที่โฆษณาแฝงระหว่างรายการซึ่งเด็กจะจดจำสีสันผ่านการโฆษณาและรบเร้าพ่อแม่ให้ซื้อ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ครอบครัวสมัยใหม่ใช้ทีวีเลี้ยงลูก
สุเทพ วิไลเลิศ : พ่อแม่เห็นว่าลูกโยเยก็เปิดทีวีให้ดู
จะไปทำงานบ้านก็ทิ้งลูกไว้หน้าทีวีหรือใช้ทีวีเป็นรางวัลล่อใจในการทำการบ้านของเด็ก
หากจะว่าไปโทรทัศน์ก็เป็นเหมือนนักสะกดจิตที่สอนวิธีการและกำหนดค่านิยมบางอย่างบอกว่าอะไรใช่-ไม่ใช่
อะไรดี-ไม่ดี อย่าง ผิวขาวถึงจะสวย ดำน่ารังเกียจดูต้อยต่ำ เส้นผมต้องดำมันเป็นประกาย
แต่งตัวต้องแบบนี้ กระโปรงสั้นกำลังอินเทรนด์ ไปเที่ยวต้องที่นี่ย่านคนดัง
ออกแบบวิถีชีวิต (Life Style)
เป็นตัวอย่างให้ด้วย เป็นเครื่องมือกำหนดค่านิยมที่ทรงพลังและน่ากลัวชนิดหนึ่ง
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทีวีเป็นพี่เลี้ยงลูก
สุเทพ วิไลเลิศ : บทบาทการเลี้ยงดูเด็กอยู่ที่ทีวีด้วย
เพราะเงื่อนไขสังคมเปลี่ยนไปหลายประการ เช่นพ่อแม่ต้องทำงานหาเงิน
ไม่มีเวลามากนัก โรงเรียนก็มุ่งแต่สอนเพื่อให้ไปประกอบอาชีพยังไม่ได้มุ่งสอนให้เป็นคนที่สมบูรณ์เท่าที่ควร
เลยเกิดกรณีว่าครอบครัวส่วนใหญ่จะยกความรับผิดชอบนี้ไปที่สถาบันการศึกษา
ขณะสถาบันการศึกษาโต้กลับมาว่าครอบครัวต่างหาก คือ องค์ประกอบสำคัญ
ช่องว่างตรงจุดนี้เองที่ทำให้ควรใช้สื่อมวลชนของสังคมเข้ามามีบทบาทนำพาเด็กๆ
ของเราไปในทางที่ถูกที่ควร
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : จะทำอย่างไรในเมื่อกลุ่มผู้ผลิตรายการทีวีตกอยู่ในวงจรธุรกิจ
สุเทพ วิไลเลิศ : ที่คุยมา
ผมคงไม่ได้หมายความว่ารายการทีวีมีโทษเพียงด้านเดียวหรือเลวร้ายแบบไม่น่าให้อภัย
ต้องยอมรับว่าด้านหนึ่งมันเป็นช่องทางที่จะเปิดโลกการเรียนรู้ของเด็กให้กว้างขึ้น
สาระสำคัญคือ คน, สังคมจำเป็นต้องมีความเข้าใจและเท่าทันต่อสื่อด้วยยกตัวอย่างว่าสื่อที่เหมาะสมกับเด็กเป็นสื่อที่สามารถสร้างความเท่าทัน
ไม่มีโฆษณา (ขนมกรุบกรอบ) สร้างพัฒนาการแก่เด็ก
กำหนดค่านิยมเชิงคุณค่า ความดีงาม ชมแล้วอิ่มไปกับจริยธรรมคุณธรรม
ลองคิดดูว่า หากเราฉายการ์ตูนที่มีเฉพาะเรื่องราวชกต่อยต่อสู้มาก
ๆ เข้า จะเป็นอย่างไร เพราะมันจะกระตุ้นการรับรู้ให้เข้าใจได้ว่าความรุนแรงคือทางออกเดียวของการแก้ปัญหาข้อขัดแย้ง
ซึ่งต้องยอมรับว่ากรณีนี้ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาสั้น
ๆ แต่มีข้อมูลทางวิชาการยืนยันว่าจะสะสมทบทวีขึ้น ฉนั้นดูละครทีวีหนึ่งเรื่องแล้วเด็กจะกระโดดตึกตายคงไม่ใช่
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เด็กกระโดดตึกเพราะดูรายการทีวีเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ
สุเทพ วิไลเลิศ : ส่วนใหญ่จะเล่นกันรุนแรงจนเกิดอุบัติเหตุ
ยกตัวอย่างกรณีหนึ่ง เคยมีเด็กเลียนแบบเล่นกระโดดข้ามกองไฟจนพลาดตกเข้าไปในนั้นจนทำให้เกิดแผลพุพองจนมือพิการ
ลักษณะนี้ในต่างประเทศจะต้องทำความเข้าใจกับผู้ผลิตหรือจัดเรตดูแลเป็นเรื่องราวซึ่งหากจะโยนความผิดทั้งหมดไปให้ทีวีดูจะเป็นเรื่องเกินเหตุไปสักหน่อยรายการทีวีอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของแรงกระตุ้นให้มีพฤติกรรมบางอย่างซึ่งต้องมีบทพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงที่ผ่านมาแต่ถ้าเมื่อเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นแล้ว
คนในสังคมและสื่อต้องร่วมกันรับผิดชอบหาทางป้องกัน จะคิดแต่โยนโทษความผิดไปให้สื่อหรือกดดันให้เป็นจำเลยเพียงผู้เดียวไม่ได้
นั่นปลายเหตุ การพัฒนาสื่อสารมวลชนที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่ดีต่อตัวผู้ผลิต
ยกตัวอย่างแบบสุดโต่ง หากเราเสริมทักษะแก่เด็ก-เยาวชนและผู้ใหญ่ให้รู้จักสื่อที่ดีที่เหมาะสม
มีความเข้าใจและเท่าทันสื่อเพียงพอ ต่อให้รายการทีวีหลุดภาพฉาย
"คลิปวีดีโอแอนนา" ออกมาก็ไม่น่ามีผลลบกับผู้ชมเพราะรู้จักแยกแยะ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ไม่คิดมากเกินไปนะ
สุเทพ วิไลเลิศ : คิดมากสิหากไม่คิดมากคงไม่มาทำงานแนวนี้
ผลกระทบที่เกิดจากสื่อเป็นปรากฏการณ์ที่พิสูจน์ได้หากลองแยกแยะรายการทีวีออกจากการโฆษณา
จะเห็นว่ารายการทีวีแทบทุกประเภทมีโฆษณาแฝงเร้นอยู่ทั้งนั้นผู้ใหญ่อาจจะทำความเข้าใจได้มีวิจารณญาณไตร่ตรองแต่เด็กซึ่งมีอายุน้อย
ยังขาดประสบการณ์ชีวิต ยังไม่อาจจะแยกแยะได้ เด็กจะเข้าใจได้อย่างไรว่า
ที่ผ่านไปเมื่อสักครู่นี้ คือ รายการการ์ตูนที่ชื่นชอบและฉากต่อมาคือโฆษณาเมื่อมีตัวการ์ตูนตัวเดิมออกมาบอกว่า
"อมยิ้มอันนี้ดีที่สุดในโลกเลยเพื่อน" เด็กแยกไม่ได้ว่าอย่างไหน
คือ รายการทีวี อย่างไหน คือ โฆษณา ซึ่งเป็นวิธีทางการตลาดที่ทำกันทั่วโลกและเป็นความจงใจของกลุ่มผู้ผลิตสื่อ
มันฝรั่งเลย์ เป็นสินค้ายอดฮิตเพราะอะไร เพราะพรีเซ็นเตอร์คือดาราขวัญใจวัยรุ่นใช่หรือไม่
แล้วกลุ่มธุรกิจต้องจ่ายค่าตัวดาราค่าเวลาโฆษณาเป็นจำนวนตัวเลขหลายหลัก
แล้วเขาจะต้องขายสินค้าให้ได้มากขนาดไหน สมมติว่าหากเลย์ราคา
10 บาท ก็เท่ากับเราช่วยจ่ายค่าจ้างดาราพรีเซนเตอร์และค่าออกอากาศไป
1-2 บาทแล้ว กลยุทธ์การตลาดมีไม่กี่วิธี ยกตัวอย่าง บอกว่าความขาว
คือ ดี,ดำ คือ มีปัญหา แต่เราช่วยคุณได้ เป็นสูตรสำเร็จ เท่ากับสื่อกดดันความรู้สึกของคนให้แปลกเปลี่ยนไป
รู้สึกผิด รู้สึกอาย รู้สึกต้อยต่ำด้อยค่า และสุดท้ายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์คือ
พระเอกหรือฮีโร่ที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
: คนส่วนใหญ่มักคิดว่ารายการเด็ก คือ การ์ตูน
สุเทพ วิไลเลิศ : ไม่ทั้งหมดหรอก
เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ถือเป็นมายาคติบางอย่างที่สังคมเราสร้างขึ้น
พูดถึงรายการสำหรับเด็กลำดับแรกคนมักจะคิดถึงการ์ตูน ถามว่าการ์ตูนชินจังเหมาะสำหรับเด็กหรือไม่
เนื้อหาของการ์ตูนเรื่องชินจังนี้แฝงเอาไว้ด้วยเรื่องราวทางเพศและพฤติกรรมแนวก้าวร้าวซึ่งไม่เหมาะสำหรับเด็กแน่นอน
แต่เมื่อเด็กดูและชื่นชอบเลยกลายเป็นค่านิยมที่เด็ก-เยาวชนยอมรับและทำตามอย่าง
เราจำเป็นต้องแยกระหว่างรูปแบบและเนื้อหา รายการเด็กจะมีรูปแบบอย่างไรก็ได้
การ์ตูน,เกมโชว์,วาไรตี้, ข่าว, สารคดี,กีฬา,ละคร หรือจะเรียลลิตี้ก็ได้
เนื้อหาต่างหากที่เป็นจุดสำคัญว่าให้อะไรกับเด็ก มุ่งให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องราวที่มีประโยชน์หรือไม่หรือกระทั่งเหมาะสมกับเด็กวัยใด
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เหมาะสมกับวัย
หมายความว่า อย่างไร
สุเทพ วิไลเลิศ : สื่อสารมวลชนจำเป็นต้องคำนึงถึงช่วงวัยที่แตกต่า
งเพราะมันเป็นช่วงพัฒนาการของมนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของสังคม
ตัวอย่างเช่นข้อสรุปของจิตแพทย์ว่าในช่วง 5-7 ขวบ นับเป็นช่วงโอกาสทองที่ต้องสอนเรื่องความมัธยัสถ์
สร้างวินัย หากเลยช่วงวัยนี้เด็กจะเรียนรู้ได้ต่ำ ถ้าให้เด็กได้รับรู้ซึมซับเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ในลักษณะนี้ตั้งแต่เด็ก
เด็กจะเกิดภูมิต้านทานไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วแค่ไหน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : สร้างคุณธรรมและจริยธรรม
สุเทพ วิไลเลิศ : เด็กจะเติบโตมาในสภาพอย่างไรหากสื่อสารมวลชนไม่ถือคุณธรรม-จริยธรรมเป็นหลักใหญ่กล้านำเสนอสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม
เช่น กรณีขายหุ้นชินคอร์ปอย่างยอกย้อน 73,000,000,000 บาท ของนายกรัฐมนตรี
หากสื่อเลือกนำเสนอเฉพาะแง่มุมทางกฏหมายเป็นเครื่องตัดสินถูก-ผิดเพียงด้านเดียวโดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมหรือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง
เพราะนี่เป็นเรื่องแบบอย่างของคนสาธารณะระดับชาติ สังคมไทยต้องให้เด็กเยาวชนได้เห็นได้เรียนรู้แบบอย่างที่ดี
เราจะให้เด็กได้เรียนรู้ความดีงามจากเรื่องที่ต่ำช้าคงเป็นไปได้ยาก
คนส่วนใหญ่มักคิดว่ารายการที่เน้นเรื่องราวเชิงจริยธรรมเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย
เป็นรายการประเภทธรรมะ ต้องเห็นพระ มีท่านั่งสมาธิ พูดจาเนิบนาบสุภาพตลอดศก
ไม่ใช่ ไม่จำเป็น รายการควรจะหลากหลาย มีรูปแบบที่น่าสนใจ แล้วสอดแทรกเนื้อหาทางจริยธรรมเข้าไป
อย่างละครวัยรุ่นบางเรื่องที่ออกอากาศอยู่ก็ทำได้ดี สร้างแบบอย่างที่ดีได้
อย่าโทษเด็กถ้าผู้ใหญ่เองก็ไม่ได้ลงทุนอะไรให้
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ละครหลังข่าวแฝงด้วยคุณธรรมหรือเปล่า
สุเทพ วิไลเลิศ : เป็นไปได้
ละครหลังข่าวอาจจะแฝงจริยธรรม ดี เพราะมันหมายถึงการให้ความสำคัญต่อเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอ
ซึ่งคงต้องมาดูกันเป็นรายการไปว่ามันมีข้อเท็จจริงอย่างไร ใช่หรือไม่ใช่
หรือเป็นข้ออ้าง คุณสุรางค์ เปรมปรีด์ เจ้าของช่อง7 เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า
เธอเองเชื่อว่าคนดูละครเพราะต้องการผ่อนคลายความเครียด ต้องการรับชมเรื่องราวง่าย
ๆ เบา ๆ นั่นไม่ใช่สิ่งผิดแปลกหากเขาจะมองว่าทีวีเป็นเครื่องมือปลอบประโลม
ทีนี้ ปัญหา คือ เราปลอบประโลมกันจังเลย ทุกวัน ทุกช่อง โดยเฉพาะในช่วงไพร์ไทม์
เนื้อหาไม่แปลกไปจากเดิมซึ่งมันจำเป็นและถึงเวลาแล้วที่ต้องเพิ่มพื้นที่สำหรับรายการใหม่
ๆ เหล่านี้ ความจริงสังคมมีเรื่องราวดีดีเยอะแยะมากมายแต่ไม่ถูกนำมาใช้
ผู้ผลิตยังเห็นว่าคนดูควรมีรสนิยมกับละครที่มีโครงเรื่องไม่พัฒนา
หรืออันที่จริงเขาขายดารามากกว่าเนื้อหาจะเห็นว่าเกิดนักแสดงหน้าใหม่มากขึ้นจนจำกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว
ถามว่ามีฝีมือในการแสดงมากน้อยแค่ไหนมันเป็นรูปแบบการลงทุนทางธุรกิจมากกว่าการผลิตรายการเพื่อสื่อสารและยกระดับกับสังคม
ทำให้วงการละครโทรทัศน์ไทยเองก็ไม่พัฒนา
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ดูเหมือนว่าจะมีการเคลื่อนไหวเพื่อจัดเรตติ้งรายการทีวี
สุเทพ วิไลเลิศ : เรื่องสืบเนื่องมาจากการทำงานของเครือข่ายสื่อเพื่อเด็กนักวิชาการ
ร่วมกับสสส.เกิดเป็นบทสรุปชุดหนึ่งสรุปถึงผลกระทบทางสังคมที่เกิดจากสื่อสารมวลชนและการจัดการสื่อให้เป็นประโยชน์กับสังคม
ทำให้มีการนำเสนอข้อมูลเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี จนเกิดเป็นมติคณะรัฐมนตรี
4 พฤศจิกายน2546 ให้เพิ่มรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก เยาวชนและครอบครัว
และครั้งล่าสุดเมื่อ 21 ตุลาคม 2548 คณะรัฐมนตรีมีการหยิบยกสถานการณ์ปัญหาด้านเด็กเยาวชนขึ้นมาอีกครั้งจึงมีการแต่งตั้ง
"คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยเรื่องการส่งเสริมสื่อสร้างสรรสังคม"
ซึ่งเราจะเห็นข่าวคราวว่ามีการปราบปรามสื่อลามก (ประกาศสงครามกับสื่อลามก)
หนังสือ,วีซีดี,เวปไซด์ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์
และกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดประชุมสนับสนุนให้เกิดกลุ่มผู้ผลิตสื่อที่สร้างสรรทั้งนี้ยังนำมาสู่การปรับผัง
ETV ให้เป็นช่องของเด็ก-เยาวชนและครอบครัว ส่วนสุดท้าย คือ กระทรวงวัฒนธรรมที่เข้ามามีบทบาทในการจัดเรตติ้งซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำเวทีระดมความคิดเห็น
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : การจัดเรตติ้ง
หมายถึง มาตรการเชิงป้องกัน
สุเทพ วิไลเลิศ : ทั่วไปคนมักจะเข้าใจไปว่าเรตติ้ง
หมายถึง การมีคนชมรายการเยอะเป็นการวัดผลความนิยมผ่านผู้ชมรายการ
ในกรณีนี้การจัดเรตติ้งจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มธุรกิจสื่อสารมวลชน
เพราะรายการใดที่มีเรตติ้งผู้ชมมากผู้ผลิตรายการก็สามารถนำเครดิตไปหาผู้สนับสนุนรายการหรือสปอนเซอร์ได้ง่าย
ถือเป็นธุรกิจบนสื่อสารมวลชนซึ่งเมื่อรายการมีโฆษณาเข้ามาก ก็จะติดกรอบว่ารัฐห้ามโฆษณาในทีวีเกินชั่วโมงละ
12 นาที ผู้ผลิตก็จะแปลงร่างโฆษณาเหล่านั้นให้เป็นโฆษณาแฝง อันเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ได้ผล
ทำให้นึกถึงชีวิตของตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง Truman Show
ที่ปรากฏว่ามีการแอบโฆษณาแฝงอยู่ในชีวิตประจำวันของตัวละครเต็มไปหมด
หรือ รายการถึงลูกถึงคน ของคุณสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา
เราจะเห็นถ้วยกาแฟ เสื้อ ป้าย เครื่องหมายการค้าของผลิตภัณฑ์ต่าง
ๆ ในรายการ ประกอบอยู่เป็นเรื่องปกติแต่การจัดเรตติ้ง ในอีกความหมายหนึ่งคือการสร้างระบบเรตติ้งเชิงคุณภาพที่ไม่ได้พูดถึงปริมาณคนดูแต่เป็นการจัดแบ่งช่วงชั้นของเนื้อหา
เป็นเรตอย่างในอเมริการจะมี เช่น เรต TV-G นั้นเหมาะสมสำหรับทุกเพศทุกวัย
มีความรุนแรงน้อยหรือไม่มีเลยขยับขึ้นมา ก็เป็นเรต TV-PG ซึ่งควรได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครอง
อาจมีเนื้อหาบางตอนไม่เหมาะสมกับเด็ก ผู้ปกครองอาจดูร่วม กับเด็กมีคำหยาบและความรุนแรงบ้าง
มีภาษาหรือสถานการณ์ที่เชิญชวนทางเพศ เช่น รายการตลก sitcom
ซึ่ง ประเทศไทยสามารถรับเอามาประยุกต์ใช้ได้
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
: ดูเหมือนจะเข้าไปควบคุม
สุเทพ วิไลเลิศ : เป็นลักษณะการจัดการทางสังคมเพื่อสร้างสูตรในการผลิตเนื้อหารายการที่มีประโยชน์และเป็นการจัดเกรดสื่อมากกว่า
ประโยชน์จะเกิดแก่กลุ่มผู้บริโภคที่รับชมสื่อหรือรายการโทรทัศน์โดยตรง
แต่เดิมสังคมไทยใช้วิธีการเซ็นเซอร์ รายการ ด้วยการตัดบางฉากออก
หรือ แบนทั้งเรื่อง คือห้ามฉาย ความเปลี่ยนแปลงท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ทำให้คนไม่ยอมรับวิธีการนี้อีกต่อไปเพราะในบางมุมมองกลายเป็นเรื่องลิดรอนสิทธิเสรีภาพการนำเสนอความคิดเห็น
หากใช้ ระบบการจัดเรตติ้งเราจะแบ่งเรื่องราวออกเป็นช่วงชั้นต่างๆ
แยกแยะไปตามความเหมาะสมเพื่อประโยชน์แก่พ่อแม่ที่จะสร้างความเข้าใจแก่เด็ก
ๆ ว่ารายการนี้ให้ลูกดูลำพังได้ รายการนี้ควรดูพร้อมกัน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ดังนั้น พ่อแม่ต้องเท่าทันสื่อสารมวลชนด้วย
สุเทพ วิไลเลิศ : ต้องสร้างความเข้าใจด้วย
เป้าหมายของการจัดเรตติ้ง คือการปกป้องเด็กออกจากการรับรู้-รับชมสื่อที่ไม่เหมาะสม
ไม่ใช่การปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร สร้างความเท่าทันเลือกรับรายการอย่างชาญฉลาดผ่านจอโทรทัศน์
พ่อแม่ไม่ต้องมานั่งเฝ้ากันทุก ๆ รายการว่าดี-ไม่ดีอย่างไร เราบอกว่าช่วงเวลา16.00น.-22.00น.
คือ ช่วงรายการเด็ก เยาวชน และครอบครัวก็ควรเป็นรายการตามนั้นจริง
ๆ ตามระบบที่จัดเอาไว้แล้ว
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เครือข่ายสื่อเพื่อเด็กต้องการอะไร
สุเทพ วิไลเลิศ : เครือข่ายสื่อเพื่อเด็กเกิดจากการรวมตัวกันของบุคลากรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสื่อเด็ก
เห็นเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจน
สักประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมาแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ องค์กรที่ทำงานขับเคลื่อนหลักกับองค์กรสนับสนุน
อย่างเช่น โครงการmedia-monitor, โครงการวิจัยtv4kids , ขบวนการตาสับปะรด,
มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว รวมทั้งโครงการยุทธศาสตร์สื่อเด็ก
อย่างงานของเครือข่ายครอบครัวก็เข้ามาผลักดันครอบครัวให้เกิดการเฝ้าระวังสื่อเพราะผู้ผลิตรายการส่วนใหญ่มักจะเข้าใจไปเองว่าสิ่งที่ตนเองผลิตเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว
ไม่เห็นมีใครออกมาว่าอะไร สังคมไทยเป็นสังคมตั้งรับเราต้องสร้างรูปแบบของการตั้งคำถาม
เห็นอะไรดี-ไม่ดี ชอบ-ไม่ชอบ ต้องสื่อสารออกไป แสดงเจตจำนงออกไป
มีความคิดเห็นอย่างไรก็สื่อออกมา คนพอเข้าใจว่าอะไรควรไม่ควรแต่ไม่สื่อสาร
เพราะหากมีการสื่อสารผู้ผลิตจะเข้าใจและเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอ
ซึ่งถือเป็นความคาดหวังหนึ่ง มาตรการเชิงป้องกันที่ชัดเจนในการคุ้มครองเด็ก-เยาวชนอย่างหนึ่งที่ต้องเร่งทำคือการสร้างเกราะหรือภูมิคุ้มกัน.ให้แก่ผู้รับสื่อ
ทั้งเรื่องความเข้าใจต่อสื่อในมิติต่างๆหรือเรียกง่ายๆว่าเป็นการสร้างความเท่าทันสื่อ
ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนดูแล้วชอบชอบแล้วซื้อสินค้า
จบเกมส์
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เป็นเรื่องยากขนาดไหนที่จะขอความร่วมมือกับผู้ผลิตรายการซึ่งเป็นเอกชน
สุเทพ วิไลเลิศ : ยาก
ต้องเริ่มทำความเข้าใจว่าการผลิตรายการของบริษัทธุรกิจเหล่านี้มีความเกี่ยวพันกับสังคมอย่างไร
ขณะเดียวกันคนเหล่านี้ต้องรู้ว่าธุรกิจของเขาจะสามารถอยู่ได้เมื่อผลิตรายการที่ตอบสนองความต้องการของสังคม
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำความเข้าใจต่อผู้รับสารหรือผู้บริโภคด้วยว่าตนเองก็มีอิทธิพลต่อการผลิตมาก-น้อยอย่างไร
ผมเชื่อว่าผู้รับสารมีอำนาจทางความคิดมากเพียงพอที่จะชี้ได้ว่าโฆษณาชิ้นนี้ทำให้เกิดการเหยียดชนชั้น
ต้องงดการออกอากาศ รับรองได้ว่ามีผล แต่สังคมไทยยังไม่ใช่สังคมชนิดนั้นแต่ก็ต้องผลักดันให้เกิดเช่นที่มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวสร้างเครือข่ายพ่อแม่ให้มีความรู้ความเข้าใจและกล้าที่จะออกมาบอกว่า
อะไรดี-ไม่ดีอย่างไรและพร้อมเป็นส่วนกระตุ้นให้เกิดการลุกขึ้นมาโต้ตอบความไม่ชอบธรรมเพื่อสร้างสิ่งที่ดีร่วมกัน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : จะเป็นอย่างไรในเมื่อธุรกิจสื่อผูกพันกับทุนขนาดใหญ่
สุเทพ วิไลเลิศ : มีการพูดคุยกันมากในเรื่องนี้โดยเฉพาะคนผลิตรายการเพื่อเด็กที่มักจะให้เหตุผลว่าทำแล้วไม่มีกำไร
ผลิตออกมาแล้วไม่มีคนดูจนไม่มีทางออก ส่วนใหญ่ก็เลิกผลิตจึงเหลือแต่ผู้ผลิตที่มุ่งมั่นชัดเจนแต่ก็มีอยู่น้อยนิด
ซึ่งนั่นต้องคำถามว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ และต้องค้นหาช่องทางต่อไปเพราะจุดยืนของสื่อเด็กอาจจะไม่อยู่บนฐานธุรกิจเลยก็ได้
หากลองยกตัวอย่างรายการเด็กอย่าง "เซซามิ สตรีท"
ที่ครองใจเด็ก ๆ มายาวนาน จุดเริ่มต้นเกิดจากกลุ่มพ่อแม่ที่เฝ้ามองรายการโทรทัศน์
แล้วพบว่า รายการโทรทัศน์ช่างไม่มีสาระอย่างสิ้นเชิง นำเรื่องราวนี้ไปพูดคุยจนเกิดเป็นเครือข่ายระดมทุนผลิตรายการทีวีเพื่อเด็กเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการไม่
วางเฉยปล่อยให้เรื่องราวผ่านไป "คุณทำไม่ดีเดี๋ยวเราทำเอง"
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : คนรับสารเป็นตัวแปรหลัก
สุเทพ วิไลเลิศ : หากคนรับสารออกมาพูด
บอกว่าต้องการรายการอย่างไรผู้ผลิตจะผลิตอย่างนั้น หากไม่พูด
ไม่สื่อสารผู้ผลิตรายการมักจะตีขลุมเอาว่ารายการที่ตนเองทำดีอยู่แล้วเพราะมีข้ออ้างว่า
"ไม่เห็นมีใครออกมาโวยวาย" คนทำสื่อมักจะภาคภูมิใจในวิชาชีพแต่ก็ต้องมีอุดมคติควบคู่กันไป
หากจะใช้ความคิดเห็นของผู้คนเป็นข้ออ้างว่า "เพราะคนชอบดูรายการแบบนี้"
แสดงว่าสื่อสารมวลชนก็เป็นเพียงกลุ่มธุรกิจที่ทำงานสื่อเพื่อสนองตลาดเท่านั้น
ซึ่งต่างจากนักสื่อสารมวลชนเดิม ที่กล้าจะบอกว่าอะไรคือสิ่งที่คุณควรจะรับรู้เพื่อประโยชน์แก่ตัวคุณเองและสังคม
สื่อ คือ ผู้ชี้ประเด็น แต่ปัจจุบันสื่อกลับถามเราว่าคุณต้องการอะไรเดี๋ยวจัดให้
อยากดูเอ็กซ์, อยากดูโป๊, อยากดูอั้ม ใช่หรือเปล่าเดี๋ยวสื่อจัดให้
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
: คนอยากดูอั้มคนก็ต้องได้ดูอั้ม ขายได้
สุเทพ วิไลเลิศ : ใช่นั่นหมายถึงการเข้าสู่วงจรธุรกิจสื่อสารเต็มรูปแบบ
สื่อสารมวลชนจะต้องตั้งคำถามถึงความจริงและความงาม ผ่านค่านิยม
สุนทรียภาพ ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง สร้างแบบอย่างทางจริยธรรม
แต่กลายเป็นว่าอยากดูแบบนี้ใช่หรือเปล่าเดี๋ยวจัดให้ เข้าข่ายมอมเมา
อย่างเช่น รายการเล่าข่าวหรือคุยข่าวโดยการเอาข่าวจากหนังสือพิมพ์มาคุย
หากสังเกตจะพบว่าการคุยข่าวแต่ละเรื่องมีลักษณะแสดงความคิดเห็นเข้าไปในเนื้อข่าวมาก
เช่น ข่าวการชุมนุมคัดค้านการค้าเสรีหรือการชุมนุมของคุณสนธิ
ลิ้มทองกุล กลายเป็นเรื่องของประชาชนกลุ่มหนึ่งไม่เข้าใจไม่ทำตามกติกา
ใส่ความรู้สึกและชี้นำทั้งที่เป็นสิทธิอันชอบธรรมในการแสดงท่าทีต่อเรื่องราวต่างๆ
หรือในบางกรณีเกิดข่าวอุบัติเหตุแปลก ๆก็ถูกนำมาเล่าอย่างเห็นเป็นเรื่องสนุกสนาน
สังคมจึงต้องสร้างระบบกลไกสังคมขึ้นมาชุดหนึ่งในการเข้าไปกำหนดกรอบ
และกำกับดูแลพฤติกรรม
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : สื่อดี ผู้บริโภคตื่นตัว
เป็นเป้าประสงค์หลัก
สุเทพ วิไลเลิศ : ใช่ เรียนรู้ร่วมกัน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เทคโนโลยีสื่อสารเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจะป้องกันอย่างไร
สุเทพ วิไลเลิศ : เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ
ไม่มีชีวิต เนื้อหาอยู่ที่คน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เข้าสู่งานพัฒนาด้านเด็กมานานหรือยัง
สุเทพ วิไลเลิศ : 8-9 ปี
แตกต่างกันออกไปในแต่ละขั้นตอน เรียกว่า เรียนรู้ผ่านประสบการณ์การทำงานที่ต่างระดับกันไปค้นคำตอบระหว่างการทำงานมีโอกาสได้เรียนรู้ร่วมกับนักวิชาการ
คนทำงานพัฒนาด้านเด็ก การทำงานสื่อเพื่อเด็ก,เรื่องวิทยุชุมชน
มีโอกาสได้เรียนรู้และซึมซับกับผู้รู้หลายท่านอย่าง
อ.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ , อ.โคทม อารียา, อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์,
คุณหมอยงยุทธ วงภิรมย์ศานต์ ซึ่งบางท่านนี่ผมเจอไม่บ่อยครั้งนะแต่ว่าแต่ละครั้งจะมีอะไรน่าจดจำและนำไปเป็นแบบอย่างได้
รวมถึงจุดประกายความรู้หลายๆ ด้าน หลายมุมมองที่มีประโยชน์ต่อการทำงาน
ตั้งแต่การมองชีวิตการมองงาน และกระบวนการในการทำงาน คงต้องถือว่าการทำงานในนามกลุ่มไม้ขีดไฟและมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กเป็นเสมือนเวทีหลักของการทำงานที่สำคัญ
ได้เรียนรู้ บ่มเพาะ และเก็บประสบการณ์ กระทั่งล่าสุดจึงได้รับการชักชวนจากอาจารย์ย่าให้เข้ามาทำงานในโครงการยุทธศาสตร์สื่อเด็ก
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : จริงหรือเปล่าว่าคนทำงานเรื่องเด็กหาทุนได้ง่ายเพราะประเด็นง่ายต่อความเข้าใจของคนทั่วไป
สุเทพ วิไลเลิศ : เพื่อนในวงการหลายคนที่ทำงานร้อนหรือที่เรียกว่างานเคลื่อนไหวอาจจะมีมุมมองบางประการ
สิ่งที่น่าสนใจ คือ ในแวดวงคนทำงานด้านเด็กเองไม่ค่อยสนับสนุนประเด็นหรือมีท่าทีในการเคลื่อนไหวนัก
ต้องยอมรับว่าคนทำงานด้านนี้ยังมีอยู่กลุ่มหนึ่งที่มักจะตั้งคำถามว่าทำไมต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการชุมนุม
ซึ่งคนทำงานทางด้านเด็กเองก็ต้องทำความเข้าใจว่า คนทำงานด้านเด็กมีลักษณะของการพลิกเปลี่ยนรูปโฉมสร้างสังคมในรูปแบบหนึ่ง
แต่การชุมนุมก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะเรียกร้องหรือแสดงเจตจำนงค์บางอย่างต่อรัฐ
ซึ่งทำได้ รัฐธรรมนูญยังระบุไว้เลย ประเด็น คือ เราใช้วิธีใดจัดการกับปัญหา
หากเขื่อนสร้างตรงกับบ้านของคุณแล้วคุณถูกไล่รื้อ คุณจะทำอย่างไร
การไม่มองปัญหา ๆในสังคมให้รอบด้านและพยายามจะเชื่อมโยงเข้าด้วยกันคงถือเป็นจุดอ่อนที่ต้องกำจัด
เพราะในความจริงกระบวนการทำงานด้านเด็กก็ต้องยกระดับสู่นโยบายรัฐเช่นเดียวกับงานพัฒนาด้านอื่นๆขณะเดียวกันเพื่อนซึ่งทำงานเคลื่อนไหวก็จะมองตอบกลับมาว่า
คนทำงานเด็กทำงานแบบเด็ก ๆ เข้าสู่ประเด็นที่ว่าทำงานเด็กทำง่าย
หาเงินง่าย เพราะง่ายต่อความรู้สึกของสังคม ถามว่า ถูกต้องหรือเปล่า
ผมว่าถูกต้องแน่นอนถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สังคมเข้าใจเรื่องเด็กได้ง่าย
พูดเรื่องเด็กขาดอาหาร เด็กถูกทารุณกรรม เด็กถูกล่อลวง ปัญหามันชัดเจนจนสังคมจะต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
แต่คงต้องทำความเข้าใจด้วยว่าการทำงานกับเด็ก คือ การสร้างฐานเพื่อรับประกันได้ว่าเด็กจะเติบโตมาเป็นคนคุณภาพ
ทำให้สังคมเข้มแข็ง ไม่เอาเปรียบสังคม ไม่ก่อปัญหา ไม่ว่าใครจะทำอะไรทำเรื่องเอดส์
เรื่องเด็ก เรื่องชนกลุ่มน้อยก็ตาม แต่เรากำลังทำงานพัฒนาสังคม
ไม่ว่าจะทำอะไรก็คงต้องตอบให้ได้ว่าบทบาทของเรามีแค่ไหน องค์กรเราทำอะไร
ซึ่งหากชัดเจนจะไม่เกิดการแบ่งแยกเป็นเขาเป็นเรา งานเคลื่อนไหวต้องการแรงหนุน
คิดว่าการทำงานพัฒนาคงไม่เน้นการทำงานแบบซุปเปอร์แมน การทำงานพัฒนาไม่ต้องการฮีโร่งานพัฒนาต้องการขบวนการ

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : คนทำงานด้านเด็กเกี่ยวข้องกับปัญหาเชิงนโยบายได้
สุเทพ วิไลเลิศ : แน่นอน
เพียงแต่ว่าคนทำงานด้านเด็กยังอาจติดกับขนบหรือวิธีคิดที่เป็นวัฒนธรรมองค์กร
คนทำงานจะต้องทะลุทะลวงออกมาพูดปัญหาและข้อเสนอที่เกี่ยวข้องในเชิงนโยบายให้ได้
ไม่ใช่จมอยู่กับเด็กเท่านั้น นั่นยิ่งน่าสงสารเด็กเข้าไปกันใหญ่
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : การทำงานด้านเด็กมีแนวโน้มเข้าสู่ปัญหาเชิงนโยบายหรือเปล่า
สุเทพ วิไลเลิศ : มีหลายประเด็นที่เปลี่ยนพื้นที่เข้าสู่ระดับนโยบาย
อย่างเช่น เกิดพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก อันนี้ต้องยกเป็นเครดิตของมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กที่ผลักดันมาจนเห็นเป็นรูปธรรมในการคุ้มครองเด็กเชิงนโยบาย
หรือเรื่องสื่อกับเด็กก็ถือว่ากำลังเข้าสู่ระดับนโยบายเพิ่มมากขึ้นแต่หลายอย่างยังไม่เป็นรูปธรรมจับต้องได้
งานเชิงรุกอื่น ๆ อาจจะต้องใช้เวลา ยกตัวอย่าง เรื่องการตั้งจุดซื้อ-ขายถุงยางอนามัยในโรงเรียน
หากมองในมิติความเท่ากันระหว่างความเป็นผู้หญิง-ผู้ชาย เท่ากับว่าเป็นการให้เครื่องมือเชิงป้องกันเด็ก-เยาวชน
แต่ในระดับหนึ่งคงต้องทำความเข้าใจว่าสถานศึกษาควรมีบทบาทในลักษณะนั้นหรือไม่
ปัญหาคือสังคมยังต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับและหาค่ากลางร่วมกันให้ได้
หรือกรณี การวิจารณ์เรื่องเพลงสมัยใหม่ว่าบางเพลงขัดต่อจริยธรรม
ยิ่งเพลงทุกวันนี้มีลักษณะที่เรียกว่าตาดู-หูฟังครบทุกสัมผัสผ่านเสียงร้องและมิวสิควีดีโอประกอบ
เมื่อคุณระเบียบรัตน์ ในฐานะ สว.คนหนึ่งออกมาเป็นเสมือนตัวแทนสังคมที่ออกมาพูดเพื่อสร้างมาตรฐานทางจริยธรรม
ในระดับหนึ่ง สังคมจะต้องไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ผลิตสื่อหรือศิลปินกับคุณระเบียบรัตน์เพียงลำพัง
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
10 กุมภาพันธ์ 2549
|