ภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ เลขาฯ กป.ใต้คนใหม่

เงียบหายไปนานกับข่าวคราวบทบาทเลขาธิการ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) และเมื่อมีโอกาสได้พบตัว ทีมงานไทยเอ็นจีโอ สื่อทางเลือกเพื่อคนทำงานพัฒนา ย่อมไม่รีรอชักช้า เนื่องจากเป็นเลขาฯ กป.ใต้ ที่หาตัวพบยากที่สุดรายหนึ่ง ถ้าหากไม่บุกบั่นลงพื้นที่ชุมชนย่อมยากที่จะได้พบ

กับการหวนกลับมาสู่บ้านเกิดอีกครั้งหนึ่ง หลังจากร่วมต่อสู้ ร่วมเหนื่อยยากกับพี่น้องชาวอีสานเกือบ 20 ปี ภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ เลาธิการ กป.ใต้ คนใหม่ วันนี้ก็ยอมนั่งลง เผยมุมมองประสบการณ์ บทเรียนการทำงานและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาล ต่อกระบวนการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาคนจนอย่างมีส่วนร่วม ที่เคยสัญญาไว้กับพี่น้องคนยากคนจนที่หน้าทำเนียบ แต่ในกระบวนการแก้ไขปัญหาจริงๆ กลับไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

ส่วนแนวทางการทำงานในพื้นที่ภาคใต้นั้น นายภาคภูมิชี้แจงว่า มีลักษณะแตกต่างจากภาคอีสาน เพราะภาคใต้จะเน้นการต่อสู้ในกรอบท้องถิ่นเป็นหลักและส่วนใหญ่จะจบลงได้ที่ท้องถิ่น นอกจากนั้น นายภาคภูมิยังย้ำถึงบทบาทคนทำงานองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) อย่างชัดเจนด้วยว่า NGOs จะต้องลงไปทำงานกับพื้นที่ แล้วให้พื้นที่เป็นเนื้อหาในการสื่อสารกับสังคมไทย จึงจะต่อสู้กับภาพลักษณ์ที่รัฐบาลโจมตีจนทำให้สังคมไทยไม่เข้าใจได้

“ผมกลับมาตอนหน้ามรสุมปี 2542 กลับมาทำงานกับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน เฉพาะในตรัง หรือในภาคใต้ ด้วย ก็ทำงานช่วยกับกลุ่มเครือข่ายป่าชุมชน ก็เรื่องแก้ปัญหา ก็คงจะเป็นปัญหาเดียวกับภาคอีสานและภาคเหนือ ก็เป็นปัญหาเดียวคือเรื่องสิทธิ ที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย และสิทธิในการจัดการทรัพยากร

ในช่วงที่ผ่านๆ มามันเข้ามาสู่การแก้ไขปัญหาแบบประชาชนมีส่วนร่วม กับรัฐในการแก้ปัญหา มันเป็นพัฒนากหารที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายบรรหาร มาสู่ยุค พล.อ.ชวลิต จนปัจจุบันมาเป็นยุครัฐบาลทักษิณ ที่เรียกว่ามีส่วนร่วมก็เพราะว่าเรามีคณะกรรมการร่วม มีข้อเท็จจริงร่วม มีแนวทางแก้ปัญหาร่วม มาช่วงต้นรัฐบาลทักษิณ ในสมัยลงมากินส้มตำหน้าทำเนียบ เราก็มีกระบวนการแก้ไขปัญหาร่วม แต่พอช่วงหลังๆ รัฐบาลก็เริ่มเดินนโยบายตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนออก แล้วก็ให้การแก้ไขปัญหาทั้งหมด กลับไปสู่ระบบการรวมศูนย์อำนาจ คือราชการ แล้วเน้นระบบ CEO ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี หรือส่วนกลาง ทำให้กระบวนแก้ปัญหาขาดส่วนร่วมของประชาชนมันเลยไม่คืบหน้า ทำให้ทุกวันนี้ เกือบทุกเรื่องภาคใต้ที่ผมเข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปัจจุบัน มันกลับไปแย่เหมือนเดิม ไม่คืบหน้าเลย อย่างปัญหาเรื่องป่า เรื่องที่ดินในเขตป่า ก็ยังคาราคาซังอยู่ไม่คืบหน้า ปัญหาเรื่องทะเลก็ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนออกมาที่จะดูแลรักษทะเล รวมทั้งการรับรองสิทธิตามรัฐธรรมนูญก็ยังไม่มีเลย อย่างคราวที่แล้วที่สหภาพแรงงานเขาคัดค้านการแปรรูป และประชาชนก็ร่วมคัดค้านด้วย ท่านนายกฯ ก็อ้างว่าเป็นเรื่อง หรือเป็นนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อสภาแล้ว ฉะนั้นต้องปฏิบัติ ไม่แปรปรูปไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องของชาวบ้านที่รัฐบาลแถลงต่อสภาเหมือนกัน แต่กลับไม่ทำตามนโยบาย ยก ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ. ป่าชุมชน เรื่องนี้ก็แถลงต่อสภา แต่ก็ไม่นำมาปฏิบัติ เรื่องการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหา เรื่องนี้ก็แถลงต่อสภา แต่ก็ไม่นำมาปฏิบัติ

ที่รัฐบาลไม่ทำผมเข้าใจว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นมันเป็นอุปสรรค กับการพัฒนาเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์ คือทุกอย่างวางแผนจากส่วนกลาง ประเภทอยากได้ไอ้นู้นเป็นไอ้นี่ อยากให้ไอ้นี่เป็นไอ้นั่น เงื่อนไขแบบนี้มันก็เกิดการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงพื้นที่ เปลี่ยนแปลงผู้คน เปลี่ยนแปลงทรัพยากร ซึ่งปกติผู้คนเขาคุ้นชินกับทรัพยากร เขามักจะไม่ได้ผลจากการเปลี่ยนแปลงนั้น หรือได้รับผลกระทบด้านลบ มันก็เกิดการคัดค้าน ซึ่งมันทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น มันสร้างอุปสรรรค การบริหารแบบศูนย์ ซึ่งประเทศไทยผมคิดว่ามันกำลังกลับมาสู่แบบเดิม คือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์ แล้วก็ละทิ้งบทเรียนเดิมที่เราเคยสรุปกันระดับทั่วประเทศ เช่น ปัญหาเรื่องการเมืองแบบรวมศูนย์ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน จนมามีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ตรงนี้มาจากการสรุปร่วมกันทั้งประเทศ เกิดเป็นข้อตกลงสร้างกฎหมายใหญ่ให้กับประเทศไทย เกิดการปฏิรูปการเมือง

วันนี้บทเรียนก็เริ่มไม่ต่อเนื่อง เพราะกำลังกลับมาผูกขาดอำนาจเหมือนเดิม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ 1-7 เน้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่พอมาแผนฯ 8 และ 9 พบว่า ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ทำให้คนส่วนใหญ่เสียประโยชน์ แต่คนส่วนน้อยได้ประโยชน์ แผนฯ 8 แผนฯ 9 จึงพูดเรื่องทำอย่างไรจึงจะกระจายรายได้ สร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม แต่เรื่องนี้ก็ถูกหยุดไป กำลังกลับมาสู่สภาพเดิมคือเน้นความเจริญเติบโตทางเศณษฐกิจ

ต่อไปเราจะพบปัญหาเดิม ที่มาจากการเน้นเฉพาะเศรษฐกิจคือช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน และ 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเดินแนวทางนี้ ยุติการปฏิรูปการเมืองหมดเลย

ผมอยากย้ำว่า บทเรียนที่สรุปไว้ในแผนฯ 8 และสรุปไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น มันเป็นหลักการพื้นฐานอยู่แล้ว ที่จะนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ คือต้องปฏิบัติตามนั้น แต่วันนี้เราต้องมาเผชิญหน้ากับ การไม่ปฏิบัติก็ได้ รัฐธรรมนูญกำลังถูกทำให้มีสภาพคล้ายๆ เป็นกระดาษมากขึ้น มันแทบจะไม่มีความหมายเลย

หากต้องมองสถานการณ์การต่อสู้ของประชาชนในปัจจุบันนี้ ในพื้นที่ที่มีการเข้าไปแย่งยึดเอาทรัพยากรของชุมชน ที่เป็นไปอย่างรุนแรงและรวดเร็ว พื้นที่เหล่านั้น เขาจะพูดเรื่องการต่อสู้ ว่าต้องรวมกันต่อสู้แบบเข้มข้นซึ่งเกิดขึ้นหลายพื้นที่ขณะนี้ ส่วนพื้นที่มีการแย่งชิงเอาทรัพยากรแบบค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป นั้น ก็ยังพูดรวมๆ ร่วมกันได้ เช่นมาพูดเรื่องระยะยาวร่วมกันได้ ว่า ต้องปฏิรูปการเมือง ต้องกระจายรายได้ ต้องกระจายต้องกระจายความเจริญ ต้องสร้างความเป็นธรรมในสังคม

กับประเด็นปัญหาภาคใต้ ตัวปัญหาพื้นฐานก็เหมือนๆ กันทั่วประเทศ คือปัญหาความไม่เป็นธรรม ปัญหาการไม่มีส่วนร่วม เรื่องระบบการเมืองการปกครองแบบรวมศูนย์ ซึ่งภาคประชาชนมีสิทธิ มีเสียงน้อย เป็นปัญหาพื้นฐาน มันเกี่ยวข้องกับปัญหาอื่นๆ เช่น การกระจายรายได้ การเข้าถึง การใช้ ทรัพยากร พูดง่ายๆ คือ อย่างปัญหาที่ดิน ประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรม มีที่ดินมากพอ แต่ปัญหาของเราคือคนกลุ่มน้อยมีที่ดินจำนวนมาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่มีที่ดิน แล้วมันก็สูญเสียผลประโยชน์ของชาติ เพราะฉะนั้นเราจะพบว่าที่ดินเรามีเพียงพอ แต่กลับถูกปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า หรือ ปล่อยให้ที่ดินเป็นสินค้า เอามาซื้อขาย เหมือนกับกระดาษ ปัญหาแบบนี้ยังเป็นอยู่นะครับ“
นายภาคภูมิวิเคราะห์ ก่อนจะเผยมุมมองต่อกระบวนการทำงานกับชุมชนท้องถิ่นภาคใต้ว่าต่างกับชุมชนอีสาน พร้อมชี้แจงว่าเงื่อนไขการกำหนดรูปแบบการต่อสู้และความสำเร็จในการแก้ไขปัญหานั้นต่างกันด้วย

“ประสบการณ์การทำงานระหว่างภาคอีสานในอดีต กับภาคใต้ในปัจจุบัน ผมมองว่ามันต่างกันอยู่บ้าง ในแง่ภาคใต้มันมีลักษณะท้องถิ่นสูง เช่น จะสู้รบกันเพียงในท้องถิ่น มีการขึ้นต่อกับส่วนกลางน้อย ปัญหาส่วนใหญ่ขึ้นมาแค่ระดับจังหวัดก็แก้ได้แล้ว หรือบรรเทาปัญหาไปได้ หลายเรื่องก็ถูกยกเลิกไป เช่น โครงการสร้างเขื่อนเมื่อมาถึงจังหวัดก็ถูกยกเลิกไป ขอบเขตการเคลื่อนไหวก็จะอยู่ระดับจังหวัด มีเฉพาะบางเรื่องที่มันเป็นปัญหาสาธารณะ เช่นเรื่องอวนรุน อวนลาก เรื่อปั่นไฟ ปลากะตัก เรื่องท่อก๊าซไทย-มาเลย์ เรื่องนี้แม้จะเป็นเรื่องท้องถิ่น แต่ขอบเขตพื้นที่มันจัดการปัญหาไม่ได้ มันต้องเป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องมาแก้ไขร่วมกัน แม้ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับท้องถิ่น

ดังนั้น การเติบโตแบบขบวนการสมัชชาคนจน หรือ สกน. ภาคใต้เกิดไม่ได้ เพราะวัฒนธรรมไม่เหมือนกัน ภาคใต้มันจะมีลักษณะการรวมตัวแบบเฉพาะของมัน เพราะถ้าดูร่องรอยการต่อสู้ก็จะเห็นแตกต่างกันไป เช่น ที่จะนะซึ่งคัดค้านท่อก๊าซฯ ก็จะเข้มแข็งไปอีกแบบหนึ่ง แล้วก็มีการเชื่อมโยงกับเพื่อนพี่น้องระดับประเทศ แต่ไม่ได้ก่อรูปแบบสมัชชาคนจน แต่ก็มีความเข้มแข็งเฉพาะอย่าง เฉพาะถิ่น แต่ถึงอย่างไร ขบวนการภาคประชาชนภาคใต้ ก็ยังมีการรวมกันเป็นองค์กรระดับภาคอยู่บ้าง อย่างสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้ 14 จังหวัด แต่เวลามีกิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อแก้ปัญหาจะปะทะเฉพาะในพื้นที่นะครับ

อย่างไรก็ตาม ในการทำงานเราต้องยอมความจริงอยู่อย่างว่า นโยบายนั้นมันแค่กระดาษ แต่ปฏิบัติการจริงในพื้นที่นั่นคือของจริง ดังนั้นเวลาที่เราพูดว่า ทางเลือกในการการพัฒนา บางอย่างเราสามารถตกลงยอมรับร่วมกันระดับนโยบายได้ และหวังว่าผลของนโยบายนั้นจะไปแก้ไขปัญหา โดยรวมได้ ซึ่งในบางเรื่องมันก็ได้จริง แต่ส่วนใหญ่แล้วมันไม่จริง เพราะพอถึงระดับปฏิบัติมันก็เหมือนเดิม อย่างสมัชชาคนจนก็จะมีบทเรียนเป็นมติ ครม. มากพอที่จะใส่รถเก็บไปไว้เป็นโกดัง ซึ่งก็คือ การบรรลุความสำเร็จในทางนโยบายนั้นมีจริง แต่ว่า ในระดับปฏิบัติจริงปัญหามันไม่คืบหน้า ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการนี้ไม่ต้องทำ แต่ความสำเร็จในพื้นที่จริงนั้นขึ้นกับการเคลื่อนไหวในท้องถิ่นนั้นเป็นสำคัญ เพราะจะคาดหวังเอามติ ครม. แล้วจะมีการแก้ไขปัญหานั้นไม่จริง แต่ถ้ามีมติ ครม. แล้วมีชาวบ้านร่วมกันอย่างแข็งขัน ทำการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อย่างนี้แหละครับ โอกาสที่ปัญหาจะถูกแก้ไขมีสูง

ด้วยเหตุนี้ กับรัฐบาลนี้ ขบวนการภาคประชาชนกำลังมีบทเรียนใหม่ ที่ผู้คนกำลังเรียนรู้และกำลังจะได้ข้อสรุปแล้ว ซึ่งมันก็เหมือนกับข้อสรุปที่ได้จากทุกรัฐบาล ว่าการที่เรามาวางความคาดหวังกับระบบตัวแทน เราก็จะพบความจริงว่ามันไม่ใช่

อีกอย่างนโยบายของรัฐบาลทักษิณ มันมีลักษณะหวือหวาแปลกใหม่ ซึ่งเราไม่เคยเจอ ในการดำเนินนโยบาย ทำให้สังคมไทยในช่วงต้นๆ รู้สึกว่าเออ มันใช่ แบบนี้แหละเป็นความหวังเรา”
นายภาคภูมิกล่าวพร้อมย้อนถึงบทบาทตำแหน่งเลขาธิการ กป.ใต้คนใหม่ว่า

“ตำแหน่งเลขาธิการ กป.ใต้ ที่ผมเข้ามารับนั้น ไม่มีอะไรมาก รับเพราะถึงเวลาแล้วมั้ง และต้องเข้าใจก่อนนะว่า นี่ไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาแย่งกันนะครับ มันเป็นตำแหน่งที่คุยกันกับเพื่อนๆ ว่า ช่วงไหนใครมีเงื่อนไขเรื่องเวลา หรือขีดความสามรถระดับหนึ่ง คนนั้นก็ทำ พอเวลาผ่านไปคนอื่นก็ทำบ้าง ซึ่งไม่ได้มีลักษณะแก่งแย่งกันหรอกครับ ไม่ต้องคิดอะไรมากกับตำแหน่ง และมันก็ไม่ได้เป็นเกียรติอะไรนักหนาหรอกนะครับ เพราะระบบการทำงานเรามันเป็นข่าย เป็นพี่เป็นน้อง ไม่ใช่ระบบแนวดิ่ง แต่มันเป็นแนวราบ บทบาทเลขาฯ ก็แค่เป็นตัวเชื่อมประสาน สร้างเวทีให้พรรคพวกเข้ามาคุยกันแล้วก็ช่วยกันทำงาน

อย่างไรก็ตาม ใน 2-3 ปี ที่ผ่านมา การทำงานร่วมกันค่อนข้างมีพัฒนาการที่ดีมาก พี่น้อง NGOs ภาคใต้มีความร่วมมือกันมากขึ้น โดยเฉพาะความร่วมมือแบบข้ามข่ายก็มีมากขึ้น ยิ่งในปัจจุบันนี้ก็ร่วมกันทำงานแบบผสมกันไปเลย ซึ่งมันทำให้ได้พลังแต่ละจุดมาหนุนเสริมกัน แต่ตรงนี้คนทำงานในภาคใต้ก็คงต้องช่วยกันอีกนะครับ

ส่วนประเด็นเรื่องเครือข่ายพี่น้องภาคใต้ มีโอกาสขึ้นมาเข้มแข็งไหมนั้น ผมคิดว่า ขึ้นอยู่กับเรามองความเข้มแข็งอย่างไร เพราะผมคิดว่าลักษณะภาคใต้ที่มีความเป็นท้องถิ่นนั้น มันแข็งแรงในตัวมันเองอยู่แล้ว กับประสบการณ์การทำงานที่ปัตตานี ที่ตรัง เรื่องทะเล มันก็มีลักษณะถิ่นอยู่สูงและมันก็สามารถต้านทานการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ชอบได้ระดับหนึ่ง คือการเปลี่ยนแปลงฐานทรัพยากรที่ทำให้ชีวิตมีปัญหา มันสามารถต้านทานได้ระดับหนึ่ง แต่ว่ามันก็เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะถิ่น

ประเด็นสุดท้ายเรื่อง ภาพลักษณ์ NGOs ในสังคมไทย หรือในสังคมภาคใต้ ในปัจจุบันโดยรวมๆ ก็เหมือนภาคอื่นๆ ยิ่งโดนกระแสรัฐบาลว่า รับเงินต่างชาติ ชอบฟ้องพ่อต่างประเทศ ก็ยิ่งเกิดกระแสคัดค้านออกมาบ้าง แต่ NGOs ภาคใต้ก็มีลักษณะเฉพาะด้วยเช่นกัน คือมีลักษณะเฉพาะเป็นท้องถิ่น คือทำการเคลื่อนไหวในลักษณะท้องถิ่นสูง ตัว NGOs ก็มีลักษณะเป็นคนท้องถิ่นด้วย ซึ่งถ้าเรามองดูจริงๆ ก็จะเห็นว่าเขาเป็นคนท้องถิ่นทั้งนั้น เช่น พวกทำงานสุราษฎรฯ ส่วนใหญ่ก็เป็นคนสุราษฎร์ หรือไม่ก็เป็นคนที่มาปักหลักอยู่สุราษฎรฯ อย่างผมก็คนตรัง ผมไปสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับงานที่กระบี่ ภูเก็ต ก็ยังมีความเป็นถิ่นอันดามันเดียวกัน แถวหาดใหญ่ ก็คนหาดใหญ่ ดังนั้นบทบาท NGOs มันมีสองสถานะด้วยกัน ด้านหนึ่งเป็นคนถิ่นมีภารกิจต่อท้องถิ่น ต้องทำงานเพื่อท้องถิ่นตัวเอง แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็น NGOs ดังนั้นจะมาบอกเราว่า เราไม่มีสิทธิ เรารับเงินที่อื่น มันพูดอย่างนั้นไม่ได้ อย่างผมผมคิดว่าผมมีสิทธิมากกว่าผู้ว่าฯ ด้วยซ้ำ ที่จะดูแลเมืองตรังของผม เพราะผมเกิดที่นี่ ปู่ย่าตายายผมอยู่ที่นี่ ผู้ว่าฯ ซิต้องมาฟังผม

ส่วนเรื่องภาพลักษณ์อื่นๆ ของ NGOs ผมคิดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมันเป็นเพียงอารมณ์ของสังคม และสังคมก็มีวุฒิภาวะเพียงพอ ที่จะเรียนรู้หรือเข้าใจได้ เพียงแต่ NGOs เองก็ต้องทำงานในชุมชนไป แล้วให้เนื้อหางานมันบอกกับสังคม

อีกอย่าง ในความเป็นจริงเราทำงานร่วมกับข้าราชการ ที่อยู่ในพื้นที่ด้วยนะครับ เพราะเขาก็เป็นคนท้องถิ่น แม้ว่าเขาจะพูด 2 ภาษา คือภาษาราชการ กับภาษาบ้านเดียวกัน แต่เขาก็ทำงานร่วมกับเรา เพราะเวลาเขาพูดภาษาบ้านเดียวกันเขาก็จะถูกชาวบ้านต่อว่าเอาว่า คุณฟังผู้อื่นแล้วมาสร้างปัญหาให้บ้านเรานี้ อย่างนั้นคุณอย่าอยู่บ้านเราซิ และนี่แหละครับ คือความเข้มแข็งในการแก้ไขปัญหาในระดับท้องถิ่นที่มันสำเร็จได้ร่วมกันเรื่อยมา”
นายภาคภูมิกล่าวสรุป

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

4 มิถุนายน 2547