นักฝึกอบรมสันติวิธี นารี แซ่ตั้ง - เราไม่ใช่ผู้ยอมจำนน

มุนษย์ชาติเป็นประชาชาติเดียวกันแต่แตกต่างกันในภายหลัง
หากมิใช่ เพราะพระวาจาซึ่งผ่านไปแต่เดิม
จากพระเป็นเจ้าของสูเจ้า ความแตกต่างของพวกเขาจะตกลงกัน
ในหมู่พวกเขา
(ซูเราะห์ ยูนุส (10) : 19)

โอ้ มนุษยชาติ เราได้สร้างสูเจ้าจากบุรุษและสตรีคู่หนึ่งและทำให้สูเป็นเผ่าพันธุ์และประชาชาติ
เพื่อว่าสูเจ้าจะได้รู้จักกันและกัน
มิใช่ให้สูเจ้ามาดูแคลนกันและกัน
(ซูเราะห์ ฮุจูรัต (49) : 13)

จากหนังสือ สันติทฤษฎี วิถีวัฒนธรรม โดย อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทราบว่า กรณี แทนทาลัม ภูเก็ต 2529 เป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ที่ทำให้หันมาศึกษาเรื่องสันติวิธีอย่างจริงจัง
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : (หัวเราะ) อืม ช่วงนั้นเป็นนักศึกษาปี 4 ม.รามคำแหง ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ภูเก็ตขอให้ย้ายโรงงานแทนทาลัม มีหลายกลุ่ม ข้าราชการ พยาบาล นักธุรกิจ เรียกว่า เป็นชนชั้นกลางที่มีการศึกษาและในจำนวนนั้นผ่านกิจกรรมนักศึกษามาด้วย ทำให้การคัดค้านค่อนข้างเป็นไปอย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพ แทนทาลัมมีเรดอนซึ่งเป็นอนุพันธ์ของกัมมันตรังสี ชาวเกาะภูเก็ตไม่ไว้วางใจเรื่องนี้ ซึ่งทางผู้ประกอบการบอกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบ ให้วางใจ ถึงขนาดเปรียบเปรยว่า..เสือแม้จะมีเขี้ยวเล็บแต่ถ้าหากจับใส่กรงเอาไว้ก็ไม่เป็นปัญหา แต่ชาวบ้าน ยืนยันว่า ถึงจะอยู่ในกรงแต่กรงก็อยู่บนบ้าน ..

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทางเราลงไปทำอะไรบ้าง
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : แรกสุดเข้าไปร่วมจัดนิทรรศการเผยแพร่ข้อมูลอันเกี่ยวเนื่องกับผลกระทบนำเสนอสองทาง ทั้งฝ่ายชาวบ้านที่คัดค้านและฝ่ายของบริษัทผู้ประกอบการ ซีกของชาวบ้านยืนยันว่า ไม่อยากรับเอากรงเสือมาไว้บนบ้าน ทางผู้ประกอบการก็พยายามแสดงให้เห็นว่าเค้าได้วางระบบป้องกันพิเศษป้องกันการรั่วไหลของกัมมันตรังสีและ/หรือป้องกันการระเบิดเอาไว้เป็นอย่างดีแต่จากบทเรียนหลายๆ กรณีทำให้ชาวบ้านไม่ไว้วางใจในระบบ ผลจากประชามติครั้งนั้น 80% เห็นว่าต้องย้ายโรงงาน ขณะโรงงานทำการสร้างไปแล้ว 90% การคัดค้านจึงค่อนข้างมีปัญหา พวกเราลูก ๆ นักศึกษา (หัวเราะ) ได้รับความเอ็นดูมาก ชาวบ้านมีกำลังใจที่เห็นเราเข้าร่วมการคัดค้าน ออกไปซื้อวัสดุ-อุปกรณ์พวกบอร์ด ตะปู หรือสีเค้ารู้ว่าเราเป็นนักศึกษาเค้าก็ให้ขึ้นรถฟรี (หัวเราะ) ร้านไหนขายกระดาษเค้ายกให้ฟรี เรียกว่า คนทั้งเกาะสนับสนุนการคัดค้าน ช่วงคนชุมนุมเยอะ ๆ แกนนำหลายคนเกรงว่าจะเกิดเหตุรุนแรงมีการพูดคุยกันและหยิบยกนำประเด็นสันติวิธีมาเป็นยุทธวิธีหลัก ยืนยันได้ตรงนี้ว่า ชาวบ้านใช้สันติวิธี

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : แต่โรงงานถูกเผา
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : เรื่องมันเป็นอย่างนี้ การชุมนุมที่ผ่านมาของฝ่ายชาวบ้านไม่ได้กดดันใช้กำลังหรือใช้ความรุนแรง อีกอย่าง หากเกิดความรุนแรงเมื่อไร การชุมนุม (ในสายตาของคนภายนอก) จะกลายเป็นลบ เวลานั้นเสียงคัดค้านของเราชอบธรรมและมีน้ำหนักท่วมท้น หากเกิดความรุนแรงการคัดค้านที่ผ่านมาจะไร้ความหมายทันทีเราทำความเข้าใจกับชาวบ้านอย่างนี้เสมอ เราระวังและหาวิธีการป้องกันกันมาก อย่างเช่น ผู้นำชาวบ้านจะไม่มากระจุกตัวในที่เดียวกันแต่จะกระจายกันออกไปเพราะหากเกิดอะไรจะได้ดูแลกันอย่างทั่วถึง ส่วนเหตุการณ์โรงงานถูกเผาเกิดขึ้นหลังจากนั้น เมื่อมีการชุมนุมกันครั้งที่สองโดยหน่วยงานของรัฐอันเนื่องมาจากฝ่ายการเมืองขอลงพื้นที่ เค้าไม่เชื่อถือการทำประชามติของเรา ทางจังหวัดจึงต้องจัดเวทีให้กลุ่มชาวบ้านมาชุมนุมกันอีกครั้งเพื่อรอฟังผล นัดฟังผลกันในอาคารแห่งหนึ่ง กลุ่มชาวบ้านหลายพื้นที่หลายกลุ่มชุมนุมกันรอบๆ ปรากฏว่า รัฐมนตรีมาไม่ถึงถูกกักตัวไว้โดยกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่ง (รู้แต่ไม่ขอระบุว่ากลุ่มไหน) มีข่าวลือแพร่ออกมามากมายว่าท่านรัฐมนตรีถูกกักขณะท่านไปกราบอนุสาวรีย์ท้าวเทพกษัตรี-ท้าวศรีสุนทร เมื่อถูกกักท่านจึงตัดสินใจไม่มายังสถานที่นัดชุมนุม สถานะการณ์เริ่มแย่ลง

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เกิดอะไรขึ้น
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : เมื่อไม่มา คนที่รอก็กระสับกระส่ายยิ่งมีข่าวลือแพร่กระจายว่ารัฐมนตรีไปที่โรงงานมาแล้วกลุ่มผู้ชุมนุมจึงชักมีอารมณ์ คิดออกไหม เริ่มหงุดหงิดจนโมโห ยิ่งโมโหสถานะการณ์ยิ่งตึงเครียด เริ่มมีการขว้างปา ชาวบ้านแต่ละกลุ่มเดินทางออกจากสถานที่ชุมนุม ยืนยันพบรัฐมนตรีให้ได้ การชุมนุมแตกกระจาย พี่ก็แตกกระจาย (หัวเราะ) พี่ตามไปที่โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลินกับชาวบ้านอีกกลุ่ม ทางโรงแรมตกใจ (หัวเราะ) มากันยังไง ทางโรงแรมยืนยันว่า ท่านรัฐมนตรีมาที่นี่จริงมาดื่มน้ำหนึ่งแก้วแล้วออกไปอะไรอย่างนี้ กลุ่มของพี่ออกมาจากโรงแรมตามหากันทั่วเกาะปัญหา คือ เราควบคุมสถานะการณ์ไม่ได้ ระหว่างออกตามหามองไปทางโรงแรมเห็นควันไฟลอยขึ้นมา เอาละสิ ปรากฏว่า โรงแรมถูกเผาก่อนตามมาด้วยตัวโรงงานไม่รู้ใครเป็นใคร ใครเป็นคนเผา

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : บทเรียนราคาแพง
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : ใช่ น้ำตาไหลทันที ทุกอย่างเท่ากับศูนย์ภาพการชุมนุมกลายเป็นอื่น ที่ผ่านมา ตั้งแต่ไม่ให้ความร่วมมือ , ล่ารายชื่อลงประชามติ , ไม่คบค้าสมาคมกลายเป็นลบ ทั้งที่วิธีการเหล่านี้ล้วนอยู่บนแนวทางแห่งสันติวิธี ผ่านมาจนถึงวันนี้ กรณีแทนทาลัมที่ภูเก็ตถูกมองในแง่ของความรุนแรง เวลานั้น เราพยายามประสานงานรัฐ บอกว่า อย่าใช้ความรุนแรงเข้าจัดการผู้ก่อการ เหตุการณ์จะบานปลาย ชาวบ้านถูกจับและบาดเจ็บบ้างแต่ก็ไม่รุนแรงกลับมาถึงกรุงเทพฯ คิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง คนหลายส่วนกำลังเข้าใจเรื่องราวผิดไป คิดว่าต้องจัดเสวนาทำความเข้าใจ ตรงเข้าไปหาอาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ตอนนั้นยังไม่รู้จักกัน แกถามเรามาคำถามหนึ่งว่า ’คุณอบรมสันติวิธีให้กับชาวบ้านหรือเปล่า..’

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : อบรมสันติวิธี...
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : ใช่ อบรมสันติวิธี อึ้ง.. (หัวเราะ) ยืนยันกับอาจารย์ว่าใช้สันติวิธีเจอคำถามว่าอบรมหรือเปล่าถึงกับอึ้ง สันติวิธีต้องอบรมด้วยหรือ ความจริง เหตุเกิดขึ้นจากการชุมนุมครั้งที่สอง ครั้งแรกไม่มีอะไรร้ายแรง สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งที่สองเพราะไม่มีการจัดการที่ดี อีกอย่างการจัดชุมนุมรับฟังผลมีนัยยะแฝงอะไรหรือเปล่า เพราะอย่างที่บอก หากเกิดเหตุรุนแรงภาพการชุมนุมจะสูญเสียความชอบธรรม การจัดการชุมนุมถึงแม้จะเป็นสิทธิโดยชอบตามรัฐธรรมนูญแต่วิธีการอันนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนซึ่งสุ่มเสี่ยงในแง่ของการจัดการมาก การจัดชุมนุมเป็นไปตามเจตนาของการจัด ถึงที่สุดจะควบคุมสถานะการณ์ได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับทักษะการทำความเข้าใจฝูงชน หากไม่จำเป็นไม่ควรจะใช้วิธีการนี้ (หัวเราะ) เมื่อได้ยินว่าอบรมสันติวิธี เราคิดว่ามีการอบรมเรื่องเหล่านี้ด้วยหรือ พอดีได้ข่าวว่า กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคมเปิดอบรมถือเป็นจุดเริ่มแรกของการศึกษาสันติวิธีอันเป็นการเฟ้นหาหนทางแก้ไขข้อขัดแย้งร่วมกันของคู่กรณีไม่ให้ขยายกลายเป็นความรุนแรง ใครเริ่มใช้ความรุนแรงก่อนย่อมเสียเปรียบ

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ยกตัวอย่าง สว.ประทิน ต่อยก่อน
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : เริ่มต้นต่อยก่อนแก้ตัวอย่างไรก็คงดูไม่ขึ้นนักตามสายตาของคนในสังคม ใครใช้กำลังรุนแรงก่อนย่อมเสียเปรียบทางการเมือง และ/หรือ เรื่องภาพลักษณ์ เฉพาะสันติวิธีหากไม่มีสถาบันฝึกอบรมหรือชี้แนะ การเผชิญหน้าในความขัดแย้งใดใดในสังคมไทยมีแนวโน้มปะทุเอาอารมณ์ออกมาใช้ต้องมีคนสะกิดให้ยับยั้งชั่งใจไม่ใช้ความรุนแรงเพราะไม่เฉพาะเรื่องความชอบธรรมเท่านั้นยังหมายถึงอาการบาดเจ็บหรือล้มตายทั้งทางร่างกายและจิตใจถือเป็นการลงทุนที่สูงมาก

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ตัดสินใจเป็นนักฝึกอบรมสันติวิธี
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : ตอนนี้เป็นนักฝึกอบรมสันติวิธีให้กับศูนย์ข่าวสารสันติภาพ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เน้นอบรมสันติวิธีให้กับทุกกลุ่ม (หัวเราะ) คนทุกคนอยู่คู่กับความขัดแย้งเพราะเราแตกต่างกันแม้กระทั่งเหมือนกันก็ขัดแย้งได้

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เหมือนกับเราชอบข้าวหมกไก่จานเดียวกัน
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : ปัญหา คือ ข้าวมีแค่จานเดียว หรือเราต้องการตำแหน่งหน้าที่การงานตำแหน่งเดียวกัน หรือเราต้องการผืนดินผืนเดียวกัน หรือเราต้องการผืนป่าผืนเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด เมื่อคนเราเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งอย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงเราถึงต้องมีทักษะของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง หากเราถนัดจะใช้แต่พฤติกรรมปฏิกิริยาก็รังแต่จะขยายความขัดแย้งให้ใหญ่โตออกไปเพราะเราอยู่ภายใต้สังคมแห่งอำนาจนิยมหรือสังคมที่ให้ค่ากับการใช้อำนาจ

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : สังคมไทยเป็นสังคมแบบอำนาจนิยมหรือ
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : ใช่ สังคมอำนาจนิยมจะประกอบไปด้วยบุคคลสองประเภทใหญ่ ๆ พวกแรก คือ บุคคลซึ่งเป็นพวกที่ชอบใช้อำนาจ อีกพวก คือ พวกที่ยอมจำนน ยอมให้พวกใช้อำนาจใช้อำนาจเอากับตัวเอง ทั้งสองฝ่ายเกื้อกูลให้เกิดสังคมอำนาจนิยม นอกจากนี้ ค่านิยมในสังคมไทยยังสนับสนุนให้เกิดการใช้อำนาจ เช่น นิยมบุคคลที่มีอำนาจ นิยมไต่ระดับการงานเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ นิยมเอาตัวเองไปผูกพันใกล้ชิดกับกลุ่มอำนาจทางสังคม ยกย่องนักไต่ระดับทางสังคมเพื่อให้เหนือกว่าคนอื่นและใช้อำนาจนั้นกับผู้ที่ต่ำกว่าซึ่งสังคมอีกเหมือนกันที่สอนให้คนยอมจำนนกับอำนาจ แทนที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างอันนี้

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เปลี่ยนยังไง
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : เปลี่ยนทัศนะคติวิธีคิด ใครก็ตามไม่ว่าจะอยู่ที่ใดบนโลกใบนี้จะต้องมีสิทธิ์เสียงมีอำนาจในการเข้าถึงหยิบใช้ทรัพยากรเท่ากัน ไม่มีบุคคลใดหรือกลุ่มใดที่จะชี้เป็นชี้ตายสังคมได้ทั้งหมด เสียงของทุกคนต้องมีความหมาย ลักษณะของอำนาจนิยม หมายความถึง อำนาจกระจุกตัวอยู่กับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง กระจายอำนาจ คือ ประชาชนตระหนักได้ถึงสิทธิ์ถึงเสียงของตนเอง ซึ่งจะทำให้การใช้อำนาจของฝ่ายปกครองถูกทอนลงทุกวันนี้แม้จะมีประชาธิปไตยแบบตัวแทนและการเลือกตั้งแต่เมื่อการเลือกตั้งผ่านไปแล้วกลายเป็นว่าบุคคลเหล่านั้นกลับใช้อำนาจอย่างเต็มที่

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ประชาชนเองก็ยอมจำนนกับอำนาจเหล่านั้น
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : ใช่ ในแง่นี้ไม่เรียกว่าประชาธิปไตย ประชาชนต้องเป็นฝ่ายดึงอำนาจของตัวเองกลับมาเพราะฝ่ายปกครองเขาพร้อมจะรักษาอำนาจเอาไว้ มันน่าเย้ายวนขนาดไหนเมื่ออยู่ข้างบน คุณ คือ บุคคลซึ่งถึงพร้อมไปด้วยอภิสิทธิ์ รับรู้เรื่องราวก่อนคนอื่น ได้รับการอำนวยความสะดวกก่อนคนอื่น อย่างนี้แล้ว ประชาชนจะต้องไม่รอให้นักปกครองแชร์อำนาจ ประชาชนต้องยึดอำนาจกลับคืนมา แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : คิดยังไงกับคำกล่าวที่ว่า …รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : เป็นความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม วิธีการสันติ จำแนกความรุนแรงออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ความรุนแรงทางตรง คือ การทำร้ายร่างกายกันและกันโดยตรง ส่วนความรุนแรงเชิงโครงสร้าง หมายความว่า ระบบสังคมส่งผลให้ความเป็นมนุษย์ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลสูญสิ้น เช่น มีคนอดตายหรือเกิดหญิง-ชายขายบริการทางเพศมาก ปัญหาเหล่านี้ล้วนมาจากโครงสร้างทางสังคมอันเปี่ยมไปด้วยความรุนแรงเข้ามากดทับ หรือภายใต้สังคมแบบรวมศูนย์อำนาจผ่านโครงการพัฒนา เช่น การกำหนดที่ตั้งของโครงการเขื่อนโดยไม่มองว่าพื้นที่ชุมชนเดิมเป็นอย่างไร ต้องการอะไร ทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านเกิดเปลี่ยนแปลงไปฉับพลัน อีกอันเรียกว่า ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม คือ การสอนให้คนยึดถือความรุนแรงเข้าแก้ไขปัญหาตั้งแต่วิถีชีวิตในระดับครอบครัวไปจนถึงสังคมระดับใหญ่ คำว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ชัดเจนทีเดียวว่าเป็นความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่สอนให้คนใช้ความรุนแรงในทางตรง

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : แสดงว่าจะต้องเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงลูก
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : ใช่ เรามักสอนด้วยการให้รางวัลและลงโทษ พฤติกรรมใดถูกใจก็ให้รางวัล พฤติกรรมใดไม่ถูกใจก็ลงโทษ เรียกว่า คิดจากตนเอง มุ่งใช้ตนเองเป็นศูนย์กลาง สังคมไทยเป็นสังคมที่ชมเชยคนหรือให้รางวัลคนน้อยกว่าการลงโทษหรือตำหนิติเตียน และยังเป็นสังคมซึ่งสนใจเรื่องความผิดพลาด มุ่งตำหนิมากกว่าชมเชย เช่น รัฐบาลทำผิด เราต้องบอกว่าผิดอย่างไร ทางออกควรจะเป็นอย่างไร และเมื่อรัฐบาลทำถูกต้องก็ควรจะชื่นชมด้วยเหมือนกัน

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : พูดเมื่อพลาด ชื่นชมเก็บไว้
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : ตำหนิอย่างเดียวเลย (หัวเราะ) กลายเป็นว่าทำอะไรก็ไม่ได้ดีไปเสียทุกอย่าง

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : กรณีตากใบแสดงให้เห็นว่า สังคมไทยนิยมการใช้อำนาจแก้ไขความขัดแย้ง
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : ความจริงเรื่องมันมีทางออกแต่มันผิดตั้งแต่เริ่มประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ 3 จังหวัดแล้ว หมายความว่า คนซึ่งรับหน้าที่ดูแลพื้นที่ คือ ทหารและตำรวจ หน่วยงานเหล่านี้ไม่เหมาะสำหรับการดูแลการผู้ชุมนุมเพราะพวกเค้าถูกฝึกให้ปฎิบัติการขั้นเด็ดขาดกับศัตรูไม่ใช่ประชาชน ความจริงต้องมีหน่วยงานเฉพาะเข้าควบคุมสถานะการณ์ด้วยการไม่ใช้ความรุนแรงเป็นการนำวิธีการสันติเข้ามาช่วยเสริมมาตรฐานการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เชื่อว่า สันติวิธีจะแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไม่ให้ขยายลุกลาม
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : เป็นวิธีเดียวด้วย (น้ำเสียงมั่นใจ) คุณลองคิดดูสิว่าหากคุณมีคู่กรณีแล้วเค้าใช้ความรุนแรงเอากับคุณ คุณมีแนวโน้มจะไม่ให้ความร่วมมือกับคู่กรณีของคุณ เรื่องของความขัดแย้งหากเรามองความขัดแย้งด้วยความเคารพซึ่งกันและกันมีศักดิ์และสิทธิ์ภายในความเป็นมนุษย์เหมือนกัน การแก้ไขปัญหาจึงจะได้รับความร่วมมือ หากไม่ได้รับการเปิดโอกาสให้ร่วมแก้ปัญหา ไม่เปิดโอกาสให้แสดงความเห็นหรือสร้างการมีส่วนร่วมใดใดผลซึ่งจะตามมาจะเป็นการแก้ปัญหาที่อยู่ภายใต้การตอบสนองของกลุ่มบุคคลเฉพาะฝ่ายเมื่ออีกฝ่ายตกอยู่ในภาวะยอมจำนนเค้าจะเก็บความรู้สึกเอาไว้ ปัญหาที่ตามมา คือ การสุมปัญหาเอาไว้ในใจและพยายามแสวงหาช่องทางเพื่อตอบโต้ด้วยวิธีการที่รุนแรงกว่า

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : อารมณ์ที่ถูกกดทับจะระเบิดออก
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : ในหลายกรณีคนมักจะสงสัยว่าทำไมภรรยาที่ถูกสามีกระทำรุนแรงเป็นเวลานานในวันหนึ่ง เพียงแค่สามีมาขอเงินไปซื้อเหล้า เมื่อภรรยาไม่ให้สามีทุบตีอีกภรรยาจึงคว้ามีดแทงทันที คนมักสงสัยว่า ทำไมต้องทำรุนแรงขนาดนั้นก็แค่ขอเงินไปซื้อเหล้าเท่านั้นลักษณะคล้ายคลึงกันนี้กับปัญหาภาคใต้เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐหรือข้าราชการใช้อำนาจเอากับประชาชนมานาน ถึงวันหนึ่งเมื่อประชาชนลุกขึ้น ไม่ยอม การแก้ไขปัญหาจึงไม่อาจแสวงหาทางออกหรือเกิดความร่วมมือร่วมกันได้

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : สันติวิธี ต้องใช้ร่วมกันทั้งสองฝ่ายของคู่ขัดแย้ง
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : เป็นความเชื่อพื้นฐานทีเดียว สันติวิธีจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ก็ต่อเมื่อคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายให้ความร่วมมือ และตระหนักชัดในวิธีการแห่งสันติหรือสามฝ่ายหรือจะกี่ฝ่ายก็ตามที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเลย การแก้ปัญหาก็จะไม่สมบูรณ์

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทำงานมาเกือบ 20 ปี อะไร คือ อุปสรรคสำคัญของการเข้าถึงสันติวิธี
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : ทัศนะคติพื้นฐานของคนไทย (หัวเราะ) ที่เชื่อมั่นในการใช้ความรุนแรงมากกว่า

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : แล้วคำว่าไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาดล่ะ
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : ไม่ใช่ มันเป็นอย่างนี้ คำว่า รักสงบของคนไทย หมายความถึง สงบอย่างยอมจำนน อัดอั้นความรู้สึกเอาไว้ ขณะเดียวกันกลุ่มปกครองก็นิยมใช้อำนาจ สังคมไทยแทบไม่รู้จักสันติวิธีเอาเสียเลย มีสองอย่างที่อาจจะถือเป็นคติใหญ่ ๆ ของคนไทย คือ หากไม่ยอมจำนนก็ต่อสู้ เมื่อคิดต่อสู้ก็คือใช้ความรุนแรง ไม่มีใครที่มีความคิดถึง การต่อสู้ที่เรียกว่าสันติวิธี คุณไม่จำเป็นต้องยอม แต่ขณะเดียวกันเมื่อคุณต่อสู้คุณก็ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงอย่างนี้เป็นเหมือนการนำทางสายกลางมาใช้ซึ่งบอกออกมาเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนได้ยาก ยอมบ้างโต้ตอบบ้าง อย่างนี้ไม่เรียกทางสายกลางนะ (หัวเราะ) สันติวิธี คือ การเดินทางสายกลางถือเป็นการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงกับคู่กรณี การยอมจำนนไม่ เรียกว่า สันติวิธี บางครั้งบางคนเข้าใจอย่างนั้น เราสามารถต่อสู้ได้โดยไม่ใช้ความรุนแรงและไม่ใช่การยอมจำนนเพราะการยอมจำนน คือ การสนับสนุนให้อีกข้างหลงระเริงไปกับการใช้อำนาจ

ชีวิตที่ผ่านมาของ พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง กับงานกิจกรรมและงานเคลื่อนไหวเชิงอนุรักษ์ในรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง และคณะกรรมการประสานงานอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม 16 สถาบัน (คอทส.) น้ำเนื้อจากประสบการณ์นั้นทำให้เธอมีความมั่นใจในคำถามสุดท้าย

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : สังคมไทยพอจะมีความหวังในเรื่องสันติวิธีหรือเปล่า
พี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง : มีสิ เป็นหวังแบบไม่คาดหวัง..พร้อมเสียงหัวเราะร่าเริง ความสงบสุข คือ พื้นฐานสังคม คือ พื้นฐานในชีวิตคน สังคมเราต้องการความสงบ หลายคนคิดว่าเราจำเป็นต้อง ’สู้’ ใช่ไหมว่าคนเหล่านั้นต่อสู้ไปเพื่อให้เกิดความสงบสุข เค้าไม่เข้าใจว่ายิ่ง ‘สู้’ เท่าไรยิ่งจะได้รับการตอบโต้กลับด้วยความรุนแรงยิ่งกว่า เหตุผลของทุกฝ่ายสูงสูดแล้วทำไปเพื่อก่อให้เกิดความสงบสันติสุข แต่ปรากฏว่ายิ่งใช้ความรุนแรงเท่าไรความสงบสุขยิ่งห่างไกลออกไปความรุนแรงที่ภาคใต้หรืออิรักเป็นตัวอย่างชัดเจนถึงความชอบธรรมในการตอบโต้ที่รุนแรงกว่าเหตุการณ์นี้จะไม่สิ้นสุดชั่วอายุคน หากเราหวังจะให้ทุกอย่างจบลงด้วยความสงบสันติสุข

"สันติวิธีเป็นวิธีการเดียว" เธอทิ้งกังวานเสียงเอาไว้อย่างนั้น!!!

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

8 ธันวาคม 2547