จากใจดวงแกร่ง...สุภิญญา กลางณรงค์

ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นที่รู้จักกันดี ในแวดวงคนทำงานสื่อสารมวลชน ในฐานะนักเคลื่อนไหว ผลักดันการปฎิรูปสื่อตามรัฐธรรมนูญ (มาตรา40) ที่วันนี้ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมและทันทีที่เธอถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท เธอจึงเป็นเหมือนกับซูเปอร์สตาร์ที่ไม่เห็นเป็นข่าว หากได้รับการพูดถึงกันในฐานะเด็กน้อยที่โดนรังแก..บทสัมภาษณ์นี้เป็นการเปิดเผยความคิดอีกบางด้านที่สังคมควรจะรับรู้..


ThaiNGO.org : ชีวิตที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ก่อนเข้ามาทำงานกระทั่งปัจจุบัน
สุภิญญา กลางณรงค์ : ชีวิตวัยเด็กไม่ได้โลดโผนอะไรมากนัก เป็นลูกคนเดียวของครอบครัวในจังหวัดสุราษฏร์ธานี เข้ามาเรียนหนังสือต่อที่กรุงเทพฯ ช่วงอายุ 15 และด้วยความอยากเป็นนักสื่อสารมวลชนที่ดีมืออาชีพก็ได้เอ็นทรานส์ติดนิเทศน์ศาสตร์จุฬา.. จบแล้วออกมาทำงานกับองค์กรสื่อองค์กรหนึ่ง (ที่ไหนเธออุบเอาไว้) คิดแต่ว่าจะผลิตรายการดีดีออกมาสู่สายตาประชาชน ทำงานได้ 1 ปี องค์กรเกิดต้องยุบตัวเองลง (หัวเราะ) ถึงได้หันเข้ามาจับงานเอ็นจีโอ ติดตามงานทางด้านสื่อทางเลือก จนเกิดรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันตามมาตรา 40 ซึ่งเป็นประโยชน์แก่การทำงานเพื่อสังคม จุดนี้ จึงคิดว่าจะต้องเข้าไปเป็นส่วนในการปฏิรูปสื่อและต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสื่อให้ได้...

สื่อสารมวลชนเป็นดั่งสายใยที่จะร้อยรัดมวลชนเอาไว้ต้องเป็นเครื่องมือที่จะแสดงความจริงและยืนอยู่ข้างสิ่งที่ชอบธรรม สามารถเชื่อมร้อยความแตกต่าง สื่อสารความเข้าใจระหว่างคนแต่ละกลุ่มได้ ระหว่างประชาชนและรัฐ คนจนและคนรวย ตรงนี้สำคัญ ..ที่ต้องทำให้เป็นจริง เพราะกลายเป็นว่า ตอนนี้รัฐเข้ากุมสื่อแล้วสร้างโอกาสให้แก่ตัวเอง ครอบงำ มอมเมา โน้มนำให้คนเชื่อ ซึ่งเราคิดว่าไม่ถูกต้อง..สื่อมวลชนต้องเป็นกระบอกเสียงในการสื่อสารสัจจะและสร้างความเข้าใจอันดี ระหว่างประชาชนสู่รัฐ ระหว่างคนจนระหว่างคนรวย ..เข้าสู่ปรัชญาของนักสื่อสารมวลชนอย่างแท้จริง

ThaiNGO.org : เป็นสาเหตุที่เข้ามาจับงานพัฒนา ด้านสื่อสารมวลชน
สุภิญญา กลางณรงค์ : จากพื้นฐานที่เป็นคนชอบเขียนหนังสืออยู่ก่อนด้วย จึงเลือกจะเรียนทางด้านสื่อสารมวลชน ประกอบกับความประทับใจในปรัชญาของนักสื่อสารมวลชน แต่เมื่อเข้ามาสู่วงการสื่อสารมวลชน กลับทำให้รู้ว่า ความเป็นจริงกับสิ่งที่เคยเชื่อมั่นมันเป็นเรื่องที่สวนทางกันโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ไม่ให้สื่อมวลชนในประเทศไทยมีอิสระหรือเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและยืนเคียงข้างความชอบธรรมได้อย่างแท้จริง จึงผันตัวออกมาทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสื่อที่ไม่ผูกติดอยู่กับโครงครอบของระบบทุนด้วยความหวังที่ว่าหากโครงสร้างเดิมมีการเปลี่ยนแปลงก็จะทำให้สื่อมวลชนมีอิสระ มีสิทธิเสรีภาพ นำเสนอความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม พร้อมจะนำไปสู่สังคมที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่าที่เป็นอยู่ และนี่คงเป็นจุดเริ่มของการมายืนอยู่ตรงนี้..

ThaiNGO.org : มองสื่อในปัจจุบันเป็นอย่างไร
สุภิญญา กลางณรงค์ : ปัญหาทุกวันนี้อาจไม่ชัดเจนซึ่งหน้านัก ในยุคที่บ้านเมืองอยู่ในช่วงของรัฐบาลเผด็จการ สื่อมวลชนถูกควบคุมคุกคามอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันการคุกคามเปลี่ยนรูปแบบ อำนาจทางการเมืองถูกผูกขาดด้วยกลุ่มทุนสื่อสาร เป็นสังคมรูปหน้าปะจมูก ไม่มีใครกล้าท้าทาย แม้ข้าราชการเองที่มีเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ซึ่งควรเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบถึงขนาดไม่กล้าออกมาปกป้องผลประโยชน์ให้แก่ประชาชน กลับไปยืนเคียงข้างรับใช้กลุ่มธุรกิจและกลุ่มอำนาจทางการเมือง

คนในสังคมเองก็มองไม่เห็นปัญหาที่ดำรงอยู่ มองเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องไกลตัวไม่เกี่ยวข้อง จึงง่ายและเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนเข้าไปใช้อำนาจดังกล่าวได้ง่ายขึ้น แยบยลยิ่งขึ้น เป็นการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย และสร้างผลประโยชน์ทับซ้อน โดยที่ประชาชนเป็นเพียงผู้บริโภคที่ขาดโอกาสเลือก เหมือนกบที่อยู่ภายใต้กะลาใบเล็ก จะถูกกำหนดและจำกัดให้รับรู้เท่าที่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งอยากให้รับรู้

สาเหตุมาจากโครงสร้างสื่อในปัจจุบันที่ไม่เอื้อและไม่มีความหลากหลาย ติดอยู่ภายใต้กรอบและกำมือของทุนและรัฐมากเกินไป โดยเฉพาะวิทยุและโทรทัศน์ แต่ในส่วนของหนังสือพิมพ์คิดว่ายังมีความเป็นอิสระมากกว่าเพราะส่วนใหญ่เป็นของเอกชน ไม่อยู่ภายใต้อำนาจรัฐ จึงเป็นอิสระในการนำเสนอข่าวสารได้อย่างหลากหลายมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามหนังสือพิมพ์ก็ยังต้องคำนึงถึงเรื่องของธุรกิจ ดิ้นรนให้ตัวเองอยู่รอด ด้วยการต้องหารายได้เสริมจากการโฆษณา และหากปล่อยให้ระบบธุรกิจเข้ามามีอิทธิพลมากเกินไปก็จะมีผลต่อการนำเสนอข่าวสารที่ตรงไปตรงมาได้เช่นกัน..

ThaiNGO.org : ขณะเดียวกัน องค์กรสื่อมวลชนจำเป็นต้องรักษาสถานะการทำงานเช่นเงินลงทุน เป็นแรงกดที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลยหรือเปล่า..
สุภิญญา กลางณรงค์ : คิดว่า..เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดภายหลัง เพราะหากย้อนกันถามถึงเวลาที่ผ่าน ๆ มา จะเห็นว่า องค์กรสื่อมวลชนเกิดภายใต้อุดมการณ์ของนักหนังสือพิมพ์ที่ท้าทายอำนาจเผด็จการ สื่อยังไม่ได้เป็นธุรกิจสื่อสาร ยืนได้ด้วยอุดมการณ์แต่วันนี้สื่อกลับเป็นธุรกิจที่ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าการสร้างผลกำไร ทำให้เกิดความสับสนในวิชาชีพ..เพราะเชื่อว่า ทุกคนที่ก้าวเข้ามาสู่วิชาชีพสื่อนั้น ล้วนก้าวเข้ามาด้วยความต้องการอิสรเสรีทั้งสิ้นเพียงแต่ว่าโครงสร้างปัจจุบัน องค์การสื่อเข้าสู่กลไกบริษัท หรือ การตลาด หรือเข้าสู่โครงสร้างของอำนาจรัฐ ถูกควบคุมไว้ กดทับการสร้างสรรค์ค์เอาไว้

เราคิดว่า จำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างสื่อ สื่อรัฐก็ต้องมี สื่อที่ต้องพึ่งเอกชนก็ต้องมี แต่จำเป็นต้องมีอีกโครงสร้างที่อิสระกว่านั้น ที่ได้รับการสนับสนุนจากสาธารณะ เช่น เป็นสื่อโดยตรงที่เกิดจากประชาชนที่เขาจะมาพูดถึงปัญหาของเขาเอง พร้อม ๆ กันนั้นก็ติดตาม ตรวจสอบ สื่อสารความคิดกันระหว่างประชาชนและรัฐ ซึ่งเชื่อว่าหากไม่ได้มาซึ่งโครงสร้างใหม่ที่เอื้อจริง ๆ ประชาชนก็จะได้รับการปั่นและครอบงำเช่นทุกวันนี้ ซึ่งต้องดูว่าการสนับสนุนจะได้รับมาจากไหน หากมาจากรัฐหรือมาจากทุนที่เห็นจริงก็คือว่าไม่มีความอิสระกันทางความคิด ดังนั้น สื่อประเภทนี้จำเป็นต้องเกิดขึ้น..

ThaiNGO.org : คาดหวังเรื่องการเปลี่ยนแปลงมากน้อยขนาดไหน
สุภิญญา กลางณรงค์ : การท้าทายระบบเก่าเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง คงเป็นเรื่องลำบากที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ หรือรื้อโครงสร้างเก่าทั้งหมดในทางปฏิบัติแล้วคงไม่มีใครยอมหรือทำได้ถึงขนาดนั้น เพียงแต่เบื้องต้นอยากเห็นพัฒนาการที่ค่อย ๆ นำไปสู่การจัดระบบที่โปร่งใสมากขึ้น มีระบบที่นำไปสู่การแข่งขันเป็นธรรมไม่ผูกขาดและประชาชนมีทางเลือกในการบริโภคสื่อมากกว่าที่เป็นอยู่ สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ไม่ต้องการจะล้างไพ่ทั้งหมด แต่กลุ่มที่ผูกขาดจะต้องยอมรับ และปรับตัวบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ตรงตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ

การที่คนไทยจะมีคุณภาพ มองเห็นความสำคัญ ของสิทธิเสรีภาพ ตามระบอบประชาธิปไตยได้ ส่วนหนึ่งเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ต้องคอยกระตุ้นเตือน ชี้ให้เห็นความเป็นจริงอย่างตรงไปตรงมาให้ประชาชนได้รู้เท่าทัน และเกิดการตื่นตัวทางการเมือง

ThaiNGO.org : ในฐานะคนที่ทำงานและมองเห็นปัญหาอยากเสนออะไร
สุภิญญา กลางณรงค์ : อยากเห็นการจัดปรับโครงสร้างที่มีความสมดุลมากกว่านี้ ไม่ได้หมายความว่ารัฐ ห้ามเข้ามาควบคุม หรือมีสื่อของตัวเองแต่ต้องเอื้อให้เกิดประโยชน์มากกว่าที่เป็นอยู่ ให้การรับรองเพื่อเสนอข่าวสารอย่างอิสระ กระตุ้นให้เกิดรายการที่มีสาระประโยชน์ มีพื้นที่สำหรับรายการเด็กและเยาวชน สร้างกลไกที่รองรับสื่อทางเลือกอื่น ๆ ให้มากขึ้น เช่น สื่อของภาคประชาชนที่นำเสนอความคิดเห็นมุมมองต่อปัญหาอย่างอิสระ หรือทำอย่างไรไม่ต้องให้สื่อพึ่งพิง โฆษณา รัฐมีหน้าที่ดูแล สนับสนุน ไม่ใช่เข้าไปแทรกแซง อย่างที่ทำอยู่ขณะนี้ อย่างกรณีสถานีโทรทัศน์ไอทีวีกว่าจะผลักดันให้เป็นสื่อเสรีได้ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก แต่ท้ายที่สุดกลับถูกดึงกลับไปใกล้ชิดอำนาจรัฐอีกเหมือนเดิม ซึ่งเป็นเรื่องรุนแรงเพราะสังคมตั้งใจสร้างสื่อทางเลือก

ThaiNGO.org : เกิดการโต้กลับของกลุ่มคนที่เสียผลประโยชน์
สุภิญญา กลางณรงค์ : รัฐธรรมนูญ ระบุชัดเจนว่าคลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์และคลื่นความถี่อื่น ๆ เป็นทรัพยากรสาธารณะเพื่อประโยชน์ของคนในประเทศ สังคมต้องเกิดความคลางแคลงใจกับกลุ่มคนที่เข้าไปใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะที่มีมูลค่ามหาศาลตรงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มที่เข้ามากุมอำนาจรัฐปัจจุบันมาจากกลุ่มธุรกิจสื่อสาร และหากยิ่งติดตามนโยบายของรัฐบาลที่ออกมา แต่ละเรื่องยิ่งมีความไม่ชอบมาพากล อย่างเช่น กฎหมายการแปรสัญญากิจการโทรคมนาคม โดยมองว่าเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทที่เป็นเจ้าของสัมปทาน

เมื่อเราสืบเข้าไปยิ่งพบว่าบริษัทเหล่านี้มีกิจการที่เกี่ยวข้องกับฉันทานุมัติทางการเมืองเยอะแยะมากมาย คือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานทั้งหลายต้องอาศัยอำนาจทางการเมืองให้การอนุญาต เช่น ธุรกิจมือถือ ดาวเทียม ทีวี หากต้องการให้ระบบสัมปทานมีความแน่นอนคงทนและต่อเนื่อง จะต้องเข้าไปควบคุมฉันทานุมัติทางการเมืองให้ได้ นี่คือเหตุผลใหญ่ ที่กลุ่มทุนสื่อสาร จำเป็นต้องเข้ามาเล่นการเมืองเพื่อรักษาฉันทานุมัติให้เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มธุรกิจตน เราพยายาม ชี้ให้เห็นความน่าเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องนี้แก่สังคมว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนที่น่ากลัว จึงเป็นที่มาของการถูกฟ้องหมิ่นประมาท จากบริษัท ชิน คอร์ปเปอร์เรชั่น จำกัดมหาชน โดยให้เหตุผลว่าการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของเราทำให้บริษัทต้องเสียหาย แต่ต้องรอดูว่าศาลจะประทับรับฟ้องหรือไม่ แต่ที่สำคัญอยากให้สังคมร่วมกับจับตามอง..

ThaiNGO.org : ทำไมต้องแสดงบทบาทมากมายขนาดนี้ในการตรวจสอบ
สุภิญญา กลางณรงค์ : คิดว่า เข้าใจข้อจำกัดของหลายหน่วยงานและผิดหวังกับบางหน่วยงานที่ควรมีหน้าที่โดยตรงในการเข้ามาตรวจสอบ แต่กลับยอมจำนน สื่อมวลชนเองถูกสร้างให้ตกอยู่ในบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว เพราะที่ผ่านมา ถูกกดดันจากภาครัฐ ถูกข่มขู่ หลายคนต้องออกจากงาน คนกลัวเรื่องความไม่มั่นคงในวิชาชีพของตัวเองและไม่กล้าออกมาพูด นักวิชาการก็เช่นกัน มีข้อจำกัดอยู่หลายอย่างเช่นเรื่องความต่อเนื่องที่จะติดตามปัญหาอย่างใกล้ชิดเมื่อออกมาวิพากษ์วิจารณ์แต่ละครั้งก็จะถูกตอบโต้กลับอย่างรุนแรงทุกครั้ง

องค์กรพัฒนาเอกชนดูเหมือนจะเป็นคนทำหน้าที่หลักที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบต่อเนื่อง เพราะมีความเป็นอิสระมากที่สุด แต่ก็จะถูกจัดการได้โดยง่ายเช่นกัน ใช้มาตรการทางกฎหมาย ทำให้ไม่คล่องตัวที่จะออกมาพูด ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ หรือตรวจสอบ เพราะต้องวุ่นวายกับคดีความฟ้องร้อง

ThaiNGO.org : กลัว หรือท้อแท้หรือเปล่าที่ต้องพิสูจน์ความเชื่อที่ดูเหมือนว่า ..ยากจะเป็นจริง..
สุภิญญา กลางณรงค์ : ในเรื่องการถูกฟ้องร้องไม่เคยรู้สึกกลัว แต่ก็ต้องระวังมากขึ้น ส่วนเรื่องความเชื่อมั่นและความต้องการที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมนั้น เรารู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และยาวไกลมากที่จะเป็นจริงเราพยายามพิสูจน์มันด้วยการปฏิบัติและบนความเชื่อที่ว่าเราได้เดินมาถูกทางแล้ว แม้บางครั้งจะรู้สึกท้อแท้และไม่เห็นทางไปสู่ความสำเร็จก็ตาม แต่เราก็เชื่อว่ากระบวนการและทุกวินาทีที่เราทำงาน คือ การเปลี่ยนแปลงและการเปลี่ยนแปลงนี้จะค่อย ๆ พาความเชื่อมั่นเราไปสู่ความสำเร็จได้ในที่สุด

คำพูดที่มักได้ยินเสมอๆว่า ..สังคมแย่เพราะคนที่อยากทำความดีท้อถอย.. วันนี้หลายต่อหลายคนถูกทำให้ชาชินและเหน็ดหน่ายต่อปัญหา จากกลไกที่งี่เง่า พิลึกพิลั่น จนในที่สุดก็ต้องเดินจากไปโดยไม่อยากที่จะสนใจอีก สิ่งที่เป็นเรื่องยากที่สุดในการทำงานตรงนี้นอกจากการต่อสู้กับอำนาจรัฐและอำนาจทุนที่ไม่เป็นธรรมแล้ว การต่อสู้กับความเชื่อมั่นของตัวเองเป็นเรื่องที่ยากกว่าและจะจริงใจกับความเชื่อมั่นตรงนี้ได้มากน้อยยาวนานขนาดไหน ทำอย่างไรไม่ให้ความเชื่อมั่นของเราถูกบั่นทอนต้องอาศัยความเชื่อมั่นอย่างมาก

หวังว่าสื่อสารมวลชนบ้านเราต้องเป็นเครื่องมือหนึ่งที่การเปลี่ยนแปลงสังคมได้ สามารถเป็นตัวเชื่อมพลังประชาชน ลดช่องว่างท่ามกลางความเหลื่อมล้ำ ช่วยถ่วงดุลให้พื้นที่ของคนได้มีสิทธิ์มีเสียงและเปิดกว้างมากขึ้น ตามครรลองของเสรีนิยมประชาธิปไตย แม้ไม่อาจหักล้างระบบเดิมที่เข้มแข็งได้ทั้งหมด แต่นี่คือ ทั้งหมดของความเชื่อของเรา และคือทั้งหมดที่ได้ทุ่มเทอย่างต่อเนื่องด้วยเชื่อมั่นและศรัทธาในการเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีกว่า..

ThaiNGO.org : ทัศนะความรัก..ของคุณ ทั้งเรื่องส่วนตัวและการทำงาน
สุภิญญา กลางณรงค์ : (หัวเราะ มันเกี่ยวกันหรือเปล่าเนี่ย) ในเชิงอุดมคติ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าความรักที่แท้จริงต้องไปด้วยกันกับงานที่เราทำ รักแท้อยู่ในงานและงานคือ ความหมายของชีวิต งานที่ทำ คือ ความสุขใจที่ต้องไปด้วยกันได้กับความรัก หากมองกันอย่างจริงจังกว่านั้น ในฐานะหนึ่งสำหรับการเกิดมาเป็นมนุษย์ ในเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก หรือความรักของคนหนุ่มคนสาว สำหรับตัวเอง คิดว่า ความรักนั้นเป็นความงดงามที่สุดของมนุษย์และต้องอยู่ในฐานะ..กำลังใจ โดยเฉพาะความรักที่บันดาลใจให้เกิดการทำงาน ชีวิตถึงจะสมบูรณ์แบบ..

รัก ต้องเกื้อหนุนให้เราทำงานได้อย่างมีพลังและสร้างชีวิตได้อย่างมีคุณค่า ความรักเช่นนั้นจะค้นพบได้ในจุดที่คนคนนั้นเขาจะต้องมีความฝันอย่างเดียวกับเรา มีความเชื่อมั่นอย่างเดียวกับเรา อย่างเติมเต็มชีวิตให้กันและกันเป็นพลังของเสรีภาพที่ไม่ได้ยึดมั่น ถือมั่น แม้จะทำได้ยากเพราะคนมีความรู้สึก รักโลภโกรธหลง การเคารพสิทธิของกันและกันจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ซึ่งหากทำได้ เชื่อว่าความรักที่ค้นพบนั้นจะมีความสุข..แม้บางครั้งจะมีความทุกข์บ้าง อยู่ที่เราจะจัดการมันอย่างไร ..เป็นความสุขเป็นกำลังใจให้กันนะคะ..

 

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org

8 มกราคม 2547