|
ทิชา ณ นคร เราไม่ได้บอกว่า
ผู้ชายแย่!
สำหรับสังคมไทย ประเด็นปัญหาที่เกิดกับผู้หญิงหรือการออกมาเคลื่อนไหวผลักดันเรื่องใดใดมักถือกันเป็นเรื่องเป็นราวให้ได้ถกเถียงกันเสมอ
ยกตัวอย่างเฉพาะ การขอใช้นามสกุลที่ทำให้ผู้ชายและผู้หญิงหลายคนออกอาการว่ามันมีความสำคัญอย่างไรถึงได้ออกมาเรียกร้องกันนัก
หรือทำไมหนังสือ ผู้ชายเลวกว่าหมา ของนักเขียนหญิงคนหนึ่งขายดิบขายดีเสียจน
ช็อก วงการ ฯลฯ กำลังเกิดอะไรกับสังคมไทย
การเคลื่อนไหวของผู้หญิงในแต่ละประเด็นปัญหา คำตอบ ที่ได้รับกลับมา
คือ แรงเสียดทานแทนการพยายามหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทิชา
ณ นคร กับ รางวัลสตรีนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
โดย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่เธอเพิ่งได้รับไปหมาดเล่าถึงประสบการณ์
และความจำเป็นในการแก้ไขช่วยเหลือผู้หญิง และสภาพกดดันที่ได้รับตลอดการทำงานในประเด็นผู้หญิงที่มากกว่า
30 ปี ของเธอ

ไทยเอ็นจีโอ : เริ่มต้นการทำงานครั้งแรก
ทิชา ณ นคร : ราวปี 2519 กับ
สหทัยมูลนิธิ เป็นเอ็นจีโอที่จับงานด้านเด็กและครอบครัว
ไม่ใช่งานทางด้านผู้หญิงโดยตรง เน้นงานให้คำปรึกษากับผู้หญิงที่ไม่พร้อมจะมีลูก
ซึ่งเราพบว่ามีผู้หญิงจำนวนหนึ่งเดินเข้ามาขอคำปรึกษา หรือถูกส่งมาจากที่อื่นๆ
สังคมไทยมีความคาดหวังกับผู้หญิงไทยไว้ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากผู้หญิงคนใด ท้อง แล้วหาสามีไม่ได้จะถือเป็นเรื่องโลกาวินาศทีเดียว
(ย้ำ) ผู้หญิงตกเป็นจำเลย ไม่ได้รับการยอมรับ เป็นผู้พ่ายแพ้
ยิ่งย้อนหลังไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับผู้หญิง
ไม่ว่าจะเป็นใครหรือในครอบครัวใดใด จะสร้างแรงกดดันในระดับรุนแรงนับว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องมีหน่วยงาน
เช่น สหทัยมูลนิธิ ทำหน้าที่พูดคุยปลอบประโลมผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อของสังคม
อย่างพยายามหาทางออกร่วมกันเผู้หญิงที่ไม่มีความพร้อม หากถูกปล่อยให้อยู่ในสภาพที่โดดเดี่ยวเหตุการณ์
การฆ่าเด็ก การทิ้งเด็ก จะตามมา
ไทยเอ็นจีโอ : คิดว่า สังคมต้องอุ้มผู้หญิงกลุ่มนี้
อย่างไร
ทิชา ณ นคร :
จริงๆ แล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นสถานการณ์เฉพาะหน้ามากกว่า
เพราะหากปล่อยทุกอย่างเอาไว้จนหาทางออกไม่ได้ ผลกระทบจะเกิดขึ้นในวงกว้างขวาง
ทางออกที่น่าจะถือว่า ยั่งยืนที่สุด นั่นคือ สังคมต้องทำความเข้าใจและตีโจทย์ออกมาให้แตกก่อนว่าการที่ผู้หญิงคนหนึ่งมีท้องเกิดจากอะไร
แน่นอนว่าหากเรามองปัญหาเพียงชั้นเดียว ก็จะเป็นเรื่องความเหลวไหลของผู้หญิงที่ไม่รักษาตัวเองให้ดี
ปล่อยให้ตัวเองท้องได้อย่างไร แต่ถามว่า ผู้หญิงคนหนึ่งจะท้องไม่ได้หากไม่มีผู้ชายเข้ามาเกี่ยวข้อง
และมีองค์ประกอบหลายอย่างที่ต้องเข้ามารับผิดชอบเรื่องนี้ โดยเฉพาะ
ผู้ชาย คำถาม คือว่า ทำไมสังคมถึงมองว่าปัญหาอยู่ที่ผู้หญิงกดดันจนผู้หญิงไม่มีที่ยืน
ทั้งๆ ที่ ผู้ชายเป็นส่วนสำคัญในเหตุการณ์ แต่กลับเป็นตัวละครที่ไม่มีใครตั้งคำถาม
หรือสังคมไม่ได้ทำให้ผู้ชายเองเกิดสำนึกหรือรับผิดชอบร่วม ผู้ชายหลายคนจึงรู้สึกผิด
หรือรู้สึกอับอายกับเหตุการณ์เพราะสังคมกำลังมองว่าเป็นธรรมชาติของผู้ชายเอง
ใช่หรือเปล่า เมื่อมีโอกาสต้อง
ฟันแล้วทิ้ง
ไทยเอ็นจีโอ
: ทัศนะคติอย่างนี้ยังเป็นอยู่ในสังคมไทย
ทิชา ณ นคร : ใช่ ทั้งที่เราพูดกันเยอะมาก
กว่า 20 ปี กับ สหทัยมูลนิธิ เราบอกว่าหากไม่เปลี่ยนโจทย์นี้
เราไม่อาจจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ การนำผู้หญิงมาเข้าเซฟ-เฮ้าส์
หรือว่ารับมอบเด็ก หรือว่าหาครอบครัวให้เด็กเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายทาง
ตราบเท่าที่สังคมไม่เปลี่ยนทัศนะ ปัญหาจะยังคงอยู่ สังคม ต้องทำให้ผู้ชายรู้สึกอับอาย
และรู้สึกถึงความรับผิดชอบกับการกระทำของตน
ไทยเอ็นจีโอ : ผู้ชายรู้สึกผิดกับการมีส่วนทำให้ผู้หญิงท้อง
ทิชา ณ นคร : ความละอายจะนำเข้าไปสู่จุดที่
เรียกว่า ความรับผิดชอบอย่างไรได้บ้าง เช่น พยายามที่จะป้องกันตัวเอง
หรือเลี้ยงดูหลังจากเด็กคลอดออกมา มีส่วนร่วมเป็นพ่อแม่ในทางสร้างสรรค์
ซึ่งสังคมทำได้ และเราเชื่อว่ามันใกล้ถึงจุดแห่งความรับผิดชอบเข้ามาทุกที
และเราคงต้องพูดเรื่องกันต่อไปอีก
ไทยเอ็นจีโอ : รับผิดชอบกับงานส่วนไหนใน
สหทัยมูลนิธิ
ทิชา ณ นคร :
งานขอ งสหทัยมูลนิธิ มีด้วยกันหลายส่วนที่รับผิดชอบโดยตรง
คือ งานดูแลเด็กกำพร้า เป็นความร่วมมือของ สหทัยมูลนิธิ กับ
บ้านเด็กอ่อนปากเกร็ด ปัญหาเด็กกำพร้าเหมือนกัน หากมองปัญหาเพียงชั้นเดียว
คือ เด็กคนหนึ่งถูกทอดทิ้ง แต่ปรากฏการณ์เหล่านี้ สะท้อนถึงความอ่อนแอของระบบสังคมระบบครอบครัวและ
เด็ก คือ เหยื่อที่ไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้โดยสิ้นเชิง
ก่อนถูกโยนเข้า บ้านเด็กกำพร้า ในอดีตสังคมไทยไม่จำเป็นต้องมีบ้านเด็กกำพร้า
เมื่อใดที่เด็กคลอดออกมาแล้วพ่อแม่ไม่พร้อมก็ยังมี ปู่ย่าตายาย
เข้ามาเลี้ยงดูอุ้มชู ความเป็นครอบครัวขยายได้เข้ารองรับปัญหา
เซฟ ตัวเด็กเอาไว้
ไทยเอ็นจีโอ : เกิดอะไรกับระบบครอบครัวในสังคมไทย
ทิชา ณ นคร : ทุกวันนี้ เราคงต้องยอมรับว่า
โครงสร้างครอบครัวในสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไป โดยส่วนจะเปลี่ยนแปลงไปถึงขั้นไหนคงตอบไม่ได้
(หัวเราะ) แต่ที่ชัดเจนก็คือว่า
จากครอบครัวขยาย กลายมาเป็น ครอบครัวเดี่ยว เชื่อได้ว่ากว่า
50% จนวันนี้ ครอบครัวไทยกลายเป็นครอบเดี่ยวแล้ว โครงสร้างครอบครัวขยาย
ปู่ย่าตาทวดหรือพี่ป้าน้าอา จะเข้ามาช่วยเหลือ เพื่อแก้ไขปัญหาแก่ใครคนใดในครอบครัวที่ประสบปัญหา
โครงสร้างเช่นนี้ ทำให้คนประสบเหตุไม่ตกอยู่ในสภาพโดดเดี่ยว
แต่วันนี้ ครอบครัวที่มีเฉพาะผู้หญิง-ผู้ชาย หรือบางครอบครัวมีพ่อคนเดียว
หรือแม่คนเดียวเมื่อใดที่เกิดปัญหาก็ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปปรึกษาใคร
ทางออกจึงตันได้ง่ายๆ
ไทยเอ็นจีโอ : ดูเหมือนว่า ผู้หญิงทุกวันนี้ไม่กลัวการต้องเลี้ยงลูกคนเดียว
ทิชา ณ นคร : จริงๆ แล้วมันไม่มีใครหรอกที่จะยอมถูกกระทำ
หรือยอมจำนนกับปัญหาตลอดไป ภายในสถานการณ์ที่ผู้หญิงคนหนึ่งเป็น
แม่ แบกรับภาระเพียงลำพัง เป็นเรื่องธรรมชาติที่เธอเหล่านั้นจะต้องยืนหยัดขึ้นมาให้ได้
แต่ผู้หญิงอีกหลายคนที่พ่ายแพ้ พูดอย่างนี้คงไม่หมายความว่า
ผู้หญิงที่ทำได้จะเป็นคนที่แกร่งกว่า หากภายใต้เส้นบรรทัดของสังคมไทย
ผู้หญิงหลายคนยังเขินอายกับการจะต้องเลี้ยงดูลูกตามลำพัง
ไทยเอ็นจีโอ : สังคมไทยมีมาตรฐานตายตัวในระดับที่แน่นอน
ทิชา ณ นคร : ใช่ เป็นมาตรฐานที่ตายตัวอย่างยิ่ง
สังคมไทยถือว่า องค์ประกอบของครอบครัวต้องพร้อมหน้าตาพ่อแม่ลูก
มันกลายเป็นกำแพงที่แข็งแรงมาก ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ ความจริงบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปมีความซับซ้อนกว่านั้น
ดังนั้น ในอนาคตความเปลี่ยนแปลงในบริบทนี้ จะทำให้เราคิดได้ว่า
ครอบครัว ไม่จำเป็นจะต้องประกอบไปด้วยพ่อแม่ลูก บางประเทศในโลกไปไกลถึงขนาดที่ว่า
ครอบครัว คือ พ่อหรือแม่คนเดียว หรือชายกับชาย หรือหญิงกับหญิงแล้วมีบุตรบุญธรรม
ไทยเอ็นจีโอ : เปลี่ยนแปลงความหมายของคำว่า
ครอบครัว
ทิชา ณ นคร : ครอบครัว มันเปลี่ยนไปตามโครงสร้างของสังคมที่เปลี่ยนไป
ที่เราต้องยอมรับให้ได้ แต่ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะทำความเข้าใจ
หากมองไปในอนาคตภาพเหล่านี้จะยิ่งชัดเจนมากขึ้นในสังคมไทย เรียกว่า
เป็นแนวโน้มที่จะเกิดมากขึ้น ผู้หญิงหลายคนที่เลี้ยงลูกเพียงลำพัง
แล้วไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้พ่ายแพ้หรือไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัวได้รับการยอมรับมากขึ้น
ออกมาเขียนหนังสือหรือทำอะไรได้อีกตั้งหลายอย่าง เป็นการสร้างทางเลือกใหม่ให้กับผู้หญิง
ไทยเอ็นจีโอ
: ผู้หญิงวันนี้ เก่งแกร่ง มากขึ้น
ทิชา ณ นคร : อย่างที่บอกนั่นแหละ
ไม่มีใครยอมตกเป็นผู้พ่ายแพ้ตลอดเวลาหรอก ก็ไม่รู้ว่าเก่งหรือเปล่า
แต่ผู้หญิงที่สามารถลุกขึ้นมาทำอย่างนี้ได้ ย่อมต้องผ่านเส้นทางของความเศร้ามาก่อน
คือ ในฐานะผู้หญิง เราเชื่อว่าเมื่อวันหนึ่งผู้หญิงคนหนึ่งเค้ารับรู้ว่า
เค้าต้องตกอยู่ในฐานะของคนที่ต้องเลี้ยงดูลูกเพียงลำพังจะลุกขึ้นมา
กระดี๊กระด๊า มันจะต้องมีพัฒนาการของมัน นั่นคือ การต่อสู้กับความเจ็บปวด
เค้าอาจจะรู้สึกพ่ายแพ้ในขั้นตอนแรก แต่ถึงที่สุดเค้าจะไม่จมตัวเองจนนานเกินไป
ไทยเอ็นจีโอ : ดูเหมือนว่าจะเริ่มต้นงานทางด้านผู้หญิงจากงานเด็กและครอบครัวก่อน
ทิชา ณ นคร : ใช่ๆ ทำกับ สหทัยมูลนิธิ
เกือบๆ 30 ปี
ไทยเอ็นจีโอ : ตั้งแต่ปี 2519
ทิชา ณ นคร : ถึงแม้ว่างานของ
สหทัยมูลนิธิ จะไม่ได้เป็นงานเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับเรื่องผู้หญิงโดยตรง
แต่ก็มีเนื้องานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปแตะๆ การช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา
หาทางออกให้ผู้หญิงที่ท้อง โดยเฉพาะเด็กที่พ่อแม่ไม่อาจรับผิดชอบได้
ทำให้เรามองเห็นภาพความไม่เท่าเทียมกันระหว่าง ชาย-หญิง ชัดเจนมาก
จนเริ่มมาจับงานผู้หญิงช่วงรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ในปี 2539
และเคลื่อนไหวผลักดันให้ผู้หญิงเข้าไปร่วมกำหนดร่างรัฐธรรมนูญ
ชัดเจนว่าความเสียหายใดใดที่เกิดแก่ผู้หญิง ระหว่างหญิงชาย โดยเฉพาะเป็นความสัมพันธ์ทางเพศ
ผู้หญิงมักจะเป็นฝ่ายถูกประณาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรท้าทายเหมือนกันว่าทางออกของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง
ไทยเอ็นจีโอ : ดูเหมือน สหทัย ไม่ได้มุ่งจะแก้ปัญหาเชิงนี้
ทิชา ณ นคร : ใช่ คำตอบของสหทัยฯ
อาจจะมุ่งไปที่การแก้ปัญหาในเชิงสังคมสงเคราะห์ ให้เด็กกำพร้าได้มีครอบครัว
คนเกิดมาไม่มีใคร โดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งมันทำลายความเป็นมนุษย์
โจทย์ คือ ทำอย่างไรถึงจะให้มนุษย์เรามีครอบครัว ไม่ใช่ครอบครัวที่แท้
เป็นครอบครัวทดแทนได้ไม๊ อืม เป็นวงจรงานของสหทัยฯ
ไทยเอ็นจีโอ : เริ่มคิดขยับประเด็นนี้
ความเสมอภาคชาย-หญิง
ทิชา ณ นคร : มันไปโดยธรรมชาติ
คิดว่าเพราะมองเห็นเราจึงต้องพูด ต้องสื่อสาร ทำใจไม่ได้ที่จะปล่อยให้ปัญหาวนอยู่อย่างนั้น
เช่น ปล่อยให้หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าว แม่ใจมาร แม่ใจยักษ์
แม่ใจร้าย เมื่อเกิดเหตุการณ์ทิ้งเด็ก อะไรคือดุลของปัญหา
ต้องออกมาว่ากันว่า จริงๆ แล้ว คือ แม่ใจยักษ์-ใจมาร จริงๆ หรือเปล่า
จู่จู่ ผู้หญิงไปยืนกลางหาวแล้วท้องขึ้นมาเองหรือเปล่า เมื่อมีผู้ชายร่วมอยู่ด้วยและเรากลับไม่ตั้งคำถามเอากับผู้ชายบ้า
งเมื่อไรปัญหาเหล่านี้จะได้รับการแก้ไข เมื่อไรผู้ชายจะคิดรับผิดชอบ
เพราะทุกวันนี้ สังคมไทยเปิดโอกาสให้ผู้ชายแสดงพฤติกรรมทางเพศได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ
ไทยเอ็นจีโอ : เพราะความเป็นผู้หญิงหรือเปล่าถึงเรียกร้องเช่นนี้
ทิชา ณ นคร :
แน่นอน ความเป็นผู้หญิงของเราอาจทำให้เราไวต่อปัญหาที่เกิดกับผู้หญิง
หรือความอ่อนไหวแบบผู้หญิงทำให้เราสามารถรับสัญญาณความเจ็บปวดของผู้หญิงได้ไว
แต่ถามว่า เรารับสัญญาณเหล่านี้ในผู้ชายได้หรือไม่ คำตอบคือ
ได้ อย่างเช่น เราพบว่าผู้ชายบางคนที่มีภาวะความเป็นผู้นำครอบครัวสูงๆ
แล้วจะต้องหยุด ระงับ ชะงักภาวะเหล่านั้นไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดใดก็ตาม
เช่น ตกงาน ล้มละลาย เราสัมผัสได้ว่า ผู้ชายหลายคนเกิดความกดดันหรือถูกกดดัน
เราคิดว่า ภาวะเช่นนี้เป็นแรงกดดันที่เกิดจากค่านิยมบางอย่างในสังคม
ผู้ชายที่ไม่ได้เป็นผู้นำครอบครัว เป็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจริง
ทั้งที่ความจริงผู้หญิงบางคนเป็นผู้นำครอบครัวที่ดีได้ เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งมีหน้าที่การงานที่ดีกว่าผู้ชาย
ผู้ชายจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกก็ได้ แต่เราพบว่า เมื่อไรที่ผู้ชายถูกเปลี่ยนสถานะให้เป็นคนเลี้ยงลูก
ผู้ชายจะยอมรับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้
ค่านิยมในสังคมไทยทำให้ผู้ชายรู้สึกว่ าตนเป็นผู้ที่พ่ายแพ้ถึงกับแอบร้องไห้ออกมา
ไม่ให้คนเห็น ไม่ให้คนได้ยิน เกิดแรงกดดันมากเข้า ผู้ชายก็จะลุกขึ้นมาทำร้ายครอบครัว
ซึ่งในความเป็นจริงตรรกะเหล่านี้เป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้
ถามว่า ทำไมเราไม่ชื่นชมกับผู้ชายบางคนที่เลี้ยงลูก แล้วผู้หญิงออกไปทำงานและมีเงินเดือนพอจะเลี้ยงครอบครัว
ทำไม สังคมกลับบอกว่าผู้ชายประเภทนี้เป็นหน้าตัวเมีย เกาะเมียกิน
ทำนองนั้น
ไทยเอ็นจีโอ : คิดว่าไม่ใช่เรื่องแปลก
ทิชา ณ นคร : ไม่ใช่เรื่องแปลก
บทบาทเหล่านี้น่าจะเป็นเรื่องที่เปลี่ยนกันได้ ขึ้นอยู่ที่ว่าองค์ประกอบที่ประกอบกันขึ้นเป็นครอบครัวนั้นๆ
ใครทำอะไรตรงไหนได้ดี เพราะสังคมเขียนภาพบางอย่างเอาไว้และคนก็เดินตามอย่างตายตัว
ตัวอย่าง มีผู้ชายคนหนึ่งเค้าตกงาน และต้องไปนอนเฝ้าลูกที่โรงพยาบาล
ปรากฎว่าเค้าถึงขนาดทำร้ายลูกด้วยความรู้สึกว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของเค้าสักหน่อย
ที่จะต้องมาเฝ้าลูกแล้วปล่อยให้เมียออกไปทำงาน ใช่หรือเปล่าว่ามันกลายเป็นปัญหา
สังคมไม่ได้สร้างแรงกดดันให้เฉพาะกับเพศหญิงเท่านั้น ผู้ชาย
เหมือนกัน เป็นเรื่องค่านิยม เป็นเรื่องแรงคาดหวังที่คนรอบข้างมีต่อความเป็นชายและเป็นหญิงของเขาและเธอ
ไทยเอ็นจีโอ
: สังคมบอกว่า ผู้ชายร้องไห้ไม่เป็น
ทิชา ณ นคร : ผู้ชายร้องไห้ไม่ใช่ผู้ชาย
ร้องไห้แล้วเป็นหน้าตัวเมีย ผู้ชายคนนี้เค้าไม่ยอมร้องไห้ ไม่ยอมขอความช่วยเหลือ
หรือขอคำปรึกษาจากใครเหมือนกัน จนทำร้ายลูกไปแล้ว เราถึงเข้าหาเค้าได้จนเค้าพูดออกมาว่า
เพราะผมเป็นผู้ชาย ผมจะขอความช่วยเหลือจากคนอื่นได้อย่างไร ทำไม....ทำไมผู้ชายจะขอความช่วยเหลือจากคนอื่นไม่ได้
ใช่หรือไม่ ใครเป็นคนบอก การทำงานกับเรื่องเหล่านี้เป็นงานที่ต้องลงรายละเอียดมาก
เพราะเป็นงานที่ต้องเล่นกับความคิดและบรรทัดฐานบางประการที่สังคมได้หยิบยื่นให้
เพราะถึงที่สุดมีผู้ชาย-ผู้หญิง อีกหลายคนเป็นผลพวงจากกระบวนการหล่อหลอมที่ว่า
ไทยเอ็นจีโอ : สังคมไทย คือ สังคมผู้ชายเป็นใหญ่
ทิชา ณ นคร : สังคมให้บทบาทผู้ชายเป็นผู้นำ ซึ่งในความเป็นจริง
เอ่อ มันอาจจะใช่ในยุคสมัยหนึ่งแต่ไม่มีความหมายแล้วในยุคปัจจุบัน
ไทยเอ็นจีโอ : ยังไง
ทิชา ณ นคร : ยุคสมัยเปลี่ยนไปบทบาทของคนเปลี่ยนตาม
ชัดเจนที่สุด กรณีสึนามิ เอาง่ายๆ ผู้หญิงส่วนหนึ่งต้องแบกรับภาระจากการเสียสามี
ตั้งแต่ทำมาหากินและการเลี้ยงลูก ผู้หญิงไม่ต้องปรับตัวมาก ขณะกับผู้ชายกลับเป็นเรื่องตรงกันข้าม
อย่างกะทันหัน เค้าไม่สามารถปรับตัวให้ชินกับการเลี้ยงลูกได้ซึ่งกดดันมากๆ
เข้าก็ไม่พ้นเหล้า
ไทยเอ็นจีโอ : ผู้ชายปรับตัวไม่ได้เอาเสียเลยหรือ
ทิชา ณ นคร :
คงไม่ใช่ทั้งหมด ผู้ชายบางคนที่ยอมรับและกลมกลืนกับบทบาททางเพศ
เชื่อว่าสลับบทบาทกันได้ปรับตัวเองไม่ลำบากมาก แต่สำหรับบางคนที่ถือคติ
ผู้ชายหุงข้าวเรียกว่าหน้าตัวเมีย ผู้ชายซักผ้าเรียกว่ากลัวเมีย
ผู้ชายที่ช่วยเมียเลี้ยงลูกแล้วเรียกว่าเกรงใจเมีย คนเหล่านี้ปรับตัวยาก
ไทยเอ็นจีโอ : ความเสมอภาคระหว่างเพศ
ดูจะเน้นไปที่ความคิดผู้ชาย
ทิชา ณ นคร : จริงๆ
ไม่ใช่เรื่องแยกขาดชัดเจนว่ าต้องแก้ปัญหาที่ตัวผู้ชาย เรื่องเพศสภาพเป็นเรื่องกลมๆ
กลืนๆ กันในวัฒนธรรมอย่างสังคมไทย ปัญหาคือ ทัศนะระหว่างหญิงชายที่ซ้อนกัน
ซึ่งต้องมาพูดกันให้ชัดเจน จากที่เคยฟังแล้วหัวเราะ วันนี้สังคมเปิดมากขึ้น
ไทยเอ็นจีโอ : เจอหัวเราะเยาะยังไงบ้าง
ทิชา ณ นคร : เจอจนชินไม่หวาดไม่ไหวจะนับ
(หัวเราะ) สังคมมองว่า คนที่ลุกขึ้นมาพูดเรื่องนี้ หากไม่บ้าก็เพี้ยน
ถึงขั้นประณามหรือด่าทอ แต่มันทำให้เราตั้งคำถามว่า เค้าด่าเราได้ขนาดนั้นเชียวหรือ
ไทยเอ็นจีโอ : รู้สึกอย่างไร
ทิชา ณ นคร
: ไม่นะ คิดว่าทำไมคนถึงมีสติปัญญาคิดกันได้เท่านี้ที่รับไม่ค่อยได้
คงเป็นคนที่รายรอบตัวเรามากกว่า เช่น ลูกสาว เค้าจะบอกเราว่า
แม่ไม่ต้องไปฟังหรอก เราจะบอกลูกว่า คงต้องฟัง ฟังเพื่อให้รู้ว่าเค้าคิดกับสิ่งที่เราทำ
อย่างไร
ไทยเอ็นจีโอ : ท้อหรือเปล่า
ทิชา ณ นคร : ไม่ เราทำงานมานาน
สังคมมีเกณฑ์บางอย่าง และบังเอิญว่างานที่เราทำมันไปแตะส่วนนั้นมันเป็นผลที่ต้องยอมรับ
มันเป็นกระแสที่หยั่งรากลึกซึ้งในความคิดของคน เราเห็นว่า มันเป็นเรื่องปกติเพราะเราเลือก
เลือกจะทำงานในประเด็นเหล่านี้ เราต้องยอมรับให้ได้ว่า เมื่อต้องเจอแรงเสียดทานต้องเจอคำหยาบคาย
ให้เรารู้ว่าเรากำลังต่อสู้กับระบบสังคมที่มีกรอบตายตัว อย่าไปตกใจ
อย่าไปไร้เดียงสากับผลที่ได้รับ คงต้องเจออะไรที่มากกว่านี้อีก
ผลสะท้อนคือ วัคซีนที่ทำให้เราเข้มแข็ง
ไทยเอ็นจีโอ
: สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลา
ทิชา ณ นคร : ใช่ ยาวนานมากสำหรับการต่อสู้กันเชิงความคิด
เราถูกมองว่าเป็นตัวตลก ถูกมองว่าเป็นตัวปัญหา อยากได้อำนาจ
อยากได้รับการยอมรับ อย่างไม่น่าเชื่อว่า คนที่ออกมาเคลื่อนประเด็นเหล่านี้กลายเป็นคนที่ไม่ได้รับการยอมรับ
และต้องการอำนาจหรือครอบครัวต้องมีปัญหา แต่จริงๆ แล้วเราคิดว่าคำกล่าวเหล่านี้เป็นสีสันที่ทำให้เราฉูดฉาดขึ้นเท่านั้น
ซึ่งก็ไม่เป็นไร เราต้องผลิตความคิดซ้ำออกไปเรื่อยๆ คนจะเข้าใจและยอมรับได้เพราะมันมีความจริงของมัน
ยกตัวอย่างเรื่องเพศ หากผู้ชายคนหนึ่ง ทำให้เมียรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงวัตถุทางเพศ
เป็นเพียงเครื่องมือหรือร่องรูให้ผู้ชายได้ระบายความใคร่ถึงที่สุด
ความไม่เป็นสุขที่เกิดขึ้นจะส่งผลสะท้อนขนาดใหญ่
ไทยเอ็นจีโอ : ทั้งที่ เพศสัมพันธ์
คือ องค์ประกอบหนึ่งของครอบครัวนะหรือ
ทิชา ณ นคร :
ผู้ชาย เป็นเพศที่มีความรู้สึกทางเพศค่อนข้างไว การมีเพศสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องแปลก
ปัญหามันอยู่ที่การจัดการในเรื่องอารมณ์ ผู้ชายมักถืออารมณ์ตนเองเป็นที่ตั้ง
ไม่ใส่ใจในการตอบสนองทางอารมณ์กับผู้หญิงที่อยู่ข้างเคียง ประกอบกับว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ใครก็ไม่รู้อีกแหละ
ที่บอกว่าผู้หญิงไทยจะต้องสงวนท่าที ไม่พูด ไม่เรียกร้องหรือต่อรองกับเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้
กลายเป็นว่าผู้หญิงกลายเป็นเครื่องมือที่รองรับหรือวัตถุทางเพศ
ไทยเอ็นจีโอ : เครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญทำงาน
อย่างไร
ทิชา ณ นคร :
เป็นหน่วยงานที่มีองค์กรผู้หญิง 52 องค์กร เป็นสมาชิก
ประกอบด้วย มูลนิธิเพื่อนหญิง ผู้หญิง สหทัยมูลนิธิ หรือแม้แต่โครงการสตรีศึกษาตามมหาวิทยาลัย
ในปี 2539 มีการเคลื่อนไหวผลักดันให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนในการร่วมร่างรัฐธรรมนูญ
ผู้หญิงบางส่วนจึงคิดกันว่า ผู้หญิงน่าจะมีส่วนในการร่วมกำหนดร่างรัฐธรรมนูญ
เมื่อเราคิดว่า รัฐธรรมนูญไทยถูกเขียนโดยกลุ่มทุน และหรือ
ระบบทหารทำให้เกิดการเอื้อประโยชน์แก่ชนชั้นตน เมื่อภาคประชาชนพยายามเข้ามามีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญ
เรา ต้องคิดด้วยว่าผู้หญิงซึ่งถือเป็นมนุษย์คนหนึ่งต้องเข้าไปมีส่วนร่วมออกแบบรัฐธรรมนูญด้วยจนเกิดเป็นเครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ
ไทยเอ็นจีโอ : เป็นแนวโน้มที่ดีใช่ไหมเพราะผู้หญิงได้รับการยอมรับให้เข้าไปมีส่วนร่วมในประเด็นทางสังคม
ทิชา ณ นคร : หากคิดในเชิงวิธีการ
ถือว่า เราทำสำเร็จ อยู่ที่ว่าเราใช้อะไรเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ
หากวัดกันในเชิงเป้าหมาย หลายเรื่องต้องใช้เวล แต่ในระดับขั้นของวิธีการ
เราคิดว่า เราสามารถสร้างพื้นที่ได้ สังคมมีการรับรู้ เราได้ปักธงของเราเอาไว้แล้วว่าประเด็นเหล่านี้เกิดขึ้นได้
เราเปิดความหมายของการมีส่วนร่วมและกำหนดกติกา โดยมีผู้หญิงและผู้ชายเป็นส่วนสำคัญ
ทำงานร่วมกัน หลายคนอาจคิดว่ากติกาสังคมใครจะเป็นคนเขียนก็ได้ใช้เหมือนกันได้
เราเชื่อว่า ไม่จริง กติกาเดียวไม่อาจใช้ได้กับคนทุกคน ความเป็นผู้หญิงและความเป็นผู้ชายจำต้องเข้าสู่โอกาสในพื้นที่เดียวกัน
และมันไปไกลถึงขนาดว่า หากสังคมนี้ยอมรับเพศสภาพที่มากกว่าหญิงและชาย
เช่น ทอม ตุ๊ด ดี้ ในอนาคตสังคมต้องยอมให้ตัวแทนของคนกลุ่มนี้เข้าไปเขียนกติการ่วมด้วยเช่นกัน
ไทยเอ็นจีโอ : ไม่มีใครคิดแทนใครได้
ทิชา ณ นคร :
แน่นอน ทุกหนแห่ง คือ พื้นที่ของคนทุกคน ใครมากำหนดว่าพื้นที่ตรงนั้นตรงนี้เป็นของคนบางกลุ่ม
ไทยเอ็นจีโอ : สังคมรู้จัก ทิชา ณ
นคร ในแบบไหน
ทิชา ณ นคร :
ไม่รู้ รู้อย่างหนึ่งว่า เราทำงานเรื่องผู้หญิงผ่านความเชื่อ
ไม่ได้ทำงานเพราะกระแส เราเชื่อเสมอว่าผู้หญิงมักจะถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียว
และไม่ใช่ถือเป็นเรื่องส่วนตัว แม้แต่ความขัดแย้งในครอบครัวของเธอเอง
เมื่อสังคมยังคิดว่า ครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัว ผัวตีเมียเป็นเรื่องส่วนตัว
แม่ตีลูกเป็นเรื่องส่วนตัว การตบตีทะเลาเบาะแว้งกันบ้างในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัว
ไทยเอ็นจีโอ : สังคมจะใช้เหตุผลอะไรไปห้าม
ทิชา ณ นคร : คือ หากเรามองในรายละเอียด
เราอาจจะมองเห็นเครื่องมือหรือตัวกลไกช่วยเหลือของเรื่องนี้ยากสักหน่อย
แต่ในเชิงโครงสร้างของมันเราอาจจะออกแบบมันได้ โจทย์ใหญ่ คือว่า
ทำอย่างไรสังคมถึงจะตระหนักได้ว่า หากความขัดแย้งมันล้ำเส้นและมีแนวโน้มที่รุนแรง
ต้องเกิดเครื่องมือหรือกลไกใดที่จะช่วยปกป้องบุคคลในครอบครัวนั้นๆ
หากพวกเค้าชาย-หญิง คนใดต้องการความช่วยเหลือ เสียงเหล่านั้นจะต้องไม่เงียบหาย
มิฉะนั้น ระบบครอบครัวจะถูกก่อกำแพงแห่งความหวาดกลัว ปิดกั้นและเต็มไปด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น
ทั้งที่ความจริงครอบครัวเป็นฐานรองรับความปลอดภัย แน่นอนว่า
หากครอบครัวใดก็ตามที่เปี่ยมไปด้วยความสงบสุข สันติสุข พื้นที่ของครอบครัวจะเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลที่ใครก็ไม่อาจละเมิด
คำถามที่ว่าแล้วสังคมจะมีท่าทีแบบไหนที่จะเข้าไปแทรกแซงเพราะถือเป็นเรื่องครอบครัว
ผู้ชายตีผู้หญิงบนถนน แล้วหันมาบอกกับเราว่าเรื่องของผัวเมียอย่ามายุ่ง
ทุกคนจะสงบใช่ไหม เพราะทุกคนเชื่อว่าผัวกับเมียมันทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดา
ถือเป็นความลักลั่นบางประการ สังคมไทยตั้งโจทย์ว่าการประทุษร้ายกันทางร่างกายถือเป็นความผิดทางอาญา
สังคมต้องเข้าช่วยเหลือ แต่ทันทีที่ผู้ชายหรือผู้หญิงมาจดทะเบียนสมรสอยู่กินกันเป็นผัว-เมีย
ความเป็นอาญากลับปลาสนาการหายไป มันตบกันก็ได้ ตีกันก็ได้ เลือดสาดยังได้
ตำรวจบอกว่า กลับไปคุยกันเองแล้วกัน เป็นเรื่องของผัวเมีย สุดท้ายเราจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร
เราต่างถึงต้องมาร่วมกันออกแบบสังคมนี้ใช่ไหม จากคนทุกๆ กลุ่ม
ถึงขณะนี้สิ่งที่เรากำลังรณรงค์และมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นได้ คือ
กฎหมายขจัดความรุนแรงในครอบครัว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจะต้องผ่าด่านทางทัศนคติกันอีกหลายประการ
ไทยเอ็นจีโอ : มีแนวโน้มแค่ไหนกับพระราชบัญญัติขจัดความรุนแรงในครอบครัว
ทิชา ณ นคร : จริงๆ
แล้ว เรียกว่า ดีกว่าเมื่อก่อน
ไทยเอ็นจีโอ : กับรางวัลผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
ทิชา ณ นคร : จริงแล้วไม่คิดว่าจะได้นะ
คือ ที่ผ่านมาเราทำงาน เราไม่คิดเรื่องรางวัล สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นบอกให้เรารู้ว่า
เราต้องทำอะไรมากน้อยขนาดไหนมากกว่า เพียงแต่รางวัลเป็นเรื่องหนึ่งที่มารับประกันว่า
สิ่งที่เราทำเป็นเรื่องมีคุณค่า เราสนใจว่า รางวัล จะทำให้เรื่องที่เราคิดเป็นที่ยอมรับกันได้ในวงกว้างมากขึ้น
ไทยเอ็นจีโอ : จุดสูงสุดของการทำงานผู้หญิง
คือ อะไร
ทิชา ณ นคร :
ความเสมอภาคระหว่างชายหญิงในแง่มุมของกฎหมายซึ่งต้องเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้จริงๆ
ความเสมอภาคในทางโอกาสต้องเป็นเรื่องที่จับต้องได้จริง และอย่านำสิ่งที่เราทำไปตีความว่า
เรากำลังพูดถึงความเสมอภาคในเชิงพฤติกรรมสังคมชอบโยงเรื่องราวเหล่านี้ให้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน
เรากำลังคิดออกแบบความเสมอภาคในแง่มุมของกฎหมาย ในแง่มุมของโอกาสทางสังคม
ไม่ใช่ความเท่ากันในเชิงพฤติกรรม ผู้ชายมักพูดกับเราว่าอยากได้ความเสมอภาคใช่หรือเปล่า
ลองเป็นทหารแข่งกันเอาไหม หรือฉี่ลงขวดได้หรือเปล่า เป็นลักษณะเชิงพฤติกรรมที่เราไม่เห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องทำได้เหมือนๆ
กัน
ถามว่า ผู้ชายในประเทศทั้งหมด มีใครเป็นทหารได้ทุกคน
ร่างกายของผู้ชายคนหนึ่งกับร่างกายของผู้ชายอีกคนหนึ่งไม่เท่ากันและเป็นทหารได้ไม่หมดทุกคน
แล้วจะมาบอกให้ผู้หญิงไปเป็นทหารแข่งกับผู้ชายทำไม ในเมื่อผู้ชายเป็นทหารได้ไม่ทุกคน
ประเด็นอยู่ที่ว่าความเท่ากันของโอกาสในการเลือกอยู่ที่ไหนในสังคม
วันนี้มีพื้นที่กี่มากน้อยที่จะให้ผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วม ยกตัวอย่างว่า
คนทุบรถคนแรกเป็นผู้หญิง ใช่หรือเปล่า แล้วหลังจากนั้น ผู้ชายถึงได้ลุกขึ้นมาทำตามกันเป็นเทือก
อย่างนี้แล้วใครบอกว่า ผู้หญิงมีสภาวะการตัดสินใจที่ไม่ดี เราไม่ได้บอกว่าผู้ชายแย่แต่มันบอกกันไม่ได้หรอกว่าผู้ชายมีสภาวะการตัดสินใจที่ดีกว่าผู้หญิงหรือเปล่า
ผู้ชายเป็นผู้นำที่ดีกว่าผู้หญิง หรือเปล่า มันบอกกันไม่ได้
ไทยเอ็นจีโอ
: ไม่ได้สร้างขั้วตรงข้ามระหว่างชาย-หญิง
ทิชา ณ นคร :
เรามองกันที่ความสามารถ ผู้ชายมีบางอย่างที่ผู้หญิงไม่มี
ผู้หญิงมีบางอย่างที่ผู้ชายไม่มี และเช่นกันในอนาคต เมื่อเราพบว่า
เพศที่สามหรือสี่มีบุคลิกบางอย่างที่เหมาะสมเราก็ต้องสร้างพื้นที่ให้พวกเค้า
ไทยเอ็นจีโอ : ขณะผู้หญิงบางส่วนมีความโน้มเอียงไปทางผู้ชาย
ทิชา ณ นคร :
เยอะมาก มีเยอะมาก ผู้หญิงหลายคนมักจะพูดว่า ตนเองได้ตำแหน่งทางการเมือง
หรือตำแหน่งในหน่วยงานราชการ เพราะพวกเธอเก่งกาจเหมือนกับผู้ชาย
ไม่รู้สิ หากมีใครมาชมเราว่า เก่งเหมือนผู้ชาย เราจะบอกว่าขอโทษนะคะ
ไปคิดคำชมใหม่ เราเก่งในแบบผู้หญิง คิดแบบผู้หญิง ทำแบบผู้หญิง
เราเชื่อว่า ในแต่ละพื้นที่ สังคมต้องการคนออกแบบเฉพาะและเป็นตัวแทนของคนแต่ละกลุ่มได้
ระหว่างการทำงานและผลสะท้อนกลับ แรงเสียดทานวิ่งผ่านตัวของเธอไปถึงครอบครัว
การเดินนำหน้าความคิดในประเด็นผู้หญิงกับสังคมนี้ ทำให้เธอถูกตั้งคำถามส่วนสายตาห่วงใยจากพ่อแม่และพี่น้องของเธอ
คือ แรงขับให้เธอยืนหยัดกับเหตุการณ์รุนแรงและคำกล่าวหา คำด่าทอที่สังคมมอบให้
คือ แรงกำลังให้เธอเดินหน้า กับวัย 52 ปี การทำงานได้พิสูจน์ให้คนในครอบครัวของเธอยอมรับได้ว่า
เธอ ทิชา ณ นคร คือ คนทำงานผู้หญิงผ่านคำถามสุดท้ายสำหรับผู้หญิงที่คิดทำงานผู้หญิงว่า
ไทยเอ็นจีโอ : อะไรสำคัญที่สุดสำหรับคนทำงานประเด็นผู้หญิง
ทิชา ณ นคร : ถึงแม้ว่า สังคมวันนี้จะเปิดมากขึ้น
แต่ประเด็นผู้หญิงยังต้องการคนทำงานต่อแถวยาวเหยียดแม้การทำงานจะไม่ยากเหมือนยุคที่ผ่านๆ
มา แต่มันก็ยังมีหนทางอีกยาวไกล และต้องการคนทำประเด็นให้ชัดเจนแหลมคมมากยิ่งขึ้น
สังคมวันนี้ ีแนวโน้มว่าจะเข้าใจและมองเห็นปัญหา ความเสมอภาคเป็นโอกาส
เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เราเชื่อว่า คนรุ่นใหม่สามารถทำให้โอกาสเป็นจริงขึ้นมาได้
เรา เชื่อว่า เรามีความหวัง โดยเฉพาะผู้หญิงวันนี้ พวกเธอมีความมั่นใจมากขึ้น
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
12 เมษายน 2548
|