บนเส้นทางเชิงประจักษ์ "สุรศักดิ์ เย็นทั่ว" กับ 1 ปี โรงเรียนร้อยหวันพันธุ์ป่า

แท้จริง ชีวิตและการทำงานบนเส้นทางงานพัฒนา (NGOs) นั้น ไม่มีสูตรสำเร็จแม้แต่น้อย มีแต่การปรับตัว ปรับมุมมอง ปรับวิธีการ แล้วก็ก้าวต่อไป หรือไม่ก็ล้มเลิก (แล้วเริ่มใหม่) และไม่มีจุดที่มั่นคงก้าวหน้า ทั้งทางด้านสังคม และทางด้านเศรษฐกิจ มีแต่ทำอะไร เมื่อไหร่ เพื่ออะไร นานเพียงใด และใครบ้าง ที่สนใจเข้าร่วมหรือสนับสนุน หรือเชื่อมั่นในสิ่งที่เลือกทำ !!

มรสุมชีวิต จึงเป็นดั่งปราการท้าทายทดสอบ แรงใจและศรัทธาท้าสู้ สำหรับคนทำงานพัฒนาทุกรุ่น ทุกยุค และทุกสมัย น้อยคนนักที่ไม่ประสบ “มรสุมชีวิต” และสำหรับคนทำงานพัฒนา ที่ยิ่งห่างไกล (ไกลจากศูนย์กลางที่ให้งานให้เงิน) ก็ยิ่งยากแค้น ยิ่งไร้ชื่อเสียงเรียงนามและฐานะทางสังคม ยิ่งจำกัดหนทางดิ้นรน และยิ่งไร้ต้นค่ายองค์กรสังกัด (เส้นสาย)
"มีฟ้าก็เหมือนไร้ฟ้า มีตาก็เหมือนไร้ตา มีอุดมการณ์เพื่องานพัฒนา ก็เหมือนใบไม้ในป่าใหญ่ ยากนักที่จะมีใครส่องหาพบเห็น"

บนเส้นทางเชิงประจักษ์ "สุรศักดิ์ เย็นทั่ว" กับ 1 ปี โรงเรียนร้อยหวันพันธุ์ป่า คือบทสัมภาษณ์รวบยอดความคิด ที่พุ่งออกมาร้อนๆ จากหัวใจ น้ำเสียงและดวงตา ว่า มองตนเองและมองออกไปสู่โลกภายนอก อย่างไร ทั้งวิงวอนและทวงถาม ตลอดจนพรั่งพรูคำบอกเล่ามากมายว่า "โรงเรียนร้อยหวัน พันธุ์ป่า" ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.เกาะเต่า อ.ป่าพยอม พัทลุง ได้ก้าวเดินผ่านมา 1 ปี อย่างลำเค็ญ และในฐานะผู้รับหน้าที่แบกฝันขึ้นป่ายปีน ผ่านพบผู้คนมากมาย

"สุรศักดิ์ เย็นทั่ว" พบอะไร เรียนรู้และคิดอย่างไร?

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : บทเริ่มต้น ด้านความคิดแต่แรกเลยเป็นมายังไง?
สุรศักดิ์ เย็นทั่ว : ถ้าเริ่มมองจากแต่เดิม คือ ปี 2545 ที่เราคิดแต่ไม่ได้ทำเสียที จนมาปี 2548 ก็ยังไม่ได้เริ่มทำ แต่ได้เริ่มคุยกับแกนนำพื้นที่ คุยกับพี่ๆ น้องๆ และกับเพื่อนพ้อง ที่มีความคิดยกระดับการทำงาน จากเครือข่าย เช่นการยกระดับเด็กในพื้นที่ เพราะเราผู้ใหญ่คิดว่า ในอนาคตเด็กๆ จะต้องรับช่วงของชุมชน ทำให้เกิดความเป็น "โรงเรียนร้อยหวันพันธุ์ป่า" ที่ลุกขึ้นมาสานเจตนารมณ์ตรงนั้น

1 ปี ที่ผ่านมา ถ้าถามว่า ร้อยหวันให้คำตอบได้ไหมว่า สำเร็จหรือล้มเหลว ในการไปให้ถึงที่คาดหวัง ณ ตรงนั้น ผมคิดว่า ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ เพราะคำตอบมันยังไม่ชัดอยู่ อีกทั้งเวลา 1 ปีนี้ เรายังมายุ่งกับการ เรียงความคิด ไม่ใช่เฉพาะกับตัวเอง แต่กับการเรียนเรียนรู้เรื่องราวของสังคม สังคมที่เราจะต้องทำงานร่วมกันอย่างสอดร้อยกับสิ่งที่เราคิด เป็นเรื่องใหญ่อยู่ เพราะฉะนั้นเราโดนตั้งคำถาม ทั้งต่อตัวเราเอง และต่องานที่เราทำ ทั้งในขณะเดียวกัน เราเองก็ตั้งคำถามกับตัวเองเยอะเหมือนกัน ในการเดินไปข้างหน้า

ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การเดินตั้งแต่ต้น เราเดินอย่างไม่มั่นใจนัก แต่ก็ยืนหยัด เดินบนความหวั่นไหวจริงๆ นะ 1 ปีที่ผ่านมา หวั่นไหวจริงๆ หวั่นไหววิตกว่า จะเดินพาตัวเองไปถึงเป้า ไปถึงจุดหมายได้ไหม เพราะฝันแรกๆ มันฝันไม่กี่คน แต่ต่อมาช่วงหลังๆ มันมีคนมาช่วยฝันเยอะ พอคนช่วยฝันเยอะ มันก็กลายเหมือนโดนคาดหวัง ร่วมคิดร่วมฝัน พอร่วมคิดรวมฝันมันก็มีหลายสิ่งที่ประเดประดังเข้ามาฝันร่วม ดังนั้น ไม่ถือว่าไปถึงจุดสำเร็จไปถึงจุดหมาย แต่ได้เห็นพัฒนาการ เจตนาของคน จากคนที่เราไม่เคยรู้จัก ในอาชีพต่างๆ กลับได้รู้จัก แล้วก็ได้เห็นว่า เอ้า ??.... จริงๆ แล้วยังมีคนที่คิดแบบพวกเราอีกเยอะแยะ ในสังคมนี้ แม้ว่าเขาจะมีอาชีพหลากหลาย แต่ในความหลากหลายตรงนั้น แต่ละคนเขามี "ยอดคิด" อยู่ แต่บังเอิญเขาไม่มีพื้นที่

ร้อยหวัน ณ วันนี้ไม่เฉพาะเด็กๆ ต้องยอมรับว่า เราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ศึกษา ทั้ง อบต. โรงเรียน วัด และส่วนใหญ่ ยอมรับเลย และหลายๆที่ก็ประสบคล้ายๆ กัน คือ เป็นคนข้างนอกมากกว่าข้างใน ข้างในในที่นี้ คือ ชุมชนใกล้เคียงรอบๆ ร้อยหวันเอง ซึ่งตรงนี้ยอมรับว่า ยังมีระยะห่างอยู่

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : อะไร คือ ปัญหา อุปสรรค และจังหวะก้าว โรงเรียนร้อยหวันพันธุ์ป่า ?
สุรศักดิ์ เย็นทั่ว :
ผมมองแบบวิเคราะห์ด้านเดียวนะครับ ก็คิดว่าอาจจะเป็นเพราะว่าชุมชนพื้นที่อาจจะต่างจากหลายๆ ชุมชนที่เราเคยไปอยู่มา ชุมชนที่นี่ไม่เคยผ่านกระบวนการต่อสู้ทางสังคม ความคิดแบบนี้ ในแง่มุมหรือทิศทางแบบนี้ ผมไม่ได้คาดความคิดพี่น้องนะ แต่เขายังไม่ได้ตระหนักนะครับ

ยกตัวอย่างรูปธรรม สิ่งที่เราทำพยายามทำ โรงเรียนทางเลือกในช่วงเสาร์-อาทิตย์ ให้เด็กๆ มีการเรียนรู้ มีการศึกษา มีการเล่นอย่างมีสาระ กลับกลายเป็นว่า เขารู้สึกเขามีความสุข กับกลายเป็นว่า เดี๋ยวนี้ จันทร์ถึงศุกร์ ลูกไปในเรียนในระบบ พอเสาร์-อาทิตย์ ไปเรียนพิเศษ ในเมือง ซึ่งต้องเสียสตังค์ ทั้งๆ ที่เด็กเรียนที่นี่มีความสุข แต่ผู้ปกครองกลับพาเดินไปตามสังคม คือพาไปเรียนพิเศษในเมือง ทีนี้เด็กหลายคนไม่ยอมไปเรียนพิเศษก็เกิดปัญหา อยู่เหมือนกัน

อีกเรื่องหนึ่ง ไม่รู้สำเร็จหรือล้มเหลว ก็ยังให้คำตอบกับตัวเอง ไม่ได้ มีเด็กอย่างน้อย 4 คน บอกว่าการที่มาเรียนรู้กับร้อยหวันเสาร์อาทิตย์ ถ้าให้เกรดหรือวุฒิก็จะดี เพราะเขาไม่อยากไปเรียนในโรงเรียนปกติ ซึ่งผมคิดว่า โอ้ ! เป็นเรื่องใหญ่เลย ต้องระวังมากที่จะต้องคุยกับเขา ทำความเข้าใจกับเขา ว่า ไอ้ที่เรียนอยู่ในระบบมันดีแล้ว อันนี้มันแค่ทางเลือกหนึ่งเท่านั้นเอง มาแล้วมีความสุขก็ดี อย่าสุขจนเกินไป

เด็กๆ เขาจะมองง่ายๆ ว่า ไม่อยากไปเรียนในระบบ มาตรงนี้แล้วมีความสุข ได้ทำโน่นทำนี่ ได้ทำอย่างที่ตัวเองอยากทำ ทำแล้วได้ความรู้ และ ณ ที่นี่มี ทั้งเด็กประถมและมัธยม

เรื่องปัญหาอุปสรรค ก็ต้องรับยอมรับ ทิศทางนโยบายการศึกษาในระบบ ยังไม่เปิดพื้นที่ให้การศึกษาทางเลือก เข้าไปมีสัดส่วนจัดระบบการเรียนสำหรับเด็กๆ ซึ่ง เป็นอุปสรรคใหญ่มาก ในขณะเดียวกันฐานคิดของสังคมครอบครัวเองก็ยังไม่เปิด เพราะคิดไปตามสังคม ที่มันสูตรสำเร็จ คือยังไงๆ ก็เรียนเพื่อ ..!! เพื่อเก่ง ไม่ได้ให้มีปัญญา แต่เพื่อ ... เพื่อให้สอบเข้าให้ได้โรงเรียนดีๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรคต่อเด็กและครอบครัวเด็กเอง ก็คือ พอมาตรงนี้แล้วไม่อยากไปที่อื่น ซึ่งเราเองต้องตอบโจทก์ ความคิดเด็ก

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : มีวิธีคิด ในการทำงานอย่างไรบ้าง?
สุรศักดิ์ เย็นทั่ว :
1 ปีนี้ เรามีฐานคิดตั้งแต่ต้นเลย ก็คือว่าจะยังไม่พยายามเดินไปออกไปอธิบาย บนการที่เรายังไม่พิสูจน์งานที่เราทำ ดูเหมือนว่าบางทีเรา ถ้าเราเดินไปอธิบายมันตลก มันไม่ใช่ เจตนาแต่ต้น แต่ให้สิ่งที่เราทำ ไม่รู้จะกี่ปีนะ มันเกิดคำตอบเอง แก่สังคม ต้องรับว่า องค์กรที่เข้ามา เด็กๆ ที่เข้ามา คนที่เข้ามา ไม่ได้เข้ามาเพราะเราเดินออกไปอธิบายนะครับ แต่เป็นคำอธิบายจากสังคมที่เขารับรู้เรื่องราวร้อยหวัน ตรงนี้ แล้วก็เข้ามาหาคำตอบร่วมกัน แต่ชุมชนสังคมรายรอบใกล้เคียง และสถานศึกษาในพื้นที่ ซึ่งตอนนี้ เราพยายามใช้ กิจกรรมเข้าไปเป็นตัวอธิบายสิ่งที่เราทำ แต่ก็ยังมีกำแพงความคิดกันอยู่นะ กับพื้นที่ กับสถาบันการศึกษา ซึ่งกับตัวบุคคลมากกว่า ที่มีท่าที เช่นนี้ จะว่าไปแล้วมันเป็นวัฒนธรรมและเป็นรากเหง้าของคนที่นี่

ภารกิจสำคัญของเรา ก็คือ ก็ต้องฝ่าด่านความคิดเขา และวิธีการในการฝ่าด่านความคิด ก็คงต้องเดิน ไปข้างหน้า ต้องสู้ต่อ ต้องยืดหยัด และวันนี้ก็เริ่มมีคำตอบออกมา จากจุดเดิมมีกำแพงความคิดมากมาย ก็เริ่มพังทลายลงไปได้บ้าง ตรงที่ว่ามีคนจากข้างนอกเข้ามา ข้างในก็ตั้งคำถาม ทำไมคนข้างนอกเข้ามา มาจากสุราษฎร์ กระบี่ สงขลา โรงเรียนในระบบ เด็กมัธยมในเมือง แห่แหนกันมา มาทำกิจกรรมกับน้องๆ มาแล้วมีความสุข แต่มันก็ยังเป็นคนข้างนอก

เพราะความปรารถนาเราตั้งแต่ต้น เรากลับมองว่า ตัวพื้นที่สำคัญกว่า แต่ช่วงนี้ถ้ากลุ่มคนจากภายนอกเขากลับ ผู้ปกครองเด็กๆ มีอะไรเขาจะมาช่วย ซึ่งจริงๆ คำว่ามี ส่วนร่วม ผมว่า โดยส่วนตัวผมต้องอธิบายกันนิดหนึ่ง เพราะหลายคนชอบถามว่า กิจกรรมที่ทำ ชุมชนมีส่วนร่วมแค่ไหน มันเป็นนิยามที่คลาสสิคมาก แต่คนตอบกล้าพอที่จะตอบไหมว่า มีแค่ไหน ซึ่งอย่างของผม ผมยอมว่า ตั้งแต่ต้น การมีส่วนร่วมจากชุมชนน้อยมาก แต่พักหลังๆ คนจากข้างนอกเข้ามามาก มากระตุ้นให้ชุมชน เกิดการเข้ามามีส่วนร่วม เพราะมันเป็นคำถามให้กับคนข้างในได้ ก็อยู่กันแค่เนี้ย เขารู้สึกว่าไม่เข้าไปช่วยไม่ได้ ก็หยิบยืมกันมา เอาของมาช่วยกัน บางทีแขกมา เสื่อไม่มีต้องไปยืมวัด เพราะมา 40-50 คน ในขณะที่ผู้ปกครองก็รู้ว่าเราไปยืมเสื่อวัด เพราะวัฒนธรรมของวัดคนนู้นยืมทีคนนั้นยืมที ก็เลยค่อยๆ ยื่นมือมา กลายเป็น "บ้านช้านมีผืน บ้านเธอมีผืน" คือมองเห็นว่า เริ่มเข้ามีส่วนร่วม แม้นจะไม่ทั้งหมด ที่เราคิดเราฝัน แต่เราเริ่มเห็นแล้ว ว่า คนในชุมชนพื้นที่ยื่นมือมาบ้างแล้ว

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : มีปัจจัยอื่นๆ มากกว่านี้ไหม ที่เข้ามาสนับสนุนหรือกระตุ้น กระบวนการทำงานให้ก้าวหน้าขึ้น?
สุรศักดิ์ เย็นทั่ว :
เรื่องน้องๆ อาสาที่เข้ามา ผมอยากพูดถึงมาก คือ เดิมๆ แรกๆ เราก็ไม่รู้ว่าจะเดินไปในทางไหน ให้เป็นที่รับรู้ แต่ไม่ได้เร่าร้อนหรอกที่จะไปบอกกล่าวกับใคร บังเอิญก็มีทีมงานพวกเราที่มาช่วย คือ มีค่ายอาสาแรก เดือนเมษา 2549 ที่ ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ของ มูลนิธิกองไทย ได้ นก รัตติกาล และน้องๆ หัวใจอาสาหลากหลายมหาลัย ไล่มาตั้งแต่ มหาลัยมหาสารคาม ซึ่งเป็นเรื่องที่งดงามและต้องยอมรับครับว่า เขาอุตสาห์เอาใจอันงดงาม มาทำตรงนี้ นอกนั้นมาจาก ม.เกษตรศาสตร์บ้าง ม.ศิลปากรบ้าง ม.รามคำแหง ม.วลัยลักษณ์ อันนี้ต้องขอบคุณ การเข้ามาให้กำลังใจ มาเติมฝันกัน และการเติมฝันครั้งนั้นเอง ทำให้ทำได้มาถึงปัจจุบันนี้ เพราะการออกค่ายไม่ได้มาแค่ก่อสร้างอาคาร แต่ได้มาคุยกัน มาประยุกต์ความคิดกัน จนชัดขึ้นๆ

หลังจากนั้นมันผูกพันแบบพี่แบบน้อง อย่าง ม.วลัยลักษณ์ ก็มาค่ายที่ 2 และยังมาเยี่ยมบ่อยๆ ซึ่งเข้าใจว่า ถ้า ม.สารคามอยู่ใกล้ๆ ก็คงจะมาเหมือนกัน จนเหมือนคนครอบครัวเดียวกัน อย่างน้อย ม.วลัยลักษณ์ ไม่ใช่แค่ค่ายเท่านั้นที่มา เขามา เสาร์ อาทิตย์ มาปลูก มาเก็บผักทำกินกัน ซึ่งมันเริ่มไม่ใช่ค่ายแล้ว แต่มันเป็นครอบครัวเดียวกัน มันได้เรียนรู้ ได้พักผ่อน ได้ความสุข

หลังจากนั้น เขาก็กลับไปคิดกันต่อ ก็มาออกค่ายที่ 2 อีก ช่วงกันยา-สิงหา ปี 2549 มาสร้างโรงครัวเปิด ซึ่งนี่แค่กิจกรรมเชิงปัจจัยเท่านั้น แต่ลึกกว่านั้น เอาคนหนุ่มสาว เอารุ่นน้อง มาสัมผัสสัมพันธ์กับชุมชนจริงๆ ค่ายนั้นสนุกมาก ซึ่งไม่ใช่สนุกแบบไร้สาระ แต่สนุกแบบได้ความคิด ที่เห็นก็คือ ช่วงวันท้ายๆ น้องเขาจะแยกกลุ่มกันไปนอนกับชาวบ้าน แล้วพอตอนที่น้องเขาจะกลับ ทั้งชาวบ้าน ทั้งเด็กๆ น้องๆ รู้สึกเหมือนครอบครัวเดียวกัน และกำลังส่งลูกหลานตัวเองไปเรียน คือพากันร้องไห้ ซึ่งเหลือเชื่อมาก พูดแล้วตื้นตันใจ เรื่องแบบนี้ ถ้าทางเหนือ อีสาน ผมไม่แปลกใจ แต่ทางใต้ ผมคนใต้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่คิดว่าจะมีแบบนี้หลงเหลืออยู่

แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้ ถ้ารู้ว่า ลูกจาก ม.วลัยลักษณ์มาเยี่ยม หรือลูก ม.ไหนที่เคยมาที่นี่ มาเยี่ยม ผู้ปกครองเด็กๆ ยอมเว้นทุเรียนลูกโตๆ ยอมเว้นนู้น เว้นนี่ ไว้ให้เลยนะ ซึ่งเออ มันได้อะไรที่เป็นจิตวิญญาณเลยผมว่า

บางทีจะเห็นเลยว่า ผู้ปกครองเด็กร้อยหวัน เขาจะมาเล่าเองเลยว่า วันนี้เขาได้โทรศัพท์หาลูกคนนั้น ลูกคนนี้ ลูกในที่นี้ก็หมายถึง น้องๆ ของพวกเราอาสา ซึ่งมันเกิดเป็นปรากฏการณ์เหมือนกันว่า ลูกตัวเองกำลังเรียนอยู่มหาลัยใด มหาลัยหนึ่ง เขาต่อสายโยงใยหากัน โทรศัพท์หากัน ส่งจดหมายถึงกัน ส่งภาพให้กัน ส่วนเด็กๆ ก็รู้สึกเหมือนมีพี่ชาย พี่สาวเรียนอยู่ในมหาลัย มันเป็นแบบนี้จริงๆ ก็เหมือนกับว่าเด็กๆ ร้อยหวัน มีพี่ที่ปรึกษาที่เป็นรุ่นพี่ ที่เป็นปัญญาชน เรียนหนังสือมหาลัยอยู่นะ มันเกิดบรรยากาศแบบนี้ขึ้นในบ้านเรา

หลายครั้งที่ผมมีแขก ผู้ปกครองเขาจะเดินมาถาม ว่า ลูกคนนั้นมาไหม ผมก็ต้องบอกว่า คนละชุดกันครับ อย่างงี้เลย เขาคาดหวังกันมาก ถ้าในยามใดมีแขกมากันหลายสิบคน เขาจะรีบตามมาถาม อย่างล่าสุดเราทำกิจกรรมเกี่ยวข้าว ตำข้าวเม่า ซึ่งน้องๆ วลัยลักษณ์มาได้ไม่กี่คน พอรู้ว่า น้องวลัยลักษณ์มา ผู้ปกครองพากันมาถามลูกคนนู้นมาไหม คนนี้มาไหม

ทั้งหมดนี้แหละ ที่ผมพอจะเรียกว่า นี่คือความสำเร็จ ครับ

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ผ่าน 1 ปี หลายอย่างเปลี่ยนแปลง หลายอย่างดีขึ้น หลายอย่างแย่ลง แล้วก้าวต่อไป จะเดินยังไงต่อ?
สุรศักดิ์ เย็นทั่ว :
หลายเรื่องต้องคิดเพิ่มขึ้นเยอะ ไอ้สิ่งที่คิดแต่เดิม มันไปไม่ถึง ในสิ่งที่เราทำทั้งหมด แต่มันมีอะไรที่เราต้องคิดเพิ่ม หลายเรื่อง มันทำให้ได้ เออนะ เป็นองค์ประกอบที่ต้องรีบเร่ง ต้องทำง่ายๆ เช่น ทำอย่างไรให้คนเฒ่ามีบทบาท เรื่องคนแก่ นี้ผมคิดมาตั้งแต่ต้นแล้ว ว่าร้อยหวันจะไม่ทำงานเฉพาะเด็ก แต่ทำยังไงให้เด็กยังยึดโยงกับชุมชน ซึ่งชุมชนก็มีพ่อเฒ่าแม่แก่ ให้เข้ามาทำอะไรร่วมกันให้ได้

แผนเบื้องต้นที่คิดไว้ จะเริ่มจากพื้นที่เล็กๆ ก่อน ไปตามกำลัง เพราะไม่กล้าคิดใหญ่ อันนี้ต้องยอมรับความจริงว่า วันนี้ (งบประมาณ) คืออุปสรรคหนึ่ง จะเอาตามที่ตัวเองอยากทำไม่ได้ ต้องตามกำลังที่เราพอมี แน่ๆ เลย ปี 2550 - 2551 นี่ จะสำรวจหาพ่อเฒ่าแม่แก่ ในตำบลเกาะเต่า ในอำเภอป่าพยอม สำรวจดูคนแก่ที่มีความงาม ในด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งแตกต่างกัน ไปแต่ละคน

อะไรคือ ความงาม หรือ เรื่องนี้ ผมไม่อยากไปละเมิดผู้สูงวัยหรอก แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า พ่อแก่แม่เฒ่า จำนวนไม่น้อยเลย ที่ไม่ได้มีความงามทางสังคมอะไร เล่นพนันหรือเมาไปวันๆ

เราต้องการเอากิจกรรมนี่มาให้คนแก่ ได้ทำอะไรที่นี่ โดยหมุนเวียนกันมา ผมต้องการเห็นวิถีดั้งเดิมกลับมา แม้ไม่ทั้งหมด ผมไม่ได้หวังถึงขนาดเหมือนเดิม เพียงแต่ทำยังไงให้คนแก่บ้านโน้น บ้านนี้ ได้มาเจอะเจอกัน

ต้องยอมรับว่า คนสมัยก่อน เขาเป็นเพื่อน เป็นญาติกัน แต่สมัยนี้ลูกหลานมันนั่งรถยนต์ มันมีถนนลาดยางไปไวมาไว ซึ่งแต่ก่อนบ้านเราเดินไปตลาดป่าพยอม ไกล 10 โล 20 โล บางทีมันต้องนอนค้างแรม ระหว่างทาง มันเลยได้เดินเยี่ยมญาติ และยังมีไอ้เกลอ ไอ้เฒ่า เกี่ยวดองกันมา

เราเลยอยากเอาตรงนี้ กลับมาสักระดับหนึ่ง ผมถามว่า คนแก่เขาจากกันมา 20 ปี 30 ปี 50 ปี เพราะเขาไม่มีโอกาสไปเยี่ยมเยียน บุคคลที่เคยใกล้ชิดกันมา เราอยากให้เขามาสัมพันธ์กัน ทำอะไรด้วยกัน ที่นี่ หากิจกรรมเล็กๆ ให้เขาทำ ให้เขามีความสุข มากินมานอน มาทำนู้นทำนี่

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : พ่อเฒ่าแม่แก่ จะยอมมาทำรึ ! แล้วเกี่ยวข้องกับเด็กๆ ร้อยหวันได้อย่างไร?
สุรศักดิ์ เย็นทั่ว :
ผมอยากให้กลุ่มคนแก่ในป่าพยอม เข้ามาให้เด็กๆ ตั้งคำถาม เด็กๆ ร้อยหวันชอบตั้งคำถาม แล้วก็ได้ความรู้เชิงวัฒนธรรม ทรัพยากร เรื่องราวเหล่านี้ คนเฒ่าคนแก่ พร้อมที่จะอธิบาย ถ่ายทอด เล่าสู่กันฟัง แต่... โจทก์ใหญ่ คือมีพื้นที่ให้เขาไหม เพราะต้องยอมรับ ว่า เกษตรกรชาวสวนยางบ้านเรา ให้คนเฒ่าคนแก่มีคุณค่าเฉพาะช่วงเช้า 3 ชม. พอลูกๆ ขายน้ำยางเสร็จ กลับมาบ้าน ก็มาเปิดสเตอริโอ เปิดทีวีดังๆ ซึ่งเดิมๆ วิถีคนเฒ่าคนแก่ไม่ใช่อย่างนี้ หลายคนต้องไปปลูกระต๊อบ อยู่ห่างๆ บ้านลูกตัวเอง แล้วก็นั่งทำข้อง (เครื่องจักสาน) มันทำให้ต้องคิดต่อว่า วิถีดั้งเดิม มันยังสุขอยู่นะ แต่บังเอิญไม่มีพื้นที่ให้เขา หลายเรื่องคนเฒ่าคนแก่จะเล่าโน้นเล่านี่

การเล่านี่ ไม่ใช่แค่คำบอกเล่า หรือได้เล่า แต่เด็กๆ มันได้เรียนรู้ด้วย

แต่แผนงานด่วนตอนนี้ เราต้องยอมรับความจริง ว่า บนความที่เราอยากทำงาน เรามีใจอยากทำ แต่เราก็ต้องมีพลัง (งบประมาณ) มีทรัพยากร ในขณะที่เรามีทรัพยากรน้อยนิด อย่างนี้ เราก็ต้องขวนขวายหาทรัพยากรเอง นี่แหละ ผมก็ต้องออกไปเก็บขวดกับเด็กๆ

คือจริงๆ มันไม่ได้แค่เฉพาะเม็ดเงิน หรือ มูลค่าของขยะเหล่านี้หรอก แต่มันได้รณรงค์ทำความเข้าใจ ไปด้วย ได้ไปเรียนรู้หมู่บ้าน ชุมชน ก็เอาเด็กๆ จากร้อยหวันนี่แหละ ที่ผู้ปกครองเห็นร่วม ให้ลูกไปด้วย 4-5 คน ขึ้นรถ ห่อข้าวกันไป คิดกันไว้ว่า เสาร์ อาทิตย์ ไป ครึ่งวัน ได้ขวด ได้อะไรมา ก็มาแยก มาคัด

ณ วันนี้ ถ้าเราบอกเด็กว่าขยะเป็นพิษ มันไม่พอ ยิ่งกว่านั้นมันเหมือนการยัดเยียดใส่เด็ก ในขณะที่เด็กเก็บขยะ แต่ผู้ใหญ่ทิ้งเกลื่อน เช่น มาจากการท่องเที่ยว ของชมรมโน้น ชมรมนี้ ผมคิดว่า เป็นการเอาเปรียบเด็ก บางคนกินแล้วปาขวดทิ้งเลย

วันนี้ เราเอาเด็กเข้าหมู่บ้าน ไปสื่อสารกับชุมชน อันนี้มากกว่า คือการแก้ปัญหา

ผมเชื่อว่า การตะลอนออกไปเก็บขวด ผมจะทำแบบประเมินในแต่ละเดือน เพื่อประเมินเรื่องเสียงตอบรับ การเดินเข้ามาของชาวบ้าน หลังจากเราออกไป โดยให้กิจกรรมเก็บขยะ เป็นกิจกรรมตั้งคำถาม ให้เกิดคำตอบ ซึ่งผมคิดว่า กิจกรรมนี้สนุก และเชื่อว่า ทำไปทำมา ข้าวไม่ต้องห่อไปหรอก เด็กๆ จะมีกินตลอดปลายทาง ซึ่งอันนี้ต้องขอบคุณสื่อมวลชน มากๆ ที่เปิดพื้นที่ทางสังคมให้เรา ได้เยอะมาก ไปไหนมีคนรู้จัก มาดีใจด้วย ว่าพัทลุงมีกิจกรรมแบบนี้หรอ ภาพลักษณ์คนป่าพยอมแบบเก่าๆ (ภาพโจร-มือปืน) เปลี่ยนไปบ้าง อย่างน้อยๆ มันก็มีมุมเล็กๆ จากคนเล็กๆ ได้คิดได้ทำกัน มันมีแบบนี้ด้วยในพัทลุง

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นแล้ว จากเพื่อนพ้องน้องพี่ คนที่เราไม่เคยรู้จักเลย หลากหลายอาชีพ วันนี้พอมีกิจกรรม อะไร จะออกมาร่วมด้วยช่วยกัน คนละไม้คนละมือ งดงามมากครับ

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ : ทิ้งท้ายสรุป หน่อยไหม?
สุรศักดิ์ เย็นทั่ว :
อืม...ผมไม่กล้าคิดใหญ่ กับความจำกัด อย่างที่เห็นๆ กัน แต่ตรงนี้ มันต้องเดินไปข้างหน้า เจตนามันตั้ง ฝันแต่ต้นแล้ว ต้องยอมรับว่า วันนี้ มันมีเด็ก และคนใหญ่หลายคน มาร่วมคิดและก็ฝันกะเรา ซึ่งดูเหมือนโดนกดดันกลายๆ ตรงนี้เอง ที่มันหยุดไม่ได้ รูปแบบกิจกรรมอาจจะหลากหลายขึ้น และไม่ได้ต้องการความสำเร็จไปทุกเรื่อง บางกิจกรรมอาจจะทดลอง เพราะผมไม่ต้องการความสำเร็จ หรือสูตรสำเร็จ ว่า ทำอย่างนี้แล้วจะคำตอบแบบนี้นะ

บางทีคำตอบนั้น ทำไปแล้ว นำมาสู่ความล้มเหลวก็ไม่แปลก อย่างน้อยมันได้อีกด้านของคำตอบ เพื่อนำไปสู่การพัฒนา ให้เดินต่อไปข้างหน้าได้ครับ


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

28 กุมภาพันธ์ 2550