พระไพศาล วิสาโล พระเดือนตุลา

"กรณี คุณป้าคนหนึ่ง อาตมาชอบเล่าให้หลายคนฟัง ครั้งหนึ่ง คุณนิรมล เมธีสุวกุล เคยไปทำรายการโทรทัศน์ ไปเจอคุณป้าคนนี้หิ้วปลาตัวใหญ่มา คุณป้าคนนั้นก็ถามคุณนิรมลกับคณะว่า ถ้าจะทำให้ปลาตัวนี้อยู่ได้นานๆ ควรจะทำอย่างไร? คณะของคุณนิรมลก็ช่วยกันคิดกันใหญ่ว่าจะใส่ตู้เย็น หรือจะหมัก จะดอง หรือจะตากแดดดี แต่ว่า คำตอบเหล่านี้ผิดหมด คุณป้าบอกว่าก็แบ่งปันไปให้คนอื่นๆ เอาไปให้เพื่อนบ้าน การนำไปให้เพื่อนบ้านมันก็จะไหลเวียน เพราะว่า เมื่อเราเอาไปฝากใส่ท้องคนอื่นถึงเวลาเขามีเขาก็จะเอามาแบ่งปันกัน"

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เกิดอะไรในธรรมศาสตร์
พระไพศาล วิสาโล :
เราอยู่ชมรมชาวพุทธ ม.ธรรมศาสตร์ ตกลงกันว่าจะชุมนุมอย่างสงบ (5 ตุลาคม 48) เรียกร้องคณะสงฆ์พิจารณาประเด็น "สามเณรถนอม" (วัดบวรนิเวศน์วรวิหาร) พร้อม ๆ กับการชุมนุมขับไล่โดยนิสิตนักศึกษาประชาชน ชมรมชาวพุทธระยะนั้นประเมินว่าสถานการณ์รุนแรงจะบานปลายจึงออกมาร่วมเรียกร้อง คณะสงฆ์ต้องพิจารณาประเด็นสามเณรถนอมเป็นพิเศษเพื่อป้องกันเหตุรุนแรง เราทำงานคนละส่วนกับศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) เรียกร้องคนละประเด็น อดอาหารเพียงวันเดียว รุ่งขึ้นจึงเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ชุมนุมอยู่ในธรรมศาสตร์
พระไพศาล วิสาโล :
อยู่บนชมรมชาวพุทธ เราเรียกร้องด้วยวิธีการอหิงสา จนเราได้ยินเสียงปืนดังขึ้นตั้งแต่เช้า (6 ตุลาฯ..อันที่จริงมันเริ่มด้วยเสียงระเบิดก่อน กระซิบ..) การใช้ระเบิดสลายกลุ่มผู้ชุมนุม ดูจะเป็นเรื่องราวธรรมดาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จากปืนชนิดที่เรียกว่า "เอ็ม 79” คือ พวกเราชมรมชาวพุทธฯ ประท้วงอยู่ภายในอาคารของชมรมปัจจุบัน คือ โรงอาหารใหญ่ข้างคณะรัฐศาสตร์ ยังคิดว่า เหตุการณ์ไม่น่าจะรุนแรง และคงเป็นการก่อกวนธรรมดาของกลุ่มกระทิงแดง

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : แต่เหตุการณ์กลับรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
พระไพศาล วิสาโล :
หลังจากเสียงระเบิด พวกเราก็ได้ยินเสียงปืนรัวเข้ามาเรื่อยๆ มีเสียงประกาศจากเวทีชุมนุมบอกให้ทหาร-ตำรวจหยุดยิงและเลิกทำร้ายประชาชน เปล่า เสียงปืนไม่ได้ยุติแต่อย่างใด จนกระทั่ง พวกเราเห็นกลุ่มคนทะลักเข้ามาทางด้านหอสมุด นำหน้าด้วยพวกกระทิงแดง เหตุการณ์ขยายความรุนแรงแต่พวกเรายังคงคิดปลอบใจตัวเองว่า เหตุการณ์รุนแรงจะสงบลงโดยเร็ว ไม่คิดว่า เหตุการณ์จะลุกลามถึงขั้นนองเลือดที่สนามฟุตบอล

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เวลานั้นมีกลุ่มนักศึกษาหลายกลุ่มร่วมชุมนุม
พระไพศาล วิสาโล :
หลายกลุ่มทั้งบริเวณสนามฟุตบอลและลานโพธิ์บางส่วน อาคารเรียน เต็มไปหมด ส่วนชมรมพุทธอยู่ด้านหลังถัดไป (โรงอาหารตรงข้ามตึกรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน) ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เห็นว่ามีตำรวจบุกเข้ามาเคลียร์ เราก็คิดว่าเรื่องราวน่าจะเรียบร้อยและอีกไม่นานเราและเพื่อนๆ คงจะได้กลับบ้าน เราตั้งใจว่าหากเหตุการณ์สงบลงเราจะต้องเปิดเผยความจริงว่าตำรวจ-ทหารทำร้ายประชาชนอย่างไร เราไม่คิดว่าจะถูกจับ ไม่คิดว่าจะเกิดการทำการรัฐประหารของคณะปฎิรูปการปกครอง นั่นถือว่า เป็นความคิดซื่อๆ ไม่ได้ติดตามข่าวสารหรือรับฟังวิทยุ ไม่ได้รับรู้ว่าเหตุการณ์ข้างนอกธรรมศาสตร์เกิดการฆ่าฟันกันอย่างรุนแรง เรียกว่า เป็นความไร้เดียงสาของตัวเราเอง คือ เราไม่เชื่อ เราเชื่อว่าระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในยุคสมัยนั้นจะทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงทำร้ายประชาชนจนถึงขั้นนองเลือด

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : รัฐบาลเวลานั้นไร้เสถียรภาพและความชอบธรรม
พระไพศาล วิสาโล :
ใช่ จนที่สุดเกิดการรัฐประหาร สายวันนั้น ตำรวจ-ทหารและกลุ่มผู้รักชาติเข้าเคลียร์พื้นที่ และกวาดต้อนผู้ชุมนุมออกไปยังสนามฟุตบอล มีคำสั่งให้ถอดเสื้อและนอนคว่ำหน้า ในส่วนเหตุการณ์นอกธรรมศาสตร์ยังคงรุนแรง มีการจับนักศึกษาเอาศพแขวนคอ แทงและเผา

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ถอดเสื้อและนอนคว่ำหน้าเป็นสูตรการปราบจลาจล แล้วเกิดอะไรขึ้น
พระไพศาล วิสาโล :
เราเหมือนจะโดนของร้อนอะไรสักอย่างเข้าที่หลังแต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ร้อนไปหมดสงสัยจะเป็นสะเก็ดระเบิดมีการสั่งรถทยอยเข้าขนกลุ่มผู้ชุมนุมออกไป เรานอนรออยู่กลางสนามฟุตบอลนานทีเดียว คนถูกลำเลียงขึ้นรถโดยแบ่งเป็นสองแถว เดินขึ้นรถแต่ละคันบนที่นั่งสองตอน ระหว่างนั้นกลุ่มประชาชนผู้รักชาติจะเข้ามาทั้งเตะทั้งถีบ เราโดนไปหลายที ไปถึงรถปรากฏว่าที่นั่งเต็มเราต้องวิ่งกลับมาใหม่ก็โดนประชาชนผู้รักชาติเตะถีบใหม่ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราล้มลงบังเอิญเรามองเห็นหน้าประชาชนที่รักชาติคนหนึ่ง เค้าเตะเราอย่างเมามันทีเดียว หน้าตาของเขามีสภาพไม่เหมือนมนุษย์ หากกลับเต็มไปด้วยความโกรธแค้น

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : รู้สึกยังไง
พระไพศาล วิสาโล :
สงสาร ไม่เหลือเค้าโครงของความเป็นมนุษย์ หากเต็มไปด้วยความเกลียดกลัวเหมือนถูกสิง เราเชื่อว่า เค้าจะต้องชดใช้กรรมที่เค้าก่อขึ้นกับผู้บริสุทธิ์ หมายความถึง เราและประชาชนคนอื่นอีกมากมาย

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทำไมประชาชนเหล่านั้นถึงเข้ามาทำร้าย
พระไพศาล วิสาโล :
ประชาชนเหล่านั้นถูกปั่น ทำร้าย ให้หลงเชื่อว่ากลุ่มผู้ชุมนุมในธรรมศาสตร์ คือ ผู้ที่คิดปองร้ายสถาบันหลักของสังคม คือ ชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ สะสมและถูกปลุกเร่งเร้ามายาวนาน แต่เราบอกได้ว่าเวลานั้นเราไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นประชาชนผู้รักชาติเหล่านั้นเลย หากที่มากกว่านั้น คือ เรารู้สึกไม่ดีกับความโกรธ ความชิงชังที่เพื่อนมนุษย์มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพราะความชิงชังที่เกิดขึ้นในหัวใจนี่เองที่ทำให้เค้ากลายร่างเป็นปิศาจ
เราถูกลำเลียงขึ้นรถคันหนึ่ง ต้องเร็วที่สุด (ยิ้ม) หากไม่เร็วจะถูกเตะถูกอัด ไม่รู้ใครต่อใครบ้างจ้องรุมทำร้าย ฝนเริ่มตก เราขึ้นมาบนรถนั่งเป็นที่เรียบร้อยต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมอีกพักใหญ่ กว่ารถจะเคลื่อนตัวออกมาทางธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ระหว่างที่รถเคลื่อนตัวออกมาติดบริเวณแยกพระแม่ธรณีบีบมวยผม มีประชาชนผู้รักชาติเฝ้าคอย ล้อมรถ แสดงความรักชาติด้วยการพยายามเข่นฆ่าทำร้ายคนที่อยู่บนรถ ด่า ขว้างปา ปีนขึ้นมาเพื่อจะทุบตีทางหน้าต่าง ทุกคนบนรถก้มหมอบราบด้วยความหวาดหวั่น กว่าจะออกจากธรรมศาสตร์มาได้ถูกขว้างปาทำร้ายอยู่ตลอดเวลา เป็นที่หวั่นเกรงว่าหากกลุ่มผู้รักชาติขึ้นมาบนรถได้เหตุการณ์ฆ่าหมู่อาจจะเกิดขึ้นได้แต่เรื่องนี้ต้องชมกองกำลังตำรวจที่คอยตามเคลียร์ (หัวเราะ) สามารถป้องกันไม่ให้ประชาชนผู้รักชาติเข้ามารุมประชาทัณฑ์ ไม่ว่าจะทางหน้าต่างหรือประตู น่ากลัวมาก ทั้งกลัวทั้งเสียใจ เราไม่คิดว่า สิ่งที่นักศึกษากระทำจะสร้างเหตุแห่งความชิงชังกันขนาดนี้ได้

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทำไม
พระไพศาล วิสาโล :
เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ประชาชนเป็นมิตรกับนักศึกษามากกว่านี้ !! ให้ความช่วยเหลือ อาหาร-น้ำ กำลัง ใจ อย่างไม่น่าเชื่อว่าเพียง 3 ปีผ่านไปเหตุการณ์กลับไม่เหมือนเดิมจากที่เคยเห็นด้วยกับนักศึกษากลับจะมาฆ่า ทำร้าย ทำลายให้ตาย ความรู้สึกเวลานั้นทั้งกลัว เศร้าเสียใจ ปนๆ กันไป ยิ่งมารู้ว่าเกิด อะไร ที่ต้นมะขามท้องสนามหลวงบอกไม่ถูก เราพูดไม่ออก รถวิ่งพาเราทุกคนไปเรื่อยๆ เราไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่ารถจะเอาพวกเราไปที่ไหน พาเราไปตายหรือเปล่า เหตุการณ์รัฐประหารที่เกิดขึ้นคล้ายกับเหตุการณ์รัฐประหารที่ ประเทศชิลี ในปี 2516 นักศึกษา-ประชาชนล้มตายเยอะมาก เราเลยคิดมากว่ารถคันนี้อาจจะพาเราไปตายก็เป็นได้

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : กลัวมาก!!
พระไพศาล วิสาโล :
กลัว แต่อีกมุมหนึ่งเรายังเชื่อมั่นในรัฐบาลประชาธิปไตย คิดว่า ไม่ว่าจะอย่างไรรัฐบาลคงไม่ปล่อยให้ใครฆ่าใครได้ง่ายๆ แม้ว่า รัฐบาลจะไม่อยู่ฝ่ายเดียวกับนักศึกษาแต่ถึงขั้นจะมาฆ่าแกงประชาชนไม่น่าจะทำได้ง่ายๆ จนค่ำ เราและทุกคนบนรถถูกนำไปพักไว้ที่โรงเรียนพลตำรวจ จ.ชลบุรี ก่อนหน้านี้กลุ่มผู้ชุมนุมจะถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกไปที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน อีกกลุ่มที่นครปฐม เราทุกคน (ที่ชลบุรี) ถูกขังเอาไว้ในห้องขนาดใหญ่หลายห้อง ห้องละไม่น่าจะเกิน 300 คน รวมๆ คนถูกจับมาที่นี่ประมาณ 3,000 คน

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ตำรวจเค้าทำอะไรกับเรา
พระไพศาล วิสาโล :
ด่า!! (หัวเราะ) หมายถึง วิธีการอบรมแบบตำรวจ ไอ้พวกไม่รักชาติ ไอ้พวกคอมมิวนิสต์ อะไรทำนองนั้น ไม่ทำอะไรเกินกว่านี้ ต่อมา เค้าให้พักรวมกันอยู่ในอาคารเป็นห้องรวมยาว ค่อนข้างแออัด ไม่ได้ใส่เสื้อ ไม่มีมุ้ง ส้วมขุด แล้วเอาไหน้ำปลาฝังลงไปสำหรับขี้-เยี่ยว จุดเดียวใช้รวมกันทั้ง 300 คน มองเห็นกันหมดและ ยุง!! การทำรัฐประหารเกิดขึ้นในคืนนั้นเอง เราร้องไห้ เราทำอะไรไม่ได้ เหตุการณ์ร้ายรุนแรง สงครามกลางเมืองการกวาดล้างกลุ่มการเมืองขั้วตรงข้าม ต้องหลบหนีการจับกุม 'เข้าป่า' จะเกิดขึ้น

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ตำรวจแจ้งข้อหาว่า อะไร
พระไพศาล วิสาโล :
เยอะมาก จำไม่หมด กระทำการอันเป็นภัยร้ายแรงต่อแผ่นดิน อะไรต่างๆ วันที่ 7 ตุลาคม ทุกคนไปให้การกับตำรวจ สอบปากคำ สืบสวน ทุกคนไม่มีกำลังใจทำอะไร ไม่เป็นอันกินข้าวกินปลา วันที่ 8 ตุลาคม รัฐบาลชุดปฎิรูปจึงประกาศประกันตัวนักศึกษาโดยให้ผู้ปกครองมารับ ยืนยันตัว วันที่ 9 ตุลาฯ ครอบครัวของเราก็มาประกันตัว เมื่อออกมาเราจึงได้รู้ว่าเกิดการแขวนคอหน้าธรรมศาสตร์หรือเหตุการณ์เผานั่งยางที่สนามหลวง เศร้าใจมาก คิดว่า คนไทยทำกับคนไทยด้วยกันได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : พ่อแม่ พูดอะไรบ้าง
พระไพศาล วิสาโล :
เปล่า เค้าดีใจที่เรามีชีวิตรอด เมื่อเรากลับไปถึงบ้านปรากฏว่าหนังสือของเรากลายเป็นหนังสือต้องห้าม ถูกเผา!! เสียดาย (หัวเราะ)

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ใครมาเผา
พระไพศาล วิสาโล :
ไม่มีใครมาเผา คนที่บ้านเองนั่นแหละเป็นคนเผา ช่วงนั้น กลุ่มประชาชนผู้รักชาติหลายกลุ่มจะทำหน้าที่สอดส่อง เป็นหูเป็นตาว่าใครบ้างที่เป็นนักศึกษา มีพฤติกรรมหรือหนังสืออันเชื่อได้ว่าเป็นภัยต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พบเข้าที่ใดจะต้องนำความไปแจ้งกับตำรวจว่ามีเอกสารหรือพฤติการณ์อันเป็นภัยต่อแผ่นดิน หากตำรวจ ค้นแล้วเจอ ครอบครัวนั้นๆ จะต้องเดือดร้อน พ่อกับแม่ จึงตัดสินใจ เผา!! เนื่องจากมีตัวอย่างให้เห็นเยอะมาก

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : พระอาจารย์เป็นคอมมิวนิสต์ หรือเปล่า
พระไพศาล วิสาโล :
เปล่า เราเชื่อแนวทางอหิงสา อยู่ชมรมชาวพุทธมาตั้งแต่ ปี 2518 ประกาศไม่ใช้ความรุนแรง เรียกว่า คนละแนวกับขบวนนิสิตนักศึกษา ไม่เชื่อในแนวทางมาร์กซิส เราแยกการชุมนุมกับนักศึกษา แนวทาง เรา คือ อหิงสา

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ประเด็น คือ พิจารณากรณีบวชพระให้สามเณรถนอม
พระไพศาล วิสาโล :
ใช่ นำออกไปนอกประเทศได้เลยยิ่งดี และเป็นเรื่องน่าหดหู่ที่คณะสงฆ์มีส่วนในการเร่งให้เกิดเหตุการณ์เข่นฆ่าประชาชน เพราะคณะสงฆ์กลับมีท่าทีเห็นด้วยและรับรองการเข้ามาของสามเณรถนอม ทั้งยังทำพิธีบวชเป็นพระให้ในเวลาต่อมา หลายวันต่อมา เมื่อเรามารวมตัวกันได้พวกเราจึงคิดว่าจำเป็นจะต้องช่วยเหลือผู้ที่ยังติดอยู่ในคุก ทั้งในแง่แสดงกำลังใจและจุดยืนทางการเมือง เริ่มจากการไปเยี่ยมคนรู้จักจนเกิดเป็นเรื่องจริงๆ จังๆ จากเพื่อนนอกคุกถึงเพื่อนในคุก คุณธงชัย วินิจจกุล ,คุณสุธรรม แสงประทุม หลายคนอยู่บางขวางและโรงเรียนพลตำรวจบางเขน รวมๆ แล้วจำนวนกว่าร้อย เมื่อกิจกรรมเริ่มเป็นระบบ เป็นรูปเป็นร่าง เราจึงคุยกันว่าน่าจะทำงานประสานงานร่วมกับกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม เน้นการทำงานด้านประสานไมตรี หลักการเดียวกันกับยุคนี้ เรียกว่า สมานฉันท์ (ยิ้ม) เยี่ยมเยียนและหาทางช่วยเหลือกลุ่มผู้ประสบเหตุการณ์ทั้งสองฝ่าย ตำรวจ-ทหาร และ นักศึกษา-ประชาชน ตั้งซุ้มรับบริจาคข้าวสาร-อาหารสบทบความช่วยเหลือทั้งสองฝ่าย ระดมประชาชนเขียนการ์ดเป็นกำลังใจ เขียน ส.ค.ส (ช่วงปีใหม่) เป็นกำลังใจ แสดงพลังให้เห็นว่าคนไทยไม่ทอดทิ้งกันและไม่แบ่งฝักฝ่ายเป็นซ้ายเป็นขวา กิจกรรมเริ่มขยายใหญ่ขึ้น เราเริ่มทำการรณรงค์ขอบริจาคเงินนำไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันกลุ่มประชาชนที่ถูกจับ หลายคนเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงให้กับครอบครัว เป็นผลทำให้รัฐบาลออกประกาศปล่อยตัว หรือสามารถประกันตัวโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกั นแต่ยังยกเว้นกลุ่มแกนนำ ถือว่าเป็นการทำงานที่ชัดเจนที่สุดของ กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) รณรงค์ทั้งในและนอกประเทศ พร้อมกับกระแสตอบรับเหตุการณ์ของนานาชาติ สร้างเครือข่ายกับรัฐบาลในยุโรป เยอรมัน สวีเดน อังกฤษกระทั่งรัฐบาลอเมริกันสมัยนั้นก็ให้การตอบรับในแง่การดำเนินการทางด้านสิทธิมนุษยชน

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : สภาวะสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยยุคนั้น เป็นอย่างไร
พระไพศาล วิสาโล :
รุนแรงมากที่สุดโดยเฉพาะทางภาคใต้แม้ แต่พระยังถูกฆ่าตายในโบสถ์หรือเอาพระมาทรมานแล้วฆ่า สภาพสังคมตกอยู่ภายใต้ความหวาดหวั่น มีการปราบปราม ติดตาม จับกุม หลบหนี เข้าป่าจับปืน ใครก็ตามที่มีความคิดเห็นเป็นไปในทางตรงข้ามกับรัฐบาลถูกเรียกว่า คอมมิวนิสต์ มีการกระทำอันเป็นภัยต่อสังคม ภายใต้คำสั่งของคณะปฎิรูปที่ให้อำนาจในการจับกุมได้ตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อหา (ยิ่งกว่าพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินในยุคนี้) ถูกจับกันเยอะ จนที่สุดในปี 2522 กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) รณรงค์ยกเลิกกฎหมายความผิดฐานมีการกระทำอันส่อว่าเป็นภัยต่อสังคม และก่อนหน้าในปี 2521 สามารถออกกฏหมายนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง เหลือเฉพาะกฏหมายคอมมิวนิสต์

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : พระอาจารย์ไม่ได้เข้าต่อสู้ในป่า
พระไพศาล วิสาโล :
เปล่า เราเชื่ออหิงสา สันติวิธี คือ หนทางแก้ปัญหา เราพิสูจน์ว่าการทำความเข้าใจในเมืองโดยกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม สามารถเป็นหนทางที่แก้ไขปัญหาได้ ช่วงนั้น คุณสมัคร สุนทรเวช ยังจับตามองแต่ทำอะไรไม่ได้ (หัวเราะ) เพราะกระแสโลกกระแสสังคมตอบรับ อาจารย์ป่วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งอยู่ต่างประเทศ เป็นอีกเรี่ยวแรงหนึ่งที่สนับสนุน แนะนำให้ชาวต่างประเทศรู้จัก หรือให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) แม้รัฐบาลจะทำอะไรเราได้ไม่ถนัดนักจากเหตุผลที่กล่าวมา แต่เราก็ยังถูกกล่าวหาว่ามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์จนได้ คนของเราสองคนถูกจับที่ภาคใต้ จนที่สุด กระแสสิทธิมนุษยชนโลกได้กดดันให้รัฐบาลชุดปฎิรูปล้ม รัฐบาลชุดใหม่นำกระแสประชาธิปไตยใหม่เข้าใช้ มีการร่างรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งทั่วประเทศแทนรัฐบาลขวาสุดขั้ว

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : หากเข้าป่าต้อง พระอาจารย์ต้องจับปืนต่อสู้
พระไพศาล วิสาโล :
ใช่ มีคนเข้าป่าเป็นแนวร่วมกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) นับพัน การทำงานจะเน้นการระดมเครือข่ายยุทธการป่าล้อมเมือง การทำงานทวีความรุนแรง มีการปะทะกันระหว่างแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์และทหารฝ่ายรัฐบาลถี่และมีคนล้มตายเพิ่มมากขึ้น ขณะที่เราเชื่อว่า การดำเนินงานทางด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย จะก่อผลเชิงบวกมากกว่าการจับปืนต่อสู้ พูดได้ว่า หากมีการประกันสิทธิสภาพของประชาชน แนวร่วมของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) อาจจะไม่จำเป็นต้องจับปืนสู้ ความคิดเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องจริง ประกาศ 66/23 ทำให้สังคมไทยเปิดออกภายใต้ระบอบประชาธิปไตย คนทยอยออกจากป่า

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : คิดยังไงกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
พระไพศาล วิสาโล :
เข้าใจ.....แต่ไม่เห็นด้วย เราคิดว่า การสร้างแนวร่วมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยไม่ขาวสะอาด มีการหลอกให้คนไปตาย มีการเสี้ยมให้เจ้าหน้าที่ทหารเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ เพื่อช่วงชิงความชอบธรรม สร้างแนวร่วมผ่านความเกลียดชิงชังรัฐบาล แล้วคนสมัครเข้าไปเป็นแนวร่วมทั่วทั้งภาคใต้ นาสาร บ้านส้อง ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกันกับผู้ก่อการไม่สงบในภาคใต้กำลังใช้ วิธีการใดก็ได้ ให้ประชาชนเกลียดชังรัฐบาล

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : จะเกิดเหตุการณ์เดือนตุลาฯ อีกหรือเปล่า
พระไพศาล วิสาโล :
การทำร้ายกันผ่านกระบวนการทางอุดมการณ์อาจจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่เหตุการณ์ทำนอง พฤษภาทมิฬ มีความเป็นไปได้ โดยเฉพาะ การลุแก่อำนาจของฟากรัฐบาล และหรือประชาชนรู้สึกทนไม่ไหวกับพฤติการณ์อันเป็นส่วนชักนำให้รัฐบาลใช้ความรุนแรง จากประสบการณ์ของเรานักปกครองส่วนใหญ่ไม่เคยสรุปบทเรียน ที่สำคัญ สถาบันตรวจสอบในสังคมของเราไม่ทำงาน เหตุการณ์แบบพฤษภาทมิฬจะไม่เกิดขึ้นหากสถาบันรัฐสภาทำงาน

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : กลไกตรวจสอบทางสังคมไม่ทำงาน
พระไพศาล วิสาโล :
ใช่ องค์กรตรวจสอบทั้งหลายต้องทำหน้าที่เพื่อขจัดปัญหาและลดความรุนแรง ยกตัวอย่าง สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สะสมความขัดแย้งรุนแรง ความเกลียด ความกลัว และมีท่าทีจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นปัญหาเรื่องเชื้อชาติ เกิดการปลุกระดมแม้จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตามในความรับรู้ของคนส่วนอื่นๆ อาจคิดไม่ถึงว่าการกระทำของตนเองล้วนแล้วแต่เป็นตัวเร่ง ทั้งสถานีวิทยุและความรู้สึกอย่างชาวพุทธ หลายฝ่ายกำลังสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดหวั่นว่ าศาสนาพุทธกำลังถูกคุกคาม สภาพการเข่นฆ่าพระในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จนกลายเป็นความหวาดวิตก ดังนั้น "เรา คนไทยจะอยู่เฉยปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้แล้ว ศาสนากำลังถูกขับไล่ออกจากภาคใต้" จนเกิดความไม่พอใจ

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : แก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ด้วยความไม่รุนแรงได้อย่างไร
พระไพศาล วิสาโล :
อย่างหนึ่ง เราต้องทบทวนเพื่อจะเรียนรู้ว่าความรุนแรงไม่อาจจะนำมาแก้ไขปัญหาหรือสร้างสันติสุขได้ ยกตัวอย่าง อาเจะห์และศรีลังกา จุดเริ่มต้นของความรุนแรงล้วนกำเนิดผ่านการใช้กองกำลังของฝ่ายรัฐบาลเข้าบดขยี้ ทำให้ความไม่พอใจแผ่ขยายออกไปทั่ว เริ่มต้นจากกลุ่มวัยรุ่นจนกลายเป็นสงครามความขัดแย้งในเมือง ลุกลาม แผ่ขยายและทวีความเข้มข้น แบ่งฝักฝ่ายมีการระดมผู้คนและสร้างกองกำลังติดอาวุธ
จนวันนี้ 30 ปี คนในศรีลังกาสู้รบตกตายกันไปเป็นจำนวนถึง 8,000 คน อาเจะห์ แต่เดิมแนวคิดเรียกร้องเอกราชเพียงไม่กี่ร้อยคน เมื่อรัฐบาลส่งกองกำลังทหารเข้าไปบดขยี้ ประชาชนส่วนอื่นๆ กลับสนองตอบการกระทำของรัฐบาลด้วยการลุกขึ้นมาเรียกร้อง เข้าเป็นแนวร่วมกับกลุ่มเรียกร้องเอกราชหัวรุนแรง จนสามารถคุมพื้นที่ในจังหวัดอาเจะห์ได้มากกว่า 60% เหล่านี้ ล้วนเกิดมาจากการแก้ปัญหาด้วยวิธีการรุนแรง เราจำเป็นต้องทบทวน!! เราเคยแก้ไขปัญหาคอมมิวนิสต์ด้วยวิถีทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้กลุ่มคนเข้ามาร่วมพัฒนาชาติไทย เปลี่ยนบรรยากาศสังคมการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย สร้างเสรีภาพทางสังคม-การเมือง
เราอาจจะกำจัดผู้ก่อความไม่สงบได้ด้วยความรุนแรง แต่เราไม่อาจจะกำจัดเงื่อนไขของความรุนแรงได้ ความพยาบาทอาฆาตแค้นจะตามต่อเนื่อง เราต้องมองไปที่โครงสร้างของปัญหาและสร้างกิจกรรมการแก้ไขที่ตรงจุด เกิดความเป็นธรรม ยุติธรรมมากที่สุด "คนส่วนใหญ่มองปัญหาและมักจะถามคำถามเดิมว่าใครทำแต่ไม่ถามว่าทำไมเค้าจึงต้องทำอย่างนั้น" ทั้งในแง่การถูกรังแกจากข้าราชการท้องถิ่นบางกลุ่ม นักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องเบื้องหลัง หรือจะเป็นเพราะความแตกต่างทางวัฒนธรรม หลายเรื่องราวเกี่ยวข้องพัวพันทั้งกลุ่มค้าของเถื่อน พ่อค้า นักการเมือง ยาเสพติด พร้อมกับการสร้างสิทธิเสรีภาพให้เกิดขึ้นในบรรยากาศทางสังคม-การเมือง

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ต้องใช้เวลามากเกินไปหรือเปล่า
พระไพศาล วิสาโล :
มันจำเป็น รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ความอดทน เอาชนะใจประชาชน แต่รัฐบาลชุดนี้ใช้สองอย่าง หนึ่งใช้เงิน สองใช้กองกำลัง ใช้เงินกับปืนไม่ได้ใช้คุณธรรม-ความดี เพื่อเอาชนะใจคน พูดเพื่อเอาชนะใจคนไม่ใช่พูดเพื่อทำลาย ใช้ระบบให้รางวัล ใครมีท่าทีอยู่ข้างตนก็ให้ผลประโยชน์ ยกตัวอย่าง นโยบายหมู่บ้านสามสี ที่ไหนสีอะไร ชี้จุด ให้ประโยชน์และลงโทษ ดีที่สุด คือ ต้องใช้ความดีเอาชนะใจคน

ถึงวันนี้ บนแนวทางพุทธศาสนา พระไพศาล วิสาโล เน้นกระทำการทางจิต รู้เท่าทัน มองเห็น เข้าใจและมีสติตื่นรู้ดำเนินไปตามหนทางแห่งพุทธะ หนทางและหน้าที่ของศาสนิกชนผู้อุทิศตน นอกจากการวิปัสสนากรรมฐาน นั่งภาวนาในโบสถ์ ท่านยืนยันว่า "เรามีหน้าที่นำหนทางแห่งศาสนาเข้าสู่ทุกอณูความคิดเห็นและเป็นส่วนหนึ่งของพลังขับเคลื่อนทางสังคม" ผ่านความเชื่อที่ว่า ทุกวิธีการในการแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องใช้พลังทางจริยธรรมควบคู่ การเข้าไปยุ่งกับสังคมมากจนเกินขีดอาจทำให้เกิดความเร่าร้อน เผลอ หลงลืมเป้าหมายและการเข้าถึงตัวตนแห่งสมณเพศ ถึงกระนั้น ท่านยืนยันว่ามีเพียง สันติวิธี เท่านั้นที่จะนำพาสังคม สังคมต้องได้รับการตักเตือนอย่างมีสติตระหนักอยู่เสมอว่าความรุนแรงไม่อาจจะแก้ไขความรุนแรงได้


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

3 พฤศจิกายน 2548