ขบถบ้าน ทหาร ศิลปะ เพลงและโรงเรียนเด็กริมเทือกเขาบรรทัด

เสียงเด็กหนุ่มร่างล่ำสันบึกบึน เริ่มเงียบลงชั่วครู ขณะที่กำลังเงื้อแขนลงแรงขุดแปลงผักร่วมกับเด็กๆ กลางแดดเปรี้ยงๆ จนแสบตา ผมยืนมองเด็กหนุ่มปาดเหงื่อช้าๆ ก่อนส่งรอยยิ้มและคำทักทายมาถึงผม

“หวัดดีครับพี่ เด็กๆ รอพี่ตั้งนานแหนะ เขาตื่นเต้น ว่าวันนี้จะมีคนมาเยี่ยม เพราะพี่เป็นรายที่สอง ที่แวะมาเยี่ยมเราโรงเรียนร้อยหวันพันธุ์ป่า”

นั่นคือเสียงแจ้วๆ ของ ก่อคเณศ รุ้งสันเทียะ หรือ เณศ ที่เราคุ้นปากกัน เด็กหนุ่มจากที่ราบสูง ที่ดำเนินชีวิตวัยหนุ่มอย่างพลิกผัน ท้าทายชะตาตัวเอง และไล่ตามความฝันที่ซุกซ่อนฝังลึกในใจ อย่างไม่สิ้นสุด

วันหนึ่ง เมื่อชะตาชีวิตรักกำลังทดสอบ เมื่อความวกวนของเส้นทางชีวิตกำลังย้อนกลับไปกลับมา และเมื่อความฝัน งานศิลปะ รอยยิ้มเด็กๆ และความศรัทธาถึงสังคมดีงาม กำลังทดสอบและตอกตรึงเขาไว้ ท่ามกลางภาระหน้าที่เขาเลือกเพียงชั่ววูบ นั่นคือ ทหารรักษาความสงบในพื้นที่ 3 จังหวัด ?? ชีวิตเด็กหนุ่มชื่อ ก่อคเณศ รุ้งสันเทียะ มีอะไรมากเกินกว่าจะเขียนลงหน้ากระดาษได้หมดในครั้งเดียว มีเพียงบางมุมเท่านั้นที่ถอดความออกมาได้

“ผมชื่อก่อคเณศ รุ้งสันเทียะ” เด็กหนุ่มเริ่มต้นตอบคำถามสัมภาษณ์ผมช้าๆ ดังๆ หลังจาก บทเพลงผ่านเสียงกีตาร์หยุดลง

“แปลว่าคนเลี้ยงช้าง หรือคนสร้างช้าง คนสร้างงานศิลปะ ซึ่งทำงานมาก ที่จริงแล้ว การที่จะหันมาชอบเรื่องสิ่งแวดล้อม ศิลปะ โดยพื้นฐานครอบครัวผมเป็นครอบครัวตำรวจ และเขาเรียกผมว่า ขบถบ้าน ที่ว่า ครอบครัวเป็นข้าราชการตำรวจ ทหารหมด แต่เผอิญก่อนที่ผมจะมาเป็นทหาร ผมอยากย้อนไป สมัยนั้น ตอนผมเด็กๆ พ่อผมทำค่ายมวย และอยู่ในห้องแถวตำรวจ ซึ่งลูกหลานตำรวจสมัยนั้น ไม่มีสถานภาพมาทำ งานแบบปัจจุบันอย่างนี้ได้ เหมือนเด็กๆ สมัยนี้ได้

บังเอิญที่ผมอยู่ในค่ายมวย เป็นค่ายมวย ช.ไวคุล น่ะ ในสมัยนั้นดังมาก เป็นของพันเรือเอกชิดชนก พัฒนศิริ ผมต่อยมวยในนั้น ผมต่อยมาเกือบ 200 ครั้ง ต่อยทั้งลุมพินี ทั้งที่อื่น ผมต่อยมาเยอะ เกือบทุกรุ่น ต่อยดังที่สุด คือกับ ดอกไม้ไฟ ป.พงษ์สว่าง ผมต่อยรุ่น 124 ปอนด์ รุ่นใหญ่

ช่วงที่ผมเด็กๆ ผมต่อยมวย ผมอยู่ในวงการตำรวจ ซึ่งไม่มีโอกาสได้เห็นป่า เห็นเขา ไม่มีเรื่องศิลปะในครอบครัวเลย เผอิญว่า ประมาณ 2530 แม่ผมแกมารับเหมาก่อสร้าง แล้วพ่อก็อยู่งาน กบ.งานพลาธิการ ของกรมตำรวจ ผมก็บังเอิญเรียนจบ ม.3 ก็แอบไปสอบเทคโนราชมงคล ทั้งที่จริงแกให้ไปสอบ สถาปัตย์ แต่ผมไปสอบศิลปะ และตั้งแต่นั้นมาแกก็เลยไม่ชอบผมเลย ผมก็เลยเรียนศิลปะมาเรื่อยๆ จนจบ ปวช. 3 ผมเลยได้เรียนวิชาปรัชญาของขงจื้อ ปรัชญาเต๋า เรียนเกี่ยวกับธรรมชาติ เขาสอนว่า “ชีวิตคนเราอยู่ได้ทุกสิ่ง ล้วนอยู่กับธรรมชาติ” ผมเลยอ่าน อ่านลึกลงไป ก็เลยพบและรู้สึกว่า ผมต้องอยู่กับชาติมากขึ้น เพราะชีวิตผมไม่มีเงิน ผมจบปี 3 อายุ 17-18 ปี ก็ถือว่าเรียนหัวดีน่ะ ( อ่ะๆๆ)

อายุ 17-18 ผมเริ่มแบกเป้ใบหนึ่ง เดินทางท่องเที่ยว โบกรถซึ่งผมไม่รู้หรอกน่ะครับว่า การโบกรถคืออะไร ไปคนเดียว ผมอ่านเจอในหนังสือของพี่ศุ บุญเลี้ยง ผมก็ไปเรื่อยๆ จนเปิดเทอมก็กลับมาเรียนต่อ ประมาณ ปี 4 ผมเริ่มรู้สึกว่า ผมเรียนที่นี่ไม่ได้แล้ว เพราะวิชาขงจื้อ วิชาของเต๋า เริ่มทำให้ผม ย้อนไปตั้งคำถาม ว่าเราใช้แต่ความรุนแรงกับมวย ผมอยู่กับมวยมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ จนถึงอายุ 14-15 ปี ผมไม่เคยได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้

ผมอยากออกมาจากตรงนี้ ผมก็เริ่มออกมาเดินทาง ผมไม่จบปี 4 (ปวส.1) แต่ผมก็ลงเรียน มสธ.ทิ้งไว้ แล้วก็เริ่มเดินทาง โดยใช้แกนการวาดรูปเทคนิคสีน้ำ และเทคนิคศิลปะ เลี้ยงตัวเอง คือพอเขียนเสร็จก็ม้วนใส่กล่อง ส่งให้เพื่อน รุ่นพี่ที่มีแกลอรี่ ซึ่งเขาก็โอเค ฝีมือใช้ได้ ก็พอขายได้

ผมเดินทางเพื่ออยากรู้ว่า มีอะไรบ้างที่ผมไม่เคยเจอ ผมก็เลยเริ่มเดินทางมาเรื่อยๆ จนอายุ 19-20 ผมก็เลยกลับไปบ้าน อีกไม่กี่หน่วยผมก็จะจบ มสธ.แล้ว ที่นี้ผมก็กลับไปที่บ้าน ไปทำงานเกี่ยวกับศิลปะ นี่แหละ รวมระยะเวลาแล้ว ผมจากบ้านไปคราวนี้ 3 ปีเต็มๆ

ที่ผ่านๆ มา ผมอาศัยชีวิตรอด โดยอย่างแรกคือ วัด คือที่พึ่งที่ดีที่สุดเลย สองภาพเขียน ผมมีพู่กันคือพ่อ กระดาษคือแม่ วาดรูปวันหนึ่งๆ ก็ไม่ต่ำกว่า 2 รูป แต่ไม่เคยเกิน 5 รูป เป็นภาพสีน้ำ ผมจึงมีเทคนิคเยอะมาก มีมุมมองหลายๆ มุมมอง จึงสามารถมาสอนเด็กๆ ที่นี่ได้”
คเณศ พรั่งพรูถึงชีวิตในวันวานของตัวเอง ก่อนจะหยิบบุหรี่มาเคาะและอัดเข้าปอด ปืดใหญ่ๆ

“ชีวิตคนๆ หนึ่ง ที่ดั้นด้น เพราะอยากปลดปล่อยตัวเองออกจากมวย จากปรัชญา จากการเรียนรู้ในห้องเรียนออกมา แต่ผมก็เรียน มสธ.น่ะ ผมวาดรูป เขียนสีน้ำ เขียนสีช็อค ครั้งแรกที่ผมเดินทางคือเดินทางไป อำเภอปง จังหวัดพะเยา เดินทางขึ้นไปเหนือ ไปอยู่ที่แม่สาย ซึ่งมีตลาด ผมก็ไปวาดรูป ไปอยู่พักใหญ่ๆ เกือบ 2 เดือน ได้เงินมาก้อนหนึ่ง ได้เงินเพราะไปวาดรูปเหมือนนี่แหละ รูปละ 50 บาท นี่หล่ะ ที่เป็นกระดาษ เอ 4 หรือเอ 3 ขนาดใหญ่นี่

จนช่วงสุดท้าย แม่ผมรู้ว่าผมอยู่เชียงใหม่ ก็เลยโทรให้กลับ ผมก็กลับมาบ้าน มาเรียนต่อให้จบปริญญาตรี แล้วก็ไปสอบเจ้าหน้าที่ธุรการ ระดับ 2 สหกรณ์จังหวัดนครพนม ใช้วุฒิ ปวช.นะครับ

อะไรที่ทำให้ผมหวนกลับมาได้ คนนั่นคือแม่ครับ แม่ที่อยากเห็นผมสบาย กลับมาเรียนต่อให้จบ จะทำงานหรือไม่ทำงาน ก็ไม่ว่า แต่ขอให้มาเรียนต่อให้จบ จะจบอะไรก็ได้ แต่ขอให้เรียนต่อ ซึ่งขณะนั้น ผมก็กำลังจะจบพอดี ก็กลับมาอยู่บ้าน จบก็ได้งานธุรการในสหกรณ์ 2 ปี ผมก็เริ่มรู้สึกตัวเองว่าไม่ใช่ ผมไม่ใช่คนในเครื่องแบบ ผูกไท้ ใส่เชิ้ตสีขาว ผมไม่ได้บอกแม่หรอกนะ ว่า ผมไปหานายอำเภอ ทำหนังสือถึงผู้จัดการใหญ่ ว่าขอลาออก ออกมาแม่ผมก็ด่า ด่าจนถึงวันนี้ ซึ่งถ้ายังทำงานอยู่ก็คงขึ้นไปเป็นซี 6 แล้วมั้ง

ผมก็มาเรียนต่ออีก ที่เทคโนราชมงคล อีก 1 ใบปริญญาตรี ผมก็มาลงเรียนจิตกรรม พ่อผมก็ไม่ชอบผมอีก ตอนนั้นอายุ 22 ปี และนั่นคือจุดเริ่มต้น ชีวิตที่พลิกผันของผม ผมเริ่มแต่งเพลงครั้งแรกตอนนั้น เป็นบทเพลงเก่าๆ แต่งเมื่อปี 2537 สมัย ปวช.2 ปวช.3 แต่งกับเพื่อน จนปี 2539 ผมได้เป็นรองประธานแผนกศิลปกรรม นะครับ รองจากอ๊อบแอ๊บ (เพื่อนรุ่นพี่)

ผมเรียนไม่จบ เรียนได้ 1 ปี ก็ลาออกมา โอนมาเรียนที่ราชภัฏเพชรบุรี ช่วงก่อนนั้น ก่อนจะมาเรียนที่ราชภัฏเพชรบุรี ผมได้เดินทางขึ้นเหนือ ลงใต้ ผมมาอยู่ที่แก่งกระจาน (โรงเรียนธรรมชาติ) มาวาดรูปเหมือน มาเจอเด็กกระเหรี่ยงที่หมู่บ้าน มาเจอเด็กๆ ที่สื่อสารภาษาไทยกันไม่ได้เลย เราเลยคุยกันว่า ทำยังไง จากนั้น ผมก็เลยเริ่มสอน ก.ไก่ ข.ไข่ ให้เด็กๆ ที่นั่น

นั่นคือ จุดบ่มเพาะ ให้ผมอีกอย่างหนึ่ง เพราะผมเป็นคนไม่ชอบเด็ก โดยเฉพาะเด็กจู้จี้ กับผมซึ่งทำงานศิลปะ ต้องการความเงียบอยู่แล้ว มีโลกส่วนตัวมาก วันนั้นผมเจอเด็กที่ยิ่งกว่าเรา แต่เขาไม่ได้หนีปัญหา เขาเผชิญกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้า ผมจึงคิดว่าทำไง จึงจะทำให้เขาคุยรู้เรื่องกับเรา ผมจึงเอาศิลปะ นี้แหละมาสื่อ พอมาสื่อ ทำให้เราได้คุยกัน ได้มองตากัน ได้ทำงานร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน เรียนด้วยกัน ผมเดินข้ามเขาเป็นลูกๆ เลย เพื่อจะไปสอนเด็กๆ ผมเดินไปสอนเด็กแต่ละวันเพื่อแลกข้าว ทำยังงี้มา 2 ปี กับเด็กๆ 28 คน

การเข้าไปทำงานสอนโรงเรียนธรรมชาติ ให้กับเด็กๆ กะเหรี่ยง ในยุคแรกๆ นั้น ก็มีพี่อ๊อบแอ๊บเข้าไปก่อน แล้วมีผมชุดที่ 2 แต่พี่อ๊อบแอ๊บก็ไม่ได้มีบทบาทอะไร เนื่องจาก การเข้าไป เราก็อยู่ใครอยู่มันอยู่แล้ว เพราะคุณพร้อมที่จะมาเอง คุณต้องจัดการตัวเอง จากนั้น ผมก็เริ่มผูกพันกับเด็กๆ เรื่อยๆ จากนั้นก็ย้ายไปทำงานวิจัย เรื่องช้างป่าต่อ เสร็จก็ทำวิจัยเรื่องสัตว์กินเนื้อ ทำเรื่องสมุนไพรในป่า ทำจนเพื่อนตายไป 4 คน เป็นพรานในทีมตาย 2 คน ตายตอนที่อยู่แก่งกระจาน เพียงระยะเวลา 2 ปี 2546-2548 ส่วนผมเป็นมาเลเรีย 16 ครั้ง ในผืนป่าแก่งกระจาน เคยมาชักที่เกาะไผ่ กระบี่ครั้งหนึ่ง พี่เจี๊ยบ นำส่งโรงพยาบาล

ผมจบปริญญาตรี ที่ราชภัฏเพชรบุรี ปี 2545 สามารถไปมาระหว่างมหาลัยกับโรงเรียนธรรมชาติ ได้ เพราะผมเรียนเสาร์อาทิตย์ และระยะทางก็ไม่ไกลมากนัก 40-50 กม. ตอนนั้น รายได้ผมก็มาจากเขียนหนังสือ เขียน เรื่องสั้น บทความ กวี เรียงความ ส่วนที่บ้านก็ยังส่งให้ผม เดือนละ 15,000 ไม่ใช่สิ ส่งให้เด็กๆ ที่โรงเรียนธรรมชาติ เป็นค่าข้าวเด็กๆ เดือนละ 12,000 ส่วนที่เหลือ 3,000 นี่ผมใช้

ที่พ่อแม่เขายอมให้ เพราะเคยมาเยี่ยมที่ โรงเรียนธรรมชาติ 2 ครั้ง ครั้งแรก เพื่อเอาผมกลับบ้าน ครั้งที่ 2 ผมหนีมาอีก แกก็มาดูใหม่ แกก็โอเค ยอมให้ผมอยู่ ซึ่งผมมาเช็ค มาไล่ดูยอดในบัญชี ธนาคารที่พ่อแม่โอนไปให้ผมจึงได้รู้ว่า พ่อกับแม่แกโอนไปให้เฉลี่ยแล้วเท่าไหร่

ณ วันนี้ เขาถึงไม่อยากให้ผมมาอยู่ตรงนี้ มาอยู่ที่ โรงเรียนร้อยหวันพันธุ์ป่า เพราะหลายเดือนที่ผ่านมา เขาก็ให้เราพอสมควร เขากลัวเราไม่มีใช้ กลัวลูกไปขอเขากิน อย่าลืมว่าครอบครัวผมเป็นตำรวจ 16 คน เป็นระดับผู้การ 2 คน น้องชายผมเป็นหมอ ก็นับว่าฐานะผมใช้ได้ แต่ก็บอกแล้ว เขาว่าผมเป็นขบถบ้าน”
คเณศ ตัดบทเรื่องเล่าถึงชีวิตอย่างห้วนๆ ก่อนจะบรรเลงกีตาร์ กล่อมค่ำคืนที่เงียบสงัด


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

15 เมษายน 2549