แด่...อดีต รสนา
โตสิตระกูล
คงจำกันได้ว่า ครั้งหนึ่ง....ที่ประเทศไทยสามารถหลุดพ้นจากเงื้อมมือของนายทุนและนักการเมืองขายชาติที่หวัง
แปรรูป กฟผ. และนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ ได้อย่างหวุดหวิด รสนา
โสตระกูล ถือเป็น อีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่เคลื่อนไวต่อสู้กับหายนะที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้สำเร็จ
นอกจากนั้นเธอยังมีส่วนในการเปิดโปงความชั่วร้ายของเหล่าข้าราชการและนักการเมืองที่เข้าไปพัวพันกับการทุจริตยา
ภายใต้นิยามการต่อสู้ที่ว่า ความหวังยังไม่หมด หากทำอย่างสุดความสามารถ
และไม่ย่อท้อ เราจะมารำลึกถึงภาพแห่งความประทับใจนี้อีกครั้ง พร้อมรับรู้เรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เธอยังคงยืนหยัดบนถนนของการต่อสู้
รวมถึง ทัศนคติมุมมองที่มีต่อสังคมในหลายๆมิติ กับผู้หญิงคนนี้

ThaiNGO.org : จุดก่อเกิดของแนวคิดที่อยากทำงานสายพัฒนา
รสนา โสตระกูล
: ปัจจัยสำคัญ คงจะเป็นช่วงขณะเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ช่วง ปี 2517 บรรยากาศในยุคนั้นนักศึกษามีความตื่นตัวมากในเรื่องประเด็นทางสังคมเป้นอย่างมาก
โดยคนที่มีแนวคิดก้าวหน้านั้น จะเบนตัวเองไปอยู่ในฝั่ง สังคมนิยม
แต่ภายหลังพี่ให้ความสนใจกับความเป็นพุทธศาสนาการต่อสู้แบบสันติวิธี
และ สนใจเรื่องภูมิปัญญาไทยมากขึ้น
ThaiNGO.org
: อะไรคือแรงบันดาลใจให้สนใจเรื่องภูมิปัญญา
รสนา โสตระกูล : มีองค์ประกอบหลายส่วนนะ บังเอิญว่าเรากลุ่มเพื่อนที่มีความคิดคล้ายกัน
อีกอย่างคือโดยส่วนตัวแล้วนับถือและสนใจในแนวทางของนักคิดนักเขียนหลายคนนะ
อย่างมหาตมะคานธี
คือมันมีเหตุการณ์ประทับใจหลายอย่างนะ โดยเฉพาะในเรื่องราวการต่อสู้
เพื่อปลดปล่อยประชาชนอินเดียให้หลุดพ้นจากการครอบครองของอังกฤษ
ด้วยวิธีที่เรียกว่าการเมืองนอกระบบ หรือสันติวี ซึ่งหลังจากได้เอกราชแล้วพวกเขาสามารถมีวิถีชีวิตที่พึ่งพาตนเองได้
มันเป็นขบวนการฟื้นฟูคุณค่าที่มีอยู่ในภูมิปัญญาเดิมจริงๆ
ThaiNGO.org
: แนวคิดของคานธีเกี่ยวข้อกับสังคมไทยในขณะนั้นอย่างไร
รสนา โสตระกูล : ช่วงนั้น
ในชนบทมันมีความ ยากจนอยู่แล้ว และยิ่งเกิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจสมัยรัฐบาลจอมพล
สฤทธิ์ ธนะรัตน์ ด้วยนี่ เราคิดว่าอัตราเสี่ยงของผู้คนที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบจากรัฐ
และนายทุนมันมีอัตราเสี่ยงเพิ่มขึ้น ทำให้ความหลากหลายของชุมชนน้อยลง
ชาวบ้านเริ่มถูกผลักดันให้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเจริญทางด้านวัตถุมากขึ้น
ช่วยเหลือตนเองน้อยลง วิธีคิด ความเชื่อเริ่มเปลี่ยน สรุปคือวัฒนธรรมการพัฒนาแบบใหม่กลับทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมีเพิ่มขึ้น
ด้วยเหตุผลนี้พอเรียนจบเมื่อปี พ.ศ. 2522 เราก็เริ่มทำโครงการสมุนไพรพึ่งตนเองร่วมกับเพื่อนที่จบ
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิโกมล
คีมทอง ซึ่งในขณะนั้นเขามีแนวคิดที่จะส่งเสริมคนหนุ่มสาวในการสร้างสรรค์งานใหม่ๆ
สถานการณ์ขณะนั้นทำให้เราคิดเพียงอย่างเดียวว่า ทำอย่างไรที่จะให้ชาวบ้านในชนบท
หันมาสนใจเรื่องของการพึ่งตนเองเพิ่มมากขึ้น เพราะเราเชื่อว่าการพึ่งตนเองภายใต้เหตุผลของปัจจัยสี่นี้
จะเป็นจุดเริ่มต้นต่อยอดให้เขาสามารถพึ่งพาตนเองในเรื่องอื่นๆ
ได้ด้วย เช่นเรื่องการเมือง และทางวัฒนธรรม
ThaiNGO.org : ในสภาพความเป็นจริงยุคนั้นเราสามารถแยกชาวบ้านออกจากกระแสทุนได้จริงหรือ
รสนา โสตระกูล : เราไม่มีคำตอบให้เขาได้นะ
คือสิ่งที่เราทำได้คือการพยายามที่จะเป็นเพื่อนกับชาวบ้าน แต่การที่
จะ ปลดปล่อยตัวเขาเอง ให้หลุดพ้นจากหลุมพราง ของระบบทุนนิยม
มากน้อยแค่ไหน เป็นสิ่งที่ชาวบ้านจะต้องเรียนรู้ จากปัญหาที่เกิดขึ้นกับเขาเองนะ
แต่สิ่งที่ทำได้คือ เป็นมิตร ช่วยเหลือให้คำแนะนำมากกว่า
ThaiNGO.org
: เริ่มต้นที่ตรงไหน
รสนา โสตระกูล : เราเริ่มต้นด้วยการเก็บข้อมูล ขณะนั้น
เราใช้พื้นที่ จังหวัด ฉะเชิงเทรา เป็นแหล่งทดลองแห่งแรก เริ่มจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลว่ามีสมุนไพรตัวไหนบ้างที่เป็นประโยชน์
แรกๆชาวบ้านไม่สนใจนะ เพราะเขาจะรู้สึกด้อย ขณะภาพนักศึกษาในช่วงนั้นคือต้องอยู่ในฐานะผู้ให้เพียงอย่างเดียว
แต่ พอเราไปอยู่นานๆนี่ ก็พบว่าวิธีการเข้าไปสร้างความสัมพันธ์
และเอาความรู้จากเขานั้นทำให้ชาวบ้านรู้สึกภาคภูมิใจ อย่างน้อย
เขาก็มีส่วนที่เป็นคนให้ กับเรา ขณะนั้นก็มีการจัดทำ วราสาร
ชื่อว่าข่าวสารสมุนไพร และต่อมาได้รับความสนใจ จากประชาชน และบุคลากรทางด้านสาธารณสุขเป็นอย่างมาก
ThaiNGO.org
: ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
รสนา โสตระกูล : หลังจากนั้นเราก็เอาความรู้ที่ได้การช่วยเหลือจากชาวบ้าน
ไปเสนอต่อหน่วยงานในสายงานสาธารณะสุขเพื่อให้มีการใช้ยาได้จริง
รวมถึงหาวิธีการเพื่อทำให้บุคคลากรทางการแพทย์เกิดทัศนคติที่ดีต่อยา
ผลสืบเนื่องต่อมาคือว่าเราสามารถผลักดันให้กระทรวงสาธารณสุข
หันมาส่งเสริมเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ThaiNGO.org
: ในช่วงเริมต้นเกิดอุปสรรคอะไรขึ้นบ้าง
รสนา โสตระกูล : คือมันเป็นงานที่ยาก เหมือนกับว่าเราต้องเริ่มต้นที่ศูนย์
เพราะในระบบการศึกษาเราไม่เคยได้เรียนรู้เรื่องยาสมุนไพรเลยนะ
ช่วงแรกไปทำสวนสมุนไพรที่ระยอง พอทำได้ครึ่งปีแล้วรู้สึกท้อ
มันไม่ใช่วิถีของเรา ที่ต้อง จับจอบ ขุดดิน ถางหญ้า แล้วไม่ได้รับความสนใจจากชาวบ้านเท่าไรนะ
รู้สึกว่าเป็นงานที่ให้ผลช้า หลังจากนั้นเลยย้ายกลับมาอยู่ที่กรุงเทพฯ
มาทำเรื่องข้อมูลและเผยแพร่ ในช่วงนั้นบอกเลยว่า เป็นงานที่ปั้นน้ำเป็นตัว
ไม่มีใครทำมาก่อน ช่วงนั้นอยากลาออก สาม เวลาหลังอาหาร แต่เราก็ยืนยันว่าต้องอยู่ให้ได้นะเพราะขณะนั้นได้ให้คำมั่นสัญญากับเพื่อนที่ขอร้องเราอยู่ให้ครบ
สองปีก่อน หลังจากนั้นอะไรจะเกิดค่อยว่ากัน
และปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ เราไม่ได้รับความเข้าใจจากครอบครัวนะ
สมัยก่อน พ่อแม่ไม่รู้ว่าทำอะไร ไม่เข้าใจว่าเอ็นจีโอคืออะไร
เราก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร เงินเดือนก็น้อย แล้วสิ่งที่ทำนี่มันเป็นจุดเพิ่งเริ่มต้นไม่ใช่สามารถเห็นผลได้ทันที
แรงกดดันพวกนี้มีอิทธิพลต่อเรามาก
ThaiNGO.org : ปัจจุบันในสายงานสุขภาพเคลื่อนไหวเรื่องอะไรอยู่
และมีส่วนในความสำเร็จของการผลักดันให้เกิด นโยบายสุขภาพมากน้อยแค่ไหน
รสนา โสตระกูล : นโยบายสุขภาพนี่ จริงๆเราไม่ได้เป็นตัวหลักในการผลักดันนะ
มีเครือข่ายระดับประเทศที่เขาทำกันมานานแล้วนะ แต่เป้าหมายหลักที่มูลนิธิสุขภาพไทย
ทำก็คือ พรบ. ยาแผนไทยและยาจาก สมุนไพร คือในประเด็นเรื่องอุตสาหกรรมยานี่
เวลานี้ คือ พรบ. ยาไทย มันตกอยู่ในวงจรของยาแผนตะวันตก ซึ่งเวลานี้
ร่างแก้ไข พรบ. ยาฉบับเดิม ที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังจะผลักดันนี่
มันจะทำให้ยาไทยหมดอนาคต นะ ถ้าหากมีการบังคับใช้จีเอ็มพีเมื่อไร
จะทำให้ธุรกิจผู้ผลิตยาขนาดใหญ่ เท่านั้นที่จะอยู่ได้ และแน่นอนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือผู้ผลิตรายย่อย
และผู้บริโภค
ThaiNGO.org
: เข้ามา เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวเรื่อง ทุจริตยา และ คัดค้านแปรรูป
กฟผ.ได้อย่างไร
รสนา โสตระกูล : บางคนอาจจะคิดว่า เฮ้ย นี่มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องสุขภาพ
แต่พี่คิดว่าแนวคิดเราไม่หลุดนะคือยังเกี่ยวข้องในบริบทของเรื่องสุขภาพอยู่
คือเดี๋ยวนี้สุขภาพองค์รวมนี่มันเกี่ยวโยงไปถึง สุขภาพทางสังคมด้วยนะ
อีกทั้งยังหมายรวมไปถึงมิติของความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล เพราะถ้าหากว่าสังคมมันยังมีการทุจริตคอรัปชั่นอยู่นี่
ทรัพยากรทั้งหลายคงไม่มีโอกาสที่จะตกลงมาสู่ประชาชนได้อย่างแน่นอน
ThaiNGO.org : ที่มาของ แกนนำ เคลื่อนไหวเรื่อง
ทุจริตยา
รสนา โสตระกูล : เหตุการณ์เกิดขึ้นตอนช่วงปี
พ.ศ. 2541 จะบอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุด้วยซ้ำไป เพราะเริ่มแรกพี่ไม่ได้ถูกวางตัวให้เป็นแกนนำนะ
แต่ว่าพี่เดช พุ่มคชา ในขณะนั้นเขามีตำแหน่งเป็นประธาน กปอพช.
ถูกวางตัวให้เป็นแกนนำในเรื่องนี้ พอวันแถลงข่าวพี่แกดันไปผิดที่
เขานัดกันที่ร้านต้นโพธิ์ แต่แกไปที่ลานโพธิ์ (หัวเราะ)
เลยขาดการติดต่อ เพราะตอนนั้นยังไม่มีใครมีโทรศัพท์มือถือ
ขณะนั้นแล้วพรรคพวกก็บอกเราว่า เฮ้ย รสนา ทำงานเกี่ยวกับกระทรวงสาธารณสุข
อ้าวออกไปแถลงข่าวซิ พี่เลยได้เป็นแกนนำไปโดยปริยาย
ThaiNGO.org : ช่วงนั้นใช้อะไรเป็นเครื่องมือในการต่อสู้
รสนา โสตระกูล : จะบอกว่า หลัง ปีพ.ศ 2540 เรามีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ซึ่งมันมีกลไกเปิดให้ประชาชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบทุจริตคอรัปชั่นได้
ด้วยการรวบรวมห้าหมื่น รายชื่อ ช่วงนั้นเกิดการถกเถียงในวงที่กว้างขวางว่า
มันจะใช้ได้จริงไหม เพราะยังไม่มีกฎหมายลูกออกมาประกอบ ซึ่งสื่อมวลชนก็ต่างให้ความสนใจและตื่นเต้นมาก
หลังจากนั้นเมื่อหารายชื่อได้เพียงห้าวัน รัฐมนตรีประกาศลาออกเลยนะ
พอผ่านไป สิบวัน รัฐมนตรีช่วยก็ลาอก ผ่านไปหนึ่ง เดือน ปลัดกระทรวงถูกสำรองราชการ
แล้วก็มีการตรวจสอบภายในกระทรวงเรื่อยมาจนพบว่ามีการทุจริตทั้งหมดห้าจังหวัด
และมีข่าวคราวการไล่ข้าราชการซีเก้าออก อีกห้าคน ก็ตามมา ขณะเดียวกันช่วงนั้นถือว่ามีข่าวคราวการทุจริตเยอะมาก
เช่น ส่วยทางด่วน ผักสวนครัวรั้วกินได้ ค่าโง่ทางด่วน
ThaiNGO.org
: หลังจากรัฐมนตรีลาออก เกิดอะไรขึ้นบ้าง
รสนา โสตระกูล : พอรัฐมนตรีลาออกนี่
กระแสลงเลยนะ ผู้คนคิดว่าเราเลิกเคลื่อนไหวแล้ว เพื่อนก็บอกให้เลิกเถอะ
เหนื่อยแล้ว แต่เราก็ไม่ยอมนะ คือช่วงนั้น เราอยากรู้ว่า เครื่องมือเหล่านี้มันจะใช้ได้จนถึงตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า
สุดท้ายทุกคนก็กลับขึ้นมาสู้ต่อ จนเป็นผลให้กฎหมาย ปปช. ผ่าน
แล้วสุดท้ายศาลก็จัดการกับ คุณ รักษ์เกียรติ์ ได้สำเร็จ โดยตัดสินจำคุก
15 ปี ซึ่งนับว่าเป็นคดีที่มีความยืดเยื้อยาวนานและ ถือว่าเป็นกรณีแรกในประวัติศาสตร์
ไทยที่นักการเมืองถูกยึดทรัพย์โดยกฎหมาย แล้วถูกจำคุกโดยประชาชนจริงๆ
ThaiNGO.org : เหตุการณ์เคลื่อนไหวเกี่ยวกับ
การคัดค้านแปรรูป กฟผ.ล่ะ
รสนา โสตระกูล : สมัยนั้น
มีพนักงาน กฟผ. ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวอยู่ก่อนแล้วนะพอสุดท้ายก็มาถึงทางตันจนได้
เพราะว่าพวกที่มีอำนาจกำลังจะทำการแปรรูปกันอยู่แล้ว ซึ่งในส่วนของเราขณะนั้น
มีเข้าไปร่วมในส่วนของการรณรงค์แจกเอกสารตามที่ต่างๆ แต่เป็นที่สังเกตว่าข่าวไม่ลงเลยนะ
เงียบมาก
ThaiNGO.org : สาเหตุที่ข่าวไม่ลง
รสนา โสตระกูล : เราคิดว่า สื่อมวลชนเขาเห็นการแปรรูป
ปตท. มาก่อนแล้ว และคงคาดการล่วงหน้าแล้วว่าผลจะลงเอยอย่างไร
ขณะที่ กฟผ.เองก็มีเงินจ่ายค่าโฆษนาเยอะ อันนี้อาจเป็นอีกประเด็นหนี่ง
ซึ่งเราไม่แน่ใจเท่าไร คือสมมติว่าถ้าหากพวกสื่อมวลชนนำเสนอข่าวทางลบนี่
อาจมีผลต่อเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจได้ คือ กฟผ.อาจไม่ลงโฆษณาในสื่อนั้นๆได้
ส่วนข่าวที่ลงก็มีแค่เพียง บรรทัดสองบรรทัดเท่านั้น
ThaiNGO.org
: กระแสสังคมในขณะนั้น
รสนา โสตระกูล : ขณะนั้น สังคมอยู่ในบรรยากาศเฉื่อยเนือยมาก
ไม่มีใครสนใจ หลังจากนั้นก็ปรึกษากับพรรคพวก และแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน
คือหลังจากเรื่องทุจริตยาแล้วนี่ ความหวังอันหนึ่งของพี่นะ ทำให้พี่คิดว่าจะทำอย่างไร
ที่เราจะทดลองเครื่องมือใหม่ๆ ของประชาชน ตามกฎหมาย เพราะมันเป็นเครื่องมือที่เราต้องฝึกใช้นะ
หลังจากนั้นเราก็ไปฟ้องศาลปกครอง ซึ่งศาลรับฟ้องและทำการเรียกกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องทั้งหลายเข้าให้ปากคำวุ่นไปหมดเลยนะ
และสุดท้ายศาลมีคำสั่งให้ชะลอการนำ กฟผ. เข้าตลาดหุ้น ก่อนแผนการที่วางไว้
หนึ่งวัน พอผลออกมาแบบนี้ ทุกคนเฮกันสุดชีวิตเลยนะ
ThaiNGO.org
: ได้อะไรจาก การเคลื่อนไหว ทั้งสองครั้ง
รสนา โสตระกูล : ทุจริตยานี่เราภูมิใจว่า
อย่างน้อยถึงมีช่องว่างนิดเดียว แต่ถ้าประชาชนไม่ย่อท้อไม่ดูแคลน
แล้วพยายามอย่างสุดฝีมือ เราก็จะสามารถทำได้ ส่วน กฟผ. พี่ก็ได้เรียนรู้สัจธรรมอย่างหนึ่งคือว่า
มนุษย์เราต้องไม่หมดความพยายาม มนุษย์เราพอถึงทางตัน เนี่ย อาจจะไม่ตันก็ได้
ต้องบอกว่าเรื่องนี้ หักปากกาเซียนเลย
ThaiNGO.org
: เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับความรู้สึกผิดหวังกับงานที่ทำบ้างไหม
รสนา โสตระกูล : มีตอนเมื่อสิบปีให้หลังนี่ อย่างปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหวในเนื้องานของสมุนไพร
ช่วงหนึ่งเราคิดว่าชาวบ้านเริ่มให้ความสนใจหันมาพึ่งพาตนเอง
ลดการใช้จ่ายเรื่องยาแผนปัจจุบันมากนะ เรารู้สึกว่ามันพัฒนาขึ้นสูงมากนะ
แต่พอนโยบาย สามสิบ บาทเกิดขึ้นนี่ ความหวังวูปเลย ชาวบ้านย้อนกลับ
ไปหา เมื่อยี่สิบ ปี ที่แล้วเลยนะ คือ เลิกพึ่งตัวเอง กลับไปพึ่งระบบรัฐ
เหมือนเดิม ช่วงนั้นพี่มีความรู้สึกผิดหวังมาก อีกเหตุการณ์หนึ่งอาจจะผิดหวัง
กับพวกนายทุนที่เข้ามาใช้สมุนไพรเป็นเครื่องมือในการสร้างผลกำไรนะ
เช่น เอาไปหาประโยชน์กับการส่งเสริมความงามในเรือนร่างผู้หญิง
ซึ่งมันขัดกับเป้าหมายของเราที่ ต้องการให้ชาวบ้านพึ่งพาตนเองมากขึ้น
ให้พื้นฐานของยาไทยมีความยั่งยืน
ThaiNGO.org
: อยู่กับความรู้สึกนี้ได้อย่างไร
รสนา โสตระกูล : พี่นึกถึง หนังสือของ อาแบร์ กามู
นะ ที่พูดถึง เทพเจ้า ซิสโซฟัส ที่ถูกสาปให้มาเป็นมนุษย์โลก
ที่ว่าด้วยการเข็นหินขึ้นภูเขาแล้วสุดท้ายก็ตกลงมาสู่พื้นเหมือนเดิม
แล้วซิสโซฟัสก็ลงไปเก็บก้อนหินใหม่ อาแบร์กามู บอกว่านี่มันเหมือนชะตาชีวิตนะ
มันน่าเบื่อ น่าหัวเราะ ไร้สาระ แต่มันจะเป็นสิ่งที่ดีถ้าวันไหนระหว่างทางที่ซิสโซฟัสเข็นหินขึ้นภูเขาอยู่นั้นเขาเหลือบไปเห็นดอกไม้บานข้างทางแล้วเขาเกิดความสุข
ซึ่งพี่อาจจะเป็นแบบนั้นนะ แต่ที่สุดแล้ว คือทำอย่างไรที่เราจะแสวงหาความสุขจากชีวิตแต่ละวันของเรามากกว่าที่จะจมอยู่กับความล้มเหลว
ThaiNGO.org
: เสน่ห์ของงานเอ็นจีโอ
รสนา โสตระกูล : มันมีความเป็นอิสระที่ไม่ต้องอยู่ในกรอบบังคับ
มันเหมือนกับว่า ถ้าเราเปรียบเทียบกับราชการแล้วนี่ มันมีลักษณะที่เป็นโครงสร้างใหญ่
บางครั้งการขับเคลื่อนช้า แต่ความที่เป็นองค์กรใหญ่นี่ มันสามารถครอบงำ
หรือควบคุมสิ่งต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ในขณะที่มุมของคนทำงาน
เอ็นจีโอนั้น มันอาจไม่มีอำนาจที่เข้าไปส่งผลหรือควบคุมอะไรต่อมิอะไรมากนัก
เพราะฉะนั้น การจุดประเด็นทางความคิด การบุกเบิกเรื่องใหม่ๆนี่
ทำได้ดีกว่า รวมถึง มันทำให้เรามีอิสระที่คิดได้ไกลขึ้น แต่เราอาจจะยากลำบากมากขึ้น
เพราะเราจะรู้สึกว่าเป้าหมายของเราอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จได้นะ
รสนา โสสิตระกูล
ถือเป็นตัวอย่างของนักเคลื่อนไหวทางสังคมอีกคน ที่ไม่ยอมย่อท้อ
ต่ออุปสรรคปัญหา และผลจากการต่อสู้ของ เธอ ได้พิสูจน์ให้ สังคมรับรู้แล้วว่า
หากมีความพยายาม มั่นคง และต่อสู้อย่างถึงที่สุด ความสำเร็จดูเหมือนจะอยู่ไม่ไกลเกินไปนัก
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
3 กันยายน 2550
|