แด่...อดีต สารี อ๋องสมหวัง
ท่ามกลางการรุกคืบเข้ามาของกระทุนนิยมที่โน้มนำผู้คนไปสู่ความเป็นปัจเจก
และกำลังตกเป็นเหยื่อของเหล่านักโฆษณาที่เคี่ยวกรำมันสมองเพื่อรับใช้ระบบการตลาดอย่างสุดขั้ว
สารี อ๋องสมหวัง คือหนึ่งบุคคลสำคัญที่ทำหน้าที่ปลุกกระแสให้ผู้คน
ในสังคม รู้สึกตื่น ตัวกับคำว่า สิทธิผู้บริโภค และ รู้เท่าทัน
ความโหดร้ายของเหล่านายทุนผู้แสวงหาผลกำไรอย่างหน้ามืด รวมถึง
ปลุกเร้าให้ผู้คนมีความเข้าใจในความหมายของการบริโภคที่ไม่ได้เป็นแค่ผู้รับเพียงอย่างเดียว
แน่นอนว่ากว่าจะได้มาซึ่งความหมาย ของสิทธิผู้บริโภค ณ วันนี้
เธอต้องเผชิญอุปสรรคและการต่อสู้ที่ยาวนาน อะไรคือเงื่อนไขและปัจจัยทำให้เธอมั่นคงในจุดยืนมาถึงทุกวันนี้
ThaiNGO.org
: เหตุการณ์นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ เข้าไปสั่นสะเทือนข้างในใจแล้วทำให้เราอยากทำงานสายพัฒนา
สารี อ๋องสมหวัง : คงเป็นสมัยที่เรียน
ธรรมศาสตร์ ราวปี 2530 ในยุคนั้น เรามีโอกาสทำกิจกรรม และได้เห็นความไม่เป็นธรรมหลายๆอย่าง
เกิดขึ้น จำได้ว่ามีเหตุการณ์หนึ่งที่เข้าไปกระตุ้นความรู้สึกข้างในเลยนะ
คือเรานั่งรถเมล์กลับบ้าน แล้วขณะนั้น ราคาตั๋วเดิมอยู่ที่ 2.50
บาท แล้วสักพักก็ขึ้นเป็น 3.50 บาท แล้ววันนั้นเขาก็ให้ตั๋ว 2.50
บาทเรามา แต่ยังคงเก็บเงิน 3.50 บาทอยู่ ก็เลยถามคนที่นั่งข้างๆว่า
โดนแบบเอาเปรียบแบบนี้เหมือนเราไหม โดนอย่างนี้ทุกวันนั่นแหละคือคำตอบ
สักพักกระเป๋าก็เดินมาแล้วพูดกับเราว่า เงินบาทเดียวบ่นกันอยู่ได้
รวมถึงส่วนหนึ่งคงเกิดจากอิทธิพลที่ได้รับจากการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย
พอจบออกมาเราก็ทำงานเป็นพยาบาล แล้วเกิดความรู้สึกว่า มันไม่ใช่ตัวเรา
อาจจะเป็นเพราะทนระบบราชการไม่ได้ หลังจากนั้น พอทำงานใช้ทุนเสร็จ
เราก็เบนตัวเองไปเรียนต่อปริญญาโทรด้านพัฒนาชุมชนที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เลยนะ
ThaiNGO.org :
เข้าสู่การเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิผู้บริโภคได้อย่างไร
สารี อ๋องสมหวัง : เริ่มแรกทีเดียว คือองค์กรนี้ ชื่อว่าคณะกรรมการประสานงาน
องค์กรเอกชน เพื่อการสาธารณะสุขมูลฐาน หรือ คปอส. เราเข้ามาทำงานในส่วนของผู้จัดการสำนักงาน
ซึ่งขณะนั้นมีผลงานเด่นๆ คือเรื่องยา เราถอนทะเบียนยาได้หลายชนิด
เช่น ยาแก้ปวด ยาในเด็ก ยาผู้หญิง รวมถึง ทำการรณรงค์ เรื่องสิทธิของผู้ไม่สูบบุหรี่ด้วย
แต่พอได้สัมผัสเนื้องานจริงๆในระยะหนึ่งแล้วทำให้เรารู้สึกว่า
ถึงแม้จะมีการถอนทะเบียนได้เยอะ แต่ผู้คนก็ยังคงใช้ยาดังกล่าวอยู่
เมื่อปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเลยมีแนวคิดที่อยากทำงานเรื่องผู้บริโภคโดยตรง
ThaiNGO.org : ด้วยโจทย์นี้จึงนำไปสู่การเกิด
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขึ้น เมื่อปี 2539
สารี อ๋องสมหวัง : คือจริงๆ มันมีองค์กรที่ทำงานด้านนี้อยู่ก่อนแล้ว
เช่น กลุ่มอาสาสมัครเพื่อผู้บริโภค เพียงแต่ว่า ตอนนั้นไม่มีใครให้ความสำคัญกับคำว่า
สิทธิผู้บริโภคเลย หลังจากทำงานได้พักหนึ่งก็มีรายการวิทยุ เสียงผู้บริโภคขึ้นมา
แล้วก็มีหนังสือพิมพ์ ที่มีคอลัมน์เฉพาะเกี่ยวกับผู้บริโภค ซึ่งในตอนนั้น
เราทำงานภายใต้สามแนวคิดนะ คือ จัดทำวารสารฉลาดซื้อ , เคลื่อนไหวให้คำปรึกษาเกี่ยวกับผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิ์
, และเปิดเวทีผู้บริโภค
ThaiNGO.org
: ในช่วงนั้นผลตอบรับทั้งสามส่วนนี้แตกต่างกันอย่างไร
สารี อ๋องสมหวัง : วารสารฉลาดซื้อนี่
ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ผู้คนเริ่มรู้ว่าจะใช้สิทธิ์อย่างไร
มีคนออกเคลื่อนไหวเยอะขึ้น ตอนนั้นก็คิดว่า ถ้าไม่มีคนส่งคำร้องเรียนมา
แล้วเราจะทำอย่างไร (หัวเราะ) ขณะที่เรื่องของการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิ์นั้น
คิดว่าส่วนหนึ่ง มันก็มีกระบวนการของเครือข่ายอื่นที่ทำอยู่แล้วนะ
โดยการเคลื่อนไหวของเราจะออกไปในลักษณะของการรณรงค์ร่วมกัน แต่
มันยังไม่สามารถขับเคลื่อนไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากในสภาวะความเป็นจริง
ผู้คนก็ยังคงชอบบริโภคของถูกอยู่ อาจเนื่องจาก หลายสิบปีที่ผ่านมากระแสบริโภคนิยมมันทำให้ผู้คนกลายเป็นปัจเจกชนมากขึ้น
ซึ่งเราเองก็ยังชอบความสะดวกสบายเหมือนกัน (หัวเราะ)
เพราะฉนั้นมันจึงมีคนส่วนน้อยที่คิดแบบนี้
ThaiNGO.org : แล้วเวทีผู้บริโภคล่ะ
สารี อ๋องสมหวัง
: ยังมีน้อยนะ ยังทำไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ควร
เราไม่มีกำลังรณรงค์ต่อเนื่อง แต่ถือว่ามีประโยชน์มากนะอย่างพอมีประเด็นต่างๆเกิดขึ้นนี่
เราก็จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเปิดเวทีให้คนได้มีโอกาสถกเถียงกันเพื่อหาทางออก
ซึ่งผลจากการเปิดเวทีนี่แหละ ทำให้เรารู้ว่าคนที่เคยร้องทุกข์กับเราตอนนั้นได้กลับเข้ามาเป็นอาสาสมัครกับองค์กรเรา
รวมถึงเกิดเครือข่ายต่างๆ เช่นเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์
เครือข่ายคนคอนโด เครือข่ายคนเป็นนี้ ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้ส่วนหนึ่งนั้นเกิดการรวมตัวกันเองของผู้เสียหายเอง
แต่ไม่ใช่ว่าเราจะแก้ไขให้เขาได้ทั้งหมดนะ ทางมูลนิธิคงอยู่ในมิติของการเป็นผู้สนับสนุนมากกว่า
ThaiNGO.org : ช่วงขับเคลื่อนใหม่ๆ รัฐให้ความร่วมมือมากน้อยแค่ไหน
สารี อ๋องสมหวัง
: กระทรวงสาธารณสุขมีความคืบหน้าอยู่ส่วนหนึ่งนะ
เมื่อประมาณ 2535 ก็มีการสนับสนุนองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านสุขภาพ
พวกเราก็ได้งบประมาณสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(อย.) จนเมื่อ ปี พ.ศ. 2540 ก็เกิดเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคขึ้น
และเราได้ขยายงานออกไปสู่ภูมิภาคประมาณ 10 จังหวัด โดยร่วมกับองค์กรต่างๆ
เช่น กลุ่มเกษตร ออมทรัพย์ และปัจจุบันเราก็ทำงานร่วมกับเครือข่ายนี้ตลอด
ThaiNGO.org
: ประสบการณ์ที่ผ่านมาเคย เจออุปสรรคอะไรบ้าง
สารี อ๋องสมหวัง
: ช่วงนั้นก็มีหลายเรื่องเหมือนกันนะ ที่จริงก็เป็นปัญหาทั่วไปของเอ็นจีโอนั่นแหละ
อย่างเรื่องภายในองค์กรนี่ คือ เราไม่ได้มีกองทุน ไม่ได้มีเงินสนับสนุน
อย่างชัดเจน ต้องอาศัยการขอเงินจาก แหล่งทุนกันปีต่อปี ซึ่งบางมิติมันอาจจะมีข้อดีที่ทำให้เรา
ได้เผชิญกับเรื่องที่ท้าทายอยู่ตลอดเวลา แต่บางครั้งมันก็น่าเบื่อที่เราจะต้อง
ต้องทำเรื่องขอทุนแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน
ThaiNGO.org : ปัญหากับคนทำงานล่ะ
สารี อ๋องสมหวัง
:
ปัญหาของคนทำงานส่วนใหญ่ในขณะนั้นคงเป็นเรื่องของการไม่เข้าใจ
เป้าหมายขององค์กรมากกว่า อย่างบางคนอาจยังไม่เห็นภาพรวมขององค์กร
เงื่อนไขสำคัญคงเป็นเพราะ ส่วนหนึ่งพอเราขยายเนื้องานออกไปในวงที่
กว้างขึ้น เราอาจจะได้คนที่ไม่เคยรู้จักเอ็นจีโอมาทำงาน เช่น เราเคยมีคนที่เคยทำงานธนาคารนะ
และ เป็นทนายด้วย แรกๆเรามีความรูสึกว่าน่าสนใจ คงมีความหลากหลายในตัวเองดี
แต่พอเข้ามาทำงานจริงๆ แล้ว กลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ อีกเหตุผลหนึ่ง
คงเป็นเพราะจุดอ่อนของเอ็นจีโอหลายๆองค์กรไม่ได้ส่งเสริมให้มี
หลักสูตรการเรียนรู้ว่าพัฒนาการของเอ็นจีโอแต่ละยุคเป็นอย่างไร
กลับกันขณะนั้นกระบวนการเรียนรู้นั้น คนทำงานกลับต้องเรียนรู้เอง
ThaiNGO.org : ระบบการศึกษามีส่วนไหม
สารี อ๋องสมหวัง
: มีส่วนไม่น้อยทีเดียว คือเราไม่ได้คาดหวังว่าอยากให้ระบบการศึกษาผลิตคนออกมาทำงานเอ็นจีโอนะ
แต่อยากเห็นคนที่มีความเข้าใจในเรื่องราวทางสังคม มากกว่า ทางออกคือ
มหาวิทยาลัยควร จะเปิดโอกาสให้ นักศึกษาได้มีประสบการณ์ในมิติของการเป็นอาสาสมัครหรือเข้าไปฝึกประสบการณ์ในสายงานเอ็นจีโอ
ก่อนที่จะจบหลักสูตร
ThaiNGO.org : ขณะนั้นขจัดการกับอุปสรรคที่เกิดขึ้นอย่างไร
ใช้อะไรเป็นหลักยึด
สารี อ๋องสมหวัง
: ก่อนอื่นคือต้องตั้งคำถามก่อนว่า ความสุขของที่แท้จริงอยู่ตรงไหน
พี่ไม่รู้สึกทุกข์นะเวลาทำงาน แต่ถ้าถามว่ามีปัญหาไหม ก็มีเป็นเรื่องธรรมดา
คือเราไม่ต้องทำตัวให้ลำบากมากหรอก ไม่ใช่ว่าเป็นเอ็นจีโอแล้วจะทำอะไรเหมือนคนทั่วไปไม่ได้
พี่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกแยกอะไร จุดสำคัญคือความมุ่งมั่นและจินตนาการต่างหากที่จะทำให้เรามีความสุขได้
จริงๆพี่ก็มีบุคคลในดวงใจหลายคนนะเช่น หลวงพี่ไพศาล อาจารย์ ประเวศ
วะสี อาจารย์ สุลักษณ์ สิวลักษณ์ ซึ่งเราก็อ่านความคิดของบุคคลเหล่านี้มาเยอะนะ
แต่ว่าบางทีพอปัญหามันสั่งสมมากๆเข้า เราก็อาจจะหนีห่างมันไปสักพัก
แล้วค่อยกลับมาใหม่
ThaiNGO.org
: นิยามคำว่าเอ็นจีโอ
สารี อ๋องสมหวัง
: อย่าไปคาดหวังมาก คือพี่คิดว่าอย่างน้อย
สังคมต้องเชื่อนะว่ามีคนกลุ่มหนึ่ง ที่ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง
โดยไม่หวังผลตอบแทน คือทุกวันนี้ หลายๆ คนมักจะคิดว่าทำอะไรแล้วต้องมีผลประโยชน์
ซึ่งพี่คิดว่าเอ็นจีโอต้องมีกฎในองค์กรว่า เราต้องไม่หาผลประโยชน์มาแบ่งกัน
และต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ จากสังคม จากสาธารณะ เหมือนที่เราต้องการ
ให้คนอื่นมี แล้วยิ่งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคนี่เราทำงานตรวจสอบคนอื่นเยอะ
เราก็ต้องพร้อมที่จะให้คนอื่นตรวจสอบด้วย
ThaiNGO.org : ประสบการณ์ที่ผ่านมา
จะบอกอะไรกับเอ็นจีโอรุ่นใหม่ที่กำลังต่อสู้กับความขัดแย้ง ทั้งกับตัวเองและในมิติการทำงานสายพัฒนา
สารี อ๋องสมหวัง
: เด็กรุ่นใหม่อาจจะมีความคาดหวังสูง แล้วเมื่อผิดหวังแล้วก็จะทิ้ง
พี่คิดว่าปัญหาส่วนหนึ่งคือไม่มีความอดทน ประเด็นนี้แต่ละองค์กรต้องมีกระบวนการเรียนรู้ให้กับคนใหม่ๆ
มากขึ้นรวมถึงหาวิธีว่าจะทำให้เขามีโอกาสได้แสดงความสามารถอย่างไร
อันดับแรกเลยคือ ต้องให้รู้ว่าทั้งองค์กรนั้นทำงานกันอย่างไรอีกอย่างคือ
พี่ก็อยากให้ทุกคนมีจินตนาการ มีความฝันนะ
ThaiNGO.org : ความฝันจากวันนั้นถึงวันนี้
สารี อ๋องสมหวัง
: ความฝันสูงสุดของพี่ในตอนนั้นคือว่า เราหวังว่า
หนังสือฉลาดซื้อที่ทางมูลนิธิที่ทำอยู่ เราหวังอยากมีสมาชิกสัก
แสนคนภายใต้แนวคิดที่ไม่จำเป็นต้องมีโฆษณา แต่อยู่ได้ด้วยผู้บริโภค
ซึ่งอันนี้เป็นทิศทางทั่วโลกเลยนะซึ่งเราก็อยากพิสูจน์อยู่แล้วว่าแนวคิดนี้มันใช้กับเมืองไทยได้ไหม
หรือว่ามันเป็นเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น ถ้ามันเป็นไปไม่ได้ก็จะได้หยุด
ณ ตอนนั้นก็อาจจะได้ยอมรับ แต่ความเป็นจริงความฝันนี้อาจยังดูไม่เป็นรูปธรรมชัดเจนนะ
เพราะ เราเองกลับมีส่วนที่เข้าไปผลักดันเรื่องนี้น้อยมากเนื่องจาก
ให้เวลากับการเข้าไปผลักดันด้านนโยบายเสียมากกว่า ขณะเดียวกันกลับมีคนคาดหวังกับความฝันของเราเยอะ
ซึ่งนี่ก็ถือเป็นปัญหานะ

แม้การพร่ำบ่นถึงเรื่องราวความฝันของเธอ
อาจทำให้เราเข้าใจและยอมรับถึงสภาวะความเป็นจริงของชีวิตในหลายๆบริบท
แต่เชื่อว่าในเบื้องลึกแห่งจิตใต้สำนึกที่ไม่สามารถจับต้องได้นั้น
ไฟฝันของเธอยังคงครุโชนอยู่ตลอดเวลา
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
10 กันยายน 2550
|