“รัตนา ชูแสง” แกร่งกล้าจากกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์

กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์เป็นกลุ่มเยาวชนคนหนุ่มสาวที่ตั้งคำถามกับระบบการศึกษาและยุคสมัย ที่สังคมเข้ามากำหนดกรอบชีวิต การศึกษา และจุดมุ่งหมายการดำรงอยู่ให้กับคนรุ่นใหม่ๆ แต่กลุ่มยุวชนสร้างสรร์ซึ่งเป็นเลือดเนื้อแห่งลุ่มน้ำตาปีจังหวัดสุราษฎร์ธานี กลับรวมตัวกันทำกิจกรรมการเรียนรู้ทางเลือกนอกระบบการศึกษา มาตั้งแต่ปี 2538-2539 โดยมีความต่อเนื่องร่วมกับพัฒนาการของกลุ่มลานสนสัมพันธ์ และกลุ่มน้ำใจครู และอื่นๆ ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานที่ได้รับการสนับสนุนจากบุคคล หน่วยงาน องค์กรต่างๆ อย่างหลากหลาย พร้อมทั้งยังประสานกิจกรรมเรียนรู้ร่วมกับเครือข่ายเยาวชนกลุ่มอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำให้คนหนุ่มสาวในกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์เป็นอนาคตใหม่ของทิศทางสังคมที่กล้าตั้งคำถาม และกล้าสร้างแบบเรียนให้กับความใฝ่ฝันของตัวเอง และเธอคือหนึ่งในกลุ่มผู้ไม่เคยย้อท้อบนเส้นทางสายฝัน เพื่อเด็กๆ และชุมชนบ้านเกิด

รัตนา ชูแสง ครุศาสตรบัณฑิต สาขาจิตวิทยาแนะแนว จากราชภัฏสุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในคณะยุวชนรุ่นแรกๆที่ร่วมกันก่อตั้งกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ เป็นหญิงสาวร่างเล็กๆ ที่เคลื่อนไหวทำงานอย่างคล่องแคล่ว พร้อมทั้งส่งเสียงทักทายเพื่อนๆ และน้องๆ อย่างสนุกสนาน ซึ่งหากมีโอกาสได้เข้ามานั่งสนทนา จะพบว่าคือ นี่คือแววตาของผู้ที่เปี่ยมไปด้วยไฟฝันและพลังการทำงานเพื่อสังคม ที่ยากนักจะท้อถอย
เธอคิดอย่างไร และฝันถึงสิ่งใด กับการริเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในบทบาทกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ คนหนุ่มสาวที่กล้าลุกขึ้นสร้างวิถีการเรียนรู้จักโลก และชีวิต พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงแก่นแกนการศึกษา มุมมองต่อโลกต่อชีวิตของหญิงสาวร่างเล็กๆ คนนี้ที่เพิ่งข้ามผ่านการเป็นบัณฑิตได้ไม่กี่วัน ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ภูมิใจถอดความและเรียบเรียงนำเสนอ

“…เมื่อประมาณ 2538 ตอนนั้นยังเด็กๆ อยู่ประมาณ ม.4 มีความคิดกับเพื่อนๆ ในโรงเรียนว่า นอกจากห้องเรียนแล้ว ก็อยากมีกิจกรรมอื่นๆ ทำกัน ซึ่งก็มีอาจารย์นิวัฒน์ โฮ้เต้งิ้ม เป็นผู้ที่คอยสนับสนุนให้เด็กนักเรียนได้มีกิจกรรมบ้าง ระยะแรกๆ ก็เป็นกิจกรรมให้ทุนก่อน หลังจากนั้นก็เริ่มมีกิจกรรม พัฒนารูปแบบอื่นๆ ซึ่งค้นพบว่า นอกจากทุนแล้วยังไม่พอ ก็เริ่มมามองกิจกรรมอื่นๆ ในโรงเรียน เพื่อเป็นการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ คือเรียนแล้วเพลิน ก็ตั้งคำถามว่า เอ๊ะทำไมห้องเรียนถึงน่าเบื่ออย่างนี้ เราทำข้อสอบไม่ได้ เราเรียนไม่ได้เรื่องของห้อง เราไม่มีความสุขกับการเรียนในห้องเรียน ก็คิดว่า มันมีการเรียนแบบไหนอีกไหมที่ไม่ต้องมานั่งเรียนในห้องเรียน ก็มาเจออาจารญ์นิวัฒน์และเพื่อนๆ ซึ่งอาจารย์ก็สนับสนุน ให้ไปเรียนรู้ข้างนอก ไปเรียนรู้ชุมชน ไปเรียนรู้บ้านเพื่อน เมื่อออกไปเรียนรู้ตรงนั้น ก็เริ่มพบว่ามันใช่ในสิ่งที่เราอยากเรียนรู้ มันไม่ใช่สูตรฟิสิกส์ ที่เราไม่ต้องการรู้ แต่เราต้องการรู้ว่าฟักทองมาจากไหน เรียนรู้วิถีชีวิตธรรมชาติ รู้วิถีชีวิตของบ้านเราจริงๆ ทำให้เรามารวมกลุ่มกับเพื่อนๆ มาร่วมกิจกรรมกันทุกอาทิตย์ ทำกิจกรรมกันในโรงเรียน กิจกรรมกับชุมชน กับบ้านของตัวเอง อย่างบ้านทับชันสามัคคี ต.กรูด อ.พุนพิน สุราษฎร์ เป็นหมู่บ้านแรกๆ ที่กลุ่มเราได้ลงไปทำกิจกรรมร่วม ซึ่งที่นั่นมีกรณีปัญหาคือโรงเรียนในชุมชน ถูกยุบ ซึ่งเรากลับคิดกันว่าโรงเรียนนี้ไม่น่าถูกยุบเลย เพราะเป็นโรงเรียนที่สวย แล้วก็อยู่กับชุมชน ก็น่าจะให้เด็กๆ ในชุมชนได้มาเรียน เราก็เลยลงไปช่วยสอนหนังสือเด็กๆ ก็พบว่า สภาพโรงเรียนที่นั่นน้ำท่วมทุกปี ปีหนึ่งท่วม 6 เดือน แล้วครูก็มีอยู่ 2 คน ทำให้เห็นสภาพ เด็กนักเรียนชั้น ป.1 กับ ป.6 นั้นแทบจะไม่แตกต่างกัน ทำให้พวกเรารู้สึกว่า ต้องไปช่วยสอนพวกเขา ซึ่งพอเราลงไปจริงๆ แล้ว กลับตรงกันข้าม นั่นคือเด็กๆ เองก็ได้สอนอะไรๆ ให้เราเยอะมาก เพราะว่าน้องเขาที่มาเรียนกับเราเรียน ก.ไก่ อะไรทำนองนี้ เท่านั้น แต่พอตอนเย็นๆ เราต้องทำงานอื่นๆ รดแปลงผัก วิดปลามาทำกับข้าว เราซึ่งกลับได้มาเรียนรู้กับน้องๆ รู้วิธีจับปลาอย่างไร เป็นการเรียนรู้โดยชาติ จริงๆ ที่สำคัญระบบโรงเรียนมันไม่ให้คำตอบกับเราได้ ว่าเราต้องการอะไรกับชีวิต คือโรงเรียนมันช่วยตอบให้ไม่ได้ แต่พอเรามาเรียนรู้จากข้างนอก เห็นพ่อแม่เราทำงาน เห็นอะไรมากมายรอบตัวเรา มันทำให้เรารู้สึกว่านี่เองคือของจริงที่เราได้เรียนรู้จากมัน และให้คำตอบกับเาได้มากขึ้น

หลังจากนั้น ก็เริ่มมีความสุขกับการเรียนรู้ตรงนี้ ก็เริ่มจากจุดนั้นเอง ที่สำคัญทำให้โรงเรียนทับชันสามัคคีเลื่อนการยุบออกไปถึง 3 ปี ต่อมาก็ทำกิจกรรมพื้นที่ตำบลคลองน้อย ชื่อโรงเรียนบ้านธารหญ้าปล้อง เราก็ลงไปกิจกรรมชุมชนเรื่องการดูแลท้องถิ่น ซึ่งพื้นที่ตรงนี้จะเกิดกรณีปัญหา ว่ากระแสวัตถุนิยมเข้าไปเร็วมาก เนื่องจากเป็นชุมชนชนบทที่นี่แต่เดิมใช้เรือเดินทาง แต่พอมีถนนเข้าไปเท่านั้นเองวิถีชีวิตชุมชนก็เปลี่ยนแปลง โดยสิ้นเชิง ทำให้ไม่มีใครใช้เรือ ใช้รถกันหมด โดยเฉพาะวันรุ่นนั้นจะมีรถมอเตอร์ไตค์ขับกันทุกคน ทำให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลง กับเด็กๆ จึงลงไปทำกิจกรรมกับชุมชน ไปค้นหาสิ่งดีๆ ในชุมชน ที่มีอยู่ เช่น เรื่องของการทำขนมของชุมชน เรื่องเกษตรปลอดสารพิษ มีการรื้อประเพณีการสวดบาง ซึ่งหายไปนานแล้ว ประเพณีการทำภูมิซึ่งก็เอาชาวบ้านคนเฒ่าคนแก่ ที่มีอยู่มาช่วยกัน แล้วยังมีการจัดทำหลักสูตรการเรียนรู้จนโรงเรียนเห็นความสำคัญ ปัจจุบันนี้เทอมหน้าจะมีการจัดทำหลักสูตรร่วมกับชุมชน

นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกด้วย เช่น กิจกรรมในการพัฒนาตนเอง อาทิ กิจกรรมการเรียนรู้ที่สวนโมกข์ การฝึกเทคนิคการเรียนรู้ การจับประเด็น ฝึกการวิเคราะห์ปัญหา ประเด็น กับอาจารย์ เช่นกับอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ท่านก็มาช่วยสอนด้วย

กับกระบวนการทำงานของกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ เราทำงานประสานกับกลุ่มอื่นๆ ด้วย ก็มีกลุ่มเพื่อนเยาวชน 4 ภาค แต่ละภาคก็จะมีการรวมกลุ่มการเรียนรู้เล็กๆ คล้ายๆ กัน แบบนี้แหละ และนอกจากนั้นเรายังมีการสรุปบทเรียนเชิงวิจัยซึ่งได้รับงบประมาณมาจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) งานชิ้นนั้นระยะแรกเราสนใจรูปแบบและแนวทางการจัดกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชนสุราษฎร์ธานี และก็พบว่า ปัจจัยที่ทำให้กลุ่มเยาวชนสร้างสรรค์ ที่ตั้งมาตั้งแต่ปี 2538 และดำเนินมาได้อย่างเข้มแข็งจนถึงวันนี้นั้น มีปัจจัยอะไรเกื้อหนุน เราค้นพบว่า รูปแบบการเรียนรู้ของเราก็จะมีเรื่องของการฝึกอบรม คือขาดความรู้เรื่องอะไรก็จะฝึกฝนเรื่องนั้น และก็มีการกระบวนการพูดคุยกันเพื่อไปสู่การปฏิบัติ เรื่องของการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่ระดับเพื่อนๆ จนถึงระดับวงใหญ่ มีการศึกษาชุมชน ซึ่งรูปแบบนี้ของเราคือการลงไปอยู่กับชุมชนเลย ไปเรียนรู้กับปัญหาอยู่กับเขาจนเห็นว่า เขามีวิถีชีวิตอย่างไรบ้าง เป็นต้น เหล่านี้เองที่ทำให้กลุ่มของเราเข้มแข็งเรื่อยมา

ส่วนการพยายามผลักบทเรียนที่ถอดออกมาของกลุ่ม เพื่อนำไปสู่ระดับนโยบายที่กว้างขึ้นนั้น เรายังไม่ได้ทำออกมาอย่างชัดเจนนัก นั่นเพราะว่า ในการทำงานของเรานั้น กำลังเริ่มที่จุดเล็กๆ และซึ่งถึงผลักดันไปได้ แต่ถ้ายังไม่เข้าใจแก่นแกนมันดีก็ไม่มีผลอะไร เพราะมันก็แค่นโยบายที่สั่งการลงมาจากข้างบน ซึ่งไม่ใช่มาจากฐานความต้องการจริงๆ เป็นอย่างนั้นมากกว่า แต่ก็เคยมีเหมือนกันที่เราได้ไปยื่นข้อเสนอต่างๆ อาทิ การศึกษาทางเลือก เป็นต้น สุดท้ายก็มีข้อจำกัดในหลายๆ เรื่อง จนเราเองก็ได้ข้อสรุปตรงนี้เหมือนกันว่า เราต้องมาทำด้วยตัวเอง คือทำจากจุดเล็กๆ ให้กระจาย ออกไป ใครสนใจก็เอาไปทำ ใครไม่สนใจก็ไม่ต้องเอาไป

สำหรับกิจกรรมในปัจจุบันก็คือ ที่ได้รับทุนจาก สสส.และจากมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ให้มาทำในเรื่อง ของอาสาสมัครแล้วก็มีทุน ของ สกว.ที่ให้มาทำเรื่องของการวิจัย แล้วก็ พอช. ด้วย ซึ่งทุนหลักๆ ก็เข้ามาหนุนในเรื่องของกิจกรรมส่วนใหญ่ ส่วนทีมงานหลักๆ ก็มี 3 คน เท่านั้น แต่ทีมเพื่อนๆ ที่มาช่วยๆ กันนั้นมีเยอะ ทีมอาสาสมัคร ทีมงานน้องๆ รุ่นใหม่ จากราชภัฏสุราษฎร์ กลุ่มเพื่อนสัมพันธ์ ก็จะลงมาช่วยเสริมด้วย ซึ่งรวมๆ แล้วก็เยอะมาก รวมทั้งยังมีเครือข่ายการเรียนรู้ที่เยอะมาก ใครสนใจอะไรก็เข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน

หากต้องนึกถึงความเปลี่ยนแปลงต่อเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากผ่านกิจกรรมกลุ่ม คิดว่ามันมีบ้างน่ะ แต่มันคงบอกไม่ได้ทั้งหมดหรอกว่ามันเปลี่ยนแปลงจากเรา แต่เท่าที่เราสัมผัสดูกลุ่มแกนนำก็มีการเปลี่ยนแปลงไป กับวิถีชีวิตของเขา เช่น เรื่องน้ำอัดลม ที่เราเชื่อมโยงให้เห็นถึงระบบสุขภาพ และผลในทางสังคม แต่ก็เปลี่ยนแปลงไปไม่มากนัก กระนั้น แต่เราก็เชื่อว่าจุดหนึ่งเล็กๆ ที่เราสนใจมาร่วมทำงานกัน จะเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เยาวชนเข้มแข็งขึ้นน่ะ

แม้ว่าตัวเองก็เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ก็ไม่เคยคิดว่ามันจำกัด เพราะมันอยู่ที่ใจเรามากกว่า เพราะมันอยู่ที่เรา ว่าเราเองชัดเจนแค่ไหน ในสิ่งที่ทำอยู่ เช่นการที่ตัวเราลงไปในชุมชนนั้น เราไปเจออุปสรรคในหลายเรื่องๆ จากสายตาชาวบ้านว่ามาทำไม จะพาน้องๆ ออกมาทำกิจกรรมนั้น น้องเขาเป็นผู้หญิน่ะ มากับเรา 2-3 วัน ได้ไหม ตรงนี้เราต้องทำความเข้าใจร่วมกับผู้ปกครอง ดังนั้นตัวเราเองต้องไม่เลวร้ายนัก คือเราเองก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชนให้ได้ด้วยว่า เราไม่ใช่คนไม่ดี

ในขณะที่ตัวเองค่อนข้างโชคดีที่ทางบ้านค่อนข้างจะเปิดโอกาสในการทำงานแบบนี้ และเข้าใจเหตุผลของเราได้ แลกเปลี่ยนกันได้ มากในครอบครัว ทำให้เขาค่อนข้างเข้าใจเรา มีอะไรก็คุยกัน ที่สำคัญเราเองไม่ได้ทำตัวเหลวไหลให้ครอบครัวต้องผิดหวังด้วย

ส่วนที่เลือกทำงานเยาวชน ตรงๆ คือวัดจากตัวเองว่า เยาวชนเป็นวัยที่คนเหมือนจะเข้าใจและไม่เคยเข้าใจเลย แม้ว่า ในสังคมนี้น่ะเปิดโอกาสให้กับเยาวชนมาก มีกิจกรรมต่างๆให้เยาวชนทำเยอะมาก แต่ดูเหมือนกิจกรรมเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่เอามาให้เราทำ ทำให้เรามีความรู้สึกว่า เยาวชนน่าจะมีอะไรอีกหลายอย่างที่เขาอยากทำ ซึ่งกิจกรรมเยาวชนจริงๆ นั้นมีน้อยไปหรือเปล่า และการแก้ปัญหาส่วนใหญ่ก็จะพุ่งไปเรื่องเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย เชิงโครงสร้าง เปลี่ยนแปลงรัฐ ซึ่งเรื่องเยาวชนก็เป็นเพียงเรื่องหนึ่งเล็กๆ เป็นเพียงหางเลข เข้ามาพ่วง โดยไม่มีใครตระหนักกันจริงๆ จังๆ ว่า ตอนนี้เยาวชนเป็นปัญหาจริงๆ แล้วน่ะ ทุกคนมองเรื่องเยาวชนว่าเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข แต่พอลงมือก็ไปเอาเรื่องอื่นๆ มาแก้ไขก่อนเรื่องเยาวชน

ทำให้เยาวชนไทยตอนนี้น่าสงสาร เพราะโดนกระแสของสังคมที่ กำลังพัฒนาทำร้ายอย่างรุนแรง มาในรูปแบบของสิ่งอะไรไม่รู้รอบตัวเลย อย่างเช่น สื่อที่เข้ามาทำให้เยาวชนต้องเอาตาม หรือกระแสอะไรที่เข้ามาแล้วทำให้เยาวชนต้องวิ่งตาม ถ้าไม่ตามก็ไม่ทัน และที่สำคัญเยาวชนขาดที่พึ่งในเรื่องของจิตใจ ทำให้เยาวชนต้องแสวงหาในสิ่งที่มันไม่ใช่ ไม่ใช่คือมันฉาบฉวย ไม่ได้มองถึงแก่นของชีวิตเลย

อย่างเยาวชนสุราษฎร์ที่ค่อนข้างมีภาพลักษณ์ความรุนแรง ออกมาทางสื่อนั้น เชื่อว่าที่เขาเกเรเช่นนั้นเพราะเขาไม่มีทางเลือกอื่นที่เขาสามารถไปทำได้มากกว่านั้น เพราะเขาโดนอะไรบางอย่างให้เขาต้องไปทำแบบนั้น โดนสื่อ โดนสังคม บอกว่าคุณต้องไปทำอย่างนั้น เช่น เธค บาร์ ของเหล่านี้เด็กเปิดได้ไหม ไม่ได้หรอก ผู้ใหญ่หลายคนนั้นเองเปิด พอมีปัญหาขึ้นมาก็โยนปัญหาให้เด็ก เด็กเลยโดนทุกอย่าง ทั้ง ที่ผู้ใหญ่นั่นแหละสร้างกรอบของสังคมมาแบบนี้

ดังนั้นปัญหาเยาวชน ส่วนตัวแล้วมองว่า โรงเรียนเอง เอาตั้งแต่ครอบครัวเลยก็ได้ ต้องเปิดโอกาส ต้องพูดคุยกับลูกๆ ให้มากขึ้น โรงเรียนก็ต้องมีหลักสูตรที่ทำให้เด็กๆ ได้เข้าถึงชีวิต ไม่ใช่มุ่งเน้นแต่เรื่องวิชาการจนห่างตัว แต่ต้องทำยังไงให้ชีวิตก้าวเดินไปได้ และถ้าเป็นไปได้คือเปิดลานการเรียนรู้ แทนที่จะมีเธค อาทิ อาทิตย์นี้เปิดลานที่นี่ มีดนตรีน่ะ เอาเด็กๆ ที่เล่นกีร์ต้าเป็น ขึ้นเวทีเลย แทนที่จะเปิดเธค เปิดลานเบียร์ โดยเฉพาะโครงการของนายกฯ ทักษิณ ที่ประกาศออกไปเรื่องหนึ่งอำเภอหนึ่งความฝัน ตัวเองอยากจะบอกว่า แค่หนึ่งโรงเรียนก็ยังมีหลายความฝันเลยน่ะ เพราะฉะนั้นจะไปบอกได้ยังไงว่า ที่ไหนฝันยังไง เพราะแต่ละที่ก็จะมีความฝันคนละอย่างต่างกันไป …”


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

15 เมษายน 2547