|
เด็กหญิงน้ำค้าง
คำแดง น้องเล็กหัวใจไม่เล็ก
นางสาวน้ำค้าง
คำแดง หรือ 'น้องเล็ก' ของพี่พี่หลายคนที่รู้จักเธอ
ในฐานะคนทำงานพัฒนาสังคมด้านสื่อทางเลือกตัวน้อย เป็นทั้งน้องสาวคนเล็กและลูกคนสุดท้ายของครอบครัวคำแดง
วันนี้...อายุล่วงเลยจากเด็กหญิงถึงนางสาว ด้วยวัย 17 ปี ของโรงเรียนมัธยมวัดบึงทองหลาง
ขึ้นชั้นมัธยมปีที่ 6 ผ่านกิจกรรมพัฒนาชุมชน เพียง ป.4 หรือ
ป.5 เป็นถึงประธานเด็กและเยาวชนชุมชน ลาดพร้าว 101 ในฐานะลูกสาวคนเล็กที่หัวใจไม่เล็กของประธานชุมชนสุขสันต์
26
ThaiNGO.org
: จบที่ไหนมาก่อนก่อนเข้าเรียนวัดบึงทองหลาง
น้องน้ำค้าง
: เรียน โรงเรียนมัธยมวัดบึงทองหลาง
มาตลอดเลยค่ะ
ThaiNGO.org :
ทำกิจกรรมพัฒนาชุมชนมาตลอด
น้องน้ำค้าง
: ค่ะ อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ
คือ คุณพ่อเป็นนักพัฒนาชุมชนมาตลอดชีวิตของท่าน จึงมีโอกาสได้เข้าไปร่วมกิจกรรมบ่อยๆ
พ่อจะทำในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผู้ใหญ่ ส่วนหนูจะเข้าไปทำในส่วนของเด็กและเยาวชน
อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รณรงค์เรื่องความสะอาด เรื่องยาเสพติดในชุมชน
ในชุมชนจะมีกลุ่มเด็กที่ได้เข้ามาทำงานร่วมกับชุมชนอยู่แล้ว
พ่อมาไหว้วาน (หัวเราะ) ให้หนูช่วยเป็นประธานให้ บอกให้ช่วยนั่นแหละค่ะ
เริ่มตั้งแต่ ป.1 แล้วนะคะ พอดีว่า ช่วงนั้นหนูยังเด็ก แล้วพี่สาวหนูเป็นประธานกลุ่มเด็กอยู่แล้ว
หนูก็เข้าไปช่วยพี่สาวไปด้วยในตัว เมื่อพี่สาวหมดวาระ หนูก็เริ่มโตพอจะเป็นประธาน
กระทั่ง ป.6 ได้เจอกับขบวนการตาสับปะรด
ThaiNGO.org :
เล่าช่วงที่ไปเจอขบวนการตาสับปะรดให้ฟังหน่อย
น้องน้ำค้าง
: พอดีว่าทีมพี่ๆ
ที่ขบวนการตาสับปะรดเขาลงทำงานในชุมชน พอดีคุณพ่อของหนูเขาคิดทำเรื่องน้ำหมักขยะให้ขยะหอมอยู่พอดี
เริ่มร่วมงานกับคุณพ่อก่อน คลุกคลีกัน คุณพ่อเห็นว่า หนูน่าจะเข้าใจประเด็นสิ่งแวดล้อมให้ลึกกว่านี้
จึงเริ่มเข้าสู่ขบวนการฯ คือว่า ช่วงนั้นขบวนการตาสับปะรดทำงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
มีค่ายฝึกผู้นำสิ่งแวดล้อมจนหันมาทำงานเรื่องวิทยุเด็ก พ่อก็ถามหนูอีกว่า
สนใจหรือเปล่า ช่วงนั้นหนูยังไม่ได้สนใจ(หัวเราะ) พ่อก็คะยั้นคะยอจนได้
เห็นว่าสามารถมาปรับใช้กับชุมชนได้จึงลองดู เมื่อเรียนรู้มากๆ
เข้า หนูพบว่ามันมีอะไรที่มากกว่าการทำงานชุมชน เห็นโลกภายนอกมากขึ้น
ทำกับขบวนผ่านมาได้ 3 เดือน พ่อบอกว่าหยุดก่อน ชักจะทำเยอะไป(หัวเราะ)
หนูเดินหน้าแล้วมันหยุดไม่ได้แล้วค่ะ จนมีปัญหากันพักใหญ่
ThaiNGO.org :
เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง
น้องน้ำค้าง
: คือ อันที่จริงก็ไม่มีอะไรมากนะคะ
ตอนนี้พ่อเข้าใจดี ก่อนนั้นพ่อฝากหนูเอาไว้กับพี่ๆ ที่ขบวนการฯ
เลย ไม่รู้ว่าหนูไปเห็นหรือทำอะไรมาบ้าง เมื่อทำผ่านไปสัก 1
เดือน หนูบอกพ่อว่าขอทำกิจกรรมกับพี่ที่ขบวนการ มันเริ่มชอบใหม่ๆ
นี่พ่อไม่ยอม จนทะเลาะกัน ต่อมาพ่อเริ่มจะเห็นผลงานถึงได้เริ่มเข้าใจ
ThaiNGO.org :
น่าจะเป็นเรื่องการเรียน
ใช่ คือ อีกอย่าง หนูเป็นคนเรียนไม่เก่งด้วย ยิ่งทำให้ลำบากมากกว่าเดิม
กลัวว่าจะแบ่งเวลาไม่เป็น แต่หลังๆ นี่เห็นผลงานหลายอย่าง ทั้งหนังสือพิมพ์มาสัมภาษณ์
หรือการพูดคุยทำความเข้าใจกับคุณพ่อ เห็นความตั้งใจจริง ก็ไม่ว่าอะไร
ThaiNGO.org :
เรื่องเรียนมีปัญหาหรือเปล่า
น้องน้ำค้าง
: เรื่องเรียนคงไม่มีปัญหา
อย่างที่บอกว่าหนูเป็นคนที่เรียนไม่ค่อยเก่ง พ่อเห็นว่า หากหนูตั้งใจจริงในการทำงานพัฒนาแล้วทำได้ดีกว่า
ก็จะให้ความสนับสนุน ฝึกให้เป็นผู้นำทางสังคมไปเลย น่าไปได้ดีกว่า
ส่วนเรื่องเรียน พ่อบอกว่า เท่าที่ไหวแล้วกัน(หัวเราะ) พ่อจะไม่ว่าเรื่องคะแนนสอบทำได้เท่าที่ทำ
ThaiNGO.org :
ดูเหมือนว่า พ่อจะเป็นหลักในการดูแลครอบครัวหรือเปล่า
น้องน้ำค้าง
: ไม่ทั้งหมดนะคะ
จริงแล้วพ่อเป็นคนดุๆ หน่อยมากกว่า ส่วนแม่นี่จะเป็นที่ปรึกษาทางใจ
ทำให้เห็นว่าพ่อมีบทบาทมากกว่า แต่เมื่อเราทุกข์ก็คุยได้ทั้ง
2 ท่าน ที่เหมือนกันคือว่าท่านไม่ว่าอะไรหนูที่เรียนไม่ค่อยเก่ง..ใหม่
ๆ นี่ พี่ๆ ของหนูคิดว่าหนูเป็นคนที่ขาดความอบอุ่น พวกพี่เค้าก็พยายามจะหาสิ่งทดแทนให้นะคะ
ติดตามข่าวคราวกับพี่ๆ ขบวนการฯ กลัวว่าจะเสียการเรียน จนเดี๋ยวนี้ไว้วางใจกัน
คิดว่า เป็นเพราะว่าเมื่อครอบครัวเช็คไปที่โรงเรียนก็จะได้รับคำชื่นชมจากคุณครูมาว่า
แม้จะเรียนไม่ดีแต่มีน้ำใจ
ThaiNGO.org
: ใครบอกว่าหนูเรียนไม่เก่ง
น้องน้ำค้าง
: จริง ๆ แล้วสังคมมีมาตรฐานในการวัดการเรียนมาแบบนี้อยู่แล้วนะ
ตามเส้นคะแนนที่ครูตั้งเอาไว้ อย่างคณิตศาสตร์หรืออังกฤษ ได้เกรด1-2
ก็แย่แล้ว หนูถึงบอกว่าตัวเองเรียนไม่เก่งถึงขนาดด่ากันว่า
โง่ ทีเดียว แต่หนูคิดว่าไม่เป็นไรนะ หนูอาจจะโง่กับวิชาการที่นี่
แต่ก็ขอเด่นเรื่องอื่นๆ คิดว่าเรามีความคิดได้มากกว่าคนที่นั่งท่องตำรา
ซึ่งอาจจะเข้าข้างตัวเองนะ แต่เราก็มีความสุขและไม่กังวลกับคะแนน
ใครเห็นเราแล้วมีรอยยิ้ม เราก็มีความสุขนะคะ
ThaiNGO.org :
รู้สึกอย่างไรที่มีคนมาว่าหนู
โง่
น้องน้ำค้าง
: โกรธ
เหมือนจะร้องไห้ค่ะ มาว่าหนูโง่ทำไมเนี่ย ..แต่หนูก็คิดว่ามันคงจริงนะ
อย่างน้อยเค้าก็คิดอย่างนั้น แต่ก็พยายามมองเค้าในแง่ดีๆ คือ
มีคนสอนตลอดเวลาว่าอย่ามองโลกในแง่ร้าย ให้เห็นว่าคนที่ว่าเราเค้าพยายามสอนเรา
ทำให้เราคิดเสมอว่าเราจะได้พัฒนาตัวเอง อาจจะไม่ดีเรื่องการเรียนแต่ก็ต้องหาสักเรื่องที่ทำแล้วดี
คุณพ่อหนูไม่เคยว่าใคร ไม่เคยชี้หน้าว่าใคร ไม่เคยทะเลาะกับคุณแม่
และพ่อสอนเสมอว่าต้องให้โอกาสคนอื่น สร้างโอกาสให้คนอื่น อย่าให้ตัวเองเด่นจนลืมคนอื่น
พี่ๆ ที่ขบวนการฯ ก็สอนเสมอว่าอย่าโกรธให้เมตตา รู้จักคำว่าให้อภัย
นอบน้อมและขอโทษให้เป็นไม่ว่าเขาจะเป็นคนอย่างไร
ThaiNGO.org :
คิดยังไง เรื่องการศึกษาในระบบ
น้องน้ำค้าง
: หนูคิดว่าการศึกษากำลังกำหนดว่า
คนเรียนเก่ง คือ คนดี หนูรู้สึกไม่ดีมากหากใครจะมองว่า
คนที่ไม่เก่งเรื่องวิชาการคือคนไม่ดี ดีที่สุดคือว่า
เรากำลังลืมเรื่องการส่งเสริมอาชีพในระบบการศึกษา ต้องเน้นให้เด็กค้นหาตัวเองให้พบว่า
ชอบและคิดอยากจะทำอะไร การศึกษาจะมีหน้าที่ส่งเสริม อาจจะเป็นเพราะตัวเราเป็นอย่างนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้นะคะ(หัวเราะ)
แต่กำลังรู้สึกว่าการอัดวิชาการให้เด็ก ระบบการศึกษาใคร่ครวญหรือยังว่า
เด็กรับได้แค่ไหน เมื่อเด็กเรียนไม่ได้แล้วมาบอกว่า
เด็กโง่ ถูกต้องหรือเปล่า
ThaiNGO.org :
พูดว่า การศึกษาทำให้รู้สึกกดดันมากยิ่งขึ้น
ได้หรือเปล่า
น้องน้ำค้าง
: คงไม่ใช่ขนาดนั้น
เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบจริงๆ ว่า ผลจากระบบการศึกษาวันนี้
ทำกับเด็กอย่างไรบ้าง ระบบการศึกษาเมืองไทยเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อยมากจนเด็กคิดว่า
ผู้ใหญ่จะเอาอย่างไรกันแน่ อะไรที่บอกว่าดี มีทางเลือกอื่นๆ
อีกหรือเปล่า หรือว่าต้องคอยรับระบบการศึกษาจากรัฐบาลเท่านั้น
ThaiNGO.org :
ครอบครัวเป็นส่วนสำคัญทำให้หนูได้ประสบการณ์การทำงานสังคม
น้องน้ำค้าง
: ใช่ทีเดียว
ความจริงฐานะทางบ้านไม่ได้เป็นคนร่ำรวยนะคะ แต่เมื่อรู้ว่าโลกภายนอกมีคนที่ยากจนกว่าเราทำให้เรารู้จัก
พองานที่ทำกับขบวนการฯ ก็เป็นงานอาสาสมัคร ยิ่งทำให้เรารู้จักการถ่อมตนมากขึ้น
มีการพัฒนาความคิดเป็นระบบที่ดีขึ้น พ่อให้คุณค่ากับการทำงานพัฒนามาก
พ่อบอกเสมอว่างานพัฒนาจะช่วยให้คนไม่ก้าวร้าว
ไม่ว่าใคร รู้จักการไหว้ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ จริงนะ หนูคิดได้เองหลังจากการทำงาน
ทุกครั้ง เรามีอะไรดีก็เอาออกมาเพื่อช่วยเหลือคนอื่น มีความสุขกับการทำงานในเวลานี้มาก
ThaiNGO.org :
คิดว่าตัวเองมีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเด็กคนอื่นหรือเปล่า
น้องน้ำค้าง
: ไม่รู้นะคะ
หนูคิดว่า เค้ารู้สึกไปเองมากกว่า คือ มันเป็นบางเรื่อง บางเรื่องหนูก็ไม่รู้จริงๆ
เราต้องศึกษาซึ่งกันและกันจะไม่บอกว่าใครดีหรือเก่งกว่าใคร
ThaiNGO.org :
ขบวนการตาสับปะรดทำให้หนูเปลี่ยนไป
น้องน้ำค้าง
: มากๆ ค่ะ คือว่า
ครอบครัวของหนูค่อนข้างเข้มงวด หมายถึงในวัยเด็กหนูเห็นเพียงกรอบสี่เหลี่ยมที่หนูพยายามใช้นิ้วเล็กๆ
แหย่ออกมาสู่โลกภายนอก จนวันนี้ บอกว่าขบวนการตาสับปะรดทำให้หนูเห็นโลกกว้าง
เกิดความไว้วางใจกันระหว่างตัวของหนูและครอบครัว เราเห็นโลกกว้าง
ฝันและเดินไปพร้อมกับความเป็นจริงได้ เราอยู่ได้ด้วยตัวของเราเอง
ทำได้เอง งานสอนให้หนูรู้จักให้ สิ่งที่พี่พี่ขบวนการสอนหนู
บอกได้เลยว่า พุทธศาสนาที่สอนในโรงเรียนยังสอนหนูไม่ได้อย่างนี้
สิ่งที่หนูได้พบเจอ เป็นการเผชิญโลกที่เป็นจริง ได้พบกับบางมุมในสังคมที่ไม่ได้รับการพูดถึง
ไม่มีในตำรา ไม่มีในอินเตอร์เน็ต ได้พบเจอคนนั้นคนนี้ ทำให้มุมมองเราเพิ่มมากขึ้น
มากกว่าตำราหนึ่งเล่มที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยไหนไม่รู้ แต่สังคมกำลังเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน
ThaiNGO.org :
เริ่มทำอะไรในขบวนการตาสับปะรด
น้องน้ำค้าง
: ครั้งแรกเป็นอาสาสมัครทำข่าวเด็กในชุมชนแล้วรายงานไปที่ศูนย์ของตาสับปะรด
คือ ขบวนการตาสับปะรดมีงานหลายด้าน ทั้งส่วนนักข่าวที่คอยรายงานข่าววิทยุบนอินเตอร์เน็ต
หรือเว็ปไซต์ 'www.thailandkid.org'
รายการวิทยุ เอเอ็ม 891 ค่ายเด็กและเยาวชนในประเด็นต่างๆ
'จุลสารพุทโธ่เอ๊ย' และรายการทีวีที่จะเริ่มเร็ว ๆ นี้รวมทั้งเอฟเอ็ม
92.5 ของกรมประชาสัมพันธ์
ThaiNGO.org :
ตาสับปะรด คือ ดวงตาเด็ก ๆ
น้องน้ำค้าง
: ใช่เลย(หัวเราะ)
ตรงตามตัวทีเดียวแหละ หมายถึง ดวงตาของพวกเรา เด็กๆ ที่มีอยู่ทั่วไปเลยและตอนนี้มีตาสับปะรดไปถึงต่างประเทศ
ThaiNGO.org :
หลังจากเริ่มรายงานข่าวชุมชนแล้วทำอะไรอีก
น้องน้ำค้าง
: เล่าอย่างนี้ก่อนนะคะว่า
ทำงานเริ่มต้น มีเด็กๆ สนใจเกือบ 50 คน ผ่านไปหนึ่งเดือน เหลือ
2 คน ผ่านไป 3 เดือน มีหนูเหลือเพียงคนเดียว(หัวเราะ) คงเป็นเพราะครอบครัวไม่สนับสนุนให้ลูกได้ทำงานพัฒนา
เป็นความไม่เข้าใจนะคะ หลังจากนั้น เริ่มทำมาได้พักใหญ่ก็เข้ามาเป็นผู้ช่วยผู้จัดรายการวิทยุกับพี่อีก
2 คน 5-6 เดือนต่อมาก็เริ่มจัดรายการสดคนเดียว เริ่มรายการโน้ตตัวจิ๋วก่อน
เปิดเพลงเด็กวงสองวัยนี่แหละ และพูดเรื่องเนื้อหาเพลงก่อนเปลี่ยนมาเป็นรายการเสียงเด็กกับพี่อีกคน
รายการที่ได้ทำเองต่อมาเป็นรายการเยาวชนคนเก่ง สัมภาษณ์สดออกอากาศ
ThaiNGO.org :
ทำงานเยอะมาก
น้องน้ำค้าง
: ค่ะ ก็ไม่เชื่อตัวเองเหมือนกัน
มีคนบอกว่า ได้ทำมากเสียจนคนจบปริญญาตรี บางคนยังทำงานไม่มากเท่าหนู
ThaiNGO.org :
แล้วมีใครบอกว่าชีวิตหนูขาด วัยเด็ก
บ้างหรือเปล่า
น้องน้ำค้าง
: เยอะมาก แต่ไม่รู่สินะคะ
หนูคิดว่า หนูมีวัยเด็ก ได้เล่นหนังยาง ได้เล่นตุ๊กตาบาบี้ ได้สร้างบ้านบนต้นไม้
ปีนต้นไม้ เล่นชกมวย เล่นเตะต้นกล้วย ออกจะโหดหน่อยนะคะ(หัวเราะ)
แต่ตอนนั้นก็จะแบ่งเวลาทำงานแล้ว หรือได้แบ่งเวลาอ่านหนังสือ
ไปเที่ยวกับครอบครัว หรือช่วยแม่ขายของ ตามไปช่วยพ่อทำงาน คิดว่ามีวัยเด็กที่คุ้มค่านะ
ThaiNGO.org :
เชื่อหรือเปล่าว่าชีวิตของเด็ก
คือ การวิ่งเล่น
น้องน้ำค้าง
: ก็อาจจะใช่นะ
การวิ่งเล่นช่วยทำให้เกิดพัฒนาการทั้งร่างกายและสมอง หนูอาจจะขาดชีวิตช่วงนั้นในสายตาผู้ใหญ่นะเพียงแต่ว่า
หนูกำลังคิดว่าเป็นเรื่องคุ้มค่า หนูมีความคิดอีกแบบที่เป็นมุมสะท้อนให้ผู้ใหญ่ได้รับรู้ว่า
สังคมของเราขาดลอยจากเป็นจริง สิ่งที่เด็กเป็นวันนี้มาจากการกระทำไม่ดีของผู้ใหญ่หรือไม่
หากผู้ใหญ่ทำดีแล้วเด็กอย่างหนูคงไม่ต้องลุกขึ้นมาเพื่อทำงานพัฒนาสังคม
จริงๆ นะคะ
ThaiNGO.org
: เด็กวันนี้ อยากบอกผู้ใหญ่ว่าอะไร
น้องน้ำค้าง
: อยากบอกว่า
วันนี้เด็กจะต้องมีทางเลือกมากกว่านี้ในการเรียนรู้ชีวิต ในการศึกษาหาความรู้
อย่างเช่นการทำวิทยุรูปแบบใหม่ เป็นทางเลือกที่ผู้ใหญ่จะต้องสนับสนุน
เราอยากบอกว่า เราไม่ได้ทำเพื่อ คน 10 คน ในกลุ่มของเรา แต่เราทำเพื่อคนอีกนับล้านที่อยู่ต่างจังหวัด
ผู้ใหญ่มักจะไม่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ผู้ใหญ่วันนี้มักจะมองเด็ก
ๆ ที่ทำกิจกรรมอย่างหนูในแง่ร้าย การแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องก้าวร้าวหรือเปล่า
ThaiNGO.org :
สังคมไทยอาจจะยังไปไม่ถึงเรื่องการยอมรับความคิดเห็น
โดยเฉพาะของเด็ก
น้องน้ำค้าง
: ใช่นะ หากผู้ใหญ่ให้โอกาสเด็ก
ลองย้อนถามว่าในวัยเด็กตัวเอง ต้องการอะไร นั่นแหละคือคำตอบ
คุณต้องทำสิ่งเหล่านั้น เด็กต้องการความรักที่จริงใจนะคะ เราต้องการความรักที่ไม่คับแคบ
ผู้ใหญ่ต้องรักเด็กทั่วโลก มันคือ ความรักที่ไม่มีสิ่งใดจะมากีดขวางทั้งนั้น
นี่ต่างหากที่เด็กต้องการ เราไม่ต้องการเงิน เราไม่ต้องการเรียกร้อง
เราขอแค่ให้ความเข้าใจ ให้ความรัก ขอแค่โอกาส ผู้ใหญ่คิดว่าในวัยเด็ก
ตัวเองต้องการอย่างไร เด็กก็ต้องการอย่างนั้น ทุกวันนี้ สังคมมองเด็กที่ไม่ดีหรือติดยาว่า
เลว เด็กติดยาหากถูกจับได้เราก็ส่งเข้าคุกอย่างไม่เปิดโอกาสให้เค้าได้พัฒนาตัวเอง
เด็กผิดหรือคะ สิ่งที่สังคมหยิบยื่นให้ทำให้เด็กเป็นคนเลวหนักเข้าไปอีกต่างหาก
ความคิดของเด็กที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยสื่อหรือต้นแบบที่เดินถือบุหรี่ไปมา
หรือดื่มเหล้าหรือทะเลาะกัน ก็คงไม่แปลก ที่เด็กจะโตมาเป็นอย่างนั้น
ผู้ใหญ่ไม่ได้สอนให้เราคิดเป็น แต่สอนให้เราเดินตามกรอบ
เป็นผู้ประสานงานวิทยุขบวนการตาสับปะรด
ติดต่อคนสัมภาษณ์ออกรายการ รับโทรศัพท์ติดต่อรายการ บริหารทีมงานน้อง
ๆ วิทยุตาสับปะรด คิดรายการนำเสนอสร้างรูปแบบใหม่ ๆ ตลอดเวลา
วางแผนงานตลอดอาทิตย์ นั่นคือ งานที่เธอ ได้รับความไว้วางใจจากพี่พี่ทีมงานและอย่างแทบไม่น่าเชื่อว่า
เพียงวัย 17 ปี ของเธอวันนี้ ฝันอยากเป็นนักการเมือง
เธอพูดติดตลกถึงกระทรวงเด็กและเยาวชนแห่งชาติ หากอีกมุมของความคิด
คือ ชีวิตเรียบง่ายบนผืนดิน เน้นการทำไร่นาสวนผสม อย่างพึ่งตนเอง
ในความสงบของชีวิตบั้นปลาย..นั่นคือทั้งหมดของเธอ เด็กหญิง
น้ำค้าง คำแดง ผู้ใหญ่ตัวไม่เล็กอย่างที่ใครเห็น
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
1 เมษายน 2547
|