ศศิน เฉลิมลาภ นักธรณีวิทยา
'สีเขียว'

"ในความรู้สึกของผม
เราไม่ต้องเสียเวลามานั่งเถียงกันหรอกว่า
เราจะใช้ป่าอย่างไร?
เพราะมันเหลือน้อยมาก จนไม่ควรใช้
จึงควรจะรักษาส่วนนี้เอาไว้
เพื่อให้เราได้ประโยชน์ที่เป็นประโยชน์ทางอ้อม"
สืบ นาคะเสถียร |
ThaiNGO : เริ่มต้นทำงานกับมูลนิธิสืบ
นาคะเสถียร ได้อย่างไร
ศศิน เฉลิมลาภ : ผมเริ่มงานจากนักวิชาการด้านธรณีวิทยา
กว่า 10 ปีที่มหาวิทยาลัยรังสิตแล้วเข้าจับงานอนุรักษ์ประเด็นสารตะกั่วที่คลิตี้
พอดีว่าคลิตี้เป็นพื้นที่ทำงานของมูลนิธิสืบฯ ทำงานเชิงข้อมูลกับศูนย์กะเหรี่ยง
ประเด็นสารตะกั่วเหมืองคลิตี้ นอกจากกระทบชุมชนยังทำลายพื้นที่ป่าโดยตรงทำงานร่วมกันสักพัก
ทางมูลนิธิสืบฯเสนอผมเป็นกรรมการและเป็นผู้จัดการโครงการร่วมรักษาผืนป่าตะวันตก
ThaiNGO : อะไร
คือ ประเด็นสำคัญของโครงการ
ศศิน เฉลิมลาภ : ประเด็นใหญ่ คือว่า ป่าตะวันตกเป็นป่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ดังนั้น จากความคิดเห็นและปณิธานร่วมของคุณสืบ นา-คะเสถียร มีความเห็นตรงกันอย่างหนึ่งว่า
การอนุรักษ์ป่าสำหรับประเทศไทยควรวางเป้าไปที่ 'ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง'
สร้างการร่วมมือและขยายพื้นที่อนุรักษ์ออกไป อย่างหนึ่ง
คือ เจตจำนงของคุณสืบที่ทางมูลนิธิสืบฯสานต่อ
ปัญหาใหญ่ คือ เรื่องคนกับป่า ซึ่งส่วนใหญ่ที่ตั้งชุมชนจะอยู่ใจกลางป่าตะวันตกอันเป็นเรื่องที่ต้องหาจุดลงตัว
กว่าหนึ่งร้อยชุมชนต้องการการจัดการ ประเด็น คือ คนกับป่าอยู่ด้วยกันได้
ถือเป็นสาระสำคัญของโครงการ (โครงการจอมป่า)
เน้นการมีส่วนร่วมในการจัดการที่ต้องหาจุดลงตัวทั้งทางเจ้าหน้าที่อุทยานและประชาชน
คือ เจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องไล่จับ ชุมชนอยู่และใช้ป่าอย่างยั่งยืน
ป่าอยู่ได้ สัตว์ป่าอยู่ได้ เป็นแนวคิดหลักของมูลนิธิสืบฯซึ่งกินพื้นที่จากป่าจังหวัดตากไปจนถึงป่าจังหวัดกาญจนบุรี
ThaiNGO : เรียกว่า
เน้นการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและชาวบ้าน
ศศิน เฉลิมลาภ : มูลนิธิสืบฯเปรียบเสมือนตัวกลาง
ชาวบ้านเลิกหวาดระแวงเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ฝ่ายปกครองท้องถิ่นต้องเข้าใจถึงให้ความสำคัญกับการมีพื้นที่ป่าไว้วางใจชุมชนสร้างส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่า
เราไม่ต้องการให้ใครทะเลาะกับใคร
ThaiNGO : ประสานอย่างไรในเมื่อรัฐยังคิดกันพื้นที่อนุรักษ์พิเศษแล้วเอาคนออกจากพื้นที่
ศศิน เฉลิมลาภ : มันเป็นไปไม่ได้หรอก ความคิดเอาคนออกจากป่ามันได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นการจัดการที่ไม่ได้ช่วยให้เกิดการแก้ปัญหา
ในความเห็นของผม ผมคิดว่าสังคมข้ามผ่านประเด็นผลักดันคนออกจากพื้นที่ป่าไปนานแล้ว
ต้องดูว่า เรากำลังพูดกันคนละเรื่อง หรือเปล่า ??
ThaiNGO : หมายความว่าเอาคนออกไม่ได้โดยหลักการ
ศศิน เฉลิมลาภ : สมบูรณ์ที่สุด รัฐธรรมนูญ ปี 2540
รับรองสิทธิการจัดการโดยชุมชน หากเอาคนออกจากพื้นที่ คุณจะเอาพวกเขาไปไว้ที่ไหน
มีพื้นที่ตรงไหนรองรับคนเหล่านี้ สร้างหมู่บ้านจัดสรรแล้วจัดออฟฟิศให้พวกเค้า
อย่างนั้นหรือเปล่า
อย่างไรก็ตาม ชุมชนต้องอยู่ในพื้นที่ตามที่ตั้งเดิม แต่ทีนี้
จุดไม่ลงตัวซึ่งต้องมาพิจารณา คือ ชุมชนในพื้นที่ต้นน้ำ การเอาคนออกจากพื้นที่เป็นวิธีคิดล้าสมัยไปแล้ว
การจะพิจารณาชุมชนพื้นที่ต้นน้ำ ต้องมาดูว่า เราขัดแย้งกันในประเด็นไหน
มูลนิธิสืบฯไม่ได้คัดค้านพรบ.ป่าชุมชน แต่สำหรับการพิจารณาชุมชนในพื้นที่ต้นน้ำอาจจะมีบางเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาซึ่ง
มูลนิธิสืบฯ ไม่เชื่อว่า คนกลุ่มใดจะจัดการดูแลป่าได้เพียงกลุ่มเดียว
ThaiNGO
: ช่วยขยายความสักนิด
ศศิน เฉลิมลาภ : กฎหมายป่าชุมชนเป็นกฎหมายที่ให้สิทธิ์ชุมชนในการเข้าดูแลจัดการป่า
แต่ไม่ได้หมายความว่า จะอนุญาตให้ชุมชนอยู่ในป่าได้ 100% ต้องสร้างกฎหมายอีกชุด
แต่ชุมชนสามารถอยู่กับป่าได้อยู่แล้วโดยสิทธิของตัวชุมชนเอง
กฎหมายป่าชุมชน หมายถึง สิทธิ์ในการจัดการป่ารอบ ๆ บ้านของคุณเอง
เก็บผักหาหน่อ ใช้ประโยชน์โดยไม่ให้นายทุนหรือใครเข้ามาหาประโยชน์จนเกินสมควร
ซึ่งตรงนี้มูลนิธิสืบฯ หรือมูลนิธิโลกสีเขียว ไม่ได้ปฎิเสธสิทธิ์แต่สมมติว่าห้วยขาแข้งหรือป่าทุ่งใหญ่อันเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยมีคนอยู่
ยกเว้นชุมชนกะเหรี่ยงบางกลุ่ม คุณจะให้เกิดการจัดตั้งป่าชุมชน
หรือเปล่าซึ่งผมคิดว่าประเด็นนี้เราต้องคุยกันว่าพื้นที่อันเป็นแหล่งต้นน้ำที่ไม่เคยมีชุมชนอยู่อาศัยมีความเหมาะสมจะให้เป็นที่ตั้งของป่าชุมชนหรือไม่
คนที่ไม่ได้เดินป่าบ่อย ๆ อาจจะเห็นว่าชุมชนสามารถจัดการได้
ดูแลได้แต่หากคุณลองไปเดินที่ห้วยขาแข้งซึ่งป่าใหญ่แล้วลองคิดถึงวิธีการดูแลเราจะทำอย่างไร
ทำไม่ได้
พื้นที่ป่าอื่น ๆ ป่าถูกตัดถางเป็นพื้นที่ทำกินหรือมีรถปิกอัพเข้ามาเก็บเห็ดหาหน่อจนป่าพังจนชุมชนต้องออกมาทวงสิทธิ์ในการดูแลพื้นที่ป่าที่เหลือ
เพราะหากไม่รักษาป่าชุมชนจะไม่มีอาหารกินซึ่งหากเราจะเหลือพื้นที่ต้นน้ำในทุ่งใหญ่และห้วยขาแข้งเอาไว้จะเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มากกว่าหรือเปล่า
อันนี้ประเด็นหนึ่งที่สำคัญ
ThaiNGO
: ยังไง ห้ามคนเข้าไปใช้ประโยชน์
ศศิน เฉลิมลาภ : ใช่ ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้งไม่มีคนอยู่
หากคนเข้าไปใช้ประโยชน์ตรงจุดต้นน้ำ มูลนิธิสืบฯ ไม่เห็นด้วย
อันนี้ชัดเจน เพราะเท่าไรก็ไม่พอ อีกเหตุผล ในป่าไม่ได้มีเฉพาะต้นไม้มันยังมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ด้วย
แต่ไม่ใช่เรื่องจะเอาคนออกจากป่าหรือเปล่าอันนั้นเป็นอีกเรื่องซึ่งตรงจุดไหนที่มีคน
หรือมีชาวกะเหรี่ยงอยู่อาศัยต้องให้พวกเค้าอยู่ตรงนั้นเพียงแต่ต้องทำงานความคิดผูกเข้ากับประเด็นป่าชุมชน
หรือขยายป่าชุมชนออกไป ไม่เป็นเรื่องแปลก ไม่มีใครคัดค้าน พวกเค้ามีสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์อยู่แล้วแต่จะต้องควบคู่ไปกับวิธีการจัดการรักษาดูแลจัดการที่ยั่งยืน
หากคนในชุมชนกะเหรี่ยงยิงเสือหรือดักเก้งแล้วอ้างว่าทำได้
เพราะอยู่ในเขตป่าชุมชนจะรักษาสิทธิประโยชน์ร่วมเหล่านี้อย่างไรต้องมีกระบวนการจัดการ
หรือชุมชนใดมีวิถีที่พึ่งพาป่าอยู่แล้วซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา
หากเสือเข้ามากินวัว คุณจะทำอย่างไร ชุมชนย่อมไม่อยู่นิ่งเฉยต้องจัดการกับเสือ
อันนี้เป็นกฎการอยู่รอด ขณะภาวะปัจจุบัน ป่าเหลือน้อยหรือเสือทั่วประเทศมีไม่ถึง
500 ตัว (200 ตัวในห้วยขาแข้ง) สังคมจำเป็นต้องรักษามรดกทางพันธุกรรมเอาไว้
สร้างกติกาชุมชน โดยมีกฎหมายป่าชุมชนรองรับ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า
กางแผนที่ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้งแล้วแบ่งโซนป่าชุมชน มันไม่ได้
มันดูแลกันไม่ไหว มันใหญ่เกินกว่าความรับผิดชอบ
ThaiNGO : จบมาทางธรณีวิทยา
ศศิน เฉลิมลาภ : ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับป่านะ (หัวเราะ)
ThaiNGO
: จากนักวิชาการทางธรณีวิทยาเป็นนักอนุรักษ์
ศศิน เฉลิมลาภ : โดยส่วนตัวสนใจงานทางด้านสิ่งแวดล้อม
ส่วนหนึ่งของการเป็นอาจารย์ คือ การสร้างช่องทางกับคนรุ่นใหม่
แน่นอนว่ามันดีกว่าจบแล้วทำงานในบริษัทเหมืองแร่แน่ๆ (หัวเราะ)
หรืองานเคลื่อนไหวประเด็นการเมืองภาคประชาชนอื่น ๆ เพียงแต่เป็นฝ่ายทำงานข้อมูลมากกว่าทั้งประเด็นสิทธิ์หรืองานทางด้านมนุษยชน
ผมคิดว่า ประเด็นสิทธิ์เกี่ยวเนื่องกันกับงานสิ่งแวดล้อม
ThaiNGO : คำว่า อนุรักษ์ กินความกว้างขนาดไหน
ศศิน เฉลิมลาภ : การทำงานอนุรักษ์จำเป็นต้องพูดถึง
'คน' ความจริง ตัวคนหรือชุมชนไม่เป็นปัญหาใหญ่เท่ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและนโยบายรัฐ
คน-ชุมชน ไม่มีศักยภาพการทำลายป่าได้มากเท่ากับการออกสัมปทานป่าไม้โดยรัฐจนพื้นที่ป่าไม้กลายเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม
เสื่อมโทรมแล้วเอามาแจกประชาชนจนต้องขายที่ดิน หรือขยายพื้นที่ทำกินซึ่งเป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีคนเข้าไปเกี่ยวข้อง
แต่กรณีขัดแย้งทางสังคมเรื่อง คนกับป่า นั้นต้องพิจารณากันไป
ยกตัวอย่าง ประวัติศาสตร์กระบวนการป่าชุมชนภาคเหนือ สภาพภูมิศาสตร์ทั่วไป
คือ หุบเขาไม่ใหญ่สลับพื้นที่แอ่ง เช่น แอ่งเชียงใหม่ แอ่งลำพูน
แอ่งเชียงราย แอ่งพะเยา แม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่านพื้นที่จนเกิดชุมชนขนาดใหญ่
เมืองเชียงใหม่ เมืองลำพูน พื้นที่เหล่านี้ คือ ป่าชุมชนในยุคสมัยหริภุญไชย
ThaiNGO
: คนกับป่า อยู่ร่วมกันมานาน
ศศิน เฉลิมลาภ : รวมไปถึงคนพื้นราบในเมืองซึ่งสัญจรผ่านป่าต้นน้ำลำธารซึ่งสำหรับบางที่สภาพป่าไม่มีความเหมาะสมที่จะมีคนอยู่อาศัยได้
ยกตัวอย่าง ดงพญาไฟหรือป่าห้วยขาแข้ง หากจะอยู่ได้ต้องมีชีวิตอยู่แบบกะเหรี่ยง
ดังนั้น บริบทการใช้พื้นที่ป่าบริสุทธิ์เหล่านี้จึงเป็นคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป
ป่ามีประโยชน์โดยตัวของมันซึ่งไม่ใช่ว่าในทุกๆ ตารางพื้นที่คนต้องเข้าไปจัดการทั้งหมด
ป่าจัดการตัวเองมานาน เช่น ป่าอเมซอน ป่าเขาใหญ่ ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง
ป่ามีระบบสมดุลของตัวเอง สัตว์ป่าถือเป็นวงจรหนึ่งการขยายพันธุกรรม
คือ ปฐมบทของความสมดุล
คนอยู่ป่าได้แต่สัตว์ป่าอยู่ร่วมกับคนไม่ได้ ยกตัวอย่าง คุณเจอเสือคุณคงไม่นิ่งเฉยซึ่งต้องจำแนกใน
2 ระดับ คือ อยู่แล้วรักษาผลิตผลเอาไว้เพื่อใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนกับการปล่อยให้ป่าจัดการตัวเอง
อย่างเช่น คงไม่มีใครปฎิเสธจารีตวัฒนธรรม กะเหรี่ยง-ปาเกอญอ
หรือ กะเหรี่ยง โพล-ทุ่งใหญ่ (คำเรียกทั้งสองคำแปลว่า
คน) และเห็นด้วยว่าคนเหล่านี้เป็นนักอนุรักษ์ที่ยิ่งใหญ่
กฎหมายป่าชุมชนไม่บอกให้คนไปอยู่ในป่าและไม่ได้หมายความว่าต้องผลักดันให้คนออกจากป่าแต่รับรองสิทธิ์ในการร่วมจัดการป่าซึ่งหากมีผลบังคับใช้จริงจังสังคมไทยจะรักษาผืนป่าที่เหลือเอาไว้ได้มหาศาล
แน่นอนว่า ต้องเป็นชุมชนที่มีชีวิตกับวิถีดั้งเดิม
มูลนิธิสืบฯไม่เห็นด้วยกับการปล่อยให้คนกลุ่มใหม่เข้าไปอยู่ในป่าหรืออ้างป่าชุมชน
มิฉะนั้น กฎหมายป่าชุมชนจะเป็นหนึ่งช่องทางให้นายทุนเข้าไปใช้ประโยชน์
หากผมเป็นเสี่ยที่อาศัยอยู่ริมป่าผมอาจจะให้ลูกน้องรวมตัวกันเพื่อพิสูจน์สิทธิ์เป็นชุมชนดั้งเดิม
ได้หรือเปล่า กระบวนการเหล่านี้ต้องมีความเฉพาะและรัดกุมมากพอ
ThaiNGO
: แสดงว่า ความเข้าใจเรื่องชาวเขาทำลายป่าเป็นเรื่องที่สังคมเข้าใจผิดมาตลอด
ศศิน เฉลิมลาภ : สำหรับยุคนี้ต้องดูว่าเป็นชาวเขากลุ่มไหน
มีพิธีกรรมกับป่าอย่างไร หมายความว่า ชาวเขาบางกลุ่มลุยปลูกพืชเศรษฐกิจอันเป็นการทำลายทั้งระบบนิเวศต้นน้ำลำธาร
หากเป็นปาเกอญอ มูเซอบางกลุ่มหรือกะเหรี่ยงโพล ที่มีไร่ข้าว
5ไร่และใช้ทรัพยากรรอบๆ ตัวคงจะไม่เป็นไรแต่หากเป็นกลุ่มชาวเขาที่มีวิถีการค้าขายซึ่งแต่ดั้งเดิมชาวเขากลุ่มนี้เพิ่งเข้ามาในประเทศไทย
ทางลาว-จีน ไม่กิน 40-50 ปี คนเหล่านี้ต้องมีการจัดการทางความคิด
การพัฒนาตามแบบยุคสมัยเน้นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการค้าขาย
ไฟสว่างทางดี มีพ่อค้าเข้าไปรับซื้อถึงในไร่ เร่งปลูกด้วยสารเคมีและปุ๋ยวิทยาศาสตร์จนระบบนิเวศพัง
หรือระบบพิสูจน์สิทธิ์การถือครองที่ดินโดยรัฐ คือ ที่ดินต้องเตียนโล่ง
ทั้งที่ กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์อาจจะทำได้ด้วยการกันเขตตามหลักวิถีของการใช้ชีวิตแต่ไม่ใช่เป็นการกันเขตของนายกอ-นายขอ
ต้องทำให้ที่ดินเป็นเขตสาธารณะ ชุมชนดั้งเดิมไม่มีรั้ว ไม่มีเขต
เป็นที่สาธารณะไม่มีใครมีสิทธิ์ขาด ขายไม่ได้เพราะทุกคนร่วมเป็นเจ้าของยิ่งมีการรับรองเรื่องสิทธิ์สาธารณะเป็นกฎหมาย
ยิ่งเป็นเรื่องที่ดีตรงตามหลักปรัชญาที่บอกว่าแผ่นดินไม่ควรจะเป็นของใครหรือเป็นสิทธิ์เฉพาะในการจัดการ
ThaiNGO : คำว่า
อนุรักษ์ เพิ่งมาเกิดขึ้นเมื่อคนเพิ่มขึ้น-ป่าเริ่มหมด หรือเปล่า
ศศิน เฉลิมลาภ : จำนวนคนน่าจะไม่ทำให้ป่าลดจำนวนหรือเพิ่มขึ้น
หากเป็นเรื่องวิถีชีวิตของยุคสมัยมากกว่า อย่างเช่น อังกฤษยุคสมัยหนึ่งที่ตัดไม้สนจนหมดเพื่อสร้างเรือรบ
ThaiNGO : ยุคล่าอาณานิคม
ศศิน เฉลิมลาภ : ใช่ จนป่าตัวเองหมดแล้วเริ่มชิงเอาทรัพยากรดินน้ำป่าจากประเทศอื่นๆ
แม้แต่ประเทศไทยซึ่งเริ่มล่าอาณานิคมจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค
อย่างเช่น ลาว ประเทศไทยมีโครงการสร้างเขื่อนน้ำเทินในลาว ตัดป่า
ดึงน้ำจากทะเลสาบสตรึงนัมในกัมพูชาและในหลายกรณี พายุโซนร้อนเกิดจากผลที่ป่าไม้ลดจำนวนลงอย่างกรณี
'ดัมเรย' เปลี่ยนเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ ยิ่งในอนาคตป่าไม้รอบๆ
บ้านเราหายไป พายุสามารถเข้ามาโดยไม่มีสิ่งใดขวางกั้น
ThaiNGO
: ระบบธรรมชาติเชื่อมต่อถึงกัน
ศศิน เฉลิมลาภ : สมดุลธรรมชาติมีผลกระทบต่อเนื่อง-ยาวนานซึ่งส่งผลกระทบใหญ่สุ่รุ่นลูกหลานหากเรายังใช้ระบบปรัชญาแบบ
ทุน คือ แปรทรัพยากรมาใช้ให้ได้มากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนำทรัพยากรจากอนาคตมาใช้ล่วงหน้าได้ยิ่งดีดึงทุนจากอนาคตมาได้มากเท่าไรยิ่งดีที่สุด
สังคมต้องตอบให้ได้ว่า วันนี้ เราจะมีชีวิตอยู่กับระบบธรรมชาติอย่างไร
กะเหรี่ยงอยู่มาได้เป็นร้อย ๆ ปี เพราะหนึ่งครอบครัวทำไร่ข้าว
5 ไร่ บ้านเรือนที่อยู่อาศัยปลูกสร้างหมุนเวียน ตัดตองตึงตัดไม้ไผ่ก่อนสังคมเปลี่ยนแปลงไปทำให้รุ่นลูกหลานคิดถึงการสร้างบ้านที่มั่นคง
ต้องมีหลังคาสังกะสีซึ่งแสดงถึงฐานะ เปรียบต่างระหว่างหลังคาตองตึงกับหลังคาสังกะสี
ไม่ใช่ชาวบ้านที่เปลี่ยนแปลงหากเป็นสภาพสังคมที่ทำให้คนเปลี่ยนแปลง
โลกเปลี่ยน-คนเปลี่ยน กระบวนการภายใต้ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้นี่เองที่เราจะต้องสร้างระบบจัดการภายใต้การเปลี่ยนแปลง
สร้างกติกาและแผนชุมชน ชุมชนกะเหรี่ยงที่มีการจัดระบบตัวเองตามวิถีเดิมคงไม่จำเป็นวัฒนธรรมของชุมชนจะเป็นตัวขับเคลื่อนแต่เท่าที่วิถีวัฒนธรรมเหล่านั้นสูญหาย
มันต้องมีการจัดการตามยุคสมัย เช่น สมาชิกชุมชนเข้าร่วมวางแผนจัดการดูแลป่าหรือจัดตั้งคณะกรรมการชุมชนดูแลป่า
ยกตัวอย่างว่า เมื่อก่อนมีผู้นำธรรมชาติ คนเคยเชื่อลูกหลานเคยเชื่อ
แต่วันนี้ ผู้นำธรรมชาติตามไม่ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปยิ่งผ่านการศึกษาตามระบบมาผู้นำยิ่งเป็นคนล้าสมัยกระบวนการเหล่านี้ถึงต้องสร้างระบบจัดการที่ผสมผสานกันเข้าไว้
รัฐยิ่งไม่ต้องพูดถึง เราบอกว่าชาวเขามีระบบชีวิตที่ดูแลรักษาป่า
ไม่เชื่อ เดี๋ยวนี้ชาวเขาเปลี่ยนจากนุ่งโสร่งมานุ่งกางเกงหมดแล้ว
แล้วยังไง กระบวนการจัดการต้องผสมผสานตามยุค สร้างสมดุลระหว่างโลกาภิวัตน์และทรัพยากร
ThaiNGO
: เป็นปัญหาการจัดการทรัพยากร
ศศิน เฉลิมลาภ : เครื่องมือของรัฐมีน้อยและหยาบ เน้นกฎหมาย
ซึ่งเป็นระเบียบวิธีแบบตะวันตก กระด้าง ไม่ยืดหยุ่น
(เน้นเสียง) เป็นสีเขียวมาก ไม่มีทางออก ไม่มีความคิดมากไปกว่าการทำป่าให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือหรือนำทรัพยากรมาใช้ชนิดล้างผลาญ
เท่าที่เห็นน่าจะมี คุณสืบ นาคะเสถียร เพียงคนเดียว
ThaiNGO : เคยร่วมงานกับคุณสืบหรือเปล่า
ศศิน เฉลิมลาภ : เปล่า เส้นทางชีวิตผม คือ การเรียนหนังสือมากกว่า
ทำกิจกรรมบ้างประปราย ออกค่ายอาสาพัฒนา เคลื่อนไหวติดตามประเด็นทางสังคมแต่ไม่ได้เป็นหลักหรือมีส่วนร่วมจริงจัง
การเรียนทำให้การทำกิจกรรมเป็นเรื่องที่ยาก เข้าแล็บ ลงพื้นที่สำรวจชั้นหิน
เรียกว่า เป็นระบบการทำเหมืองแร่ (ว่างั้นเถอะ)
จนเดี๋ยวนี้มันค่อนข้างขัดแย้งกับเพื่อนในสายอาชีพเพราะเรามามองว่า
,การสร้างเขื่อน ,ทำเหมือง ก่อผลกระทบกับประชาชนอย่างไร
ThaiNGO : เช่น
กรณีเหมืองโปแตส
ศศิน เฉลิมลาภ : ใช่ ผมเป็นอนุกรรมการทบทวน อีไอเอ
ThaiNGO
: ปัญหาใหญ่ คือ นโยบายรัฐซึ่งมุ่งใช้ทรัพยากรตอบสนองระบบอุตสาหกรรม-เศรษฐกิจ
ศศิน เฉลิมลาภ : ปัญหา คือ เราจะเรียนรู้เรื่องอะไร
หรือ เชื่อแบบไหน ใช้ระบบคิดภายใต้ปรัชญาแบบไหน หากเราจะเชื่อในระบบปรัชญาของสุนทรียภาพ
การเก็บความงามเอาไว้ เช่น ทะเลภูเขาแล้วมีความสุขหรือมีความสุขกับตัวเลขในบัญชีแต่ซื้อทุกอย่าง
ThaiNGO
: จะเป็นไปได้หรือเปล่า เราได้เงินด้วยแล้วเผาผลาญทรัพยากรน้อยลง
ศศิน เฉลิมลาภ : ผมว่าเราคงต้องได้เงินน้อยลงกว่าเดิมไม่ฝันว่าจะเป็นครัวโลก
ลองดูแผนที่โลกสิประเทศไทยเล็กนิดเดียวลองคิดดูว่าหากเราจะเป็นครัวโลกเราต้องสร้างอาหารมากขนาดไหน
คิดง่ายๆ นะ มองแผนที่โลกเจียมตัว คุณคิดเอาประเทศไทยไปเลี้ยงโลก
คุณจะเอาเงินเข้าประเทศแต่ผลาญทรัพยากร แทนที่คิดว่าประเทศต้องอยู่ดีกินดี
ทรัพยากรดินน้ำป่าดี เป็นประโยชน์แก่คนในประเทศเต็มไปด้วยพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ภายใต้ระบบนิเวศที่หลากหลายซึ่งจุดขาย
ขณะระบบนิเวศของตะวันตก
อเมริกา ยุโรป แม้จะเนื้อที่ขนาดใหญ่หากมีไม้สนเพียงชนิดเดียวขณะบ้านเรามีนั่นนิดนี่หน่อยเรากลับเคลียร์พื้นที่แล้วปลูกพืชเพียงชนิดเดียวให้เหมือนอย่างเค้า
ปลูกพืชชนิดเดียวผลิตให้ได้มาก ๆ เพื่อเลี้ยงโลก
ThaiNGO
: เลี้ยงไก่แบบซีพี เราจึงต้องผลิตข้าวโพดจำนวนมหาศาล
ศศิน เฉลิมลาภ : ใช่ ดังนั้น มันจึงเข้าไปรุกทำลายพื้นที่ของความหลากหลายแล้วปลูก
ข้าวโพด ,ข้าวโพด ,ข้าวโพด หนึ่งปีสี่เดือน สมดุลธรรมชาติหายไป
ผมเคยบอกว่าต่อไปประเทศเราต้องประสบปัญหาดินถล่มบ่อยขึ้นผลจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ทำลายพื้นที่ความหลากหลาย
คนไม่เชื่อผม เรากลับทำให้ป่ากลายเป็นไร่ข้าวโพดขนาดใหญ่
หากเราเก็บป่าใหญ่เอาไว้แล้วทำงานวิจัยเรื่องระบบอินทรีย์ จุลินทรีย์
จัดระบบเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ให้ชัดเจน นักท่องเที่ยวจะได้พบกับระบบนิเวศที่เปี่ยมไปด้วยความหลากหลายทั้งวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่เกี่ยวพันกัน
ThaiNGO
: กฎหมายป่าชุมชนจะเป็นคำตอบของการจัดการป่า หรือเปล่า
ศศิน เฉลิมลาภ : ผมมีความเห็นว่า ป่าชุมชน เป็นการจัดการย่อย
ๆ ที่กำลังจะถึงทางออก แม้จะขัดแย้งกันในบางหลักการแต่มันกำลังจะลงตัวหรือนโยบายป่าไม้แผนใหม่ที่เปิดเป็นโครงการนำร่อง
แม้จะดูไม่เข้าท่าเข้าทางแต่เป็นการเปิดที่ดี ใครจะออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างไรเป็นอีกหนึ่งเรื่อง
ไม่เป็นไร ผมคิดว่าดีแล้วที่มีคนออกมาคัดค้าน สังคมต้องการสมดุลซึ่งเป็นก้าวที่สำคัญ
สังคมมองเห็นแล้วว่ามีชุมชนอยู่ในป่า ทีนี้ จะทำอย่างไรชุมชนกับป่าจึงจะอยู่ร่วมกันได้
ผมคิดว่า เราน่าจะมาเริ่มคิดกันได้แล้วว่า ทำอย่างไร ถึงจะขวางนโยบายขายป่าสนองอุตสาหกรรมทำตัวเป็นนายหน้าค้าความเจริญรุกรานฐานทรัพยากรเพื่อนบ้าน
อย่างเช่น ลาวและพม่า
ThaiNGO :สังคมไทยตื่นตัวกับประเด็นสิ่งแวดล้อม
มากน้อยแค่ไหน
ศศิน เฉลิมลาภ : เราต้องยอมรับความจริงว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ระบบการจัดการตามอย่างตะวันตกและยุโรป
เรามีสวนที่จัดสร้างเอาไว้แล้วให้คนเข้าไปเที่ยวชม เราเปลี่ยนชีวิตบ้านป่าให้เหมือนคนพื้นราบจนไร้รากทางวัฒนธรรม
ความสวยงามถูกแลกเปลี่ยนกับความมั่งคั่ง ไม่มีปาเกอญอ-ไม่มีโพล
เป็นคนเมือง แต่ถึงที่สุด การจัดการป่าต้องมีอยู่ แต่จะอยู่ในรูปไหน
สังคมตระหนักว่าจำเป็นต้องมีพื้นที่ป่า มีดิน มีน้ำ มีพื้นที่อยู่อาศัย
คนกำลังตระหนักชัดถึงการพึ่งพาและเกิดกลุ่มเคลื่อนไหวเชิงอนุรักษ์
อย่างเช่น กระเช้าดอยเชียงดาว ถนนตัดอ่าว-ตัดถนนผ่านป่าคลองลาน-อุ้มผาง
รักษาป่ารักษาน้ำ สร้างสมดุล ชะลอการพัฒนาเชิงทำลาย ต้องปะทะป้องกีดกั้นนโยบายเหล่านี้ก่อนที่สังคมไทยจะก้าวเข้าสู่ระบบทำลายล้างทางนิเวศครั้งใหญ่

สังคมวันนี้กำลังตระหนักชัดถึงความสำคัญและการมีอยู่ของพื้นที่ป่า
ป่า คือ ชีวิต อาจารย์ ศศิน เฉลิมลาภ
ผู้จัดการ โครงการ 'จอมป่า' ร่วมรักษาผืนป่าตะวันตก มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
(http://www.seub.or.th)
กำลังพูดเช่นนั้น ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงตลาดทุนรุกเข้าสู่ความคิดคนในทุกตารางป่าขาย-ขยายความคิดเรื่องการเอาประโยชน์จากทรัพยากร
"ล้าง" เปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมเป็น "เงิน"
คนกับป่า จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไรคำตอบอยู่ที่หัวใจของคุณ
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
9 ตุลาคม 2548
|