|
ความฝัน ความจริง "เรื่องของผู้หญิงกับงานพัฒนา"
น.ส.ทัศนีย์ รุ่งเรือง
รอยยิ้มข้างท่อก๊าซ

ภาพหญิงสาวร่างเล็กๆ ที่เดินทักทายขบวนชาวบ้านอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส
กลางแดดจัดของยามบ่าย ขณะที่ขบวนเริ่มปักหลักหยุดชุมนุมอภิปราย
เรียกร้องและทำความเข้าใจกับชุมชนสองข้างทาง พร้อมๆ เสียงตอบรับการทักทายกลับมาอย่างรักใคร่
เป็นความรู้จัก คุ้นเคยและร่วมสุขทุกข์กว่า 7 ปี ที่เธอทำงานร่วมกับชาวบ้านที่นี่
"ปาน" น.ส.ทัศนีย์
รุ่งเรือง หรือ "พี่ปาน"
ของเด็กๆชาว ลานหอยเสียบ อ.จะนะ สงขลา หญิงสาวร่างเล็กที่พกเอาวิทยาศาสตร์บัณฑิต
สาขาชีวะ-เคมี จากรั้ว มอ. (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
หาดใหญ่) มาตั้งแต่เมื่อปี 2540 มาทำงานคลุกคลีศึกษาปัญหาชาวบ้าน
ด้วยหัวใจที่รักวิถีชีวิตคนชนบท ตั้งแต่เมื่อครั้งทำงานกิจกรรมนักศึกษา
ในชมรมค่ายอาสาพัฒนา เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ "ขบถ"
และหันเหตัวเองมาทำงานกับชาวประมงพื้นบ้าน ตราบจนขบวนการเรียนรู้และเรียกร้องได้เข้าสู่
การเคลื่อนไหวเรียกร้องการแก้ปัญหาประมงพื้นบ้าน การเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิให้กับชาวบ้านที่คัดค้านท่อก๊าซไทย-มาเลย์
"เธอ" ผู้ไม่เคยนึกฝันเลยกับตัวเอง
ที่ต้องมาเผชิญหน้ากับภาพของความรุนแรง กับการรายตัวในชั้นศาล
โดยเฉพาะภาพที่ถูกมองจากสังคม
วันนี้ของวันวานและพรุ่งนี้ จากเรื่องราวและรอยยิ้มของอีกผู้หนึ่งที่อยู่เบื้องหลัง
ขบวนการเรียกร้องและคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์ อภิมหาโครงการที่ย่ำยีชีวิตชุมชน
วันนี้ของวันวานและวันพรุ่งนี้ บนเส้นทางงานพัฒนา จากจุดเริ่มต้น
"ความฝัน ความจริง"
ของเธอ เรื่องราวที่น่าสนใจ เรื่องราวที่ไทยเอ็นจีโอ
ยินดีบันทึกและเปิดเผย คือ เรื่องราวของเธอ "ทัศนีย์
รุ่งเรือง"
"จริงๆ
แล้ว อาจจะเป็นความตั้งใจโดยไม่ตั้งใจก็ได้ว่า โดยปกติชอบที่จะอยู่ลักษณะที่มันเรียบง่าย
เพราะบ้านตัวเองก็อยู่ในชนบท พ่อแม่ก็มีอาชีพทำสวนทำนา ก็ผูกพันกับชีวิตตัวเองมานานจนเข้ามาเรียนหนังสือ
สุดท้าย ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย มันก็มีอะไรเล็กๆ ในใจว่า เราอยากจะเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย
แต่ส่วนหนึ่งก็อยากทำกิจกรรม เช่น ออกค่ายอาสาพัฒนาฯ ซึ่งตอนนั้นตัวเองก็สอบเข้าได้พยาบาล
แต่ถ้าคิดจะไปในแนวนั้นก็ติดกรอบอะไรเยอะมาก ทำอะไรที่ใจต้องการก็ไม่ได้
ก็เลยเลือกเรียนวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่
(มอ.) พอเข้ามาเรียนก็ได้ทำในสิ่งที่เราตั้งใจเอาไว้ ได้ออกค่ายอาสาพัฒนาฯ
ได้เรียนรู้ ชีวิตอีกมุมหนึ่งที่เราอยากจะทำในสมัยเรียน ได้เรียนรู้ผู้คน
จิตใจคน เรียนรู้งาน ได้รู้จักคนที่ทำงานด้านนี้มากขึ้น ได้รู้จักรุ่นพี่
ที่เป็น NGOs ที่เคยทำงานค่ายอาสาฯ แล้วจบไป
ตอนนั้นก็ไม่คิดจะจบวิทยาศาสตร์แล้วไปทำงานห้องแล็บ เพราะใจหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่มีจิตใจในด้านนั้นแล้ว
ไม่ต้องการทำงานในห้องแล็บ แต่ชอบที่จะอยู่ในสนาม ชอบที่จะเรียนรู้อยู่กับผู้คน
เรียนรู้จิตใจคน มากกว่า เลยตัดสินใจสมัครทำงานโครงการพัฒนาชุมชนประมงขนาดเล็ก
ตอนแรกไม่ถึงกับเลือกเลย ยังมีความสนใจทำงานด้านครู แต่เลือกเพื่ออยากลองดู
อยากลองดูสักปีสองปี เพราะตอนนั้นอยากเป็นครูมากเหมือนกัน ฝันแต่เด็กแล้วว่าอยากเป็นครูบนดอย
พอเรียนรู้งานแล้วกลับผูกพันแล้วก็พบอะไรเยอะมากในการทำงาน ยิ่งมาอยู่ในสภาวะที่พบว่าเกิดอะไรในชุมชน
ก็ยิ่งทำให้เราอยากทำอะไรที่มันสามารถคลี่คลายปัญหาในชุมชน ไม่อยากทิ้งไปไหนก็เลยทำมมารื่อยๆ
ตั้งแต่ครั้งแรกทำเกี่ยวกับประเด็นเรือปั่นไฟปลากะตัก ปี 2541
ที่เริ่มรวมตัวกัน ซึ่งทำให้ตัวเองเริ่มรู้จักการประท้วงครั้งแรกในชีวิต
ทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยรู้จักเลย ไปร่วมกับสมัชชาคนจน ต่อมาก็เรื่องท่อก๊าซไทย-มาเลย์
แล้วก็รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงมาตลอดเลย
กับเหตุการณ์ความรุนแรง ที่ผ่านๆมา กับตัวเองนั้นไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร
เพราะชาวบ้านเขาไม่ได้เป็นผู้เริ่ม เราแค่ทำงานต้องระวัง อีกอย่างชาวบ้านเขาต่อสู้เพราะว่ามันเป็นความชอบธรรมของเขา
ทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่กลัวกับสิ่งเหล่านี้ แต่ก็รู้สึกแต่เพียงว่า
สิ่งที่เราเผชิญอยู่นั้นกำลังเผชิญกับอิทธิพลมืด เผชิญกับกลุ่มนายทุน
ซึ่งเรามาทำอะไรขัดผลประโยชน์เขาหรือเปล่า และเราต้องระวังตัวกับเรื่องเหล่านี้
เพราะตัวเองก็ถูกข่มขู่ ถูกคุกคาม ถูกติดตาม ทำให้ตัวเองคิดเสมอว่า
ขนาดตัวเองยังโดนขนาดนี้ แล้วชาวบ้านไม่หนักกว่านี้หรือ เพราะต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลา
โดยเฉพาะความรุนแรงเมื่อปลายปี 2545 จนตัวเองต้องโดนคดีไปด้วยและต้องขึ้นศาลตราบทุกวันนี้มันสะท้อนให้เห็นว่า
รัฐคิดยังไงกันแน่ เราเดินร่วมกับชาวบ้านไปอย่างสันติวัธี และโดยตัวเองก็ไม่ได้ทำอะไรเลย
ระหว่างเหตุการณ์ก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เพียงแต่เห็นพี่เขาถูกลากออกมาแล้วตัวเองก็ถ่ายภาพ
แต่ก็โดนจับ จับโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัวเลยว่าทำผิดอะไร
เราทำผิดอะไร
? ที่เลวร้ายกว่านั้นกล้องวีดีโอที่ตัวเองซื้อมาถูกตำรวจปล้นเอาไปด้วย
เพราะมันไม่น่าจะเอากล้องไป เอาแต่ม้วนไปก็ได้ เมื่อเอาไปแล้วก็มีในบันทึกรายการของกลาง
ทำให้รู้สึกว่ามันเลวร้ายมาก สำหรับคนที่ทำงานโดยอ้างว่าเป็นมิตรกับประชาชน
หรือ รับใช้ประชาชน เหตุการณ์นั้นทำให้ตัวเองนึกย้อนไปและเข้าใจคนรุ่น
14ตุลา 6 ตุลา มาก แต่ถึงอย่างไรก็ไม่เคยเสียใจหรอกที่ตัวเองโดนจับเพราะเราไม่ผิด
! หากเสียใจ เสียใจที่พี่น้องชาวบ้านถูกตี ถูกออกหมายจับ ถูกข่มขู่
ตรงนี้มากกว่าที่เลวร้ายมาก

หากมีใครมองว่าเราเป็นผู้หญิง โดยตัวเองไม่ได้มองว่ามันแตกต่างกับผู้ชาย
มันเป็นการทำงานที่รู้หน้าที่กันเขาทำอะไร เราทำอะไรในหมู่บ้าน
เราวางจังหวะหน้าที่ได้ ซึ่งก็คิดว่าเราก็สามารถทำได้ และเราจะเกื้อหนุนกันตรงไหนอย่างไร
เมื่อเราได้วางเป้าหมายการทำงานร่วมกันไปแล้ว ซึ่งผู้หญิงในหมู่บ้านก็เป็นอย่างนี้
เพราะตัวเองมองเห็นบทบาทตรงนี้มันหนุนเสริมกัน ผู้ชายทำบทบาทหนึ่งผู้หญิงก็ทำบทบาทหนึ่งหรือบางครั้งก็โดดเด่นลึกซึ้งกว่าผู้ชายด้วยซ้ำไป
เพราะผู้หญิงเวลาทำงานถ้าเขาได้เข้าใจแล้วก็จะทุ่มสุดตัว สุดหัวใจเลย
เพราะบทบาทกลุ่มผู้หญิงนั้นตั้งแต่ระดับในครอบครัวเลย เช่น ลูกๆ
ที่เป็นกลุ่มเยาวชนเขาผลักดันให้ออกมาเต็มที่เลย เข้ามาเรียนรู้ประสบการณ์ทำงานในลานหอยเสียบ
เพราะถ้าแม่เข้าใจแล้ว กับพ่อไม่มีปัญหาเลย แม่สามารถคุยกับพ่อได้
ความชัดเจนของแม่บ้านมีผลมากต่อบทบาทอื่นๆ ส่วนบทบาทเรา ก็เน้นไปทำงานกับกลุ่มเยาวชน
เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีความต้องการทำอะไรเพื่อบ้านเกิดของเขามาก
ก็ลงมาทำงานด้วย มาช่วยคิดกิจกรรมร่วมกับเขา เช่น อยากเขียนป้ายรณรงค์ในหมู่บ้าน
ก็มาช่วยคิด หรือจัดเวทีพูดคุย พาไปดูงานนอกสถานที่ ประสานนักวิชาการเข้ามาให้ความรู้
งานเหล่านี้เราก็สามารถทำได้ เพราะที่ผ่านๆ มาเราต่อสู้ร่วมกัน
สู้เท่าๆ กันมาโดยตลอด เพียงแต่กับบริบทวัฒนธรรม ศาสนาที่แตกต่างกัน
เวลาเราทำงานกับชาวบ้านเราต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับจารีตประเพณีเขาด้วยก็เท่านั้น
ที่สำคัญที่เราทำงานนี้อยู่เพราะเชื่อว่า โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์
เป็นเพียงหนึ่งปัญหาที่เข้ามากระทบเขา แต่ต่อไปจะมีอีกหลายๆ
ปัญหาเข้ามา ซึ่งทำยังไงให้ชุมชนของเขาสามารถอยู่ได้อย่างเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้
ด้วย
สำหรับวันนี้ พอเรามาถึงจุดหนึ่ง ก็ยอมรับตัวเองว่า แบบนี้แหละที่ชีวิตเราได้เรียนรู้ตัวเอง
ได้รู้จักตัวตนของตัวเอง รู้สึกงานนี้ทำให้ตัวเองมองตัวเองมากขึ้น
อย่างน้อยก็ตอบคำถามได้ว่า ยังชอบงานแบบนี้อยู่อีกไหม ซึ่งสำหรับนี้ก็ค้นพบว่า
ตัวเองอยู่ตรงไหนก็ได้ สามารถเป็นครูได้ทั้งนั้น อยู่กับชาวบ้านก็สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้
โดยไม่ต้องเป็นครูในวิชาชีพ แต่แบบนี้สามารถเรียนรู้ด้วยกันและทำอะไรร่วมกับเค้าได้
กับครอบครัวนั้น ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากมากที่เขาจะเข้าใจ
เห็นด้วย ต้องใช้เวลามากในการทำให้เขาเข้าใจ ตั้งแต่เริ่มทำงานนี้มา
ก็ถูกตั้งคำถามนี้ตลอดทั้งพ่อแม่ ทั้งญาติพี่น้อง กับงานแบบนี้
แล้วก็ถามเสมอว่าเราทำอะไรอยู่ เพราะครอบครัวญาติพี่น้องเขาเข้าใจแต่งานในระบบราชการ
รับเงินเดือน แล้วก็ทำงานที่เช้าไป-เย็นกลับ ได้ แต่ทำไมเรากลับไม่มีเวลาให้
ไม่ได้กลับบ้าน เราก็ถูกถามตลอด จนมาระยะหลังๆ เขาก็ค่อยๆ เริ่มรู้จัก
และเราก็ค่อยๆ อธิบายให้เข้าใจ แต่ถึงวันนี้ก็รู้จักไม่ถึง 100%
แต่เขาก็พยายามทำความเข้าใจว่าสิ่งที่เราทำนั้นไม่ได้เลวร้าย
และสังคมก็ยอมรับ ซึ่งเราก็พยายามอธิบายปัญหาที่เราคลุกคลีทำงานอยู่
ในขณะเดียวกันก็พาพี่ๆ เข้ามาเห็น มาเข้าใจชาวบ้านที่เราทำงานด้วย
และเอาหนังสือให้เขาอ่านบ้าง บางครั้งก็พาญาติพาแม่มาพบ พูดคุยกับชาวบ้านที่เราทำงานซึ่งให้เราทำความเข้าใจกัน
เพราะครอบครัวเราก็ชาวบ้านเมื่อมาทำความเข้าใจกันมันกลับง่ายที่เขาจะเข้าใจกัน
เพราะความจริงมันต่างกันแค่สถานที่ แต่ปัญหามันคล้ายๆ กัน ตรงนั้นเองที่พ่อแม่เข้าใจเรา
ว่าลูกตัวเองนั้นมาทำอะไรกับชาวบ้าน ทำให้หลังๆ ครอบครัวตัวเองปรับตัวเข้าใจเราได้มากขึ้น
แต่ก็ยังห่วงใยอยู่เพราะเขาก็เห็นว่าเราเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียว
บวกกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น แล้วเขาเห็นด้วยจึงทำให้ความห่วงใยนั้นมันยังมีอยู่มาก
แต่ก็โชคดีที่ความคาดหวังเรื่องเงินเดือนจากเรานั้นไม่มี
อีกอย่างตัวเองก็ยังเป็นโสด เพราะชีวิตติดอยู่กับงานตรงนี้มาก
บวกกับความเป็นผู้หญิงของตัวเอง ที่มันมีอะไรละเอียดลึกซึ้งซับซ้อน
กับเรื่องครอบครัวเราก็คิดเสมอว่า เราอยากมีเวลาส่วนหนึ่งให้กับครอบครัว
หากวันหน้าต้องมีน่ะค่ะ เพราะโดยทั่วไปผู้หญิงเองก็ต้องมาทำภาระหน้าที่ตรงนี้
แต่เมื่อเราทำงานตรงนี้แล้ว และภาระหน้าที่ที่เรารับผิดชอบอยู่นั้น
มันเป็นอันดับหนึ่งสำหรับเรา มันมาก่อน จึงคิดไว้ว่า ถ้ามีครอบครัวมันต้องเป็นแบบนี้
ก็เลยเป็นปัญหาว่ามันยังไม่สามารถจะลงตัวกับชีวิต สองอย่างนี้ได้หรือจะจัดการอย่างไร
ให้คนที่มาร่วมชีวิตกับเราเข้าใจตรงนี้ได้ ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากทีเดียวสำหรับผู้หญิง
ที่ต้องการทั้งครอบครัว ทั้งภาระหน้าที่ ก็เลยเลือกที่อยู่แบบนี้ค่ะ
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ตามเข้ามาบนเส้นทางงานพัฒนาก หรืองาน NGOs
นี้ ต้องเข้าใจน่ะว่า ปัญหาอุปสรรคเยอะมาก เพราะโดยตัวเองบางครั้งก็ยอมให้เวลาเป็นตัวจัดการไป
บางครั้งก็ต้องหาวิธีแก้ไข แต่ถึงที่สุดแล้วความชัดเจนของตัวเองเป็นตัวจัดการว่าเราต้องการอะไรกันแน่
และที่สำคัญกล้าพูดได้เลยว่าไม่จำเป็นหรอกที่จะต้องเป็นผู้หญิงแกร่ง
ขอแค่เรามีใจอยากจะทำตรงนี้ เพราะเมื่อมีใจที่จะทำงานเราก็จะพยายามขนขวายหาวิธีการ
ที่จะทำงานอย่างไรให้มันลงตัว เพราะตลอดเวลา 5-6 ปี ที่ทำงานตรงนี้
ตัวเองเห็นอะไรเยอะมากในการทำงาน ทำให้ได้อะไรเยอะด้วย เคยร้องไห้
เคยท้อแท้ถึงขอลาออก แต่พอถึงจุดหนึ่งเมื่อเราได้ตั้งคำถามกับตัวเอง
จะทำให้เราได้ตรวจสอบ ได้มองเห็นตัวเองมองเห็นปัญหา จึงอยากบอกว่าสำหรับคนที่อยากจะค้นหาอะไรบางอย่างจากการทำงานตรงนี้
ยอมรับว่าได้อะไรเยอะมาก อย่างสภาพของเราที่ต้องเผชิญกับรัฐ
ทวนกระแสสังคม ทำให้เพื่อนก็น้อย คนเข้าใจก็น้อย มีแรงต้านเยอะ
หรือบางคนอาจจะผิดหวังไม่กลับมาอีกเลย ก็เป็นได้ แต่สำหรับคนที่มีใจทำงานแบบนี้
เชื่อได้เลยว่าเรายืนจุดไหนก็ได้ ขอแค่เราเข้มแข็งที่จะเป็นตัวคุณเอง
มันมีช่องทางให้เราได้ทำงานเสมอ ค่ะ อีกอย่างกับงานตรงนี้ ที่นี่นั้น
ยังยืนยันว่ายังจะทำงานอยู่ต่อไปจนกว่าชาวบ้านเขาจะไม่สู้ ไม่เอาแล้ว
หรือมันยุติแล้ว เท่านั้น เสร็จจากนี้จึงอยากจะกลับบ้านกลับไปทำงานบนเส้นทางแบบนี้ที่บ้าน"
. . .
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
8 มีนาคม 2547
|