สันติพงษ์ มูลฟอง : “สัญชาติ” ความหวังที่อยู่ได้ด้วยคนอื่น

“สัญชาติ”
พี่หลวง - สันติพงษ์ มูลฟอง หนุ่มร่างใหญ่ วัยกลางคน นักต่อสู้เรื่องสิทธิของคนไร้สัญชาติในภาคเหนือ ที่เห็นว่า คำๆนี้ เป็นคำที่แสลงหูมาโดยตลอด หลังจากการได้คลุกคลีและทำงานด้านนี้มานานหลายปี ด้วยคำถามที่ค้างคาใจว่า ทำไมต้องแบ่งชาตินี้ ชาตินั้น ขวางกั้นความเป็นมนุษย์ที่อยู่ในโลกเดียวกัน ทั้งๆที่ ณ เวลานี้การค้าเสรี สนธิสัญญามากมายที่ต้องการบอกว่าโลก “ไร้พรมแดน” ยังทำได้ แต่การเกื้อหนุนกันและกัน กลับกลายเป็นเรื่องที่ไร้ความหมาย

ThaiNGO.org : ชีวิตในวัยเด็กเป็นยังไงบ้าง
สันติพงษ์ มูลฟอง :
เป็นคนแม่ฮ่องสอนโดยกำเนิด เกิดในหมู่บ้านที่เรียกได้ว่าชนบท หลายคนเรียกว่า “บ้านนอก” ซึ่งก็ไม่ได้ผิด ก็เป็นเด็กบ้านนอกทั่วไป ด้วยความที่พ่อแม่ก็ไม่ได้มีทรัพย์สินอะไรให้ก็มุ่งหวังว่าจะให้ลูกได้รับการศึกษา แต่โอกาสก็ยากมาก เพราะว่าในอดีตสถาบันการศึกษาไม่ได้แพร่หลาย โดยเฉพาะอำเภอสบเมยที่พี่อยู่ เรียกได้ว่าเป็นอำเภอบ้านนอก ไกลสุดๆ ด้วยความบังเอิญที่มีญาติเป็นครูที่ออกมาเรียนก่อนหน้านั้น เลยทำให้พอมีลู่ทางได้มาเรียน มาอาศัยอยู่กับเขาจนจบประถม ตอนมัธยมก็ย้ายมาอยู่ลำปาง และก็ได้มาเรียนปริญญาตรีที่รามคำแหงในกรุงเทพ เรียนคณะรัฐศาสตร์ ตอนนั้นเรียกได้ว่ามีจุดเกาะเกี่ยวกันหลายส่วน คืออยากเห็นอะไรดีๆที่ให้โอกาสกับคนอื่นๆ คนด้อยโอกาส ก็เริ่มจากการที่เป็นเด็กบ้านนอก ในห้องมีเพื่อน 20 คน แต่ก็มีเราคนเดียวที่มีโอกาสเรียนต่อถึงมหาวิทยาลัย เป็นลูกชาวนาคนเดียวที่เรียนถึง

ThaiNGO.org : ทำไมถึงเลือกเรียนรัฐศาสตร์ อยากเป็นปลัดอำเภอรึเปล่า
สันติพงษ์ มูลฟอง :
ตอนนั้นก็มีความอยากอยู่ เพราะว่าพ่อแม่สมัยนั้นก็อยากให้เรามียศ มีเกียรติ เป็นเจ้าคนนายคน เราก็เห็นลู่ทางว่า การเรียนรัฐศาสตร์ก็อาจจะกลับมารับใช้ตรงนั้นได้ แต่ถึงจุดหนึ่งเรามองว่ามันไม่ใช่ เป็นอะไรก็ช่วยเหลือชาวบ้านได้เหมือนๆกัน ทำตรงนี้ดีกว่าตรงนั้นด้วยซ้ำ เพราะการเข้าไปในระบบก็อาจจะทำให้เราถูกครอบงำ เคยดูหนังเรื่องหนึ่งไม่แน่ใจว่าชื่อ “มนต์รักทักษิณ” (ไม่ใช่อดีตนายกฯ นะ) หรือ “มนต์รักภาคใต้” สมัยมัธยมต้น หนุ่มเสกเป็นพระเอก เป็นปลัดอยู่ภาคใต้ และเข้าข้างชาวบ้าน สมัยนั้นมีปัญหาเรื่องการกว้านซื้อที่ดิน มีเพื่อนร่วมสถาบันไปเป็นครูแถวนั้น สอนหนังสือชาวบ้าน สอนกระทั่งภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เหมือนเวลาเราทำงานกับชาวบ้านทุกวันนี้เลย บางทีผงซักฟอกเราก็ต้องสอน อดีตเป็นอย่างนั้น เราเลยรู้สึกว่า อันที่จริงก็มีการต่อสู้แบบอื่นๆที่จะปกป้องสิทธิ์ชาวบ้าน

ThaiNGO.org : อะไรเป็นจุดเปลี่ยนให้หันมาคิดเรื่องการทำงานช่วยชาวบ้าน
สันติพงษ์ มูลฟอง :
ตอนที่เข้ามาเรียนราม เพราะเรื่องค่าใช้จ่าย ก็เรียนไปทำงานไป จุดที่เปลี่ยนพี่ คือ ตอนนั้นไปทำงานฝ่ายบุคคลที่บริษัทเอกชน เราไปเห็นความเอารัดเอาเปรียบกัน โดยเฉพาะคนด้อยโอกาส เช่น วัตถุดิบของบริษัทต้องให้คนอื่นรับเอาไปทำเหมือนเป็นธุรกิจครอบครัว ในฐานะฝ่ายบุคคล เราก็ต้องไปตามงาน สิ่งที่เห็นคือ การใช้แรงงานเด็ก เพราะว่าเลี่ยงการเสียภาษีไม่ต้องเข้าบริษัทแม่ อย่างที่เขาเช่าห้องแถว แถวพัฒนาการ เจอเด็กเขมร เด็กต้องเข้ามานั่งทำงานอยู่หน้าเครื่องปั้มอัดไฮโดรลิกทั้งวันทั้งคืน บริษัทพยายามเลี่ยงการจ้างคนโดยตรง เช่น บริษัท ก. ลูกจ้างส่วนหนึ่งที่เป็นคนเก่าแก่ก็จะได้สวัสดิการและจดทะเบียนเป็นลูกจ้างครบ แต่คนทีหลังจะมีเงื่อนไข เป็นคนรับช่วง เรียกว่า supply คนที่ไม่มีทางเลือกทั้งหลายในชนบททั้งหลายก็เข้าไป เมื่อกลับไปดูบ้านตัวเอง ก็คนบ้านเราทั้งนั้นเลย คนบ้านนอกที่เข้าเมืองทั้งหมด ก็เลยคิดว่า น่าจะทำอะไรที่ต้นทางดีกว่า เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดก็เพื่อได้ให้ความรู้ ให้ทัศนคติ มุมมอง โลกทัศน์ คนบ้านนอก

อีกอย่างที่พี่เจอคือ ปัญหาโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังลงมาในชนบทมันไม่ได้เปิดเผยข้อมูลให้ชาวบ้าน ชาวบ้านไม่เท่าทัน ไม่ว่าจะเป็นโครงการสร้างเขื่อน โครงการประกาศเขตอุทยานฯ การออกเอกสารสิทธิ์ให้ชาวบ้าน ตลอดตนหลักฐานการศึกษา เมื่อกลับมาบ้าน ปรากฏว่ามันมีหลายเรื่อง แต่ละเรื่องก็สำคัญไม่ได้ต่างกัน แต่มันเชื่อมโยงกันทั้งหมด เรื่อง ดิน น้ำ ป่า สายทรัพยากร ซึ่งบางคนอาจจะทำเรื่องนี้เรื่องเดียว แต่ถ้าถามว่าตัวคนไม่มีที่ทำกิน ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ถูกป่าไม้ไล่จับ ประกาศเขตอุทยานทับที่ทำกิน มันก็เป็นแรงบีบให้คนต้องออกจากป่า เข้าเมืองบ้าง รับจ้างบ้าง เพราะว่าภาวะที่ถูกบีบจากตรงนั้น ประกอบกับกระแสวัตถุนิยม อยากจะเห็นเม็ดเงิน ปลูกข้าวได้เยอะก็จริง แต่ก็ต้องการใช้เงินด้วย มันก็เลยเป็นแรงบวกให้กับปัญหา แต่โดยสัจธรรมเราไม่สามารถจะทำอะไรได้ด้วยตัวเองหรอก แล้วก็ทำไม่ได้ทุกเรื่อง เราก็เลือก เลือกกลุ่มที่ถือว่าด้วยโอกาสที่สุด เช่น กลุ่มเด็ก แล้วก็ลงรายละเอียดไปอีก อย่างเด็กกำพร้า เด็กถูกทอดทิ้ง ผู้หญิง ก็เป็นผู้หญิงชนเผ่า คนที่ไม่มีโอกาสได้เห็นบ้านเห็นเมือง ดังนั้นก็เลยเน้นกลุ่มเด็กและผู้หญิง

หลังจากนั้นมา ก็มีประเด็นว่านอกจากเด็กธรรมดา ก็จะมีเด็กไร้สัญชาติอีก ซึ่งจริงๆ ไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายสัญชาติมาก่อน และไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามีปัญหาแบบนี้ โดยที่พี่มาเจอจากกลุ่มเป้าหมายของเรา เราก็เริ่มเรียนรู้ แต่ก่อนปี 2540 ช่วงปี 2537-2539 ทำอะไรไม่ได้ หนึ่งคือ รัฐธรรมนูญไม่เปิด สถานะของ NGO ก็ไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ ใครที่จะทำงานพื้นที่ชาวเขาโดยตรงต้องไปขึ้นทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทย ต้องขออนุญาตและรายงานทุก 4 เดือนต่อคณะกรรมการชาวเขาจังหวัด ปัจจัยเหล่านี้มันไม่เอื้อเลย โดยเฉพาะนโยบายความมั่นคง แตะต้องอะไรไม่ได้ ทำอะไรแทบไม่ได้ ทำได้มากที่สุดคือ การยื่นเรื่องเป็นรายๆไป

หลังพ.ศ. 2540 ฐานะทางสังคมก็ดีขึ้น บทบัญญัติหลายอันเขียนถึง NGO จนถึงระเบียบเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติ อย่างในปี 2543 มันก็เอื้อมากขึ้น ก็เลยทำเป็นเรื่องเป็นราว เปิดเผยมากขึ้น ในอดีตมันไม่เป็นเรื่องเป็นราวเท่าตอนนี้

ThaiNGO.org : เข้ามาทำประเด็นเด็กไร้สัญชาติอย่างจริงจังได้อย่างไร
สันติพงษ์ มูลฟอง :
เด็กไร้สัญชาติ เป็นเรื่องเป็นราวตอนที่พี่เข้าไปบ้านท่าเรือ จ.แม่ฮ่องสอน ในช่วงปี 2540 เหตุผลที่เข้าไปเพราะวันหนึ่งมีเด็กและผู้หญิงถูกจับ 34 คน ขึ้นเรือมาถูกจับทั้งลำเลย ปกติก็จะถูกจับอยู่เรื่อยๆ เวลาล่องเรือขึ้นมาถึงแม่เงาก็จะถูกจับ บางครั้งชาวบ้านมาซื้อข้าวสาร ซื้อยา เยี่ยมลูก ไม่ได้หนีเข้าเมือง ไม่ได้ไปไหน เหตุผลมีแค่นี้เอง สมัยก่อนมีป้อมตำรวจที่แม่เงาก็ถูกจับเป็นรายวัน วันหนึ่งได้รับข้อมูลว่ามีชาวบ้านโดนจับ 34 คน เกือบจะครึ่งหมู่บ้านก็เลยเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เราไปเจอก็คือ ผู้หญิงบางคนยังให้นมลูกอยู่เลย เข้าไปดูปรากฏว่า คนเหล่านั้นถูกจับข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย เพราะว่าเขาไม่มีสถานะบุคคล ไม่มีสัญชาติ แล้วก็ไปเจอกรณีแม่กำลังให้นมลูก 3 เดือนก็ต้องถูกจับ ซึ่งอย่างนี้ไม่ไหว พี่ก็เลยเอาเรื่องนี้หารือกับอำเภอว่าเกิดอะไรขึ้นและเราจะทำอย่างไร อำเภอมองหมู่บ้านนี้ในประเด็นยาเสพติด บอกว่าบ้านท่าเรือเป็นจุดผ่าน/พักฝิ่น เลยเป็นสาเหตุนำมาสู่เรื่องพวกนี้ แต่พี่เห็นว่าคงไม่ใช่เพราะประเด็นยาเสพติด แต่เพราะบ้านนี้ถูกละเลย มันปลอดที่ทางการเข้าถึง ก็เลยเป็นจุดรวมของหลายเรื่องที่ผิดกฎหมายเพราะว่าคนที่ไปอยู่นั่น ที่เอาสิ่งผิดกฎหมายเข้าไปพักหรือผ่านตรงนั้น มันรู้สึกปลอดภัยจากการถูกจับตาของราชการ อำเภอก็เลยตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อทำงานเรื่องนี้ พี่เป็นเลขาฯชุดนั้น คือดูเรื่องยาเสพติดกับเรื่องสัญชาติ เป็นนายอำเภอคนแรกที่เข้าไปบ้านนี้ตั้งแต่ปี 2541 ก็เลยเข้าไปจนทำให้เราได้รู้จักบ้านท่าเรืออย่างถูกต้อง ได้เข้าใจท่าเรือ จนถึงปี 2542 บ้านท่าเรือก็ได้รับการสำรวจบัตรเขียวขอบแดง ทำที่ท่าเรือพักหนึ่ง ซึ่งมันก็เหมือนการลองผิดลองถูก ท่าเรือเองก็ถูกปฏิเสธจากทางราชการจากงานทะเบียน เป็นพื้นที่ที่ไม่เคยได้รับการสำรวจใดๆ มาก่อนเลย ก็เหมือนบริสุทธิ์ แต่เอาเข้าจริงคนพวกนี้อยู่มาตั้ง 30-40 ปีมาแล้ว ก็ใช้วิธีเอาแบบฟอร์มง่ายๆ ลงไปเก็บ ชื่ออะไร เพราะตอนนั้นแบบฟอร์ม ระเบียบอะไรก็ไม่มี เราก็เลยออกแบบฟอร์มกันเอง เช่น นาย ก นาย ข เกิดที่ไหน ไปอย่างไร มาอย่างไร แล้วก็ถ่ายรูป ถ่ายรูปบุคคล/ครอบครัว พิมพ์ลายนิ้วมือ แล้วเอาไปให้นายอำเภอ สถานีตำรวจ อย่างละชุด ชาวบ้านและเราอย่างละชุด วันดีคืนดี ถ้ามีคนถูกจับแล้วอ้างว่าเป็นคนท่าเรือ ตำรวจที่ด่านก็จะเปิดแฟ้มดู ถ้ามีรูป ก็ถือว่าเป็นการอนุโลมตอนนั้น ช่วงปี 2542 ถ่ายบัตร ก็ยังมีปัญหาไม่ได้บัตรบ้าง เพราะว่ากรมการปกครองบอกว่าไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่จะให้ เราก็ตามเรื่องนี้จนทำให้คนท่าเรือได้บัตรตอนปี 2546 รวมๆก็เกือบ 3-4 ปี

หลังจากนั้นพี่ก็ศึกษามากขึ้น ก็เลยรู้ว่ามันไม่ได้มีแต่บ้านท่าเรือแต่มันมีเยอะมาก ก็เลยได้คิดเป็นเรื่องเป็นราว จนเป็นแผนงาน/โครงการ เจ้าหน้าที่คนที่เข้ามาทำงานก็เลยต้องเรียนรู้เรื่องพวกนี้ การเรียนรู้เรื่องนี้ก็จากประสบการณ์ตรงตัวเอง ศึกษาจากระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติสัญชาติ ระเบียบการศึกษา อ่านเอาเอง นอกจากนั้นก็มีเครือข่าย NGO อื่นๆที่เราทำงานด้วย เช่น สภาทนายความ นักวิชาการ องค์กรบางแห่งก็ทำงานด้านนี้อยู่ก่อนแล้ว เช่น เชียงราย ที่อาจจะทำมาก่อนหน้าเรา ก่อนปี 2543 ก็มีองค์กรที่ทำแต่ทำเฉพาะของพื้นที่ของตัวเอง ไม่ได้สื่อสารกับสาธารณะเป็นเรื่องเป็นราว

ตั้งแต่ปี 2543 เราก็เริ่มร่วมงานกับองค์กรอื่นๆ เช่น กรรมการสิทธิชุมชนบ้าง องค์กรที่มีงานใกล้เคียงกันก็ออกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้จัดอบรม

ThaiNGO.org : แล้วตอนนี้งานที่ทำเป็นหลักคืออะไร
สันติพงษ์ มูลฟอง :
ตอนนี้ก็มี “ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน” (http://www.deksalween.com) อยู่ที่ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ช่วงนี้ก็มี 4 แผนงาน แผนแรกคือ ศูนย์ประสานงานเพื่อพิทักษ์สิทธิเด็กและสตรี มีกิจกรรมการจัดให้คำปรึกษา ติดตามกรณีปัญหาเด็กและผู้หญิงที่ถูกละเมิด ตลอดจนการจัดบ้านพักฉุกเฉิน (บ้านปั่นฮัก) แผนที่สอง คือ งานสโมสรเยาวชนพลัดถิ่น เป็นงานพัฒนา เด็ก เยาวชน ตามศักยภาพตัวเอง เช่น มีกลุ่มละคร วิทยุ จัดฝึกอบรม แผนที่สาม เป็นงานชุมชนฮักละอ่อน เป็นการส่งเสริมชุมชน เช่น อาสาสมัคร อย่างผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครหมู่บ้าน อาสาพัฒนาหมู่บ้าน หรือคนที่เราสร้างขึ้นมา อย่างตัวแทนกลุ่มสตรี คนไร้สัญชาติเอง ที่เข้ามาเฝ้าระวังปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับเด็กในระดับชุมชน เช่นเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้ง เด็กที่อาจจะตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ก็ได้ผลพอสมควร เพราะเมื่อมีกรณีอย่างนี้เกิดขึ้นเขาก็จะรายงานเรา มีผู้นำ อาสาสมัครคือ สายงานด้านเด็ก รวมทั้งเด็กไร้สัญชาติ ส่วนแผนงานสุดท้ายค่อนข้างจะแปลกไปจากงานที่พูดมา คือ งานด้านสิ่งแวดล้อม

แผนงานทั้งสี่แผน มันก็ปรับกันมาตลอด อันนี้เป็นแผนปัจจุบัน โดยเงื่อนไข NGO ก็ไม่ต่างจากการทำงานของรัฐจำเป็นต้องทำไปตามสถานการณ์ ตามข้อเท็จจริง ต้องทำตามความถนัดของเราและเป็นปัญหาจริง สุดท้ายก็ต้องเป็นงานที่ชุมชนหรือชาวบ้านต้องการความช่วยเหลือจริงๆ มันคงไม่สามารถจะเหวี่ยงหรือเป็นการสื่อสารแบบรัฐ บางทีก็มีเว้นบ้านโน้น ทำบ้านนี้แล้วแต่เงื่อนไขเหล่านี้

ThaiNGO.org : แต่งานที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักของพี่ คือเรื่องไร้สัญชาติ เป็นอย่างไรบ้าง
สันติพงษ์ มูลฟอง :
งานเรื่องไร้สัญชาติก็ทำงานกับเด็กทั่วไป แต่พื้นที่หลักๆ คือ แม่ฮ่องสอน พี่เติบโตมากับศูนย์ประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนชาวเขา องค์กรนี้ในอดีตทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับแม่ทัพภาคที่ 3 โดยเฉพาะประเด็นสิทธิชุมชนชาวเขา ซึ่งทำให้รู้จักพื้นที่และองค์กรในหลายพื้นที่ ตั้งแต่เพชรบูรณ์ เชียงราย เชียงใหม่ ทำให้เห็นว่างานขยายออกมา แต่หลักๆก็คือ แม่ฮ่องสอน แล้วก็ไปช่วยงานองค์กรอื่นๆ ตามตะเข็บชายแดน เพราะว่าเขาไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายสัญชาติ

สถานการณ์คนไร้สัญชาติ ณ วันนี้ ทำอะไรไม่ได้ ส่วนหนึ่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 3 จริงๆมันลอกมาจากมาตรา 4 ของฉบับ 2540 แต่เพิ่มคำว่า “ปวงชนชาวไทย” เพราะฉะนั้น โดยโครงสร้างของกฎหมายรัฐธรรมนูญเหมือนจะแตะอะไรไม่ได้ แต่ถามว่ากระทบอย่างตรงๆรึเปล่า ก็คงไม่ถึงขนาดว่าทำอะไรไม่ได้ แต่หลายเรื่องที่ต้องอิงกับกระทรวงมหาดไทย เอกสารที่ต้องเซ็นก็ยังชะงัก เพราะว่ารัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยก็คงยังไม่ทำอะไร เรื่องไร้สัญชาติ นานที่สุดก็ 4-5 ปี ง่ายที่สุดก็ปีเดียว แล้วแต่กรณี

ThaiNGO.org : เห็นพี่หลวงบอกว่าตอนนี้ประเด็นเรื่องไร้สัญชาต ิกำลังขยายไปสู่เรื่องสุขภาพของคนไร้สัญชาติ ทำไมถึงสนใจ แล้วขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง
สันติพงษ์ มูลฟอง :
สถานการณ์ของคนไร้สัญชาติกับปัญหาสุขภาพเป็นปัญหาที่หนักมากขึ้นทุกวัน นโยบายรัฐไทยไม่ได้มีหลักประกันเรื่องสุขภาพของคนไร้รัฐรับรองเลย ทุกวันนี้อาศัยหลักมนุษยธรรมของแต่ละคนที่เกี่ยวข้องที่พยายามช่วยกัน แต่พี่คิดว่ามันสำคัญเพราะมันเป็นเรื่องหลักของชีวิตทุกคนไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ งานไร้สัญชาติปีนี้ (8-10 มกราคม 2550) พี่จะสร้างกระแสประเด็นสุขภาพของคนไร้รัฐ จะเชิญคนอื่นๆที่เกี่ยวข้องมาหาทางออกร่วมกัน คนปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ คนจากศูนย์ผู้ลี้ภัยและจะเชิญเจ้าหน้าที่ของ UNHCR มาร่วมด้วยเพื่อจะทำให้สังคมเห็นว่า ขนาดคนนอกยังคอยดูแล แต่คนไทยกลับไม่ดูแลคนที่เกิดบนแผ่นดินเดียวกัน บางคนอาจจะบอกว่า ธุระไม่ใช่ ภาษีก็ไม่ได้เสียทำไมต้องไปใส่ใจ แต่เราพยายามจะชี้ให้เห็นไกลกว่านั้น เพราะเอาเข้าจริงถ้าไม่ช่วยกันควบคุมดูแลความป่วยไข้เหล่านี้ ก็กลายเป็นโรคระบาดได้ เพื่อทำให้สังคมไทยตระหนักและเข้าใจปัญหานี้มากขึ้น

ในงานพี่จะจัดห้องเรียนกฎหมายสิทธิมนุษยชนและสถานะบุคคลไร้สัญชาติโดยจะเชิญตำรวจ ทหาร ครู หมอ เข้าร่วมคุยกันว่ารัฐไทยน่าจะทำอะไร คุณค่าความเป็นมนุษย์เป็นอย่างไร

แต่ประเด็นนี้ก็ถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น

ThaiNGO.org : เป้าหมายสูงสุดของพี่หลวงคืออะไร
สันติพงษ์ มูลฟอง :
พูดไปก็เหมือนเพ้อฝัน จริงๆ ที่อยากเห็น คือความยุติธรรมในสังคม หรืออาจจะเหนือสิ่งอื่นใด บางครั้งกฎหมายที่บังคับมันไม่ยุติธรรม พี่เชื่อว่าโดยธรรมชาติมันมีความยุติธรรม แต่มันก็จะเกิดหากคนรู้จักสิทธิ หน้าที่ตัวเอง ปกป้อง/เรียกร้องสิทธิตัวเอง ซึ่งก็นำไปสู่ความยุติธรรมเพราะว่า กฎหมายบางฉบับพี่คิดว่ามันไม่ยุติธรรม เพราะฉะนั้น ความยุติธรรมมันต้องอยู่เหนือกฎหมายหรือสิ่งอื่นใด เหตุที่มันยังไม่เกิดซะที พี่คิดว่าเป็นเพราะว่า หนึ่งคือ การไม่มีความรู้ อย่างเรื่องสัญชาติมันล้าหลังมานาน มันไม่รู้ช่องว่าจะไปอย่างไร ใครจะทำอะไรก็ทำตามไป แต่เค้าควรจะรู้ว่าช่องทางอยู่ไหน สองคือ เมื่อมีความรู้ก็นำไปสู่การปฏิบัติ เช่น ชาวบ้านมีความรู้เท่ากับปลัดอำเภอก็เป็นการคุยกันได้ ไม่ใช่ไปอำเภอวันละ 3 รอบก็ไม่ได้คำตอบ ถ้าไม่มีความรู้ก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปซักค้านกับเขา เป้าหมายอีกอันของพี่คือ การนำไปสู่การแก้ไขระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือ แต่ก็ไม่ได้เอากฎหมายเป็นตัวตั้งอย่างเดียว เพราะว่ากฎหมายบางตัวก็ไม่เอื้อ แต่การทำเรื่องเหล่านี้มันก็ต้องอิงกับกฎหมาย กฎหมายเป็นช่องหนึ่งให้เราได้ดำเนินการให้ถูกต้อง เพราะว่าคนที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องคือ คนของรัฐ คนเหล่านี้ก็ต้องอิงระเบียบ อิงกฎหมาย ทีนี้เขาเองแทบจะไม่ได้สนใจไปแก้ไขระเบียบกฎหมายเท่าไหร่ เป็นอย่างไรก็ทำอย่างนั้น แต่เราทำงานภาคประชาสังคมก็ต้องเข้าไป แต่ปัญหาคือ กลุ่มเป้าหมายของเราเขาไม่มีสิทธิอะไรเลย สิทธิความเป็นพลเมืองก็ไม่มี เราเหมือนไปพูดแทน บอกแทนเขา เพราะคนเหล่านี้ไร้สัญชาติ สิทธิที่รัฐมีให้มันมีไม่กี่ประการ โดยเฉพาะการไปเรียกร้องให้แก้ไขระเบียบกฎหมายนี่ไม่มีสิทธิเลย สิทธิทางการเมืองก็ไม่มีเลย ต้องอาศัยองค์กรที่เข้าไปทำงานเหล่านี้เก็บรวบรวมปัญหา นำไปสู่การยกเลิก/แก้ไขระเบียบต่างๆ

ตอนนี้พี่ก็เข้าไปเกี่ยวข้องกับหลายองค์กร ตั้งแต่ในศูนย์ก็เป็นประธานองค์กรพัฒนาเอกชนแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 10 องค์กร เวลาเขามาขอเราก็ไปช่วย หมวกอีกใบคือ การเป็นเลขาฯสมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน ซึ่งก็ไม่ต่างจากงานเดิมนัก แต่เพียงว่าเราต้องทำให้องค์กรเรามีฐานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย สมาคมนี้ไม่ได้สู้เรื่องเขื่อนอย่างเดียว แต่เป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม เรื่องสิทธิชุมชน แต่ก็ไม่ได้เป็นตัวหลัก มีองค์กรอื่นเข้าไป เราก็เป็นตัวช่วยสนับสนุน แต่หลักๆก็เป็นเรื่องสัญชาติมากกว่า พี่เห็นว่า เรื่องสัญชาติเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เพราะว่าจู่ๆเอาคนเหล่านี้มาต้านเขื่อน โดยไร้สัญชาติซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้วใครจะไปฟัง สิทธิจะรวมกลุ่ม เรียกร้องลงชื่อยังไม่มีเลย ฉะนั้นก็ต้องแกะปมแรกก่อน คือ ทำอย่างไรให้คนเหล่านี้มีสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมายของรัฐบาลนี้ ของแผ่นดินนี้ และหลังจากนั้นสิทธิอื่นๆ ก็ตามมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้าหากทำเรื่องนี้ไม่ได้ เรื่องอื่นก็ทำไม่ได้ มันเป็นการทำงานควบคู่กันไปมากกว่า

ThaiNGO.org : ตั้งแต่ทำงานมาอุปสรรค หรือสิ่งที่มาขัดขวางการทำงานมากที่สุดคืออะไร
สันติพงษ์ มูลฟอง :
ที่เหนื่อยมากคือ การสื่อสารกับรัฐ กับคนของรัฐที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้เลย เช่น การอ้างเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ เราก็บอกว่า ก่อนจะเป็นความมั่นคงแห่งชาติก็ต้องมีความมั่นคงของมนุษย์ก่อน ถ้ามนุษย์ไม่มีความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินเลย จะให้คิดเรื่องความมั่นคงของชาติได้อย่างไร เหนื่อยมากกับการเข้าไปทำงานกับคนของรัฐ ที่ไม่มีฐานเรื่องเหล่านี้ แต่ถามว่าผิดไหมก็ไม่ได้ผิดทั้งหมด เพราะเขาก็ต้องทำตามระเบียบกฎหมายที่เขาถืออยู่ และมีเรื่องของฐานะของกฎหมายที่พวกเขาเกี่ยวข้อง เรื่องสำคัญที่สุดคือ ความเข้าใจของพวกเขาจะมีน้อยมาก เวลาเจอแบบนี้ก็จะใช้ทั้งบู้และบุ๋น บุคลิกพี่จะเป็นคนอ่อนนอกแข็งใน หลายเรื่อง ยอมได้ก็ยอม เพราะคิดว่า ถึงที่สุดอำนาจอยู่ที่เขา ปากกาเขาเป็นคนถือ วิธีแรกคือ การสื่อสารด้วยการเป็นพันธมิตร พยายามจะมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ไปคุยกับคนที่ปฏิบัติ ถ้าคุยกับคนที่ปฏิบัติไม่รู้เรื่อง ก็จะคุยกับคนที่เหนือกว่านั้น เช่น คุยกับปลัดฝ่ายทะเบียนไม่รู้เรื่อง ถึงจะคุยกับนายอำเภอ พยายามจะเริ่มจากข้างล่างก็ให้เกียรติกัน แต่ถ้าคุยกับทั้งสองส่วนไม่รู้เรื่องอีกก็จะทำหนังสือเข้ากรมบ้าง เหมือนจะไปร้องเรียนอะไรสักอย่าง การทำหนังสือเข้ากรมก็ได้ผล อย่างกรณีบ้านท่าเรือที่ได้บัตรมา เพราะว่าทำหนังสือถึงอธิบดีกรมการปกครองชี้แจงกับเขา บอกเขาแล้วให้เขาสื่อสารลงมา เหมือนแม่ดึ๊ (หมู่บ้านไร้สัญชาติในแม่ฮ่องสอน) ก็ให้สำนักปลัดกระทรวงสั่งลงมาให้จัดตั้งโรงเรียนเพราะหลายเรื่องเป็นเรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยทำ ไม่ได้ใส่ใจ แต่เราทำก็เหมือนเป็นกรณีศึกษาให้เขา เพราะว่าเรื่องสัญชาติหลายเรื่องเป็นเรื่องใหม่

ThaiNGO.org : ทำไมถึงคิดว่าวิธีเขียนจดหมายจะได้ผล เพราะการต่อสู้ของชาวบ้านหลายครั้ง จดหมายกลับกลายเป็นวิธีการต่อสู้ที่อ่อนกำลังมากที่สุด
สันติพงษ์ มูลฟอง :
เรื่องสัญชาติหลายเรื่องมีกฎหมายรับรอง ปัญหาคือการนำมาใช้ มันมีหลายมาตรฐาน เพราะฉะนั้นปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมายบางอันอย่างเดียว แต่ปัญหาใหญ่คือ ทัศนคติของคนที่เอาไปใช้ ที่มักเข้าข่ายเลือกปฏิบัติ วิธีหนึ่งคือการทำเรื่องเข้ากรม เพราะว่าจะได้เป็นลายลักษณ์อักษร ต้องลงทะเบียน บางครั้งก็ต้องขึ้นศาล หลักฐานพวกนี้ก็น่าจะใช้ได้และเป็นผลบ้าง

ThaiNGO.org : แล้วคิดว่าจะเปลี่ยนทัศนคติคนได้รึเปล่า
สันติพงษ์ มูลฟอง :
อันที่จริงไม่ได้คิดว่าจะเปลี่ยนได้หรือเปล่า แต่ทำในทางกลับกันคือ ทำอย่างไรให้ชาวบ้านไล่ทันอย่างที่บอกไปแล้ว ทำให้คนที่เดือดร้อนเท่าทันคนอื่น เพราะนอกจากจะได้คุยกับเจ้าหน้าที่รู้เรื่องแล้ว โดยธรรมชาติถ้าคนที่เลือกปฏิบัติ เขาเห็นว่าชาวบ้านมีความรู้ก็จะไม่กล้าปฏิบัติไม่ดี

ThaiNGO.org : ยุคไหนที่ประเด็นสัญชาติรุ่งเรืองที่สุด
สันติพงษ์ มูลฟอง :
ปีสองปีที่ผ่านมา ปีที่แล้วทำให้บ้านแม่สามแลบได้สัญชาติ 46 คน จากเดิมศูนย์ เมื่อก่อนชาวบ้านพันกว่าคนมีสัญชาติแค่ 16 คน 16 คนนี้ก็เป็นคนนอกที่ไปอาศัยอยู่ทั้งหมด แต่ว่าคนดั้งเดิมที่นั่นไม่เคยได้สัญชาติไทยเลย

ThaiNGO.org : แล้วอะไรคือประสบการณ์ที่ดีที่ได้จากการทำงาน
สันติพงษ์ มูลฟอง :
คิดว่าวันเด็กไร้สัญชาติน่าสนใจ คือ ปีแรกอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ช่วงปีที่สองถึงปีที่สี่ ถือว่าเราตีกระแสสังคมได้ดีพอสมควร สื่อก็ช่วย รัฐส่วนข้างบนก็ลงมาช่วย มันทำให้งานเป็นรูปธรรมมากขึ้น แม้ว่าจะเหนื่อยหรือเสียเงินในการจัดงานวันเด็ก เช่น โรงเรียนแม่ดึ๊ 9 เดือน ตอนนี้มีเด็กจบป.2 กันหมดแล้ว ระเบียบศึกษาธิการก็แก้ไขเรื่อง การรับรองเด็กเหล่านี้ งบประมาณก็เอื้อมากขึ้น มันเห็นผลเป็นรูปธรรม ก็ทำให้เรามีแรง ถ้าเทียบกันพ.ร.บ.ป่าชุมชน ทำตั้งแต่ปี 2532 ถึงตอนนี้ยังไม่คลอดมันก็แผ่ว ถ้าวันหนึ่งเป็นแบบนี้ก็แย่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจุดนี้เราก็คิดประเด็นใหม่ เรื่องเด็กก็ชะลอ แต่ขณะเดียวกันเราก็ตีประเด็นเรื่องสุขภาพของคนไร้สัญชาติ

ThaiNGO.org : หลักคิดสำคัญของพี่ในการทำงานแบบนี้คืออะไร
สันติพงษ์ มูลฟอง :
ความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ก็จะทำให้สำเร็จ หลายคนพูดเรื่องความมั่นคง แต่พี่ไม่คิดว่ามีอะไรที่มั่นคง ถ้าใจเราต้องมั่นคง มันอยู่ที่ใจเรามากกว่า เราต้องนิ่ง ต้องเข้าใจกับมันและเชื่อมั่นว่าต้องทำได้ และไม่รู้สึกว่ามันเหลือบ่ากว่าแรง หลายเรื่องก็ไม่เคยรู้มาก่อน เช่น เรื่องสิทธิเด็ก เพราะฉะนั้นถ้าใครมาบอกว่า ไม่รู้เพราะไม่เคยเรียน พี่จะด่า แล้วจะบอกว่า “ต้องเรียนสิ มันเป็นเรื่องที่มนุษย์เรียนรู้ได้” อย่างพี่เป็นคนที่ Low IT มาก เพราะยุคเรามันไม่ได้เห็นจอคอมพิวเตอร์เลย แต่ถามว่าวันนี้ด้อยหน้ากว่าคนอื่นมั้ย ก็ไม่ Word Excel Powerpoint เช็คเมล์ ส่งเมล์ได้ หาข้อมูลได้ เสนองานได้ แต่คนรุ่นเดียวกับเราบางคนก็ไม่เอาเลย ไม่รู้ ไม่รู้จัก ถ้าคิดอย่างนี้ มันก็เข้าไม่ถึง แต่เราจะหลงใหลก็คงไม่ขนาดนั้น ต้องอยู่ในภาวะที่มันพอดี

เวลาหมดแรง ก็ชาร์ตแบต ด้วยการพูดคุยกับคนที่เข้าใจ การคุยเป็นการสื่อสารที่ดี หลายเรื่องเราอาจจะตื้อตันมืดในภาวะอารมณ์หนึ่ง จัดลำดับไม่ถูกว่าจะทำอะไรก่อนหลัง การพบปะ พูดคุยปฏิสัมพันธ์ ถือว่าเป็นทางออกที่ดี

อีกอย่างโดยพื้นฐาน ครอบครัวก็โอเคด้วย แฟนก็ทำงานด้านนี้ ไม่ค่อยมีปัญหา อาจจะโชคดีกว่าคนอื่นตรงนี้ แต่มันก็ต้องคิดมากขึ้น เพราะว่าตอนนี้มีประชาชนในครอบครัวอีก 2 คน ที่มายืนเคียงข้าง บางทีแทนที่จะมองไปไกล ก็อาจจะต้องหันมามองข้างๆ บ้างว่าจะเอายังไงต่อไป อาจจะเหนื่อยขึ้น

ThaiNGO.org : มีคนเคยบอกว่าเวลาคนเราอายุมากขึ้น ความฝันหรือความมุ่งหวังน้อยลง สำหรับพี่เป็นยังไง
สันติพงษ์ มูลฟอง :
มุ่งหวังไปเรื่อยๆ การทำงานก็จะทำอย่างนี้ต่อไป แม้ว่าบางเรื่องอาจจะอยู่เหนือการควบคุม แต่ถ้าใจเราพร้อม สุขภาพเราพร้อมก็ไปต่อ อนาคตก็จะทำเรื่องนี้ต่อ แต่อาจจะมีฐานะหรือบทบาทที่แตกต่างกันไป เช่นตอนนี้จะให้ไปเดินดอยเหมือนสิบปีที่แล้วก็คงไม่ไหว อุปสรรคหนึ่งคือ เรื่องร่างกาย และเวลาเรามีจำกัดด้วย จะให้นอนในหมู่บ้าน 3 วัน 7 วันได้เรื่องเดียว กับอยู่ตรงนี้ได้ 3 เรื่องมันก็ต้องเลือกเอา เป็นธรรมดาที่ต้องเอาคนอื่นมาทดแทน

การทำงานกับชาวบ้านเวลาเราไปเห็นเขา มันก็เกิดแรง หนึ่งคือก็สงสารเขา แต่ขณะเดียวกันเราก็อยากให้ชาวบ้านเติบโต รู้จักคิด รู้จักทำ สู้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ว่าเราไปชี้นำหรือบอกตลอด ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงชาวบ้านดำเนินการเอง พี่พอใจถามว่าองค์กรชุมชนเข้มแข็งวัดจากอะไร วัดจากการที่เขาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ถือว่าประสบความสำเร็จ เช่น แม่สามแลบไปยื่นคำร้อง หรือติดต่อด้วยตัวเองได้ แต่ถ้าถึงจุดหนึ่งคุยกับปลัดไม่รู้เรื่องมีปัญหา บางเรื่องก็โอเค แต่ไม่ใช่ว่าทุกเรื่องมาหาเรา อันนี้ก็ไม่ได้ ไม่ไหว เช่น กรณีที่ชาวบ้านถูกจับที่โพซอ แม่ฮ่องสอน ชาวบ้านเจรจาแล้วมันไม่ไหวก็พร้อมจะช่วย กรณีแบบนี้ก็สู้ไปตามช่องทางกฎหมายด้วย แต่บางครั้งกฎหมายก็ไม่มีให้ ก็เอาข้อเท็จจริงเข้าสู้ อย่างกรณีป่าไม้/ที่ดิน กรณีนี้ไม่มีกฎหมายรับรอง ยิ่งตอนนี้รัฐธรรมนูญก็ไม่มี เพราะฉะนั้น ใช้ข้อเท็จจริง ตอนนี้ก็ลำบากมากขึ้น แต่ถ้าชุมชนมันเข้มแข็งก็จะมีอำนาจต่อรอง เราอยากให้ชาวบ้านได้รวมตัวกันได้ ต่อรอง

ThaiNGO.org : ตอนนี้พี่มองสังคมไทยอย่างไร โดยเฉพาะประเด็นไร้สัญชาติ
สันติพงษ์ มูลฟอง :
สังคมไทยตอนนี้ก็ยังเดิมๆอยู่ ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นกว่าในอดีต หมายถึงในสังคมวงกว้าง แต่ในวงแคบมันก็ดีขึ้น เช่น ตำรวจ ครูในพื้นที่ หรือหมอในพื้นที่ก็เปลี่ยน โรงพยาบาลในระดับพื้นที่ก็เข้าใจได้ดีขึ้น แต่วงกว้างออกมาก็อาจจะยังเหมือนเดิม เพราะว่าเขาไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับคนเหล่านี้ แต่ถ้าเป็นคนในพื้นที่ เช่น โรงพยาบาลในแม่สะเรียง สบเมยหรืออนามัยก็ดีขึ้น เข้าใจ แต่อย่างหมอที่อยู่ห่างออกมา อย่างในเชียงใหม่ กรณีนี้ถามว่า เขาผิดมั้ย ก็ไม่นะ เพราะถ้ามองอย่างเข้าใจ เขาเองก็มีหลักยึดหลักประกันของเขาอยู่ เอาเข้าจริงมันคงผิดตั้งแต่นโยบาย เมื่อเจอกรณีอย่างนี้ ถ้าเขาใส่ใจเป็นพิเศษ คือเป็นภาระหน้าที่ แต่ตอนนี้ก็มีคนเข้าใจมากขึ้น

คิดว่าเรื่องนี้ก็คาดหวังว่ามันน่าจะดีขึ้น อย่างสภาความมั่นคงแห่งชาติ แนวคิดก็ยังเหมือนเดิม ก็เชื่อว่าความมั่นคงของมนุษย์มาก่อนความมั่นคงของชาติ อันนี้เป็นสิ่งที่เขาให้กรอบไว้แล้ว แต่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองเป็นแบบนี้ก็อาจจะเป็นอีกสักพักหนึ่ง แต่ก็คงไม่จบง่ายๆ เรื่องเก่าๆ ก็ถูกรื้อฟื้นมาอีก เช่นกรณีแม่แตง ตอนนี้ DSI เข้าไปขุดคุ้ยเรื่องคอร์รัปชั่น จริงๆ ก็ไม่ใช่คอร์รัปชั่นทีเดียว เป็นความเข้าใจผิดเรื่องเอกสาร ก็เลยเน่าทั้งข้อง โดนไป 5,000 กว่าราย ฉะนั้นเวลาไปอำเภออื่น นายอำเภอก็ไม่กล้า เพราะกลัวว่าจะเป็นแบบแม่แตง จึงเป็นตัวแบบที่ไม่ค่อยดี แต่ถ้านายอำเภอบางที่เชื่อมั่น เป็นตัวของตัวเอง ก็ไม่น่ามีปัญหา เช่น นายอำเภอ สบเมยคนที่ผ่านมา เขาก็บอกว่าถ้ากลัวมาเป็นทำไมนายอำเภอ

คนทำงานด้านไร้สัญชาติก็ยังมีน้อยอยู่ เราก็อยากจะให้มีมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนเผ่าออกมาเรียกร้องหรือพูดคุยเรื่องของตัวเองมากขึ้น เพื่อให้มีความชอบธรรมมากขึ้น


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

1 ตุลาคม 2550