| เพียรพร
ดีเทศน์ ลูกสาวของสายน้ำ
ไผ่
เพียรพร ดีเทศน์ เธอพูดติดตลกถึงตัวเองว่าเธอเป็นเอ็นจีโอตั้งแต่เกิด
เติบโตมากับเด็กชาวเขาตลอดช่วงวัยแรก (1-5 ขวบ) ผ่านสนามชีวิตพร้อมกับพ่อและแม่
ซึ่งขณะนั้นเป็นอาสาสมัครโครงการบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อยู่ที่หมู่บ้านปางสา อำเภอ แม่จัน จังหวัดเชียงราย และชีวิตที่แวดล้อมด้วยพี่ป้าน้าอา
เอ็นจีโอ หลังจากโครงการบัณฑิตอาสาจบแม่จึงเริ่มงานพัฒนา โครงการการศึกษานอกโรงเรียนชาวเขา
ชีวิตของเธอนับจากนั้นจึง เริ่มต้น
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เล่าชีวิตวัยเด็กให้ฟังนิดนึง
ไผ่ : เข้ามาเรียนชั้นอนุบาลในตัวจังหวัดเชียงราย
ยาย มาช่วยดูแล ช่วงเรียนวันหยุดก็กลับไปหมู่บ้าน จบ ม.6 ที่เชียงใหม่
แล้วก็เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่..อยู่ในหมู่บ้านชาวเขาตั้งแต่ลืมตาดูโลกเลย(หัวเราะ)
เล่นกับเด็กชาวเขาจนกลายชาวเขาคนหนึ่งไปเลย พ่อแม่ประชุมชาวบ้านที่ไหนก็ตามไปตลอด
จนรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของพ่อแม่ ของชาวบ้าน มีชื่อเป็นภาษาลีซูด้วยนะ
แต่จำไม่ได้แล้ว (หัวเราะ) ส่วนชื่อกอไผ่นี่แม่ตั้งให้ กอไผ่
หมายถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์กับชาวบ้าน เป็นไม้สารพัดประโยชน์
ตอนนี้ก็กำลังพยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์กับชาวบ้านที่สุด
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทำให้เรามองโลกด้วยสายตาที่แปลกไป
ไผ่ : อาจเป็นไปได้
แต่ช่วงที่เรียนอยู่มัธยมจะไม่อยากเป็นเอ็นจีโอ เพราะเห็นแม่แล้วรู้สึกว่าชีวิตเอ็นจีโอช่างวุ่นวายจัง
ประชุมตลอดเวลา ไม่มีเวลา เจอแต่ปัญหา หาเงินก็ลำบาก หมดปีต้องเขียนโครงการ
คิดว่า หากทำธุรกิจน่าจะได้เงินดี จะได้เอาเงินไปให้เอ็นจีโอ
แต่เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีโอกาสเรียนกับนักวิชาการเพื่อชาวบ้าน
อาจารย์ นิธิ ,อาจารย์ อรรถจักร ปัญหาที่เราได้รับรู้สมัยเด็ก
เริ่มเป็นภาพโครงสร้างมากขึ้น โครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมที่ผ่านมาเดินมาผิดทางใช่ไหม
ชาวบ้านถึงยากจน เพราะนโยบายที่มองไม่เห็นชุมชนใช่หรือเปล่า
ชาวบ้านถึงได้ถูกแย่งชิงทรัพยากรไป
4 ปีที่เรียนมหาวิทยาลัย เริ่มคิดอยากจะทำงาน เอ็นจีโอ หรือนักวิชาการ
ที่สอนคนรุ่นใหม่ให้เติบโต รับรู้เรื่องราวของสังคม ไม่ใช่เพียงแค่การใช้ชีวิต
ไม่ใช่เพียงแค่มีชีวิตครอบครัว รถหรือบ้าน แล้วถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิต
แต่เราต้องรับรู้ว่า เราทุกคน คือ ส่วนที่ส่งผลโดยตรงแก่สังคมทั้งสิ้น
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : จริงจังกับชีวิตเกินไปหรือเปล่า
ไผ่ : ไม่หรอก
ถึงแม้ว่าเราจะทำงานประเด็นหนักๆ ก็มีความสุขกับการทำงานนะ(หัวเราะ)
คือ เรามีช่วงวัยที่สนุกสนาน เฉพาะช่วงในหมู่บ้านนี่ถือเป็นเรื่องล้ำค่า
เราเล่นน้ำลำห้วย เลี้ยงควาย ไล่จับกับเด็กๆ ในหมู่บ้าน ไม่ขาดชีวิตวัยเด็ก
แล้วก็ไม่ถึงกับแปลกแยกคุยกับใครไม่ได้ เป็นเรื่องที่ซึมซับมาเรื่อย
ๆ ชีวิตในมหาวิทยาลัยเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ในเรื่องความคิด ประตูมันกว้างขึ้น
ประเด็นที่ทำกิน สิทธิชาวเขาที่พ่อแม่ทำมาตลอด ก็เข้ามาเชื่อมเห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทำกิจกรรมนักศึกษาหรือร่วมเคลื่อนไหวอะไรบ้าง
ไผ่ : ไม่ทำกิจกรรมอะไรจริงจัง
มีเข้าร่วมเวทีสัมมนาบ้าง ตอนนั้นคิดแค่ว่า จบแล้วอยากเรียนต่อ
อยากจะเป็นอาจารย์ สอนนักศึกษาสร้างคนรุ่นใหม่ที่สนใจประเด็นทางสังคม
ทำอย่างที่อาจารย์ที่จุดประกายให้เรา เป็นต้นแบบของเราเลยนะ
คิดว่า บทบาททางวิชาการน่าจะช่วยปั้น เอ็นจีโอรุ่นใหม่ หรือสร้างสำนึกทางสังคมให้กับคนรุ่นใหม่
เราเลยตั้งใจเรียนมาก กิจกรรมส่วนใหญ่จะเป็นการอ่านหนังสือ เข้าห้องสมุด
ร่วมเวทีสัมมนาเรื่องท่อก๊าซ เรื่องเขื่อนและเรื่องอื่นๆ ผ่านเวทีมาก
ๆ มันทำให้เราเกิดความรู้สึกว่าทำยังไงถึงจะเข้าไปมีส่วนในการแก้ไข
ไม่ใช่เพียงรับรู้เอาไว้เฉย ๆ ก็ติดตามข่าวสารหรือปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมอยู่เสมอ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
: ทำงานในซีริน ทำอะไรบ้าง
ไผ่ : คำถามนี้ตอบยากนะ(หัวเราะ)
หลัก ๆ แล้วจะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับภาษาอังกฤษทุกอย่าง แปลหนังสือ
แปลข่าว เขียนรายงาน ได้ใช้ภาษาอังกฤษที่เรียนมาให้เกิดประโยชน์
เครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำงานหลายด้าน เน้นการสร้างความเข้มแข็งชุมชนและงานข้อมูล
ทำให้ชาวบ้านเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมี และสื่อสารกับชนชั้นกลางในเมืองและผู้ตัดสินใจโครงการพัฒนา
ให้ชาวบ้านได้มีเสียงออกมาให้คนภายนอกได้ยิน และทำให้ชุมชนเข้าใจว่าโครงการขนาดใหญ่
เช่น เขื่อน จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชุมชนอย่างไรบ้าง
ตอนจบใหม่ ๆ เราเคยทำงานกับองค์กรแรงงานระหว่างประเทศนะ เงินเดือนแพง
แต่เรารู้สึกว่า มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เงินเดือนมันเยอะเกินไป
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เยอะเกินไป
ไม่ดีหรือ
ไผ่ : อาจจะไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว
แต่ชีวิตของเอ็นจีโอต่างประเทศ มีความแตกต่างชัดเจนระหว่างคนทำงานกับแรงงานที่เราทำงานด้วย
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทำอะไรที่นั่น
ไผ่ : เป็นผู้ประสานงานระหว่างกลุ่มองค์กรและสหภาพแรงงาน
ทำอยู่เกือบปี บอกตัวเองว่า ไม่สนุก ตอนนั้นเราจะดูดีกว่านี้
(ก้มดูตัวเอง) แล้วเวลาไปคุยกับพี่ ๆ น้อง ๆ แรงงาน ที่เค้าพยายามต่อสู้เพื่อเขยิบค่าแรง
หรือสวัสดิการพื้นฐาน ภาพมันขัดกับคนทำงาน อยากทำงานกับชาวบ้านมากกว่า
รู้สึกไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับกลุ่มแรงงานที่เราไปทำงานด้วย
(นิ่งคิด) ทำงานกับชาวบ้าน แต่ไม่ต้องโทรมนะ เป็นเอ็นจีโอแต่ไม่ต้องเยิน
อยู่ที่สมองมากกว่า หากแต่งตัวดูดีและสุภาพ ใครเห็นแล้วก็อยากจะเข้ามาคุยด้วย
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : กลับมาที่งานในซีริน
ไผ่ : หลัก ๆ
ก็เป็นงานแปลข้อมูล ประสานงานแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเครือข่ายต่างประเทศ
เผยแพร่รณรงค์เรื่องเขื่อน เรื่องการจัดการน้ำ ทางเลือก สถานการณ์เขื่อนในจีนหรือเขื่อนในพม่า
หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเผยแพร่ออกไป เขียนบทความประมาณเดือนละ
๒ ชิ้น แต่ไม่ใช้ชื่อจริง งานเขียนเป็นความชอบส่วนตัวด้วย และออกไปประชุมหรือให้ข้อมูลตามงานประชุมต่างๆ
ต้องถือว่าโชคดีพี่เฟียต ไชณรงค์ เศรษฐเชื้อ ผอ. ซีริน ได้ให้โอกาสน้องๆ
พัฒนาและใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ และ ดร.ชยันต์ วรรธนภูติ
ที่ปรึกษาก็กรุณาให้คำแนะนำเรื่องทิศทางของงาน โดยเฉพาะแนวคิดเชิงวิชาการเพื่อรับใช้สังคม
และการทำงานในชุมชน
เราทำงานพื้นที่ แม่น้ำสาละวินและแม่น้ำโขง สำหรับที่สาละวิน
ซึ่งไหลลงมาจากจีน ผ่านพม่าและไทย เป็นแม่น้ำนานาชาติที่สำคัญ
และเป็นแม่น้ำที่ยังไม่เคยมีเขื่อนกั้น ขณะนี้เกิดโครงการเขื่อนสาละวิน
มีทั้งหมดสามโครงการ ตั้ง 13 เขื่อนชุดในเขตจีน โครงการเขื่อนท่าซางในรัฐฉาน
พม่า และเขื่อนบนพรมแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอนและรัฐกะเหรี่ยงตอนนี้
ทีมทำงานและนักวิจัยชาวบ้านกำลังทำวิจัยไทบ้านที่สาละวิน เก็บข้อมูลเรื่องพันธุ์ปลา
ความสมบูรณ์ของป่า ระบบนิเวศน์ และการจัดการทรัพยากรโดยชุมชน
โดยอยู่บนฐานของความรู้จากชาวบ้านตลอดแนวสาละวิ เพื่อนำไปบอกให้คนภายนอกรู้ว่าชาวบ้านมีชีวิตอยู่กันอย่างไร
ทำไร่กันอย่างนี้ พันธุ์ข้าวพื้นบ้าน พันธุ์ปลา เก็บรวบรวมเรื่องราวแล้วรณรงค์กับสังคม
อีกทางหนึ่งก็ถือโอกาสนี้พูดคุยกับชาวบ้านถึงโครงการเขื่อน บอกกับชาวบ้านให้ได้รับรู้ว่า
มีหน่วยงานจะเข้ามาสร้างเขื่อน แล้วเค้าบอกอะไรหรือเปล่า(กระซิบ)
หน่วยงานนั้นบอกกับสาธารณะว่าบริเวณนี้
ไม่มีคนอยู่เลย
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : อยากบอกอะไรกับคนภายนอก
ไผ่ : เราจะบอกว่า
สายน้ำไม่ใช่แหล่งผลิตไฟเท่านั้น อยากใช้ไฟมีทางเลือกอีกมากมายที่ไม่ใช่เขื่อน
สายน้ำมีชีวิต มีคนอีกจำนวนมากที่มีชีวิตพึ่งพิงและผูกพันกับสายน้ำมานาน
หากจะเห็นถึงความสำคัญต่อประเด็นสิ่งแวดล้อมและสังคม ก็จะเข้าใจว่าทำไมชาวบ้านถึงต้องออกมาเคลื่อนไหว
..เราไม่ได้บอกว่า ชาวบ้าน เคยมีชีวิตอยู่อย่างไรก็ต้องเป็นอยู่อย่างนั้น
ไม่มีไฟฟ้าใช้ก็ต้องไม่มีตลอดไป ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ว่า อะไรก็ตาม
ที่เข้าไปแล้วทำให้ชีวิตชุมชนต้องเปลี่ยนไป ชุมชนจำเป็นจะต้องรับรู้ข้อมูลอย่างรอบด้าน
และมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจโครงการ ในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
เรา คือ ผู้นำสาร และขณะเดียวกันเราก็เป็นเหมือน โทรโข่ง นำเรื่องราวและเสียงของชาวบ้านที่คนเมืองไม่เคยรับรู้ออกมาสู่สังคมภายนอก
และผู้มีอำนาจตัดสินใจ พวกเราเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกเท่านั้น
ยิ่งหากชาวบ้านสามารถพูดเรื่องของชุมชนตนเองได้เองยิ่งดีมาก
เพราะไม่ว่าเอ็นจีโอจะพูดอย่างไร เสียงก็ดังไม่เท่าชาวบ้านพูดเอง
กรณีเฉพาะที่หนักมากคือเขตพม่า ในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์
เช่น ไทยใหญ่ กะเหรี่ยง หากมีการสร้างเขื่อนท่าซางและเขื่อนสาละวินชายแดน
ซึ่งสร้างเพื่อปั่นไฟขายให้ไทย จะทำให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยทหารพม่าเลวร้ายไปกว่านี้
ไม่ว่าจะเป็นการบังคับอพยพ แรงงานทาส ข่มขืน แล้วพี่น้องเหล่านี้จะหนีไปไหนได้
หากป่าและบ้านถูกน้ำท่วม คลื่นผู้ลี้ภัยมหาศาลคงหลั่งไหลเข้ามาประเทศไทย
อาจเรียกได้ว่า สร้างเขื่อนสาละวินในพม่า ซื้อไฟฟ้าแถมผู้ลี้ภัย
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เล่าเรื่องเชียงของให้ฟังหน่อย
ไผ่ : เชียงของ
เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงเพื่อปรับปรุงร่องน้ำสำหรับเดินเรือพาณิชย์
ตั้งแต่จีนลงมาชายแดนพม่า ลาว สามเหลี่ยมทองคำ ต่อไปถึงหลวงพระบาง
โครงการระเบิดแก่ง สะท้อนถึงกระบวนการที่ละเลยการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นโดยสิ้นเชิง
มองแม่น้ำเป็นซุปเปอร์ไฮเวย์ของเรือสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งหากโครงการสำเร็จเรือสินค้าขนาดใหญ่จากจีนจะทะลักเข้ามา
เรือเล็ก ๆ และวิถีของคนหาปลาจะสลายไป ยังไม่พูดถึงคลื่นสินค้าจีนที่จะโถมเข้ามาตีตลาดไทย
ชาวนาภาคเหนือจะทำอย่างไร
ตอนนี้ ชาวบ้านกำลังทำงานวิจัยไทบ้าน เอาข้อมูลทรัพยากรท้องถิ่นและความรู้ท้องถิ่นออกมาเปิดเผยถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสังคม
ที่เจ้าของโครงการไม่เคยนับรวมเข้าไปด้วย นอกจากระเบิดแก่งเปิดเส้นทางเดินเรือแล้วยังมีโครงการเขื่อนกั้นโขงในจีนอีกด้วย
ตอนนี้ เสร็จไปแล้วสองเขื่อน อีกสองเขื่อนกำลังสร้าง
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : จะเกิดอะไร
ไผ่
: การสร้างเขื่อนในจีนทำให้จีนสามารถควบคุมระดับของน้ำในแม่น้ำโขงได้
คือ ช่วงน้ำโขงบริเวณสามเหลี่ยมทองคำลงมาเมื่อถึงหน้าแล้ง น้ำเกือบครึ่งหนึ่งเป็นน้ำที่ไหลลงมาจากจีน
ช่วงปิดเขื่อนกักน้ำเอาไว้เพื่อระเบิดแก่ง น้ำก็ลดระดับลง ช่วงเปิดเขื่อนสำหรับเดินเรือ
ระดับน้ำก็สูงขึ้น ชัดเจนที่สุด คือ ระดับของน้ำขึ้น-ลงอย่างผิดปกติ
ผิดธรรมชาติ ส่วนบนของลำโขงกำลังมีการสร้างเขื่อนเพิ่มอีก ขณะส่วนล่างของลำน้ำกำลังระเบิดแก่งเดินเรือพาณิชย์
เป็นโครงการต่อเนื่องกัน
ตอนนี้ระงับโครงการระเบิดแก่งได้แค่ช่วงพรมแดนไทย-ลาว
และทำ EIA ใหม่ คือ โครงการระเบิดแก่งเป็นโครงการร่วมสี่ประเทศ
คือ พม่า จีน ลาวและไทย ซึ่งหากรัฐบาลใดยับยั้งก็อาจสามารถยุติโครงการได้ทั้งหมด
.แม่น้ำ
เป็นต้นทุนของชุมชน การใช้ประโยชน์จะต้องคำนึงถึงทุกภาคส่วน
โดยเฉพาะคนที่มีชีวิตพึ่งพิงแม่น้ำ ไม่ใช่ คิดโครงการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเอื้อประโยชน์แก่ทุนเฉพาะกลุ่ม
หากแม่น้ำโขงกลายเป็นเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ต้นทุนเหล่านี้จะถูกใช้ไป
ความร่ำรวยจะตกไปอยู่ที่ใคร เราคิดว่า ไม่ใช่ชาวบ้านแน่ ๆ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เขื่อนดูจะกลายเป็นทางออกเดียวของรัฐ
ไผ่ : ใช่ เขื่อนเป็นอันดับแรกในการแก้ปัญหาทุกเรื่องก่อนจะประเมินความต้องการที่แท้จริง
ซึ่งบทเรียนที่ผ่านมา เขื่อนเป็นตัวสร้างความขัดแย้งในทุกพื้นที่
การพัฒนาไม่ได้หมายถึง เขื่อน หรือเอาอะไรมาแทนเขื่อนแต่ต้องเริ่มต้นด้วยการประเมินความต้องการ
ถามว่าตอนนี้เราขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าหรือ ชุมชนเล็ก ๆ มีความจำเป็นในการใช้ไฟฟ้าใช้แผงโซล่าเซลล์จะยั่งยืนกว่าไหม
หรือใช้พลังงานหมุนเวียน โรงผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก พลังงานน้ำตกหรือน้ำห้วยก็ได้
ไม่ใช่รวมศูนย์การผลิตไฟฟ้าขนาดยักษ์ คิดโครงการเป็นแสนล้านทุ่มงบประมาณ
ตูม ..สร้างเขื่อนขนาดใหญ่แล้วจ่ายกระแสไฟให้ทั้งประเทศ ทั้งภูมิภาค
ทำไมไม่คิดโครงการเล็ก ๆ กระจายสู่ชุมชนให้ชุมชนเป็นผู้ดูแล
โครงการเล็กต้นทุนต่ำ ดูแลจัดการก็ง่าย ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยมาก
หรือหาก ไม่มีน้ำใช้เพื่อการชลประทาน ก็คงต้องมาทบทวนกันใหม่นะว่า
ใครส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชเชิงเดี่ยว ปลูกอ้อย ปลูกฝ้าย หรือปลูกอะไรที่มันต้องใช้น้ำเยอะ
พืชชนิดอื่นที่เหมาะสมกว่า มีหรือเปล่า เน้นความหลากหลายของพันธุ์พืช
ส่งเสริมระบบเหมืองฝายชุมชนหรืออย่างในภาคเหนือหรืออิสานก็มีการจัดการน้ำโดยชุมชน
แต่ที่ผ่านมารัฐผูกขาดการจัดการเอาไว้เป็นเรื่องของตัวเอง นำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
กู้เงินจากธนาคารพัฒนาต่างๆ มาสร้างเขื่อน รัฐควรหันมาทบทวนการจัดการที่ผ่านมา
หันมาจัดการน้ำและพลังงานแบบไม่รวมศูยน์ และเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วมมากขึ้น
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : เชื่อใช่หรือเปล่าว่า
สายน้ำก็ให้น้ำ ภูเขาก็ให้อาหาร
ไผ่ : เอามาจากไหนเนี่ย
(หัวเราะ) มันน่าจะตรงกับคำของชาวปกาเกอญอ ที่บอกว่า กินน้ำต้องรักษาน้ำ
อยู่ป่าต้องรักษาป่า พอเราไปทำงานกับชาวบ้านที่สาละวินเราก็รับรู้ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง
ๆ การทำไร่หมุนเวียนของชาวบ้านมีวิธีการจัดการทรัพยากรส่วนรวมที่ยั่งยืน
ชาวบ้านทำเพียงแค่พอกินในครอบครัว ลูกเยอะทำเยอะ ลูกน้อยทำน้อย
แต่ก็แค่พอกิน ทำเสร็จที่นี่ก็ปล่อยเอาไว้ ปีหน้าไปทำอีกพื้นที่
หมุนเวียนไป ทิ้งไว้ 6-7 ปี แล้ววนกลับมาที่เดิมกลับมาสภาพดินก็ฟื้นแลเห็นเป็นป่าเหมือนเดิม
ชาวบ้านฟื้นป่าฟื้นน้ำ หากไม่ดูแลสิ่งเหล่านี้เค้าก็อยู่ไม่ได้
เค้ารู้ได้ด้วยตัวเองเป็นการจัดการของชุมชน
อย่างงานวิจัยไทบ้านสาละวิน พบว่าชุมชนในเขตป่ามีการจัดการโป่งและการล่าสัตว์ป่า
คือ พื้นที่ป่าที่มีโป่งจะไม่สามารถเข้าไปล่าสัตว์ ด้วยความเชื่อที่ว่าที่ตรงนั้นมีเจ้าของ
ต้องให้ความเคารพ หากฝ่าฝืนไปซุ่มยิงสัตว์ที่นั่นจะเกิดมีอันเป็นไป
นี่เป็นความเชื่อที่ฝังรากลึก เรียกว่าเป็นความเชื่อและพลังของชุมชนในการการใช้ทรัพยากร อย่างให้ความเคารพ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : มองการพัฒนาวันนี้เป็นอย่างไร
ไผ่ : การพัฒนาวันนี้เป็นเพียงการคิดว่าจะเอาอะไรมาใช้
มาขาย มันต้องดูว่าชุมชนมีวิธีการใช้หรือดูแลมันอย่างไร อย่างแผนพัฒนาใหญ่
6 ประเทศ อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่มี เอดีบี เป็นหัวเรือใหญ่จัดการให้
6 ประเทศพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน เริ่มด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
ถนน ไฟฟ้า เช่น ตัดถนนแล้วสร้างท่าเรือตั้งแต่ฝั่งตะวันตกที่พม่า
ตัดถนนไทย ออกทะเลจีนใต้ที่ เวียดนาม หรือว่าตัดถนนจากยูนนานลงมาถึงท่าเรือคลองเตย
เป็นการพัฒนาบนแนวคิดว่า อีกหลายพื้นที่ใน ๖ ประเทศนี้ยังมีทรัพยากรอีกมากที่ยังไม่ได้เอามาใช้
ต้องเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสังคม
ขณะที่ชาวบ้านยังใช้ประโยชน์และรักษาทรัพยากรเหล่านั้นเอาไว้
ดังนั้นโครงการพัฒนาจำเป็นต้องพิจารณาประเด็นสังคมสิ่งแวดล้อมเท่าเทียมกันกับประเด็นทางเศรษฐกิจ
ต้องถามชาวบ้านด้วย อย่าเอ่ยถึงประโยชน์เพียงด้านเดียว บอกให้หมดว่าทำแล้วมีประโยชน์และผลกระทบอย่างไร
แล้วจึงให้ชุมชนที่จะได้รับผลกระทบร่วมตัดสินใจ
เธอ ไผ่ เพียรพร ทำงานซีรินมา
สองปี ลงสนามเยอะมาก ขนาดที่เล่ากันว่า ต้นไม้ที่เธอปลูกเอาไว้ที่ห้องพัก
แห้งตายกันเป็นว่าเล่น แถมราคาค่าไฟที่ห้อง เธอเน้นเสียงว่า
ถูกมาก เฉพาะพื้นที่ สาละวิน จะลงพื้นที่ทุกเดือน เดือนละประมาณหนึ่งอาทิตย์
เก็บข้อมูลงานวิจัยไทบ้านเพื่อการรณรงค์-เผยแพร่ ทุกครั้งที่ลงแน่
ๆ ก็จะได้ข้อมูลกลับมา ส่วนบทความ เธอบอกว่าอยู่ที่เวลาที่มี
และจะขอทำงานกับชาวบ้านไปเรื่อย ๆ ด้วยเชื่อมั่นเรื่องการเมืองภาคประชาชนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมเพียงแค่การเลือกตั้ง
สิทธิเสียงของการแสดงความคิดเห็นและรักษาทรัพยากรของชุมชน
หากเมื่อถามถึงสมาชิกวุฒิสภา
เตือนใจ ดีเทศน์ เธอ ยิ้มรับคำถาม เธอบอกว่า ท่านเป็นคนสำคัญที่หล่อหลอมทำให้เติบโตมาในแนวทางนี้
และเดินมาถึงจุดนี้ได้
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
10 พฤษภาคม 2547
|