|
สมเกียรติ จันทรสีมา
นักสื่อสารมวลชนภาคพลเมือง
กล่าวกันว่า โลกทุกวันนี้ถูกฉีกออกเป็นริ้วๆ
ด้วยการนำพาตัวเองเข้าสู่ระบบสังคมข้อมูลข่าวสาร เราสามารถเดินทางไปไหนมาไหนในทุกอณูของโลกเพียงการ
คลิ๊ก !!! เท่านั้น หากเพียงแต่ ระบบสังคมข้อมูลข่าวสารแทนที่จะเปิดโลกเพื่อทำเข้าใจระหว่างกัน
ทำความเข้าใจระหว่างชาติพันธุ์หรือเชื้อชาติ มันกลับสร้างข้อมูลที่บิดเบือน
แบ่งแยกทำลาย สร้างมายาคติ ผลักไสให้คนอีกหนึ่งกลุ่มของขั้วตรงข้ามกลายเป็นอื่น
กลายเป็นเวทีอารมณ์ที่ละเลงกันด้วยความมุ่งร้าย คำถามใหญ่
คือ ทำไม? ทั้งที่เครื่องมือชนิดนี้สามารถเอื้อให้เกิดพื้นที่ที่สร้างความหมายแห่งสันติสุขและการอยู่ร่วมกันได้
ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์ เกิดขึ้นผ่านความคิดเห็นของคนกลุ่มหนึ่ง
สมเกียรติ จันทรสีมา หรือเพื่อนพี่น้องที่รู้จักเรียกแกอย่างให้ความเป็นกันเองว่า
บก.เปี๊ยก เป็นหนึ่งในนั้นที่มุ่งหวังและต้องการจะใช้เครื่องมือทั้งหมดให้เป็นชุมชนออนไลน์ที่เต็มไปด้วยสติปัญญา

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทราบว่าเริ่มต้นงานด้านสื่อสารมวลชนด้วยการเป็นนักข่าวให้กับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
บก.เปี๊ยก : ผมเรียนจบคณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงกุมภาพันธ์ 2535 ก่อนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬได้เพียงสามเดือน
(หัวเราะ) บังเอิญว่า ช่วงเรียนรู้จักกับรุ่นพี่นักข่าวสายการเมืองซึ่งสภาพสังคมการเมืองขณะนั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศหลังการรัฐประหาร
ของ รสช. คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ อืม อีกอย่าง
บรรยากาศการทำกิจกรรมในธรรมศาสตร์ช่วงนั้นก็เต็มไปด้วยการเคลื่อนไหวของนักศึกษา
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เริ่มด้วยการทำข่าวการเมือง
บก.เปี๊ยก : เอ่อ ช่วงแรกที่สุด
ผมเริ่มต้นด้วยการทำข่าวในเขตกรุงเทพมหานคร เอ่อ หมายความว่า
โดยปกติการทำงานหนังสือพิมพ์หรือสำนักข่าวจะแบ่งส่วนงานออกเป็นโต๊ะข่าว
เป็นโต๊ะอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ หรือการเมือง ต่างประเทศหรือหน้ากีฬาก็แล้วแต่
พอดีว่า ช่วงนั้นผู้จัดการเปิดหน้า กทม. หากจำไม่ผิด ช่วงนั้นจะเป็นช่วงก่อนยุค
คุณพิจิตต รัตตกุล (คิด)
ใช่ เป็นช่วงของ คุณกฤษดา ดาโลดม ช่วงปลาย ๆ นะครับ หลังจากนั้นถึงจะเกิดเหตุพฤษภา35
ซึ่งโต๊ะกทม.ก็เป็นแนวข่าวการเมือง เมื่อเกิดเหตุการณ์ผมก็ได้รับมอบหมายให้ติดตามพรรคพลังธรรม
ช่วงหลังเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พรรคพลังธรรมได้รับความนิยมจากประชาชนทั่วประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความรู้สึกของคนกรุงเทพฯ ครับ เป็นพื้นที่การทำงานช่วงแรก
ๆ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ธรรมศาสตร์ สอนอะไรบ้าง
บก.เปี๊ยก : คงต้องสโคปไปที่คณะรัฐศาสตร์นะครับ
อย่างแรก การเรียนรัฐศาสตร์ทำให้ผมคิดเป็นระบบ มีวิธีคิด อีกอย่างคือ
เราสามารถทำความเข้าใจในประเด็นเบื้องหลัง หมายความว่า เรามีวิธีการมองเรื่อง
เช่น หากเรารับรู้เหตุการณ์สักเหตุการณ์หนึ่ง เราจะมองเหตุการณ์อย่างมีที่มาที่ไป
ก่อนหน้านี้เรื่องราวเป็นอย่างไร มีใครบ้างที่เกี่ยวข้อง ใครเป็นตัวนำ
คนเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันในขั้นไหน ชีวิตของแต่ละคนที่ผ่านมาเป็นอย่างไรทำให้เรามองเหตุการณ์เชื่อมต่อกันเป็นผืนใหญ่ผืนเดียวกัน
ซึ่งสุดท้าย เราสามารถใช้การเชื่อมโยงคิดวิเคราะห์ว่า จะเกิดอะไรขึ้น
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
: ทำกิจกรรมอะไรในธรรมศาสตร์
บก.เปี๊ยก : กิจกรรมพรรคนักศึกษา
พรรคแสงธรรม ความจริงพรรคแสงธรรมเกิดจากกลุ่มกิจกรรมนักศึกษากลุ่มหนึ่ง
ผมจำชื่อเต็มไม่ได้แต่เป็นคนในรุ่นตุลาฯ ช่วงแรกยังทำงานไม่เต็มตัว
คือ มีรุ่นพี่หลายคนที่เป็นคนทำงานในพรรคแสงธรรม เช่น พี่ชนะ
ผาสุกสกุล วันนี้ เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับทีวีช่อง 11-news1
อีกคน พี่พฤกษ์ เถาถวิล วันนี้เป็นอาจารย์อยู่ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
และก็มีอีกสองคนเป็นรุ่นพี่ที่ชักนำเข้าวงการ
(หัวเราะ)
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เริ่มต้นด้วยกิจกรรมทางการเมือง
บก.เปี๊ยก : ใช่ครับ โดยส่วนใหญ่คนในพรรคแสงธรรมจะเรียนคณะรัฐศาสตร์และเค้าก็ค่อนข้างมีความสนใจการเมือง
กิจกรรมหนึ่งของพรรค คือ การลงสังเกตการณ์ การเลือกตั้ง อือ
ในจังหวัดปทุมธานีและเขตการเลือกตั้งรอบๆ กรุงเทพฯ ผมก็เห็นว่ากลโกงการเลือกตั้งเป็นอย่างไร
มีกลเม็ดอย่างไร ต่อมาได้รู้จักกับเพื่อนๆ ชมรมบำเพ็ญประโยชน์
5 บำเพ็ญเป็นช่วงที่พรรคแสงธรรมไม่ได้ขึ้นเป็นกรรมการบริหาร
อมธ. กิจกรรมโดยมากจึงอยู่ในส่วน 5 บำเพ็ญ มี (นิ่งทบทวน)
พัฒนาสังคม สลัม อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แต่เดี๋ยวนี้มีไม่ถึง
5 บำเพ็ญ เสียแล้ว ก็เรียกว่า ล้มหายตายจากไปเยอะ
(หัวเราะ)
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : การเมืองในธรรมศาสตร์เป็นอย่างไร
บก.เปี๊ยก : อือ ในแง่ของการแข่งขัน
การหาเสียง หรือการวางกรอบนโยบายจะมีชุดความคิดกว้างๆ คือ เน้นงานผลักดันให้นักศึกษาเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง
การแสดงออกทางความคิดเห็น ศัพท์ซ้ายเรียกกันว่า กองหน้าสะพานเชื่อม
กองหน้า หมายถึง คนที่กล้าออกไปแสดงจุดยืนทางสังคม พูดคุยในประเด็นที่ไม่ค่อยมีคนกล้าพูด
ยุคนั้นเอ็นจีโอหรือนักวิชาการไม่ได้มีขบวนการที่ชัดเจนอย่างวันนี้
นักศึกษายังเป็นตัวกลางระหว่างคนรากหญ้ากับสังคมผ่านงานเวทีเชิงวิชาการ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : โดยส่วนตัว คิดเห็นยังไงกับการย้ายธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ไปอยู่รังสิต
บก.เปี๊ยก : อือ หากถามความเห็นส่วนตัวละก็ในแง่ของที่ตั้งหรือทางภูมิศาสตร์
ก็คิดว่า การย้ายธรรมศาสตร์ก็เป็นเรื่องที่มีความเหมาะสมในมุมของมัน
แต่ก็เป็นประเด็นที่ควรขบคิดให้มากเพราะในความเป็นจริงสถานะที่ตั้งก็ทำให้ธรรมศาสตร์เป็นอย่างที่
มันเป็น ในวันนี้ เรื่องการย้ายธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์มีหลายแง่มุม
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : พื้นที่ทางประวัติศาสตร์
บก.เปี๊ยก : (หัวเราะ)
อือ ไม่รู้เหมือนกันว่าคนในธรรมศาสตร์วันนี้เค้ามองประวัติศาสตร์
อย่างไร มองมันในแง่มุมไหน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : นักศึกษาวันนี้
ขาดช่วงการรับรู้เชิงประวัติศาสตร์ในธรรมศาสตร์
บก.เปี๊ยก : อือ ผมว่าก่อนอื่น
เราคงไม่ลงโทษใคร หรือมองไปที่นักศึกษาเพียงฝ่ายเดียวนะครับ
เอาเข้าจริงๆ ความรู้สึกส่วนตัวผมก็ไม่ได้รู้สึกผูกพัน ผมเป็นกลุ่มนักศึกษากลุ่มเล็กๆ
ที่ทำกิจกรรม คนซึ่งออกมาทำกิจกรรมหรือคิดอะไรหลายๆ อย่าง มีสักประมาณ
1% แต่ก็เป็น 1% ที่ก่อผล เราพยายามจะบอกให้นักศึกษาได้เข้าใจว่านักศึกษาจะต้องคิด-จะต้องทำ
ถือเป็นปรัชญาของธรรมศาสตร์ คือ ลึกๆ ผมเชื่อว่า คนที่เลือกเรียนธรรมศาสตร์ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพื้นที่ทางอุดมการณ์บางอย่างที่ธรรมศาสตร์มีและแสดงออก
ฉันรักธรรมศาสตร์เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน เอ่อ
ทั้งที่ความจริงประโยคนี้เป็นประโยคของศิษย์เก่าคนหนึ่งแต่บังเอิญว่ามันค่อนข้างได้รับการกล่าวถึงมาก
เอ่อ แม้วันนี้มันจะเปลี่ยนรูปร่างไปภายใต้เงื่อนไขมากมาย
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทำงานกับผู้จัดการเป็นอย่างไร
บก.เปี๊ยก : ผู้จัดการช่วง
2540 ก่อนเศรษฐกิจฟุบ เป็นพื้นที่เปิดกว้างถึงขั้นที่พูดได้ว่าให้คน
ได้คิดได้ทำ อย่างค่อนข้างมีอิสระ คิดถึงขั้นจะยิงดาวเทียมเอ็มสตาร์
ในเครือเอ็ม.กรุ๊ป คือ เอ็ม.กรุ๊ป ทำหนังสือหลายหัวซึ่งคุณภาพของผู้จัดการยุคนั้นก็ไม่ได้ด้อยกว่า
หากจะเทียบกับ วอลสตรีตจ์ เจอนัล หรือ นิวส์ วีค
อีกอย่าง ผมคิดว่า บุคลากรติดอันดับต้นๆ ในภูมิภาคทีเดียว
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทำข่าวการเมืองมาตลอด
บก.เปี๊ยก : อือ ชัดเจนจริงๆ
ก็เฉพาะช่วงพฤษภาทมิฬ คือ ผู้จัดการเป็นหนังสือเศรษฐกิจการเมืองที่พยายามเชื่อมโยงให้เป็นภาพเดียวกัน
ซึ่งสังคมช่วงนั้นเป็นยุคแรกๆ ที่กลุ่มธุรกิจพยายามรุกเข้ามาเล่นการเมือง
จนเด่นชัดที่สุดก็ช่วงคุณทักษิณหรือกลุ่มทุนที่เข้ามาลงทุนทำงานด้านสื่อสารมวลชน
เช่น กลุ่มทราฟฟิค คอร์เนอร์ ที่สร้างตระกูลทูเดย์ หรือทุนอื่นๆ
ที่รุกเข้ามามากขึ้น ยุคก่อนๆ เช่น บิสิเนส เดย์ ถือว่าเป็นกลุ่มทุนสื่อสารเก่าที่ฟุบไปพร้อมกับยุคฟองสบู่แตก
2540 ผมเห็นว่ากลุ่มทุนสื่อสารเดิมกำลังจะกลับมา
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : มาทำ ปxป
บก.เปี๊ยก : ครับ คือ ก่อนทำ
ปxป เป็นกองบก.ให้กับมูลนิธิโลกสีเขียวก่อน
ทำสักสองสามเดือนก่อนย้ายไปเป็นผู้ประสานงานโครงการนักสืบสายน้ำ
การเดินทางอย่างสม่ำเสมอทำให้ผมมองเห็นถึงบริบทของความเป็นเมืองที่ลงไปปะทะกับชนบท
ตัวอย่างเช่น เชียงใหม่เป็นหัวเมืองที่จู่ๆ ความเจริญลงไปอย่างไม่ทันตั้งตัว
คนรับไม่ทัน เกิดความแตกต่างสุดขั้วระหว่างเด็กที่โตในเมืองและเด็กที่โตในชนบท
กรณีเชียงใหม่อยู่ในลักษณะนั้น โรงเรียนมัธยมแถบชานเมืองหลายโรง
อาจจะ เอ่อ เด็กมีไม่มากนัก สัก 100 คน 3 ห้องเรียน เค้ามีครูสอนวิทยาศาสตร์เพียงคนเดียว
ครูทำอะไรบ้าง ต้องสอนตั้งแต่ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา เอาเข้าจริง
ๆ ครูได้ทำหน้าที่เต็มที่หรือเปล่า ก็เปล่า กลุ่มเด็กที่อยู่ในโรงเรียนเหล่านี้ได้รับอะไร
ส่วนใหญ่ครูจะใช้ สถานที่เหล่านี้เป็นเพียงที่พักแล้วก็ไป แต่หมายความว่าครูที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจก็มีนะ
เพียงแต่ว่าในสภาพเงื่อนไขที่เกิดขึ้นจะเอื้อให้ครูได้ทำอะไรจริงจังขนาดไหน
สักช่วงปลาย ปี 2544 อ.เสกสรร ประเสริฐกุล ชักชวนให้มาทำ
ปxป ช่วงนั้นเป็นช่วงที่สังคมไทยเกิดสุญญากาศทางการเมือง
คือ หลังจากเราพ่ายแพ้ในเวทีเศรษฐกิจ ประเทศถูกกระหน่ำจากเวทีโลก
ชนชั้นนำหลายกลุ่มคิดว่าจะต้องมีการกระทำบางสิ่งบางอย่าง ปัญหาใหญ่อยู่ที่รัฐบาลประชาธิปัตยิ์ขณะนั้น
เพราะประเด็นใหญ่ คือ การคืนอำนาจให้กับประชาชน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ดูเหมือนว่าชีวิตจะไม่ได้มุ่งสู่งานด้านสื่อสารมวลชน
บก.เปี๊ยก : อือ ผมไม่ได้คิดหรอกว่าจบแล้วอยากทำงานด้านสื่อสารมวลชน
มัธยมปลาย ผมเรียนมาทางสายวิทยาศาสตร์ ผมอยากเป็นหมอ
(หัวเราะ) ระบบเอนทรานส์ที่ให้เลือก
6 สาขา มันไม่ได้สนองความต้องการจริง เราอาจจะได้เรียนในคณะที่คุณไม่อยากเรียน
เพียงแต่ว่า จำเป็นต้องจัดอันดับให้ครบ 6 อันดับ ด้วยเหตุผลที่ว่าเผื่อเราเอ็นฯติดสักที่หนึ่งแล้วไม่ชอบก็จะได้เอนทรานส์ใหม่ในปีหน้าเป็นเหมือนกับเผื่อเลือกซึ่งระบบแบบนี้ก็ไม่ได้สะท้อนความต้องการของผู้เรียนจริงๆ
แต่บังเอิญว่า ผมชอบธรรมศาสตร์ ผมไม่เรียนหมอก็ได้ ผมชอบที่นี่
บังเอิญอีกเหมือนกันว่าความคิดเรื่องงานด้านสื่อมวลชนมันไม่ได้เกิดจากตัวเองทั้งหมด
เอ่อ เริ่มต้นด้วยการเป็นผู้ช่วยอาจารย์เสกฯ ช่วยงานที่สถาบันไทยคดีศึกษา
หน้าที่ คือ กองบรรณาธิการจุลสาร เขียนด้วยเป็นบางครั้งหรือไม่ก็ปรู๊ฟงาน
ผมอยู่กับความรู้ความคิดเชิงวิชาการหลายแขนง หรือช่วงที่ทำกิจกรรมในธรรมศาสตร์
เอ่อ สมัยนั้นธรรมศาสตร์จะมีพื้นที่ที่ เรียกว่า กำแพงข่าว
อีกอย่าง รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ทำให้ผมต้องขีดเขียนอยู่ตลอดเวลายิ่งช่วงเรียนต้องส่งการบ้านหนาเป็นเล่มๆ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : หลักกว้าง ๆ
ของ ปxป คืออะไร
บก.เปี๊ยก
: พื้นที่ที่สร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคประชาชน
ปxป เกิดขึ้นในยุคแรกๆ ของการพูดถึงเมืองภาคประชาชน สังคมตื่นตัว
พยายามสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วม แยกชัดระหว่างการเมืองภาคตัวแทน-การเมืองภาคประชาชน
เพื่อถ่วงดุล ประเด็น คือว่า ประชาชนไม่ได้มอบอำนาจให้กับรัฐบาลหรือใครคนใด
หรือกลุ่มใด ไปจัดการแทนทั้งหมดแม้ว่าจะให้ความไว้วางใจในบางส่วนที่เป็นเรื่องของการบริหาร
แต่ประชาชนต้องสร้างระบบการตรวจสอบถ่วงดุล พลังประชาชนมีความจำเป็นและยิ่งจำเป็นอย่างมากในยุครัฐบาลนี้
ปxป จึงเป็นส่วยหนุนเสริม สังเคราะห์และเชื่อมร้อยข้อมูลความรู้ภาคประชาชนในภาพกว้างเข้ามา
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เนื้อหาหนักไปหรือเปล่า
บก.เปี๊ยก : อือ หนักไม๊
มันมีลูกค้ากลุ่มใหญ่หนึ่งกลุ่ม ผมขอพูดอย่างนี้นะเพราะก่อนที่
ปxป จะปิดตัวเองไปมีคนแสดงความจำนงสนับสนุนเงินทุนในการออกจุลสารเล่ม
ที่ผ่านมา เรามีรายรับจากจำนวนสมาชิกกลุ่มนี้ เพียงแต่ว่า เอาเข้าจริง
ๆ มันไม่พอ ทุนส่วนใหญ่ได้รับการค้ำชูจากกรรมการที่ช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในออฟฟิศแล้วอีกอย่างคนทำงานส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินเดือนเป็นอาสาสมัคร
เป็นเพื่อนนักศึกษาหรือคนทำงานแล้วจำนวนหนึ่ง อย่างเช่น พี่วิลาศ
เตชะไพบูลย์ ที่เขียนงานให้ประจำ เอ่อ หลังจากออกมาได้ 40
เล่ม จุลสารก็ปิดตัวเอง
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์แรกๆ
ของสื่อภาคประชาชน ได้หรือเปล่า
บก.เปี๊ยก : อือ ความจริงคือมีคนถามเหมือนกันว่า
ปxป เป็นเอ็นจีโอหรือเปล่า มันก็คงจะใช่นะถ้าจะเทียบว่าเราไม่ใช่กลุ่มคนซีกรัฐบาล
ผมเข้าใจว่า ปxป เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่คิดเห็นกับประเด็นทางสังคมแล้วพยายามแสดงออก
บางครั้งบางที เราก็มาคุยกันกินข้าวร่วมกัน ทำนองนั้น แลกเปลี่ยนในประเด็นไหนที่ใหญ่ๆ
โตๆ คนที่มาเขียนให้ส่วนใหญ่จะกลั่นกรองออกมาจากประสบการณ์การทำงาน
เขียนให้มากที่สุดเห็นจะเป็นพี่วิลาศ แกมีเวลามาก พี่วิลาศเป็นคนที่อ่านหนังสือเยอะมาก
ผมเข้าใจว่า ปxป เป็นคนแรกๆ ที่พูดถึงขบวนการชาวนาชาวไร่
ซัปปาติสต้า ทำให้ผมคิดว่า เราได้เห็นถึงการเชื่อมร้อยกันของภาคประชาชนทั่วโลก
ผมตั้งข้อสังเกตว่า โลกาภิวัตน์ โดยตัวของมันเองไม่ได้มีเพียงด้านลบเพียงด้านเดียว
อือ มันยังมีประชาโลกาภิวัตน์ที่เอื้อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ทางสังคม
ปัญหาเรื่องชาวนาไร้ที่ดินเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลกและสาเหตุไม่ได้เกิดขึ้นเพราะทุนภายในชาติเพียงเท่านั้นแต่เป็นทุนนอกประเทศ
กรณีเหมืองโปแตซก็เป็นอีกกรณีที่ชัดเจนซึ่งมันไม่ได้เกิดเฉพาะประเทศไทยแต่เกิดขึ่นในที่อื่นๆ
ด้วย เช่นกัน คนจากสะบ้าย้อย คนจากเหมืองเวียงแหงก็จะมีกรณีที่แม่เมาะเป็นเวทีที่สร้างการเรียนรู้
เชื่อมร้อยเครือข่าย เชื่อมร้อยข้อมูล โดยไม่จำเป็นจะต้องมีกลุ่มคนที่อยู่ตรงกลาง
เอ่อ เมื่อมี คนผลิต การติดต่อถึงกันย่อมทำได้เชื่อมกันเองได้
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ปxป เชื่อในพลังการขับเคลื่อนของภาคประชาชนหรือเปล่า
บก.เปี๊ยก : อือ เชื่อมั่นหรือเปล่า
(นิ่งคิด) มันคงต้องแยกประเด็นให้ออกว่าภาคประชาชนมีกี่ส่วน
อะไรบ้างนะ แต่ส่วนหนึ่งมันบอกผมว่ายังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่การเมืองภาคตัวแทน
มันมีทางเลือกไม่ใช่ไม่มี ไม่ใช่ว่าหย่อนบัตรสามวินาทีแล้วหน้าที่ของภาคพลเมืองจบ
ไม่ใช่ มันมีทางออกที่มากกว่านั้น ผมคิดว่าทางเลือกใหม่ต้องทำอะไรบางอย่างร่วมกัน
นอกจากจะแยกกันทำเป็นจุดๆ หรือเป็นส่วนๆ แต่อย่างน้อยก็ต้องเชื่อมโยงหากันให้ได้
ต้องมองให้ออกว่าแต่ละกลุ่มที่เคลื่อนไหวนั้นมีความสัมพันธ์กันในจุดไหนบ้าง
ในพักหลัง ๆ เริ่มมีการพูดถึงพลังภาคประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า
พลังภาคประชาชนจะเป็นทางออกได้หรือเปล่า ภาพของทักษิณ1 อาจจะไม่ชัดเจน
จนกระทั่งผลการเลือกตั้ง 6 กุมภาฯ คนส่วนหนึ่งเริ่มลังเล เพียงแต่ว่า
เอ่อ ผมเคยคุยกับ อาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกบอกว่ามันก็เป็นไปได้นะ
เพียงแต่ว่า มันจะไม่ใช่การเมืองภาคประชาชนที่พิทักษ์ประโยชน์เฉพาะกลุ่มแต่ว่าต้องพัฒนาไปถึงจุดที่เราจะต้องต่อสู้เชิงนโยบาย
มันต้องเริ่มสรุปกันให้ได้เสียทีว่าการต่อสู้เพื่อพิทักษ์ประโยชน์เฉพาะกลุ่มนั้นพ่ายแพ้ตลอดมา
หากสรุปได้ แล้วมาคิดค้นเฟ้นหาแนวทางเริ่มต้นใหม่ก็พอจะเป็นความหวัง
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : จำเป็นต้องมีตัวตรงกลาง
หรือเปล่า
บก.เปี๊ยก : อือ ตัวกลางหรือไม่
มันอาจจะมีข้อต่อ ยังสรุปไม่ชัดนะเพราะบางทีในแต่ละกรณีมันพูดแทนกันไม่ได้แต่เรารู้ว่า
หนึ่ง เราต้องสร้างบุคลากรที่เอาการเอางาน เพราะว่า จริงๆ หากเราจะพัฒนาประเด็นหรือว่ามองข้ามไปจากเรื่องเฉพาะตนก็คงต้องใช้ทักษะและพลังกายมากพอสมควร
ผมไม่สรุปว่าจะใช่เอ็นจีโอ หรือเปล่า ผมคิดว่า เอ็นจีโอ อยู่ในช่วงที่ต้องค้นหาเหมือนกัน
จริงๆ ในช่วงที่กองทุนเพื่อสังคม ZIP ยังอยู่ คุณเอนก นาคะบุตร
เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ในลักษณะใกล้เคียงกันนี้เช่นกันซึ่งก็เป็นเรื่องที่ท้าทายและแทบจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์สูงมากว่า
เอ็นจีโอ กำลังจะตกขอบเวทีสังคมและยิ่งเริ่มปรากฏชัดในยุครัฐบาลทักษิณ
เค้ามองข้ามเอ็นจีโอ เรื่องอะไรที่จะให้เอ็นจีโอเป็นตัวกลางระหว่างชาวบ้านกับรัฐบาลเค้าลงไปถึงชาวบ้านได้เองโดยตรงถือเป็นที่มาของนโยบายประชานิยม
ผมเองมองว่า เอ็นจีโอ กำลังปรับขบวนกันอยู่พอสมควร อาจจะยังไม่ลงตัวและการคลายตัวอาจจะต้องใช้เวลาซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าติดตาม
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
: รัฐบาลขั้วเดียวจะฟื้นความน่าเชื่อถือให้แก่เอ็นจีโอได้หรือเปล่า
บก.เปี๊ยก : ผมคิดว่าไม่อัตโนมัติขนาดนั้น
ซึ่งผมก็เชื่อในแบบอาจารย์ธีรยุทธนะว่า แม้ว่า วันนี้ ทักษิณ
จะมีความละม้าย สฤษดิ์ ธนะรัตน์ แต่รัฐาลสฤดษดิ์ก็มีเงื่อนไขหรือบรรยากาศทางสังคมที่แตกต่างและยิ่งต่างกันในองค์ประกอบทางสังคม
ไม่เหมือนกันทั้งปัจจัยภายในภายนอก ซึ่งหากจะบอกว่า พลังประชาชนหรือเอ็นจีโอจะเป็นทางเลือกของเรื่องนี้ได้หรือไม่
มันต้องรอการพิสูจน์คลี่คลายโดยตัวของมันเองมันไม่ได้มีสูตรตายตัวหนึ่งเดียว
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : อาจารย์ธีรยุทธเล่นกับสื่อมากเกินไปหรือเปล่า
บก.เปี๊ยก : ผมคิดว่า แกกำลังทำความเข้าใจว่า
สื่อสนใจในเรื่องอะไร แกก็เล่นกับอารมณ์ แกรู้ว่าลูกค้าของแกคือใคร
ลูกค้าสนใจเรื่องอะไร เรื่องเหล่านี้ทำให้แกคิดที่จะเล่น หากเราจะแปลความคิดเห็นทางวิชาการออกมาในรูปแบบปกติมันก็เป็นเรื่องธรรมดาแต่จะทำอย่างไรให้เรื่องที่พูดมีความน่าสนใจ
เห็นรูปธรรมและคนจำได้ เหมือนกับคนจำโฆษณาได้ เราจำได้เพราะอะไร
ตัวสินค้าเพียงเท่านั้นหรือเปล่าหรือข้อมูลของสินค้า เราจำได้ทั้งหมดหรือเปล่า
มันต้องผ่านการกระตุ้นบ่อยๆ ผมคิดว่าก็โอเคนะในแง่ของการทำการตลาดเพราะหากจะเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนที่ทำแคมเปญ
4 เลือก 10 ไม่เลือก ณ วันนี้ คนจำได้กี่คน
ในประเด็นเหล่านี้ล้วนอยู่ที่วิธีการนำเสนอ คือ สังคมยุคนี้มีเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ๆ
ให้ได้เล่นกันเยอะ มีกรอบวิธีคิดให้ได้เล่นกันเยอะ อยู่ที่ว่าเราจะเล่นกันยังไง
ใช้มันอย่างไร ถึงที่สุด ผมคิดว่า ใครคิดทำอะไรก็ทำได้ มันจะต้องมีความหลากหลาย
ซึ่งคิดว่า เป็นเรื่องที่ดีที่เราจะมีแหล่งข้อมูลจากหลายๆ แหล่งที่คนสามารถหยิบฉวยเอามาใช้ได้
กรณีประชาไท ก็เหมือนกัน เราคิดว่าเราพยายามจะถมในส่วนที่สื่ออื่นๆ
ไม่ได้ให้น้ำหนัก
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ประชาไท จากจุดเริ่มต้นจนถึงวันนี้
เป็นอย่างไร
บก.เปี๊ยก : เราเริ่มเปิดเว็บไซต์เมื่อ
วันที่ 6 กันยายน 2547 ราว 5 เดือนจนวันนี้ ผมคิดว่า ประชาไทเริ่มนับหนึ่ง
เราไม่ได้เป็นเส้นตรง ขณะเดียวกันเราก็เรียนรู้สังคมไปพร้อมกันด้วย
เราไม่ได้บอกว่า เราเก่งกาจ แล้วเรามาทำหนังสือพิมพ์ออนไลน์หรือพยายามจะตอบคำถามให้ได้ในทุกคำถาม
ผมคิดว่าเราก็เป็นนักเรียนเช่นเดียวกัน การทำงานสื่อสารมวลชน
บุคลากรเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่สำคัญ และฐานข้อมูลเป็นอีกอย่างหนึ่ง
ขณะที่เรามีฐานข้อมูลที่นับว่าน้อยและยังไม่อาจขมวดรวมเข้ากันได้
เป็นการเริ่มต้นเดิน 2 ปี หรือ 4 ปี ข้างหน้าเราน่าจะชัดเจนมากขึ้น
ประชาไท แม้จะเป็นหนังสือพิมพ์แต่ก็เป็นหนังสือพิมพ์ที่เน้นสร้างการมีส่วนร่วมของคนอ่าน
หากจะถามว่า เรามีความเจนจัดหรือความเป็นมืออาชีพเทียบชั้นกับสื่อสาธารณะอื่นมากน้อยแค่ไหน
อาจจะยัง ในระดับหนึ่งผมเชื่อว่าเราจำเป็นต้องให้บุคลากรของเราเป็นมืออาชีพ
เพียงแต่ว่า บางครั้งความเป็นมืออาชีพไม่ใช่คำตอบทั้งหมด มันไม่ได้ตอบคำถาม
ประชาไท คือ ส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนทางสังคมซึ่งหากจะถามหาตัวชี้วัดความสำเร็จ
คำตอบ คงไม่ใช้จำนวนคนอ่านเพียงอย่างเดียว
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ใช่หรือเปล่าว่า..ออกจะเป็นเรื่องยากสักหน่อย
หากประชาไทจะแทรกตัวเองเข้าไปในพื้นที่สื่อสาธารณะ
บก.เปี๊ยก : ใช่ ยาก แต่หากง่ายก็คงไม่คิดทำ
(หัวเราะ) เพราะถ้าเป็นเรื่องง่ายก็คงจะมีคนทำไปเรียบร้อยแล้ว
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : สังคมไทยเป็นสังคมข้อมูลข่าวสารหรือเปล่า
บก.เปี๊ยก : ใช่หรือเปล่า
ผมว่าเป็นนะ เพียงแต่ว่า เรายังไม่ได้ใช้ข้อมูลมันอย่างเต็มที่ในการอธิบายปรากฏการณ์หรือทำนายอนาคต
คอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตมีคุณค่าเพียงการเล่นเกมส์หรือทีวีบ้านเราก็ยังเน้นรายการบันเทิงหรือละครหลังข่าว
ทั้งที่ความจริงเราใช้ข้อมูลได้มากกว่านั้น เพียงแต่ต้นทุนมันก็มี
คำถาม คือเราพร้อมจะลงทุนหรือแน่นอนว่า นักสื่อสารมวลชนต้องเป็นส่วนกระตุ้นหลักด้วย
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ประชาไทสังสรรค์ที่ผ่านมาตอบอะไรได้บ้างหรือเปล่า
บก.เปี๊ยก : อย่างแรกเลย
คือ เรามีเพื่อน (หัวเราะ) เราต้องการกลุ่มคนอ่านที่หลากหลายและสร้างบุคลากร
สร้างพื้นที่ให้กับคนที่อาจจะไม่ใช่นักข่าว แต่สร้างให้คนมีความรู้ความสามารถ
รายงานสิ่งที่เกิดขึ้นในชุมชนโดยตัวของเค้าเองได้ สิ่งที่คิดอันดับแรก
คือ เราจะต้องเริ่มสร้างและรณรงค์ให้คนในพื้นที่ได้สื่อสารเรื่องราวของตัวเองออกมา
ถือว่า เป็นเรื่องท้าทายที่จะทำให้คนที่ ไม่เคยเขียน-ไม่เคยสนใจ
รายงานข่าวเชิงพื้นที่ลุกขึ้นมาทำงานเองโดยไม่ต้องรอนักข่าว
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เรียกว่า พัฒนาสื่อภาคประชาชน
บก.เปี๊ยก : ก็อยากเป็นนะครับ
(หัวเราะ)
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : วันนี้พอใจกับประชาไท
แค่ไหน
บก.เปี๊ยก : ผมคิดว่ามันมาได้ดีทีเดียว
ช่วงแรกๆ ยอมรับว่า งานไม่คงที่นัก คิดว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่บทเรียนบทที่
2 เราทำได้ในหลายเรื่อง สื่อกระแสหลักเค้าค่อนข้างตอบรับ ยอมรับเราในหลายเรื่อง
ต้องพยายามเชื่อมร้อยความคิดร่วมระหว่างกัน แต่ก็คงยอมรับว่าเรายังทำได้ไม่เท่ากับสื่อกระแสหลัก
ด้วยเงื่อนไขในหลายปัจจัย แต่ใช่ว่า เราจะทำอะไรไม่ได้เอาเสียเลยมีบางเรื่องที่สื่อกระแสหลักเสนอไม่ได้แต่เราเสนอได้
ประเด็นนี้ จะเป็นส่วนเสริมกันมากกว่าจะเป็นการแข่งขันกัน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
: ต้องการอะไรจากผู้ร่วมงาน
บก.เปี๊ยก : ผมเหรอ (หัวเราะ)
เอ่อ ต้องการอะไร โดยส่วนตัวต้องการให้คนทำงานมีความสุข คนอ่านมีความสุขด้วยเพียงแต่ความสุขที่ว่าไม่ได้เป็นการนำเสนอเฉพาะเรื่องราวที่ดีดีหรือนำเสนอเรื่องราวในด้านบวกเพียงเท่านั้น
คือ หากเราสร้างความสุข ในระยะยาว คนก็จะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
วันนี้ สังคม บางกลุ่มมีความสุขมากล้นปล่อยให้คนอีกกลุ่มเป็นทุกข์
เพราะฉะนั้น มันไม่เป็นจริง เมื่อถึงจุดหนึ่งมันจำเป็นต้องแชร์
คนในทุกระดับสังคมจะต้องแชร์กัน มันจึงจะอยู่ร่วมกันได้ หากสื่ออย่างเราจะทำได้
เราจะช่วยให้สังคมเกิดความเข้าใจกัน เข้าใจว่า ทำไมจึงต้องมีคนมาประท้วง
เข้าใจว่าทำไมคนจะนะต้องออกมาปกป้องผืนดินของตัวเองเพราะโครงการโรงไฟฟ้าได้เข้าไปทำร้ายชีวิตของพวกเค้ามากแค่ไหนและผมเชื่อว่า
ณ จุดนี้ จะเป็นส่วนต่อยอดให้ภาคประชาชนเดินไปได้ หมายถึงว่า
เค้าจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจถึงนโยบายหลายๆ ส่วนที่จะทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข
ไม่สุดโต่ง
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เหมือนจะมีคำพูดว่า
ประชาไท กับ ไทยเอ็นจีโอ กำลังแข่งขันกัน
บก.เปี๊ยก : อ๋อ คือ คงต้องถามว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
หรือเปล่า เรื่องนี้ประชาไทก็ต้องตรวจสอบตัวเองว่าความคิดของเราจริงๆ
เป็นอย่างไรกันแน่ หากเราคิดว่าเราจะเป็นสื่อทางเลือกเราจะเป็นขนาดไหน
คือ ผมคิดว่า ไทยเอ็นจีโอ เป็นสื่อ เพียงแต่ว่าในความเห็นผม
ไทยเอ็นจีโอ ก็ยังมีภาพของการเป็นสื่อองค์กร เหมือนกับ ปxป ซึ่งมันจะต้องตอบสนองจุดยืนหรือมีข้อจำกัดบางอย่างเหมือน
ปxป ซึ่งสุดท้ายมันจะบอกโดยตัวของมันเองว่า มันคิดอะไร
แต่หากเราจะเป็นสื่อคงต้องก้าวออกมาอีกหนึ่งขั้น
ผมอาจจะบอกว่าเอ็นจีโอคิดเห็นอย่างไร แต่ถึงที่สุดผมก็คงต้องบอกเหมือนกันว่า
รัฐบาลคิดอย่างไร เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนกันในเชิงสื่อ ซึ่งโดยตัวผมเองผมคิดว่า
หากยังมีเสียงออกมาในทำนองนั้นอยู่ เราจะต้องทบทวนตัวเองว่า
ทำไม สังคมจึงตั้งคำถามกลับมาอย่างนั้น อันนี้ ผมมองในแง่มุมของการทำงาน
แต่ว่าในความจริงผมไม่ได้คิดว่า เราจะแข่งขันกับใคร เราคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะเชื่อมร้อยสื่อเหล่านี้ให้เข้ามาทำงานร่วมกันได้อย่างไรมากกว่า
ผมคิดว่าแนวร่วมของการทำงานสื่อนั้นมันมีความจำเป็นด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้น
เราไม่อาจจะทำเรื่องราวทุกเรื่องได้แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องร่วมกันทำอะไรไปซะทุกอย่างนะ
ผมคิดว่า เรายืนอยู่ในจุดของเราแล้วจะเกี่ยวร้อยเข้าหากันได้อย่างไรมากกว่า
คิดว่ามันเป็นเพียงเครื่องมือ จุดนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ
การทำงานสอนให้ผมรู้ว่า อย่าคิดว่า สิ่งที่เราทำมันเป็นของเราเพราะมันไม่เคยเป็นจริงต่อให้คุณริเริ่มกับมันด้วยความยากลำบากแค่ไหน
สุดท้ายแล้ว คุณจะรู้ว่ามันไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้ทำงานเพื่อสะสมอัตตาตัวเองแต่เรากำลังทำงาน
ความจริง ผมมักจะไม่ค่อยเปิดตัวเองออกไปมากนัก ผมคิดว่าให้คนประเมินเราต่ำเป็นเรื่องที่ดีกว่า
เพราะว่า การเป็นเป้าใหญ่ตั้งแต่เริ่มแรกนั้นย่อมไม่ส่งผลดี
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
4 มีนาคม 2548
|