มึดา นาวานารถ เธอ ‘สู้’ เพื่อสัญชาติ

มึดา นาวานารถ เธอเป็นเด็กคนเดียวกันกับเด็กผู้หญิงคนนั้นที่ร้องไห้หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันเด็กปีที่แล้วเพราะนายกท่าน ‘หนี’ พวกเธออกทางหลังทำเนียบฯ จนวันนี้ ด้วยวัยเพียง 18 ปี มึดา ยืนยันหนักแน่นถึง ความฝัน ต้องการเป็นนักกฎหมายว่าด้วยเรื่องสัญชาติ ทำเรื่องสัญชาติ ต่อสู้เรื่องสัญชาติ ผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหา ประสานร่วมกับหน่วยงานแห่งรัฐ ในการให้สถานะความเป็นคนไทยแก่เธอและพี่น้องของเธอ สร้างที่ยืนและการมีตัวตนแก่เธอและพี่น้องของเธอ ....วันเด็กไร้สัญชาติปีนี้จึงเป็นอีกวันหนึ่งที่ผู้ใหญ่จะต้องฟัง ฟังเพื่อซึมซับความรู้สึกของเธอ คนไม่มีสัญชาติ

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เล่าเรื่องหน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันเด็กปีที่แล้วให้ฟังสักนิดก่อน
มึดา :
วันนั้น เด็กๆ ไร้สัญชาติ กว่า 50 คน จากหลายจังหวัด พะเยา เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ประจวบคีรีขันธ์ ในนามเครือข่ายเด็กและเยาวชนชาวเขาสัมพันธ์นัดชุมนุมกันหน้าทำเนียบรัฐบาลขอพบนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เนื่องในวันเด็ก ร่วมกับพี่เลี้ยงจากกระจกเงาและจากแต่ละจังหวัดที่นำเด็กๆ มาหน้าทำเนียบรัฐบาล พวกเราหวังว่าจะขอพูดกับนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติและมอบของขวัญให้ คือ จะบอกว่ายังมีเด็กอีกกลุ่มใหญ่ โดยเฉพาะในส่วนของเด็กไร้สัญชาติ หนูบอกได้เลยว่า เด็กๆ ไม่รู้ว่า วันนี้ คือ วันเด็ก เสียด้วยซ้ำ

พวกเราได้รับเลือกเป็นตัวแทนจากเด็ก ๆ กลุ่มนี้ เป็นตัวแทนจากเด็ก ๆ ชาวเขา เด็ก ๆ ที่ไม่มีสัญชาติมาเพื่อบอกเล่าความรู้สึกและปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเองและเพื่อน ๆ เนื่องจาก ประเด็นไร้สัญชาติเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องให้ผู้ใหญ่ช่วยแก้ไข การได้รับสถานะความเป็นคนไทย คือ ของขวัญสำหรับเด็ก ๆ อย่างหนู เพียงอยากจะบอกเล่าเรื่องราวให้นายกรัฐมนตรีฟัง เอาเข้าจริง ๆ การขอเข้าพบกลับทำไม่ได้ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกันพวกเราเอาไว้ข้างนอก ช่วงนั้นนายกเปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับเด็ก ๆ จากทางภาคใต้เนื่องในวันเด็ก พวกหนูเห็นนายกพูดอยู่บนเวทีข้างใน ทุก ๆ คนเห็นว่าพวกเราอยู่ที่นั่นเพราะเราใส่ชุดแปลก ๆ (หัวเราะ) แต่ไม่มีใครสนใจ

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เกิดปัญหาที่ภาคใต้พอดี ช่วงที่โรงเรียนถูกเผากว่า 10 โรงเรียน นายกเปิดทำเนียบรัฐบาลนำเด็ก ๆ นักเรียนจากภาคใต้เยี่ยมชมทำเนียบที่กรุงเทพฯ เมื่อพิธีการต้อนรับเด็ก ๆ จากภาคใต้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านนายกท่านเดินลงจากเวที พวกเราพยายามเข้าไปเพื่อจะขอพบท่านแต่กลับถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกันพวกเราเอาไว้ไม่ให้เข้า เค้าบอกเราว่าเข้าไม่ได้ต้องรอตรงนี้ เดี๋ยวนายกจะออกมาพบเองให้รออยู่ที่นี่ พวกเราพยายามอธิบายว่าไม่มีอะไร เราเพียงแต่ต้องการมอบของขวัญและขอพบท่านนายกฯเนื่องในวันเด็ก เหมือนกับเด็กกลุ่มอื่น ๆ ไม่ได้มีอะไร พวกเค้าทำการค้นตัวพวกเรา ของขวัญที่ห่อเอาไว้ก็แก้เชือกออกค้น พวกเราก็ให้เค้าค้นนะคะ เรา ถือว่า เรามาด้วยความบริสุทธิ์ใจ

หลังจากค้นแล้วพบว่า ไม่มีอะไร พวกเรา ขอพบนายกและขอเข้าไปตั้งขบวนอยู่ข้างหน้าเวที พวกเค้าบอกว่าไม่ได้ ต้องรออยู่ตรงนี้ ไม่เป็นไร รออยู่ที่นี่เดี๋ยวนายกก็เดินออกทางนี้อยู่แล้ว รอที่ทางเข้าตรงนี้แหละ แต่เมื่อนายกท่านลงจากเวทีท่านไม่ได้มาหาเรา ท่านเดินกลับเข้าทำเนียบ

พวกเค้าโกหกเรา ทำไมพวกเค้าต้องโกหกเราคะ พวกเรามาอย่างตั้งใจ บริสุทธิ์ใจ แต่ทำไมเขาต้องทำกับเราแบบนี้ อย่างน้อยก็ขอเวลาให้พวกหนูสักหนึ่งนาทีก็ได้ จนเห็นนายกนั่งรถออกไป หนูจึงออกวิ่งตามรถนายก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้ามากันพวกเราไว้ ความจริงจวนจะทันอยู่แล้วนะคะ แต่เพราะเจ้าหน้าที่เค้าผลักหนูออกมาเสียก่อน เกือบล้มไปค่ะ หนูไม่เข้าใจ หนูร้องไห้ หนูไม่ยอมหยุด หนูเดินฝ่าเข้าไปหารถนายกเรื่อยๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หนูพูดไม่ออก ทำไมนายกต้องทำแบบนี้ จนที่สุดหนูก็ตามรถของท่านไม่ทัน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกันเอาไว้ตลอดทาง เหมือนพวกเค้าเตรียมการอะไรเอาไว้ หลอกให้รอ รอไปรอมา ท่านนายกออกไปทางหลังทำเนียบฯเรียบร้อย

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : จากวันนั้นถึงวันนี้ ได้พบท่านนายกหรือยัง
มึดา :
ยัง

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : จนวันเด็กครั้งนี้ หนูและเพื่อนทำอะไรบ้าง
มึดา : ค่ะ วันนี้เตรียมกล่าวรายงานถึงความสำคัญของงานวันเด็กไร้สัญชาติว่าเกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ใด พูดเรื่องความรู้สึกว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่หลาย ๆ หน่วยงานจะต้องให้ความสำคัญเรื่องเด็กไร้สัญชาติ เป็นการตั้งความหวังครั้งใหม่ ต่อจากนั้นเป็นเวทีเสวนาจากตัวแทนกลุ่มเด็กไร้สัญชาติ น้อง ๆ ส่วนใหญ่จะมาพูดคุย ในเรื่องสิทธิการศึกษา สิทธิการเดินทางออกนอกพื้นที่ที่ค่อนข้างยากลำบาก

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : น้องมึดาอยู่ที่บ้านอะไร
มึดา :
บ้านท่าเรือ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อายุ 18 ปี เรียนชั้น ม.5 โรงเรียนสบเมยวิทยาคม

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทราบว่าจะได้เข้าไปเรียน ม.พายัพ ในระดับปริญญาตรี ฟรี
มึดา :
ค่ะ คือ ช่วงนั้นหนูไปร่วมเสวนา เวทีแก้ปัญหาสัญชาติ เหมือนวันนี้ เพียงแต่ว่าไม่ได้เป็นผู้ดำเนินรายการแต่เป็นตัวแทนของเด็กไร้สัญชาติไปพูดคุย สร้างความเข้าใจ เมื่อคุยก็บอกความใฝ่ฝันว่า อยากเป็นนักกฎหมาย

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทำไม
มึดา :
กฎหมายเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการทำงานเพื่อแก้ปัญหาเรื่องสัญชาติ ทุกขั้นตอนล้วนเป็นเรื่องทางกฎหมาย อีกอย่างมีนักกฎหมายน้อยมากที่จะสนใจเรื่องนี้ส่วนใหญ่จะสนใจในเรื่องฆาตกรรม ยาเสพติด หรือเรื่องอื่น ๆ หากหนูเรียนกฎหมายจบ หนูจะทำงานตรงนี้ เป็นส่วนตรงกลางช่วยเหลือเด็กไร้สัญชาติอีกหลายคน ประสานกับคนกลุ่มอื่น ๆ ที่มีอำนาจในเรื่องนี้ให้เข้าใจตัวของพวกเรา และจะต้องให้เกิดการปฏิบัติที่จริงจัง แม้ทุกวันนี้การวางนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้จะมีอยู่แต่ว่าในทางปฎิบัติแล้วเกิดขึ้นน้อยมาก จนแทบไม่มีเลยก็ว่าได้ จะไปติดต่อหน่วยงานราชก็ถูกไม่ให้ความร่วมมือ

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทราบว่าเคยไปติดต่อแล้ว ถูกไล่
มึดา :
คือ อย่างนี้ อำเภอสำรวจหมู่บ้านท่าเรือ ตั้งแต่ปี 2542 จริง ๆ แล้วหลังจากสำรวจทางชุมชนต้องได้บัตรสีเขียวขอบแดง แต่ไม่ได้

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : บัตรเขียวขอบแดง หมายถึง
มึดา :
ชุมชนที่ได้รับการสำรวจแล้ว ในบัตรจะระบุว่าเป็นชุมชนบนพื้นที่สูง ไม่ได้บัตร จนกระทั่ง คนจากบ้านแม่สามแลบไปเปลี่ยนบัตร หนูไปด้วย ติดตามเรื่องบัตรเขียวขอบแดงของชุมชนท่าเรือที่สำรวจไปเมื่อปี 2542 เค้าบอกไม่รู้เรื่อง ทางพี่หลวง(สันติพงษ์ มูลฟอง ผอ.ศูนย์พัฒนาเด็กและชุมชน) ดำเนินเรื่องไปทางส่วนกรมการปกครองเค้าก็ส่งไปเอกสารมาให้เพื่อติดต่อทำบัตร คือ ดูเหมือนว่าเอกสารทุกอย่างไม่หลงเหลืออยู่ที่อำเภอ ความจริงติดต่อ ถามไปกับทางอำเภอมาตลอดนะ ตั้งแต่ 2542 เค้าปฎิเสธมาตลอด

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เกิดอะไรขึ้น
มึดา :
หนูไปคุยกับ ‘คุณป้า’ คนหนึ่งที่อยู่บนอำเภอ คิดว่าเค้าเป็นหัวหน้านะ ไม่รู้เค้าหงุดหงิดอะไร คือ วันนั้นคนเยอะมากเป็นไปได้ว่ามีบางอย่างที่ชาวบ้านคุยหรืออธิบายไม่เข้าใจ ทีนี้หนูคิดว่าหนูจะเป็นล่าม พูดกับเค้าว่า …ป้าคะ หนูเป็นตัวแทนมาจากหมู่บ้านท่าเรือ ขอเป็นล่ามเพื่อช่วยให้เข้าใจกันง่ายขึ้น เค้าหันมาบอกหนูว่าเป็นเด็กอย่ามายุ่ง เธอ นี่แหละตัวปัญหา

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เค้าหงุดหงิดที่ไปเรียกเค้าว่า คุณป้า หรือเปล่า
มึดา : (หัวเราะ) เส้นผมของเค้าขาวแล้วนี่นา

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : แล้วไงต่อ เมื่อเค้าบอกว่าเป็นเด็กไม่ต้องมายุ่ง
มึดา :
หนูก็ยืนยันว่า ไม่มีอะไรหรอกแค่จะมาถามเรื่องบัตรเขียวขอบแดงว่ายังไม่ได้ ‘ไปไป’ เค้ายังไล่หนูไม่ยอมหยุด วันนั้นหลายคนมองมาทางหนูเป็นตาเดียวจนมีลุงคนหนึ่งเข้ามาบอกว่า หนู ๆ ออกมาเหอะวันนี้อารมณ์เค้าไม่ดีแล้วความรู้สึกของหนูตอนนั้นมันพูดไม่ออกบอกไม่ถูก มีหลายอย่างปนกัน จะโต้ออกไป จะชี้แจงออกไป ผู้ใหญ่ก็จะหาว่าเราก้าวร้าว สรุปว่า เค้าก็ทำบัตรเขียวขอบแดงให้หนูนะคะ แต่มาดูอีกทีเค้าระบุว่า ‘เป็นเผ่าพม่า’

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : วันนี้ คนหมู่บ้านท่าเรือทั้งหมดได้รับการระบุในบัตรว่าเป็นเผ่าพม่า
มึดา :
ค่ะ เผ่าพม่า มีด้วยหรือในประเทศไทย จะเป็นสัญชาติหรือเชื้อชาติก็ไม่ใช่

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : จนวันนี้หนูก็ยังไม่มีสถานะ
มึดา :
ยัง

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ :ต่อสู้เรื่องสัญชาติมานานแค่ไหน
มึดา :
2540 จริงแล้วชาวบ้านร้องเรียนมานานแล้วแต่เพิ่งเป็นรูปเป็นร่างเมื่อพี่หลวงเข้าไปช่วยเหลือ จนวันนี้เกิดเป็นเครือข่ายเด็กไร้สัญชาติ ที่ชัดเจนที่สุด คือ เครือข่ายเด็กและเยาวชนชาวเขาสัมพันธ์ เป้าหมายจะเน้นไปที่การทำงานกับเด็กชาวเขา ต่อสู้ช่วยเหลือเรื่องสัญชาติ เพราะหากพูดกันตามความจริงมีคนหลายคนที่ไม่ได้รับและพวกเค้าต่างเป็นผู้บริสุทธิ์

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : หนูทราบใช่ไหมว่า เรื่องสัญชาติเป็นเรื่องใหญ่ อาจจะมีกลุ่มแปลกปลอมเข้ามา
มึดา :
หากเราคิดแบบนั้นทั้งหมด เราจะทำยังไงกับคนสุจริต เรื่องก็จะยืดเยื้อและเป็นอย่างนี้ตลอดไป การไร้สัญชาติจะทำให้เราขาดไร้ซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานและการมีส่วนร่วมกับรัฐ การรักษาพยาบาล ชีวิตความเป็นอยู่ถูกผลักให้เป็นคนชั้นสอง ถึงวันนี้ หนูคิดว่าสังคมรับรู้ว่ามีเด็กหลายคนไม่มีสัญชาติ รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กไร้สัญชาติ รับรู้ความรู้สึกว่า เด็กไร้สัญชาติคิดอย่างไรที่พวกเค้าถูกเรียกว่าพวกต่างด้าว พวกถ่วงความเจริญหรือขยะของสังคม

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : หนูรู้สึกอย่างไร
มึดา :
พูดไม่ออกแต่บอกกับตัวเองตลอดเวลาว่าเราจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เรา คือ ขยะของสังคมจริงหรือ เป็นต่างด้าวแล้วถ่วงความเจริญจริงหรือ หนูผิดใช่ไหม แบบนี้

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : มาอยู่ที่ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน นานหรือยัง
มึดา :
ตั้งแต่ ป.6 คือ มาอยู่ที่นี่เพื่อมาเรียนหนังสือ ช่วงที่อยู่บ้านต้องร่องเรือไปเรียนกว่า 8 กิโลเมตร หากไม่มีเรือต้องเดิน ตื่นตั้งแต่ตี 4 เดินทางราว 2 ชั่วโมง

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เดินทางไปเรียนอย่างนี้มากี่ปี
มึดา :
ตั้งแต่อนุบาล-ป.5

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : หากจะบอกว่าศูนย์เด็กและชุมชนเป็นเหมือนบ้านพักหลังที่สองได้ไหม
มึดา :
ได้ ศูนย์ฯ วันนี้รองรับเด็กที่เดือดร้อน เด็กที่ไม่มีพ่อกับแม่ เด็กที่ไม่มีทางไป หรือเด็กในกลุ่มเสี่ยงต่อการล่อลวงไปค้าประเวณี เป็นเหมือนบ้านพักฉุกเฉิน บางคนถูกทำร้ายร่างกาย เด็กส่วนใหญ่ที่มาอยู่ที่นี่ไม่มีที่อยู่ที่พึ่ง

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : หนูมาอยู่นานกี่ปี
มึดา :
ตั้งแต่ป.6 ถึงวันนี้ก็ม.5 จนวันนี้เป็นกำนันประจำศูนย์

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เป็นอะไรนะ
มึดา :
กำนัน คล้ายว่า ศูนย์เป็นครอบครัวหรือเป็นชุมชน ๆ หนึ่ง นอกจากศูนย์ฯจะเป็นที่พึ่งทางใจยังมีสโมสรให้เด็ก ๆ ได้มาสนุกสนานร่วมกัน พวกเด็ก ๆ ตั้งชื่อว่า บ้านปั๋นฮัก

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ปันความรัก
มึดา :
ใช่ พวกเราจะชีวิตร่วมกัน แบ่งปันความรักความปรารถนาดีแก่เด็ก ๆ และทุก ๆ คน

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ต้องอยู่นานแค่ไหนกว่าจะได้เป็นกำนัน
มึดา :
เพิ่งเป็นปีที่แล้ว คือ ความจริงเริ่มใช้ระบบกำนันเมื่อปีที่แล้วนี่เอง เมื่อก่อนจะเป็นพี่เลี้ยง ไม่มีตำแหน่งอะไร

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : กำนันทำหน้าที่อะไรบ้าง
มึดา :
ดูแลเด็กเล็กทั่วๆ ไป เรื่องทำอาหาร-ทำความสะอาดมีหน้าที่จะต้องคิดว่าจะทำอะไร กินอะไร แบ่งหน้าที่ให้น้องๆ ได้รับผิดชอบอีกทั้งเป็นคณะกรรมการกองทุนข้าว กับข้าวส่วนใหญ่ก็หาเอาตามธรรมชาติ หน้าฝนก็ง่ายหน่อยมีหน่อมีผัก หน้าแล้งหน้าร้อนก็ยากหน่อย ส่วนใหญ่ก็จะซื้อกิน หรือบางส่วนมาจากการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์เอง หรือได้รับมาจากผู้ปกครองของเด็ก ๆ เอง ที่ส่งพริก-ผักมาให้

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : มาถึงเรื่องการเรียน จะต้องเป็นนักกฎหมายให้ได้ใช่ไหม
มึดา :
ใช่ค่ะ หนูอยากเรียนรู้เรื่องกฎหมายให้มากที่สุด แก้ปัญหาเรื่องสัญชาติให้ได้ การเรียนเปิดโลกการรับรู้ของหนูให้กว้างขึ้น บางคนอาจจะถามว่า ทำไมไม่ไปเรียนสายอาชีพหางานทำได้ง่ายกว่าสายสามัญ สายสามัญจะเอาเงินที่ไหนเรียน กู้ก็ไม่ได้เพราะไม่มีสัญชาติ ตอนนั้นมันค่อนข้างสับสนพอดียังไม่ได้รับการรับรองจาก ม.พายัพ ว่าจะให้เรียนฟรี คิดอย่างเดียวว่า อยากเรียนอะไรก็ได้ที่นำกลับมาพัฒนาชุมชนตัวเองได้จะเรียนสายอาชีพอย่างเช่นเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์แต่มันกลับบ้านไม่ได้ มันไม่ตรงกัน ไม่มีไฟฟ้าด้วยซ้ำ ตอนนั้น รู้เพียงแต่ว่าต้องสู้ ก้าวเดินไปข้างหน้า ค่อ ๆ แก้ปัญหาทีละเปลาะ หากมัวแต่คาดคำนวณคงไม่ได้เดินซะที

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : มีความหวังเรื่องสัญชาติแค่ไหน
มึดา :
มี ต้องมีความหวังค่ะ หนูคิดว่า หนูภูมิใจที่ได้เกิดในประเทศไทย จนบางครั้งคิดไปว่า ก็ดีนะที่เราเป็นคนไม่มีสัญชาติ

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทำไม
มึดา :
มันสอนหนูหลายอย่าง มันสร้างประสบการณ์ สร้างแรงพลังในการต่อสู้ชีวิต ไม่ท้อถอย จริงแล้วประสบการณ์สอนให้หนูรู้ว่าโลกนี้เต็มไปด้วยปัญหามีคนที่ตกอยู่ในปัญหาอีกมากมายหลายคน ไม่ใช่เราคนเดียว ทำให้เราสู้ต่อไป จนบางคนบอกว่าเป็นเด็กไร้สัญชาติก็ดีนะ ได้ไปไหนหลาย ๆ ที่ (หัวเราะ) หนูคิดว่าหากหนูมีสัญชาติ หนูคงเป็นได้เพียงเด็กธรรมดาคนหนึ่ง ไร้ประสบการณ์ชีวิต ไม่มีแรงต่อสู้ ไม่แรงใจในการดำเนินชีวิต อีกด้านหนึ่ง ความเป็นคนไร้สัญชาติทำให้หนูเกิดแรงพลังในการดำเนินชีวิตอยู่ต่อไป จนวันนี้

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : คำขวัญวันเด็กวันนี้ที่ว่า เด็กรุ่นใหม่ ขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด คิดยังไง เด็กไทยเป็นอย่างนั้นได้ไหม
มึดา :
หนูคิดว่าหากดูภาพรวมยังเป็นไปไม่ได้ อาจจะมีบ้างที่กล้าคิดแต่คนที่กล้าจะพูดมีน้อย คนที่ขยันอ่านหรือขยันเรียน ยิ่งน้อยใหญ่

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : หนูขยันอ่าน หรือเปล่า
มึดา :
ปานกลาง (หัวเราะ) หลายคนอาจจะมีความกล้าที่จะพูดนะคะแต่ไม่ได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ ใครพูดจะเป็นคนก้าวร้าว ถูกมองในแง่ไม่ดี หากคิดจะให้เด็กไทยกล้าคิด กล้าพูด ก็ต้องเปิดโอกาสให้มากกว่านี้ ยังมีผู้ใหญ่อีกมากที่ไม่เปิดโอกาสให้เด็ก

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : วันเด็ก ปีนี้ อยากจะขออะไรผู้ใหญ่
มึดา :
อยากบอกถึงนายกเลยนะคะว่า…นายกรัฐมนตรี คือ คนที่มีอำนาจในการจัดการเรื่องสัญชาติสูงสุด หันมาสนใจเรื่องสัญชาติสักนิดก็จะดีแม้จะเป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่งเพียงหยิบมือในประเทศไทยแต่อยากให้คิดว่าพวกเราก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศนี้อยากให้ลองเข้าหาคนรากหญ้าจริง ๆ เดินเข้าหาประชาชนที่ประสบปัญหาจริง ๆ มาดูกันว่าข้อเท็จจริง คือ อะไร มีอะไรที่ซ่อนอยู่ในนั้นบ้างเราน่าจะมาเปิดโอกาสคุยกันหรือเปล่า เปิดอกคุยกันดีกว่าจะปล่อยเอาไว้แบบนี้ หากยืดเยื้อไม่ยอมแก้ไข ปัญหาจะเรื้อรังขึ้นหรือเปล่าและอย่าแก้ไขที่ปลายเหตุ โยนเงินลงมาให้หรือส่งออกไปประเทศโลกที่สาม แก่นของปัญหาจริง ๆ ไม่ได้รับการเปิดออกมา

สัญชาติเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเป็นปัญหาใหญ่เกินกำลังเด็กๆ อย่างเธอ ประเด็นใหญ่ คือ การปฎิบัติงานของหน่วยงานราชการในพื้นที่สำหรับวันนี้ เมื่อส่วนนโยบายเปิดกว้างขึ้นกว่าเดิมหากประเด็นใหญ่ คือ การติดตามตรวจสอบต้องเกิดขึ้นจริงจัง มึดา ย้ำถึงของขวัญวันเด็กสำหรับเด็กไม่มีสัญชาติอย่างเธอ และกับคำฝากสุดท้ายถึงนักกฎหมายไทย ทำไมไม่มีนักกฎหมายคนไหนสนใจประเด็นสัญชาติจริงจัง จนเด็กอย่างเธอต้องใช้พลังความมุ่งมั่นเพื่อเป็นนักกฎหมายสัญชาติ เธอตอบเบา ๆ ว่า การทำเรื่องสัญชาติมันไม่ทำเงินค่ะ

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

12 มกราคม 2548