นันทา เบญจาศิลารักษ์ (เปิ้ล) กับการทำงานสร้างสื่อภาคประชาชน

ในโลกของยุคข้อมูลข่าวสาร สังคมโลกเดินตามทางเสรีนิยมใหม่ ต่างต่อสู้แข่งขันหักล้างฆ่าฟันกันเพื่อตามความเชื่อบนผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง สื่อต่างๆ ทำหน้าที่รับใช้บรรษัท บริษัทห้างร้าน และรัฐที่เป็นของทุนหรือเผด็จการที่ให้ผลประโยชน์แก่ตน ทำให้ข่าวสารของพี่น้องคนยากคนจนแทบจะไม่มีบนพื้นที่ข่าว หรือถ้ามีก็มักจะบิดเบือนความจริง

สื่อทางเลือกคือทางออกของพี่น้องภาคประชาชนในยุคนี้ พี่เปิ้ล - นันทา เบญจาศิลารักษ์ บรรณาธิการบริหารสื่อทางเลือก 2 สำนัก คือ สำนักข่าวประชาธรรม และ Local Talk ซึ่งเป็นสื่อทางเลือกให้ภาคประชาชนได้มีพื้นที่ทางหน้าข่าวนอกจากรอพื้นที่สื่อกระแสหลัก จะมาเล่าให้เราฟังถึงจุดกำเนิดของสื่อทางเลือกและความคิดในการทำงานพัฒนา

ThaiNGOs.org : ที่มาของสำนักข่าวภาคประชาชน
นันทา เบญจาศิลารักษ์ :
เมื่อปี 42 มีการชุมนุมใหญ่ของพี่น้องชนเผ่าในนาม สมัชชาชนเผ่า เพราะชาวบ้านมีความเดือดร้อนหนัก ถูกเผาหมู่บ้าน ไปทำไร่ก็ถูกจับ ถูกจัดเป็นพลเมืองชั้น2ของสังคม การชุมนุมครั้งนี้จึงมาเพื่อเรียกร้องทางนโยบายให้แก้ไขกฎหมายสัญชาติ พิสูจน์สิทธิ์รับรองสถานะการเป็นชาวเขาให้มีสิทธิพื้นฐานด้านต่างๆเช่น การเรียน การรักษาพยาบาล ฯ และสิทธิการทำมาหากิน แต่ข่าวกระแสหลักที่ลงกลับบิดเบือนข่าวเละ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น กล่าวหาว่ากลุ่มที่มาเรียกร้องเป็นกลุ่มที่ค้ายาเสพติด ทำลายป่า สื่อกระแสหลักไม่ได้เสนอข่าวปัญหาที่แท้จริงของภาคประชาชน จึงทำให้นักวิชาการและ NGOs หลายคนอย่าง อ.นิธิ พี่ชัชวาลย์ คุยถึงปัญหาของข่าวดังกล่าว ว่าเราไม่สามารถสร้างพื้นที่สื่อได้ ข่าวสารที่ส่งไปสื่อไม่ให้การยอมรับเพราะมองว่าเป็นข่าวเอ็นจีโอ ช่วงนั้นมีม็อบเยอะ ความเดือดร้อนในพื้นที่เกิดเยอะ และวิธีการของพวกเรายังไม่มีการปรับปรุง มันเฝือ นักข่าวไม่อยากลงให้ เราจึงมานั่งวิเคราะห์และสรุปกันว่าเราต้องทำงานสื่อของตัวเอง สร้างพื้นที่ข่าวเอง กอปรกับช่องทางของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ40 จึงทำให้เกิดสื่อภาคประชาชนขึ้นในปี 43 เป็นองค์กรที่ทำข่าวได้เอง ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อเป็นเอ็นจีโอ แต่ตั้งเป็นบริษัท มีการขายข่าวให้กับสื่อกระแสหลัก ทำข่าวให้เป็นมืออาชีพเพื่อสร้างการยอมรับ

เริ่มต้นของสำนักข่าวประชาธรรม เป็นการระดมหุ้นจาก NGOs ได้เงินมา 300,000 บาท เราก็เริ่มทำข่าวเลย โดยทำข่าวจากทุกภาคของประเทศไม่ใช่แค่ข่าวภาคเหนือ ช่วงแรกเดินสายคุยในภาคต่างๆเพื่อขายแนวคิด มีอ.นิธิไปร่วมด้วย ตอนนั้นภาคประชาชนตื่นตัวกันมาก และได้ทดลองผลิตข่าวขึ้นจากที่ต่างๆ และได้หมู่อาจารย์หาพื้นที่ขายข่าวให้สำนักพิมพ์ต่างๆเช่น ข่าวสด มติชน ผู้จัดการ

สำนักข่าวฯยังทำหน้าที่ขายความคิดให้ภาคประชาชนสร้างพื้นที่ข่าวของตัวเอง สร้างสมดุลของข่าวสาร เพราะสื่อกระแสหลักจะนำเสนอแต่ข่าวของรัฐมนตรี นักการเมือง คนใหญ่คนโตในสังคม แต่เราจะนำเสนอเสียงคนเล็กคนน้อยบนหน้าสื่ออย่างสม่ำเสมอ ทำให้มีพลังไปเปลี่ยนแปลงทางนโยบายได้

เนื้อหาเน้นข่าวท้องถิ่นไปจนถึงเรื่องราวโลกาภิวัตน์ โดยมีกระบวนการสร้างผู้สื่อข่าวท้องถิ่น ให้ภาคประชาชนในท้องถิ่นเป็นนักข่าวเอง เช่น เยาวชน แกนนำชาวบ้าน พระ อบต. หรือนักศึกษาในมหาลัยราชภัฏร ฯลฯ เพราะคนในท้องถิ่นจะรู้ข้อมูลท้องถิ่นมากกว่านักข่าวจากส่วนกลาง สามารถรายงานข้อเท็จจริงสู่สาธารณะได้มากขึ้น

หน้าที่ของสำนักข่าวประชาธรรมคือ สร้างข้อมูลข่าวสารภาคประชาชน ไหลเวียนข้อมูลข่าวสารไปสู่ในระดับท้องถิ่นและสาธารณะโดยใช้ Website เป็นแกนกลาง และทำ VCD เพื่อเชื่อมต่อกับวิทยุชุมชน ทำจดหมายข่าว ซึ่งเป็นการสื่อสารในแนวดิ่ง ส่วน Local Talk จะสื่อสารในแนวราบ เราทำสำนักข่าวประชาธรรมตั้งแต่ปี 43-47 ก็จะติดที่ข่าวกระแสหลัก พวกเราคิดว่าประชาชนกับประชาชนน่าจะได้สื่อสารกันโดยตรง พอปลายปี47 จึงเกิดโครงการสื่อสารแนวราบ (Local Talk) โดยมีเวบไซด์เป็นสื่อกลาง

ThaiNGOs.org : จุดเริ่มต้นในการทำงานพัฒนา
นันทา เบญจาศิลารักษ์ :
ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาก ชื่นชอบนักเขียนหลายคนเช่น กุหลาบ สายประดิษฐ์ ศรีบูรพา ติดตามผลงานของเขามาโดยตลอด และทำให้ตัวเองใฝ่ฝันอยากเป็นนักหนังสือพิมพ์ จนได้เข้าเรียนเอกหนังสือพิมพ์ที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเรียนจบก็ได้เข้าไปทำงานกับหนังสือพิมพ์ด้านเศรษฐกิจฉบับหนึ่งซึ่งเป็นสื่อกระแสหลัก ทำได้ 7 เดือนต้องออกเพราะรู้สึก Fail เพราะหนังสือพิมพ์ทำข่าวเพื่อเงินโฆษณาให้กับบริษัท นักข่าวหลายคนรับซองขาวจากบริษัท มันไม่ใช่ในสิ่งที่เราอยากทำ ทำแล้วไม่มีความสุข ต้องไปสัมภาษณ์พวกบริษัทต่างๆ

หลังจากออกไม่นานเจอประกาศรับสมัครคนทำสื่อเผยแพร่ของ คปอส. (คณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชน ด้านสาธารณสุขมูลฐานหรือมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคในปัจจุบัน) ทำได้ 3 ปี รู้สึกว่าเรื่องราวที่ทำมันวนเวียนแต่เรื่องของภาคเมืองเช่น สุขภาพ ยา บุหรี่ ยังไม่ใช่สิ่งที่อยากทำ เพราะอยากออกต่างจังหวัด อยากไปโลกที่กว้างกว่านั้น

ส่วนงานภาคเหนือขึ้นมาทำตั้งแต่ปี 35 มีเพื่อนขึ้นมาทำก่อนและพี่ชัช (ชัชวาล ทองดีเลิศ) ชวนมาทำงานสื่อของชมรมนักพัฒนาภาคเหนือ พี่ตอบตกลงพี่ชัชเร็วมากเพราะต้องการเปิดโลกกว้างให้กับตัวเอง ที่นี่คือที่ที่ใช่เลยสำหรับพี่ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ชนบทไม่เหมือนเดิม รัฐทุนขยายการพัฒนา แย่งชิงทรัพยากรจากภาคชนบท บุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำรีสอร์ท หลายกรณีเช่น นายทุนกว้านซื้อที่ดินของชาวบ้านที่ลำพูน เอาที่สาธารณะที่ชาวบ้านเคยเลี้ยงสัตว์ไปออกโฉนด (สมัยรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ) การประกาศอุทยานทับที่ของพี่น้องชนเผ่าที่อยู่บนดอย เหมืองแร่ถ่านหินที่แม่เมาะ ฯลฯ ช่วงนี้ตัวเองได้ลงพื้นที่เยอะมาก มีกลุ่มเล็กๆทำงานกับเพื่อน4-5คน ลงไปศึกษาปัญหาในพื้นที่จริง เช่นปัญหาลิกไนต์ที่ลำปางได้เห็นปัญหาของชาวบ้านที่ถูกแย่งชิงทรัพยากร จึงเป็นแรงบันดาลใจในการทำสื่อ พี่เติบโตจากการได้ช่วยชาวบ้านเขียนแถลงการณ์ เขียนคำร้องเรียน เขียนข่าวรายวัน

ช่วงนั้นมีม็อบเยอะมาก หลังจากกรณีห้วยแก้ว ก็มีม็อบที่ใหญ่มากจากปัญหาอุทยานฯทับที่จนเกิด เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.) เราก็ต้องช่วยทำข้อมูลเผยแพร่ทำความเข้าใจคนอยู่กับป่า และช่วยทำข้อมูลเผยแพร่รณรงค์ในเชิงบวกกับสังคม

ThaiNGOs.org : ปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน
นันทา เบญจาศิลารักษ์ :
การทำงานย่อมมีปัญหา ปัญหามีไว้แก้ ปัญหาที่มีขึ้นอยู่กับช่วงเวลา อย่างการทำงานช่วงแรกไม่มีปัญหาอะไร สนุกเพราะไม่ได้รับผิดชอบอะไรมาก สนุกกับการลงพื้นที่ปัญหาเพราะทำให้ตัวเองตื่นตัว ได้ปลุกเร้าความคิดและสร้างความชัดเจนให้ตัวเองว่าจะไม่เข้าไปทำสื่อกระแสหลักแน่นอน ตอนนั้นคิดว่าถ้าตัวเองเป็นต้นไม้รู้สึกว่าได้เจอเนื้อดินที่เราพร้อมจะเติบโตที่นี่ ช่วงแรกไม่สับสนเลยเพราะมีกลุ่มเพื่อนที่มีความสนใจเหมือนกันช่วยกันทำงาน และได้รับการสนับสนุนที่ดีจากรุ่นพี่ในภาคเหนือ ตอนนั้นทำสาน์สล้านนา ทำกลุ่มศึกษาเล็กๆกับเพื่อน โดยศึกษาข้อมูลแล้วทำเป็นจุลสารเผยแพร่ให้กับชาวบ้าน เช่นจดหมายข่าวสารด้านทรัพยากร

ช่วงแรกได้เรียนรู้ปัญหาชาวบ้านเยอะ ไปทั่ว8จังหวัดภาคเหนือ อยากทำอะไรก็ได้ทำ มีพี่สนับสนุนตลอด ไม่มีปัญหาในการทำงาน

ช่วงหลังทำสำนักข่าวประชาธรรม แบกรับองค์กรเต็มๆ ต้องทำงานบริหารมากขึ้น ดูแลน้อง 7-8 คน ต้องสร้างคนเพื่อสานต่อการทำงานในจุดนี้อย่างต่อเนื่อง หาคนมาช่วยหนุน เพื่อให้องค์กรมีความยั่งยืนมากขึ้น ทำงานต่อได้ในระยะยาว

ตอนนี้เหนื่อยกับการหางบประมาณที่ต้องหาปีต่อปี การบริหารคนการสร้างคน ความรู้สึกที่ต้องเป็นพี่ อยากเขียนแต่ไม่ได้เขียน ช่วงแรกได้เขียนบทความลงนิตยสารทุกอาทิตย์ ตอนนี้ต้องดูงานเขียนของน้อง หาพื้นที่ให้ข่าวของน้องได้ลง คิดโจทย์เรื่องการสร้างสื่อให้เกิดผลสะเทือนกับสังคม

สรุปว่าความยากของงานช่วงนี้คือการบริหารองค์กรและการสร้างผลสะเทือนของงาน ตอนนี้เกิดสื่อทางเลือกมากขึ้น เช่นอีสานวอยท์ ไทยปักษ์ใต้ ประชาไท ต้องเชื่อมเป็นเครือข่ายกัน โดยจะสร้างเครือข่ายสื่อทางเลือกภาคประชาชน เพื่อจะได้รู้จักกันมากขึ้น จะได้ช่วยงานกันมากขึ้นในหลายๆด้าน หนุนช่วยทั้งความรู้และเทคโนโลยี ถ่ายเทข้อมูล กลุ่มเป้าหมาย ส่วนการสร้างคนที่จะลุยในเส้นทางแบบนี้เป็นเรื่องยาก พี่คิดว่าพี่ได้เติบโตจากการได้ลงพื้นที่ไปสัมผัสปัญหาจริง พี่ก็อยากให้น้องลงไปอย่างนี้บ้าง ไม่ใช่ให้อยู่แต่หน้าคอม แล้วมันไม่ได้อะไร การลงพื้นที่จริงช่วยได้เยอะทำให้น้องได้สัมผัสคน สัมผัสปัญหา พี่ไม่เห็นด้วยที่น้องจะนั่งอยู่หน้าคอมตลอด ถ้าต้องการได้แรงบันดาลใจในการทำสื่อทางเลือกน้องจะต้องลงไปสัมผัสกับพื้นที่ปัญหาจริงๆ จะได้อะไรเยอะ ถ้าเราอยู่แต่หน้าคอมก็เหมือนกับสื่อกระแสหลัก อยู่กับข้อมูลข่าวสารมากไปจะไม่ได้สัมผัสกับข้อเท็จจริง

ThaiNGOs.org : ข้อแนะนำดีๆ สำหรับนักพัฒนารุ่นใหม่
นันทา เบญจาศิลารักษ์ :
1. ต้องสัมผัสข้อเท็จจริงในพื้นที่ 2.ต้องเข้าอินเตอร์เน็ตเป็น เพื่อค้นหาสืบค้นข้อมูล 3.เขียนและสื่อสารเป็น 4.เท่าทันนโยบายของรัฐ

คนรุ่นใหม่ต้องรู้รอบด้านมากขึ้น ค้นหานวัตรกรรมใหม่ๆความรู้ใหม่ๆในการทำงาน หาบทเรียน ประสบการณ์ของคนอื่นเพื่อนำมาปรับใช้ในงานของตนเอง

ThaiNGOs.org : สิ่งที่พี่อยากทำในขณะนี้
นันทา เบญจาศิลารักษ์ :
การเขียน เขียนอะไรก็ได้ ตอนนี้งานบริหารองค์กร งานขบวนดึงพี่ไปเยอะ พี่จะต้องจัดระบบตัวเอง แบ่งเวลาให้มากขึ้น อยากเขียนเรื่องราวที่พี่ได้พบเห็นสะท้อนสู่สังคม กำลังกลั่นอยู่ รู้สึกว่าเขียนได้ทุกแบบ


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

19 ธันวาคม 2550