สมบัติ บุญงามอนงค์ นักประกอบการทางสังคม

ใครหลายคนคงคุ้นเคยอย่างคนที่จำหน้าค่าตากันได้ว่า บก.ลายจุด หนูหริ่งหรือพี่หนูหริ่ง หรือ สมบุติ บุญงามอนงค์ หนึ่งคนในสายงานพัฒนาที่ได้รับความสำเร็จค่อนข้างสูง ในสายตาของสังคมและคนทำงานด้วยกัน หรือเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่นำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ามารับใช้งานพัฒนาจนดูเหมือนว่า หนูหริ่ง เป็นสัญญลักษณ์ของชีวิตสมัยใหม่ หรืออาจจะเป็นด้วยเหตุผลนี้ที่ทำให้ โครงการครูอาสา เข้าถึงคนรุ่นใหม่และได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นผลงานชิ้นหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึง หากอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่เริ่มต้นในครอบครัวคนจีนเข้ามาค้าขายในแผ่นดินไทย จากยุคสมัยเสื่อผืนหมอนใบถึงยุคการแข่งขันผูกขาดการค้าของคนไม่กี่ตระกูล ได้โอกาสร่ำเรียนหนังสือ ตามสมควรแก่ฐานะ การเดินทางเข้าสู่ภายในตนเองเป็นเหตุผลที่มักไม่ได้รับรู้กันมากนักในสายตาคนทั่วไป จากปากคำของ ผู้ชาย ชื่อ สมบัติ บุญงามอนงค์


ThaiNGO.org : แรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดพื้นฐานความคิดในการเข้าสู่สายงานพัฒนา
สมบัติ บุญงามอนงค์ : อาจจะเป็นเพราะว่า สมัยเด็กผมได้รับความคิดจาก อาขณะนั้นอาเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์บวกกับบรรยากาศทางสังคมที่เร่าร้อน ทำให้เกิดการถ่ายทอดและเรียนรู้เรื่องการเมือง อา จะเป็นคนให้มุมมองประเด็นทางสังคมมากกว่าพ่อกับแม่ พ่อแม่ไม่ได้เรียนหนังสือ อ่าน พูด เขียนภาษาไทยไม่คล่อง ค้าขายมาตลอดไม่ได้อ่านหนังสือ หรือเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน แต่ท่านมีมุมองของท่านนะ ท่านมักจะเล่าถึงเรื่องราวสมัยที่ท่านยังเป็นเด็ก ๆ ให้ฟัง เอาเข้าจริง ๆ ชีวิตในวัยเด็กไม่ได้ลำบากยากเข็ญอะไรนะ ผมเติบโตมาในรุ่นที่ครอบครัวครอบครัวมีฐานะมั่นคงแล้ว รวย (หัวเราะ) ว่าอย่างนั้นก็ได้ บอกได้เลยว่า ผมไม่ได้มาจากชนชั้นที่ยากจน(หัวเราะ)หรือถูกกดดันจนทำให้เกิดสำนึกทางชนชั้นแต่อย่างใด วิธีคิดหลักของผมออกจะไม่รุนแรง แต่ไม่หมายความว่า ผมไม่เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมนะ แต่ผมคิดเปลี่ยนแปลงสังคมจากจุดอื่น เป็นแรงเหวี่ยงของความคิดเป็นอิทธิพลจากอาส่วนหนึ่ง

ThaiNGO.org : สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานทำให้เกิดการเหวี่ยงกลับของความคิด
สมบัติ บุญงามอนงค์ : ครับ อา เป็นส่วนซึมซับสำคัญที่ทำให้เกิดอาการเหวี่ยงที่ว่า คือ อาเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือพิมพ์มาก ๆ ความที่แกชอบดูข่าวเป็นชีวิตจิตใจทำให้ผมต้องดูไปด้วย เพราะแกเล่นครองทีวีอยู่ตลอดเลยเกิดศึกแย่ง ทีวี นั่งดูด้วยกันก็จะคุยกัน อธิบายว่า คนนั้นคนนี้เป็นใคร ทำอะไร มีความสำคัญอย่างไรบ้าง เกิดเป็นวิธีคิด เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตลอด ทำให้เรารับเอาอิทธิพลทางความคิด ซึมซับขั้นตอนเหล่านี้มาเรื่อย

ThaiNGO.org : ทราบว่าเรียนไม่จบ
สมบัติ บุญงามอนงค์ : (หัวเราะ) ครับ ไม่จบชั้นมัธยมศึกษาปี 6 คือ ตั้งแต่เริ่มนี่เรียนโรงเรียนจีน มาก่อนพ่ออยากให้รู้ภาษาจีนด้วย ตอนนั้นท่านบอกกับผมเสมอว่า วันหนึ่งเราจะกลับบ้าน ผมคิดว่านี่เป็นรากที่เข้มแข็งของคนจีนแผ่นดินใหญ่นะ จนเข้าเรียนในโรงเรียนปทุมคงคา

ThaiNGO.org : ทำไม
สมบัติ บุญงามอนงค์ : ผมคิดว่ามันเกิดมาจาก..คือ ผมรู้สึกว่าผมทำใจให้สนุกไปกับการเรียนหนังสือไม่ได้ อีกอย่าง ช่วงนั้นอยู่ในช่วงวัยรุ่นพอดีจะเรียกว่าเกเรก็ได้แต่ก็ไม่ขนาดตีรันฟันแทง เป็นคนนำเพื่อนในกลุ่มแต่ก็ไม่ถึงกับหัวโจก ช่วงที่เป็นเรื่องใหญ่โตก็ช่วงเรียน ม.5 ช่วงนั้นจะมีการเลือกกรรมการนักเรียน ผมกับเพื่อนตั้งทีมลงสมัครรับเลือกตั้ง บังเอิญปีนั้นเป็นปีที่โรงเรียนเปลี่ยนวิธีการคัดเลือกพอดี จากเมื่อก่อนที่นักเรียนจะเป็นคนเลือกโดยตรงกลับเป็นว่าให้ห้องส่งตัวแทน 2 คน คัดคนที่มีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.5% ให้เข้าพิจารณาเลือกตั้งตัวแทนแล้วถึงจะไปเลือกประธานและกรรมการนักเรียนเป็นทีมบริหารซึ่งเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อมและเป็นการบล็อกนักเรียน ทำให้ผมถูกคัดสรรโดยปริยายเพราะเกรดเฉลี่ยผมขณะนั้น อยู่ที่ 1.7% ราวนั้น ด้วยวัยและเป็นคนที่ทำกิจกรรมโรงเรียนบ่อยครั้งทำให้ผมนำเพื่อนๆ ออกมาคัดค้านระบบการเลือกตั้งของโรงเรียนและระบบการเรียน ผมจึงตกเป็นบุคคลที่ฝ่ายบริหารโรงเรียนจับตามองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา(หัวเราะ)

ThaiNGO.org : เกิดอะไรหลังจากนั้น
สมบัติ บุญงามอนงค์ : ม.6 ผมก็นำเพื่อนคัดค้านวิธีการบริหารของโรงเรียนอีกครั้ง เรื่องระบบการเลือกตั้งกรรมการนักเรียนนี่แหละ คือ กรรมการนักเรียนเป็นอะไรที่มีบทบาทสำคัญมากมีอำนาจต่อรองกับฝ่ายบริหารได้ดีเยี่ยม สามารถชุมนุม แสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ ประธานแต่ละรุ่นแข็งมาก อืม ทั้งเรื่องการแต่งกาย ต้องหิ้วกระเป๋านักเรียนหรือทรงผมมีการต่อรอง อาจจะดูเป็นเรื่องไร้สาระนะ แต่นักเรียนจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วม เหมือนจะเป็นเรื่องสนุกด้วยกระมัง ผมคิดว่า นักเรียนต้องเข้าไปเป็นส่วนในการจัดการระบบระเบียบต่าง ๆ ในโรงเรียน ช่วงนั้นมีการเปลี่ยนทีมผู้บริหารซึ่งค่อนข้างตึงและเข้มมากออกนโยบายให้นักเรียนหิ้วกระเป๋ามีหู ผมถามว่า กระเป๋าสะพายหลังมันเป็นยังไง เด็กต้องขึ้นรถเมล์มาโรงเรียน สะดวกกว่าหรือเปล่า คือ มันอธิบายไม่ได้ ขณะที่ฝ่ายบริหารบอกว่าต้องสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นภาพของโรงเรียนแต่ประโยชน์ต่อเด็กอยู่ตรงไหน..อีกหลายเรื่องคอร์รัปชั่นในโรงเรียน งบประมาณซื้อเครื่องดนตรีหายไปไม่มีเครื่องดนตรี ผมเลยเป็นเด็กหัวแข็งอยู่ต่อไปไม่ส่งผลดีแน่โรงเรียนจึงเชิญผมออกด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า คุณน่าจะไปเปลี่ยนสภาพแวดล้อมดีกว่า

ThaiNGO.org : เสียใจหรือเปล่า
สมบัติ บุญงามอนงค์ : ผมไม่เสียดายนะที่ผมไม่ได้เรียน แต่มาวันนี้เวลาทำให้ผมรู้ว่า การเรียนมีคุณค่าอยู่ในตัวของมัน..ตอนนั้นออกเป็นออก ตัดสินใจไม่ต้องเรียนแล้ว ทำงานดีกว่า หวังจะรวย ความสำเร็จ คือ รวย ทำงานอยู่สัก 1 ปี ค้นพบว่าตัวเองไม่ได้ต้องการสร้างฐานะหรือหวังความรวย ผมไม่อาจจะตอบโจทย์ที่เกิดขึ้นภายในได้ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่ความจริง ผมต้องการให้ตัวเองยอมรับตัวเองให้ได้ ซึ่งคำตอบไม่ใช่อยู่ที่การร่ำรวยเงินทอง เกิดอาการว่าง คุณเคยเป็นหรือเปล่า ไม่มีอะไรทำเพราะไม่รู้จะทำอะไร

ThaiNGO.org : เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งของชีวิต เรียกว่าอย่างนั้น
สมบัติ บุญงามอนงค์ : ใช่ ผมเรียกว่าเป็นอุบัติเหตุของชีวิตนะ ทำให้ผมเข้าสู่สายงานพัฒนา ช่วงนั้น อายุราว 19 ปี คือ วันนึงนอนฟังวิทยุแล้วได้ยินว่า กลุ่มละครมะขามป้อมเปิดรับอาสาสมัคร ติดต่อสมัครไปเลย คุณเชื่อไหมว่า ตอนเดินไปสมัครเฟอร์นิเจอร์เต็มตัว ลูกคนรวยเชียวแหละ (หัวเราะ) ผมเรียนรู้จากประสบการณ์ตอนนั้นว่า การสร้างการยอมรับที่ง่ายที่สุด คือ การประดับร่างกายด้วยเฟอร์นิเจอร์ นึกไม่ออกว่ามะขามป้อมจะเป็นกระบวนการขัดเกลาความคิดสร้างวิธีคิดให้แก่ผมใหม่

ThaiNGO.org : เข้าร่วมโครงการอะไร
สมบัติ บุญงามอนงค์ : โครงการละครพัฒนาเยาวชน เป็นโครงการแรกที่สอนให้ผมมองโลกด้วยสายตาที่แปลกออกไป การวิ่งเข้าสู่หมู่บ้านเปิดโลกของผมกว้างออกไป เข้าถึงสภาพปัญหาที่เป็นจริงของชาวบ้าน เป็นแรงเหวี่ยงทำให้ความคิดเห็นของผมแตกออกไปเป็นอีกขั้ว สุดไปอีกขั้ว อีกขั้วที่ไม่ได้วัดคุณค่ากันที่ตัวเงิน มันทำให้ผมเห็นว่าสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ ไม่ใช่มูลค่า แต่เป็นคุณค่า เติมบางสิ่งที่เหือดหายไปได้ เมื่อก่อนชีวิตของผมแห้ง แม้เดี๋ยวนี้บางครั้งก็ยังรู้สึกแห้ง ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีคุณค่า แต่ชีวิตมันขาดองค์ประกอบอื่น ๆ ไป เป็นคุณค่า คุณค่าที่เราได้เรียนรู้การเสียสละ คุณค่าที่เราได้เรียนรู้ชีวิตด้านลึกจากสังคม โลกทัศน์เกิดจากการที่เราได้ออกไปพบเห็น เรียนรู้โลกภายนอก ขณะที่เมื่อก่อน ต่างจังหวัดของผม คือ การท่องเที่ยวฉิ่งฉาบทัวร์ แต่หลังจากออกไปกับกลุ่มมะขามป้อมสายตาที่มองโลกมันแตกต่างออกไป การอาศัยและทำกิจกรรมในหมู่บ้านทำให้ผมได้ศึกษา เรียนรู้ความจริงของชีวิตอีกด้าน เมื่อกลับมา ผมกลายเป็นคนที่ไม่มีทางเลือก คุณเข้าใจนะ ผมอาจเอาชนะเกมหลักของชีวิตได้ แต่กลับไม่มีที่ยืนในชีวิตกระแสหลัก ขณะคนอื่นๆ มี เหมือนติดมุม การยอมรับที่จะใช้ชีวิตปกติทำให้ผมว้าวุ่น ยอมรับตัวเองในสภาพนั้นไม่ได้ ครอบครัวก็ไม่ยอมรับผมนะ จนวันนี้แหละที่ พ่อแม่ อา เพื่อน ๆ หลายคนมองออกว่า มันมีทางไปของมันได้

ThaiNGO.org : ทราบว่า เริ่มต้นด้วยงานละครก่อนมาเป็นกระจกเงา
สมบัติ บุญงามอนงค์ : ใช่ งานละคร ทำให้ผมท่องเที่ยวไปในส่วนลึกของชีวิต ยิ่งเป็นงานละครเพื่อการพัฒนายิ่งทำให้ ผมค้นพบความงามของชีวิตที่ยากแค้น สมัย รสช. คณะรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ทำรัฐประหารช่วงนั้นออกมาเคลื่อนไหวเอง ใช้การละครเข้าต่อสู้ รณรงค์เรื่องการทำรัฐประหาร คัดค้านการประกาศกฎอัยการศึก เป็นละครเร่ สักปลายปี 2534 กลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงาจึงเกิดขึ้น เน้นงานละครและสื่อ ทำค่ายส่วนใหญ่จะเป็นงานเด็กและเยาวชน จนย้ายจากสำนักงานที่กรุงเทพฯไปเชียงราย เปลี่ยนวิธีการทำงาน จากคนทำงานละคร ทำกิจกรรมระยะสั้นเข้าสู่พื้นที่ทำงานต่อเนื่อง เกาะติดเชิงลึกมากขึ้น เปลี่ยนจากสเกลที่กว้างทำงานทั่วประเทศ เป็นละครเร่ รณรงค์เรื่องเนื้อหาต่าง ๆ มาทำงานในพื้นที่พื้นที่เดียว ความคิดเปลี่ยนไปนะ เหมือนกับว่า เมื่อก่อนเราคิดเพียงแค่ให้ได้ทำ เมื่อถึงจุดหนึ่ง ผมพบว่าการได้ทำนั้นไม่เพียงพอเสียแล้ว คือ เกิดคำถามขึ้นในใจว่าผมทำได้จริงหรือเปล่า.. คำตอบ คือ ไม่ได้ ขอใช้คำว่าเกิดการแตกหักในวิธีคิดแล้วกัน ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เริ่มงานพื้นที่เล็กลง แต่ต้องทำให้ได้ จะกี่ปีกี่เดือนก็ได้แต่ต้องทำให้ได้ โครงการครูอาสาและโครงการเด็กไร้สัญชาติ เป็นสองโครงการเด่น ๆ ของกระจกเงาที่เชียงราย คือ มีผลสำเร็จออกมาให้เห็นได้ในระดับที่น่าพอใจแต่จะต้องมีการพัฒนาโครงการให้กว้างออกไป การแก้ปัญหาต้องเคลื่อนไหว ต้องแก้ไขไปด้วยกันในทุกระดับ ทั้งโครงสร้าง ทั้งส่วนนโยบายและระดับพื้นที่ การเคลื่อนไหวทางสังคมจำเป็นต้องเคลื่อนไหวไปพร้อมกันหมดทุกส่วน

ThaiNGO.org : มีหลักอะไรในการทำงาน
สมบัติ บุญงามอนงค์ : หลักใหญ่ของการทำงานเลย คือว่าต้องรู้จักยืดหยุ่น ต้องเอาอคติออกไปให้มาก หากตรวจสอบกันจริง ๆ จัง ๆ ผมพบว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ภายนอกแต่เป็นจากภายใน จากตาที่บอดมองไม่เห็นอารมณ์ตัวเอง ผมทำงานมาก ๆ เข้าผมพบว่ามันจะเกิดอาการตัน..ไปไม่ได้..ทำอย่างไร ผมเรียนรู้ว่าหากเราทำความเข้าใจสิ่งที่เราเคยปฏิเสธ และเข้าไปเรียนรู้กับมันอย่างทำความเข้าใจ เราจะเจอช่องทางแล้วเดินต่อไปได้อีก

ThaiNGO.org : ยังไง
สมบัติ บุญงามอนงค์ : อย่างเช่น ผมเคยคิดว่าระบบการบริหารจัดการเป็นเรื่องไม่จำเป็น เน้นทำงานอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่า เคลื่อนองค์กรไปอย่างเป็นธรรมชาติ มีระบบจัดการแบบไม่ต้องจัดการ ผมเคยเชื่อในวิธีนี้ คิดว่าถูกต้อง แต่ผมกลับเจอกับความล้มเหลว โดยหลักการมันอาจจะใช้ได้กับงานบางลักษณะ องค์กรขนาดเล็กจะไม่มีปัญหา คนไม่เยอะ แต่เมื่อเรื่องมันซับซ้อน งานเยอะขึ้น เช่น เรื่องสัญชาติผมต้องจัดตัวเองใหม่ ผมไม่มีชุดความรู้เกี่ยวกับเรื่องสัญชาติ ถูกนายอำเภอไล่กลับตั้งแต่เข้าพบ ไปอ่านเรื่องระเบียบและกฎหมายมาให้แม่นเสียก่อน คุณพูดกับผมจะได้เข้าใจ ผมเริ่มหาความรู้ ประชุมเอ็นจีโอที่จับงานชนเผ่าผมเข้าไปนั่งฟัง คำตอบที่ได้รับทำให้ผมรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหา ต้องสร้างวิธีการแก้ปัญหาใหม่ งานพัฒนาต้องสร้างทางเลือก ต้องแหกวิธีคิดเดิมออกไป ช่องทางนี้ไม่ได้ ช่องทางอื่นได้ไหม ต้องมีสักช่องทางที่ไปได้ ผมคิดว่า กระจกเงาค่อนข้างเชี่ยวชาญในแง่เทคนิควิธีการ การคิดเชิงกระบวนการ จัดกระบวนการ จึงมองงานพัฒนาในเชิงของการสร้างรูปแบบ การคิดกระบวนการวิธีการเข้าถึง ทั้งในเชิงความรู้และการสร้างชุดเป้าหมาย แต่ก็มีจุดอ่อนใหญ่ ๆ คือ กระจกเงาไม่ได้เกาะติดกับองค์กรชาวบ้านทำให้ไม่มีทรัพยากรพื้นฐานอยู่ในมือหรือมีชุดทฤษฎีการทำงานกับชุมชนหรือขาดหลักในการจัดตั้งหรือสร้างองค์กรชาวบ้าน เหล่านี้จะขาดมาก แต่กระจกเงาสร้างวิธีคิดใหม่หรือนวัตกรรมใหม่เกี่ยวกับกระบวนการการทำงานออกมาเสมอ เรื่องนี้จะเป็นจุดแข็งก็ว่าได้

ThaiNGO.org : หากนิยามความหมายของกระจกเงาจะออกมาจะได้อย่างไร
สมบัติ บุญงามอนงค์ : อืม กระจกเงา ค่อนข้างเป็นองค์กรที่เน้นการบริหารจัดการเป็นหลัก ตอนนี้ทุกฝ่ายมีการจัดการที่สามารถจับต้องได้ ผมคิดว่าเรา คือ ผู้ประกอบการทางสังคมเต็มรูปแบบ ผมเลือกใช้เครื่องมือทุกชนิด ใช้ศาสตร์ทุก ๆ ศาสตร์ ผมไม่รังเกียจในการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ เข้ามาใช้ ในการขับเคลื่อนใดใดก็ตามเราต้องเรียนรู้และใช้ชุดความรู้ที่มากกว่าหนึ่งวิธี รับชุดความรู้ทุกรูปแบบ และไม่รังเกียจงบประมาณ(หัวเราะ) แต่ต้องมีศักดิ์ศรีนะ งานพัฒนาต้องมีรูปแบบที่หลากหลาย ขั้วที่เหวี่ยงสุดขั้วเรียกซ้ายตกขอบ หรือขั้วอนุรักษ์จับมือรัฐ พวกนี้เรียกเอ็นจีโออิงรัฐ พวกกลาง ๆ ก็มี พวกนี้จะเน้นงานประชาสังคม ปฏิรูป..

ThaiNGO.org : กระจกเงาอยู่กลุ่มไหน
สมบัติ บุญงามอนงค์ : ผมคิดว่า เป็นพวก ซ้ายในซ้ายนะ ผมไม่ใช่กลุ่มอนุรักษ์ ผมไม่ใช่พวกตรงกลางแต่ก็ไม่ตกขอบ คือ ผมคิดว่าผมยืนอยู่ในส่วนของฝ่ายก้าวหน้าที่ไม่ตกขอบ (นิ่งคิด) หากผมขายสินค้าชาวเขาให้แก่เอ็นจีโอ หรือนักธุรกิจ หรือปัจเจกบุคคล รายได้ที่เกิดจากการดำเนินการก่อประสิทธิภาพสามารถบริหารโครงการได้ ผมถือว่าผมประสบผลสำเร็จ นี่เป็นปลายทาง ผมคิดว่าผมไม่ผิด ผมคิดใหญ่นะ สถานประกอบการของผมจะต้องเป็นตึก หรือมีดาวเทียมของตนเองเพื่อดำเนินงาน อย่างบ้านนอกทีวี อีก 10 ปี คงไม่เกินไปนักหากทีวีบ้านนอกจะมีเครือข่ายเป็นร้อยเป็นพันชุมชน ผมฝันใหญ่ ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่คิดไม่ได้นะ เอ็นจีโอเมืองไทยจะติดอยู่ในบล็อกอะไรบางอย่าง เช่น ต้องเล็ก ต้องเสียสละ ทำงานจนตัวเองผอม มันจะอยู่ได้ไม่นานเพราะมันขัดต่อหลักธรรมชาติ สุดท้ายพวกเหล่านี้ก็จะไปทำธุรกิจหรือไม่ก็รู้สึกเจ็บปวดไปเลย ปัญหา คือ หากคุณทำงานด้วยอาการบีบรัด กดดันตัวเอง คุณจะฝ่อและลีบลงจนคุณไม่เหลือกระทั่งวิญญาณ..

ThaiNGO.org : ย้อนกลับไปช่วงก่อตั้งกระจกเงาใหม่ ๆ เริ่มอย่างไร
สมบัติ บุญงามอนงค์ : ผมตั้งกลุ่มด้วยการปิดบัญชีเงินฝากสะสมของตัวเองนะ รับจ๊อบข้างนอก ตั้งออฟฟิศด้วยทุนครอบครัว ทำงานตั้งแต่เงินเดือน 2,000 บาท

ThaiNGO.org : ดูเหมือนจะทุ่มเท เรียกว่า เสียสละ หรือเปล่า
สมบัติ บุญงามอนงค์ : ผมไม่เข้าใจว่า เราวัดความเสียสละจากอะไร คือ ผมเคยใช้เงินส่วนตัว 15,000 บาท ประกันตัวนักศึกษาที่ถูกจับกุม กรณี พฤษภา 35 หรืออย่างละครเรื่องแรก ผมยืมเงินของแม่มาทำจนวันนี้ยังไม่ได้คืน เรียกว่าเสียสละหรือเปล่า หรือว่าผมทำงาน 7 วัน/สัปดาห์ ไม่มีวันหยุด ตื่นขึ้นมาก็ทำงาน ผมทำงานตลอด 365 วันเรียกว่าเสียสละหรือเปล่า ผมคิดว่าผมกลัวตายและไม่ใช่คนที่กล้าหาญมาก แต่หากเกิดวิกฤติผมก็พร้อมจะอยู่แถวหน้า การเสียสละวัดจากอะไร ผมไม่แน่ใจ ผมบอกคุณได้ว่า หากคุณตั้งใจจะอยู่ในตลาดของการเสียสละ ดอกผลของคุณ คือ การสร้างคนใหม่ ผมคิดว่า มันเกิดความผิดพลาดบางอย่างในแวดวงของคนทำงานพัฒนา ใช่หรือเปล่าว่า เรากำลังทำให้แวดวงงานพัฒนาเล็กลงเรื่อย ๆ กัดกร่อนตัวเองด้วยการสร้างเงื่อนไขตลอดเวลา ทำไม..ทำไมเราต้องวางรูปแบบการทำงานของเราเอาไว้และปล่อยนิ่งอยู่อย่างนั้น กอดวิธีการเดิมเอาไว้ งานเล็กง่าย ๆ ทำยังไม่ได้ แค่ได้ทำแล้วยังมาตีกรอบให้ตัวเองอีก ผมคิดว่าหากเรามีการบริหารจัดการที่ดีเราสามารถใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่า ซึ่งองค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศไทย บางองค์กร มีการบริหารจัดการที่ด้อยประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าอย่าเอาความรู้สึกเสียสละผอม ๆ ของคุณมาเป็นตัวชี้วัดคุณค่าความสำเร็จของงาน อย่าใช้ความทุ่มเท ความตั้งใจดีเพียงอย่างเดียว ผลสำเร็จที่ปลายทางจะเป็นตัวชี้วัด เริ่มงานใหม่ ๆ คนมักจะไม่เข้าใจว่าทำไมผมต้องใช้เทคโนโลยี ผมกลายเป็นสิ่งประหลาดในสายตาของเอ็นจีโอ ทำไมผมไม่เข้าใจ หรือว่าเค้ามองไม่ออกกันว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่อะไร ..

เราเป็นเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ ที่จะนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ชุมชน สังคมที่เราอยู่เป็นภารกิจที่ได้รับการสืบทอดมาจากอดีตและส่งมอบสู่คนรุ่นต่อไป เราเป็นสายพันธุ์ที่เปลี่ยนแปลง..ประโยคนี้หมายถึงอะไร ผมเชื่อว่า เราวันนี้ไม่ใช่เรา เราเป็นมรดกจากคนอีกรุ่นที่ถูกถ่ายทอด เราใช้ความคิดที่มีคนคิดเอาไว้แล้ว มาเป็นส่วนประกอบ ซึ่งต้องสังเคราะห์และพัฒนาออกไป เราไม่ได้เกิดขึ้นมาเดี่ยว ๆ หากเราเป็นสายธารของการเปลี่ยนแปลง และเราก็ทำหน้าที่ของเราและเลือกหนทางเพื่อก้าวเดิน หน้าที่ของเราคือตัวแทนของบรรพบุรุษที่ทิ้งความคิดเอาไว้ เมื่อคุณตกลงใจจะเดินไปในหนทางใด มีอยู่ 2-3 อย่างที่จะเกิดขึ้น คือ ทรงตัว ขยายออก หรือไม่ก็ตายไป โดยไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ได้สร้างหรือช่วยก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคม

ThaiNGO.org : ใครคือ หนูหริ่ง วันนี้
สมบัติ บุญงามอนงค์ : ว่างเปล่า คือ ผมเชื่อว่าสุดปลายทางของผมแล้วมันไม่มีอะไร เท่าที่มีอยู่วันนี้ คือ ช่วงเวลาระหว่างทาง เราตายไปรากหรืออุดมการณ์ทางความคิดแม้จะยังอยู่ แต่คงไม่เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นความจริงแล้ว ผมคิดว่ามนุษย์ คือ ความว่างเปล่าไม่หลงเหลืออะไร ที่ผ่านมา คือ ความไร้สาระของชีวิต มนุษย์เพียงแค่หาคุณค่าให้กับตัวเอง ผมเชื่อว่า เมื่อผมตายไป คุณค่าของผมหมดลงทันที เป็นเรื่องของอัตวิสัยที่เราจะยึดเอาหรือถือเอาคุณค่าบางอย่างมากำหนดในการใช้ชีวิต คุณค่าที่ยึดถือจะหมดไปเมื่อคุณไม่มีอยู่ การเลือกจะเชื่อหรือยึดถือสิ่งใด จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก..และน่ากลัวมากในขณะเดียวกัน เมื่อคุณรู้สึกว่าสิ่งที่คุณยึดเอาไว้กำลังจะตายไปพร้อม ๆ กับร่างกายของคุณ..

ผมบอกกับตัวเองว่า สังคมในอุดมคติของผม ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่จะต้องเกื้อกูล ผมอาจจะไม่ได้เติบโตมาจากรากฐานทางสังคมที่ถูกกดขี่ แต่ก็ต้องการเห็นต้นไม้ของความเกื้อกูลงอกงาม ผมจะบอกตัวเองอย่างเต็มภาคภูมิว่า นี่แหละเป็นผลพวงของการกระทำที่เกิดขึ้นจากผมด้วย และเก็บเกี่ยวรางวัลแห่งความภาคภูมิอย่างเต็มที่ หากผมเห็นว่าสิ่งใดจะงอกงาม ผมไม่รอ หากสร้างคนได้ ผมไม่รีรอ

ThaiNGO.org : สมบัติ บุญงามอนงค์ คือ นักบริหารจัดการ พูดอย่างนี้ได้ไหม
สมบัติ บุญงามอนงค์ : อาจไม่ใช่ในตอนนี้นะ ผมกำลังเรียนรู้เพื่อจะปรับใช้กับการทำงานมากกว่า ผมเรียนรู้ว่าเมื่อถึงจุดจุดหนึ่งด้วยข้อจำกัดของร่างกายและความคิดผมจะทำงานยากขึ้น ผมไม่ต้องทำงานเองแต่สร้างระบบได้ เราจะไม่ต้องลงมือทำแต่ระบบจะเคลื่อนตัวเองไปได้ หากผมทำงานอีกสัก 10-15 ปี จะมีน้อง ๆ ที่ผ่านกิจกรรมทางสังคมมาร่วมผลักดันเกิดขึ้นอีกหลายคน สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปเป็นเรื่องที่เกิดจากองค์ประกอบทางสังคมที่เปลี่ยนตัวเอง

ThaiNGO.org : เอ็นจีโอ รุ่นใหม่หน้าตา เป็นอย่างไร
สมบัติ บุญงามอนงค์ : อย่างแรก ผมคิดว่า เอ็นจีโอ รุ่นต่อไปจะมีความเข้มข้นทางอุดมการณ์ที่ลดน้อยลง อย่างที่สอง ผมคิดว่า เอ็นจีโอ รุ่นใหม่จะเป็นนักจัดการมากขึ้น และผมไม่เชื่อว่า เอ็นจีโอในอนาคตจะเป็นเอ็นจีโอที่มีคุณภาพมากนัก แม้จะดูทันสมัยมากขึ้นแต่ก็จะอ่อนลงในแง่ของอุดมการณ์ ผมคิดว่าภาระจะตกอยู่ที่คนรุ่นนี้ว่าจะถ่ายทอดอุดมการณ์แบบไหนให้แก่คนรุ่นใหม่ ๆ บ้าง แต่ก็จะมีจุดแข็งบางด้าน ในแง่ของทักษะการบริหารจัดการภายในที่คนรุ่นเก่าไม่มี วิธีการมองสังคมจากมุมมองใหม่ ๆ ที่คนรุ่นเก่าจำเป็นต้องรับฟังและเป็นจุดแข็ง คนรุ่นนี้จำเป็นต้องสร้างชุดอุดมคติให้มากขึ้น ไม่หมายความว่ามากกว่าในปัจจุบัน เป็นเรื่องแปลกนะ คนมักจะคาดหวังว่า เอ็นจีโอต้องเถื่อน ๆ ดูปอนๆ หัวชนฝา ไม่มีเหตุผล ไม่มีความรู้ ตกงาน ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต อันนี้เป็นภาพลักษณ์เลยนะ ทั้งที่ความจริง งานเอ็นจีโอต้องท้าทาย ต้องการคนเก่ง เสียสละ ได้สมดุลกันระหว่างมูลค่าและคุณค่า คุณไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตอย่างอัตคัตแต่ต้องมีความรู้รอบด้าน คุยเรื่องสังคมต้องคุยได้ คุยเรื่องเศรษฐกิจต้องคุยได้ เชื่อมโยงโลกทั้งโลก ใช้วิทยาศาสตร์ ศิลปะ มาปรับใช้ในงาน ปรับปรุงการทำงานไปเรื่อยๆ ขณะเอ็นจีโอวันนี้ กลับกอดทฤษฎีที่ตายไปนานแล้วไว้แนบอกและรอความตายไปพร้อม ๆ มันไม่ได้หมายความไม่ดี แต่มันไม่ครบองค์ประกอบในการบริหารจัดการองค์กร คุณจะยึดถือทฤษฏีก็ได้แต่คุณต้องขยายมันออก ทำอย่างไร สร้างวิธีการจัดการ

ThaiNGO.org : สรุปได้ว่าภาพหลักของ เอ็นจีโอ คือ การสร้างคนรุ่นใหม่ ๆ
สมบัติ บุญงามอนงค์ : ใช่ อย่างนี้นะ คนมี 3 ลักษณะด้วยกัน หนึ่ง นักชิม โครงการครูอาสา ครูบ้านนอก เป็นการสร้างนักชิม ลิ้มรสการทำกิจกรรมทางสังคม นักชิมเมื่อถึงจุดหนึ่งจะกลายเป็น มือสมัครเล่น มือสมัครเล่น จะมีเวลาของมัน อย่างแรกเขาอาจจะกลายเป็นมืออาชีพที่เชียวชาญทักษะ อย่างที่สอง เมื่อเชี่ยวชาญแล้วจะวิวัฒน์กว้างใหญ่ขึ้น แต่ก็แบ่งเป็นสองพวก หนึ่ง เป็นศิลปิน พวกนี้จะเก่ง จริง พอดีกับตัวเอง แต่ไม่ใหญ่ อีกพวกเป็นมืออาชีพพวกนี้จะเติบโตมาก ผมอยากเป็นมืออาชีพ เป็นคนประกอบการ ผมไม่ต้องการเพียงแค่มีโครงการดีดีหรือคนดีดีเกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่งแต่ต้องขยายและส่งผลกระทบกับสังคมทั้งสังคม ผมจะขยายกลุ่มประกอบการทางสังคมให้เต็มตลาด ใครจะทำเล็ก ๆ ทำครับทำไปเลย แต่ผมคิดทำใหญ่เพราะคงไม่ได้แปลว่า ผมจะเสียสละหรือเป็นคนดีมากกว่าคนอื่นที่ทำเล็กๆ


จากบทเรียนชีวิตและความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ หนูหริ่ง วันนี้ หมายถึง ความหมายใหม่ของนักประกอบการทางสังคมที่ได้รับการยืนยันว่า หากคุณเป็นหนึ่งคนที่ทำงานรับใช้สังคม สังคมจะเป็นฝ่ายมอบเกียรติยศให้คุณ ไม่ได้หมายถึง คฤหาสน์ หรือ รถยนต์คันหรู หากเป็นการเข้าสู่ด้านในของชีวิตเพื่อแปรเปลี่ยนมันออกมาเป็นพลังสำหรับเปลี่ยนแปลงโลก ชุดความคิด คุณค่าที่ไม่ตายตัวแต่ยืดหยุ่นปรับใช้ต่อเนื่อง คือ นักประกอบการรุ่นใหม่ ที่อนุญาตให้เทคโนโลยีเป็นได้เพียงแค่เครื่องมือทำงานเท่านั้น

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

16 มีนาคม 2547