| วิฑูรย์
เลี่ยนจำรูญ นักกิจกรรมทรัพยากรชีวภาพ
และเกษตรแห่งไบโอไทย
  
ชายหนุ่มจากรั้ว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผมจบเมื่อปีพ.ศ.2527 จากคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในสมัยนั้นคณะเกษตรใหญ่มาก
เป็นคณะที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยก็ว่าได้ แต่ละปีมีคนเรียน
400-500 คน เมื่อขึ้นปีสองต้องเลือกเมเจอร์ เมเจอร์หลักๆก็มี
พืชไร่ พืชสวน สัตวบาล เมเจอร์ย่อยลงมาก็เป็น เกษตรกลวิธาน ส่งเสริมการเกษตร
กีฎวิทยา โรคพืช และปฐพีวิทยาซึ่งเรียนรู้เรื่องดิน-ปุ๋ย ผมเรียนเมเจอร์พืชไร่
ซึ่งสอนเกี่ยวกับกับงานปรับปรุงพันธุ์และการผลิตพืชพาณิชย์สำคัญๆ
เช่น ข้าว ข้าวโพด ยางพารา ใครเลือก 3 เมเจอร์หลักได้ต้องทำคะแนนสะสมตั้งแต่ปีหนึ่งมาดี
ดีที่ทำบุญมาดี (หัวเราะ) ปีสองนี่สิ เริ่มทำกิจกรรมเป็นหลัก
คะแนนรูดกราว (หัวเราะ)
สมัยนั้นเป็นยุคกิจกรรมนักศึกษาเฟื่องฟู ผมเข้าร่วมกับชมรมนนทรีทักษิณ
ซึ่งเป็นชมรมของกลุ่มนิสิตชาวใต้ ลักษณะจะเป็นชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท
ผสมกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสังคมการเมือง สมัยนั้นชมรมของเราทำกิจกรรมทั้งในมหาวิทยาลัย
และร่วมกันกับเพื่อนนิสิตชาวใต้ในมหาวิทยาลัยอื่นๆ ใช้ชื่อว่า
ชมรมนิสิตชาวใต้ 6 สถาบัน ได้แก่ รามทักษิณ นนทรีทักษิณที่เกษตร
ปาล์มทักษิณของเทคโนพระนครเหนือ โดมทักษิณธรรมศาสตร์ จุฬาทักษิณ
แล้วก็ทักษิณประสานมิตร
ช่วงที่ผมเข้าเรียนที่เกษตรนั้น เป็นช่วงที่ปัญหาภาคใต้กำลังร้อนระอุ
พวกเราใช้สถานการณ์นี้จัดงานเผยแพร่ปัญหาภาคใต้ให้คนภายนอกเข้าใจปัญหาของภาคใต้
จัดนิทรรศการใหญ่เรื่อง สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ลุกเป็นไฟ
ใครรับผิดชอบ ? ย้อนไปดู เราจะเห็นว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลเหมือนกันหมด
คือ แก้ปัญหาโดยใช้ความรุนแรง รัฐบาลยุคนั้นจัดตั้งกลุ่มทหารพรานเพื่อจัดการ
กลุ่มคนที่ก่อความไม่สงบ มีผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นเหยื่อเป็นจำนวนมาก
สืบทอดความรุนแรงจากการจับผู้ที่รัฐบาลเป็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงด้วยการเผาทำลายหลักฐานที่รู้จักกันภายใต้ชื่อ
กรณีถังแดง ยุค 2516-2519 นั่นแหละ ยุคนั้นใครที่ความคิดเห็นทางการเมืองไม่ตรงกับรัฐบาลก็ถูกจับ
ถูกตามล่า
บรรยากาศการถกเถียงปัญหาทางสังคม-ทางการเมืองในมหาวิทยาลัยจึงค่อนข้างสูง
ช่วงที่ผมเข้าสู่รั้วเกษตรถือเป็นช่วงระหว่างรอยต่อของวิกฤตศรัทธา
นักศึกษารุ่นพี่เพิ่งกลับออกจากป่า วงดนตรีคาราวานออกจากป่าก็สมัยนั้น
ลองคิดดูนะว่าเมื่อคาราวานเล่นคอนเสิร์ตครั้งแรกในเมือง พวกเขาเล่นเพลง
คืนรัง บรรยากาศเหล่านั้นจะทำให้คนที่เกี่ยวข้องมีความรู้สึกซาบซึ้งแค่ไหน
(หัวเราะ) หลายคนผิดหวังกับศรัทธาที่ตนเองเคยเชื่อ เคยคิดฝัน
แต่ผมยอมรับนะครับว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกอะไรเหมือนนักศึกษารุ่นพี่
เพราะเราเข้ามาในยุคหลัง ความสนใจในปัญหาสังคมยังมีสูง แต่เราไม่ได้อินอะไรไปด้วยกับวิกฤติศรัทธาอะไรนั่น
การทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยทำให้เรากลายเป็นคนที่ตั้งคำถามต่อการศึกษาที่เราเรียน
อืมม์.... ยกตัวอย่างว่า ครั้งแรกที่ผมไปฝึกงาน พวกที่เรียนพืชไร่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในไร่ข้าวโพดอย่างน้อย
300 ชั่วโมง ระหว่างนั้นต้องเรียนรู้และฝึกงานเกี่ยวกับการทำเกษตรรูปแบบต่าง
ๆ ตอนนั้นซีพีมีบทบาทมากแล้วในภาคการเกษตรของประเทศไทย อาจารย์พาพวกเราไปดูงานของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์
(หัวเราะ) จำได้ว่าชื่อโครงการกสิกรรมหนองหว้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
นี่เป็นรูปแบบแรก ๆ ของเกษตรครบวงจรเลย
เพื่อนคนอื่นๆดูงานไปก็ไม่ได้ตั้งคำถามอะไร แต่ผมกับเพื่อนทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยบางคน
เช่น สุริยนต์ ตอนนี้ทำงานอยู่ที่สภาพัฒน์ ตั้งคำถามกับตัวเองและคนอื่นๆว่า
รูปแบบเกษตรอย่างนี้ มันดีหรือไม่ดีอย่างไร เรารู้สึกว่านี่มันไม่ใช่คำตอบของการพัฒนาการเกษตร
แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันควรจะเป็นอย่างไร
ผมได้แต่สังสัยว่าทฤษฎีและวิชาการเกษตรที่เราเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นจะสร้างสรรค์สังคมได้อย่างไร
เราเกิดคำถามขึ้นกับระบบการเรียนในมหาวิทยาลัย
เราพบว่า โครงการเกษตรครบวงจรของเครือเจริญโภคภัณฑ์ใช้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่แนบแน่นกับรัฐบาลและข้าราชการเป็นเครื่องมือ
พวกเขาใช้แหล่งเงินกู้ซึ่งควรจะสนับสนุนเกษตรกรโดยตรงไม่ว่าจะเป็นธนาคารกรุงเทพฯ
หรือต่อมาเป็นธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ เข้ามาสนับสนุนโครงการครบวงจรของบริษัท
เกษตรกรเป็นผู้กู้เงิน ใช้แรงงาน ในขณะที่เทคโนโลยี การจัดการ
และผลกำไรอยู่ในมือของบริษัท
เราตั้งคำถามว่า นี่เป็นรูปแบบการเกษตรและแนวทางการพัฒนาการเกษตร
ที่ควรจะเป็นหรือไม่!! คำถามใหญ่จึงมุ่งไปที่ระบบการศึกษา รูปแบบ
และแนวทางการทำการเกษตรที่ควรจะเป็น แต่ขณะนั้นเรายังเด็ก และไม่มีประสบการณ์อะไรที่จะบอกได้ว่า
อะไรคือทางออกของการเกษตร
แต่ที่แน่ใจอย่างหนึ่ง คือว่า เราเกิดคำถาม
เราผสมพันธุ์ข้าวโพดได้ เราเรียนรู้ระบบเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิต
แต่อีกด้านหนึ่งเรากลับพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ยากจน วิชาการและทฤษฎีที่เราเรียนรู้มา
ไม่ชัดเจนว่า จะแปรออกไปเพื่อช่วยเหลือคนจำนวนนั้นได้อย่างไร
ชายหนุ่มในสนามชีวิต
ระบบเกษตรในรั้วมหาวิทยาลัย ไม่อาจแก้ปัญหา
เรียนจบ สมัครเป็นอาสาสมัคร มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม มอส.รุ่น
6 (หัวเราะ) เส้นทางของนักกิจกรรมมีทางเลือกสองสามอัน อย่างแรก
สู่วงการหนังสือหรือสื่อมวลชน อย่างที่สองคือสู่องค์กรพัฒนาเอกชน
(กระซิบ) ความจริง คำว่า องค์กรพัฒนาเอกชน เพิ่งจะเป็นที่รู้จัก
ช่วงนั้นยังไม่มีคนรู้จัก คำว่า NGOs ส่วนใหญ่จะใช้ชื่อ อพช.หรือองค์กรพัฒนาชนบท
สาม คือ เข้าสู่วงการการเมือง เป็นยุวชนในพรรคการเมือง
ความจริงชอบงานขีด ๆ เขียน ๆ เหมือนกัน เคยออกจุลสารชมรม พูดถึงการพัฒนาสังคมและกิจกรรมของนักศึกษามากกว่าจะพูดถึงปัญหาเรื่องการเกษตรโดยตรง
เช่น ช่วงที่อยู่นนทรีทักษิณออกจุลสารชื่อ ทิวบรรทัด สมัยนั้นมันยากนะกว่าจะออกมาได้แต่ละเล่ม
ต้องใช้ความอดทนสูง วิทยาการไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ ปุ๊ปปั๊บออกมาเป็นเล่ม
เมื่อก่อนต้องมานั่งโรเนียว วาดรูปประกอบเอง แต่ละรูปต้องใช้ปากกาปลายเข็มจุดทีละจุดๆๆลงบนกระดาษโรเนียว
ปกก็ต้องสกรีนปกกันเอง แต่ก็สนุกดี
อีกเล่มออกตอนอยู่ปีสามแล้ว ปีสามปีสี่นักศึกษาคณะเกษตรต้องไปเรียนที่กำแพงแสน
มีการเรียนภาคปฏิบัติมากขึ้น ออกจุลสารของชมรมพัฒนาชนบท ใช้ชื่อว่า
แปลกแยก ใครเห็นก็รู้ปุ๊บเลยว่าเป็นแนวทฤษฎีทางการเมืองเลย
กำลังจะออกอีกฉบับ อาจารย์ปราถนา พฤกษศรี ที่ปรึกษาชมรมเรียกไปคุย
(หัวเราะ) อาจารย์ท่านขอร้องแกมบังคับให้เราเปลี่ยนชื่อ เพราถ้าไม่เปลี่ยนท่านจะ
ถอนชื่อออกจากการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ที่จริงท่านเป็นคนที่มีอุดมการณ์ในงานพัฒนาชนบทมาก
เป็นนักวิชาการที่อุทิศตนให้กับการพัฒนาพันธุ์วัวให้เหมาะสมกับการเลี้ยงในภูมิอากาศร้อน
วัวพันธุ์ กำแพงแสน นี่แหละเป็นผลงานของอาจารย์
อืม จนมาเป็นอาสาสมัครกับ มอส. บอกได้ว่าบรรยากาศรุ่นนั้นคึกคักมาก
อาสาสมัครรุ่นนั้นส่วนใหญ่เป็นนักกิจกรรมจากหลากหลายสถาบัน จุฬา
ธรรมศาสตร์ เกษตร ประสานมิตร รามคำแหง ถือเป็นกลุ่มคนที่ผ่านกิจกรรมระหว่างเรียน
เป็นประธานชมรมค่าย ประธานชมรมสิ่งแวดล้อม ทำกิจกรรมกับสโมสรนักศึกษา
หรือคณะ เรียกว่า เขี้ยว ๆ เสือ สิงห์ กระทิง แรดทั้งนั้น (หัวเราะ)
สมัยนั้นเป็นยุคที่กิจกรรมนักศึกษา เฟื่อง NGOs เองก็จะมีกลุ่มทางความคิดที่ชัดเจน
มีบรรยากาศของการแสดงความคิดเห็นทางสังคมที่แหลมคม ผมเข้าสู่สมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นที่แรก
งานหลัก ๆ ของสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสมเน้นไปที่การพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่เป็นฮาร์ดแวร์
เช่น กังหันลม เครื่องสูบน้ำแบบกรรเชียง ทอผ้า การสร้างฝายหรือแหล่งน้ำ
ทำนองนั้น โดยผมทำในส่วนของงานฝ่ายเผยแพร่ โดยตอนนั้นพี่เดชา
ศิริภัทร เข้ามาทำงานในสมาคมก่อนหน้าผมแล้ว แต่เข้ามาอยู่ก่อนผมได้สักสามสี่เดือนกระมัง
ผมค้นพบตัวเองในเวลาต่อมาว่า ความรู้ที่เราได้รับมาจากรั้วมหาวิทยาลัยแทบจะช่วยเหลืออะไรชาวบ้านไม่ได้เอาเสียเลย
ช่วงนั้นจำได้ว่าเป็นช่วงราคาข้าวตกต่ำเหลืออยู่ประมาณเกวียนละ
1,700 บาท ซึ่งเป็นผลมากจากสหรัฐออกกฎหมายฟาร์มแอคต์ สนับสนุนเกษตรกรและผู้ส่งออกของเขา
อเมริกาเทข้าวราคาต่ำเข้าสู่ตลาดโลก ราคาข้าวที่ไทยขายได้จึงรูดต่ำเป็นประวัติการณ์
ในด้านหนึ่ง ผมและอาสาสมัครรุ่นนั้นจึงรวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวร่วมกับนักกิจกรรมและเอ็นจีโออื่นๆ
เราจัดทำแถลงการณ์จากส่วนอาสาสมัคร เรียกร้องอเมริกันให้หยุดการกระทำดังกล่าว
เนื่องจากส่งผลกระทบกับภาคเกษตรในสังคมไทยอย่างนี้ ๆ ประมาณนี้นะ
จำรายละเอียดไม่ได้ (หัวเราะ) ปรากฏว่าแถลงการณ์ได้รับการตีพิมพ์ในไทยรัฐ
บทบรรณาธิการไทยรัฐโค้ดคำมาเลย (หัวเราะ)
ในอีกด้านหนึ่งผมกับพี่เดชาซึ่งจบด้านการเกษตรมาเหมือนกันได้บทสรุปตรงกันอย่างหนึ่งว่า
ไอ้วิชาการการเกษตรที่เราเรียนมาในรั้วมหาวิทยาลัยใช้แก้ปัญหาสังคมแทบไม่ได้แล้ว
ช่วงนั้นอาจารย์ชาญชัย ลิมปิยากร เลขาธิการสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นแกนผลักดันให้มีการจัดประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชนบทร่วมกับมอส.
พวกเราสายเกษตรที่สมาคมนั่งคุยกันว่าจะนำเสนออะไรดี จนในที่สุดเราตัดสินใจเลือกประสบการณ์ของเกษตรกรอีสาน
3 ท่าน คือ พ่อมหาอยู่ สุนทรธัย, ลุงชาลี มานะแสง และอาจารย์เกื้อ
วงศ์บุญ ถอดออกมาเป็นประสบการณ์ทางเลือกของเกษตรกร การก่อรูปของแนวความคิดเกษตรกรรมที่ไปพ้นจากเกษตรกรรมที่เดินตามตะวันตกก่อรูปขึ้น
พวกเราที่สมาคมได้ผลักดันการเกษตรทางเลือกในรูปแบบของ การเกษตรผสมผสาน
ออกไปเผยแพร่ พี่เดชา เป็นหัวเรือหลัก อรุณ หวายคำ
ก็เป็นกำลังสำคัญในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ในขณะนั้น
ในขณะที่ NGOs เสนอทางเลือกเรื่องเกษตรผสมผสาน เครือเจริญโภคภัณฑ์กลับเสนอทางออกไปอีกทาง
โดยเดินตามการเกษตรแบบเคมีอย่างเต็มที่ มีการผลักดันโครงการนาข้าวครบวงจรที่แม่กลอง
ก็อปปี้การทำนาแบบญี่ปุ่นมาใช้ ทำไม่นานโครงการล้ม ชาวบ้านเป็นหนี้
ลาออกจนหมด ต้นทุนปัจจัยการผิตสูงเกินไป เพราะต้องอัดปุ๋ยและยา
เครื่องจักรกลการผลิต เช่น เครื่องดำนา เครื่องเก็บเกี่ยว
การเกษตรในระบบเป็นการเกษตรตามแบบประเทศอุตสาหกรรมโดยเน้นการปรับปรุงพันธุ์
ตอบสนองการใช้ปุ๋ย ใช้เคมีเกษตร เสริมปัจจัยการผลิต ผลผลิตเพิ่มขึ้นจริงแต่ต้นทุนสูงกว่านั้น
และระบบนิเวศยับเยินโดยสิ้นเชิง วิถีชาวบ้านสลาย ชุมชนสลาย
ทำงานรวมความรู้ของชาวบ้านมาก ๆ เข้า จะรู้ว่าชาวบ้านมีความรู้ชุดหนึ่ง
ที่ไม่มีในระบบการเรียน ไม่มีในห้องสมุด (หัวเราะ) แปลกไหม ไม่มีเรื่องนี้หรือในกรมวิชาการเกษตร
ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย เราจำเป็นต้องใช้ความรู้ ผมก็เลยตัดสินใจเลยว่าเราต้องถอดและรวบรวมความรู้เหล่านี้ออกมาเอง
พิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ เกษตรผสมผสาน โอกาสสุดท้ายของเกษตรกรรมไทย
เป็นเล่มแรกเมื่อปี 2530
ทำงานได้ปีสองปี ได้มีโอกาสรู้จักเพื่อนชาวต่างประเทศผ่านพี่เดชาสองคน
คนแรกชื่อ แพ็ต มูนนี่ (Pat Mooney) ขณะนี้ตั้งองค์กรที่ชื่อ
ETC ที่อเมริกาเหนือ และอีกคนชื่อ แฮ้งค์ ฮอบเบลลิ่งค์
(Henk Hobbelink) ตั้งองค์กรชื่อ GRAIN มีฐานในยุโรปและหลายทวีป
คนหลังนี้กลายเป็นเพื่อนกันไปเลย เขาเชิญให้ผมเป็นกรรมการบริหารองค์กรของเขาถึง
6 ปี
แพ็ต นำเอกสารชุด การเมืองเรื่องพันธุ์พืช ระบุว่า พันธุ์พืชพื้นบ้านของไทยกว่าหมื่นตัวอย่างไปปรากฎในธนาคารพันธุ์พืชของอเมริกาและ
แฮ้งค์ เขียนหนังสือเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพ ชื่อ
Biotechnology : New Hope or False Promise เค้าทำนายเอาไว้ว่า
ระบบเกษตรจะต้องสะเทือนเพราะเทคโนโลยีชีวภาพ
โอ้โห มันจุดประกายความสนใจเชียวนะ ลงทุน (เน้นคำ) แปลบทวิเคราะห์ออกมาแล้วพิมพ์เป็นหนังสือเล่ม
ทั้งที่เวลาเจอฝรั่งแวะมาที่สมาคมต้องวิ่งหนีไปชั้นสองเพราะกลัวว่าจะต้องพูดภาษาอังกฤษ
(หัวเราะ) ใช้ชื่อใหม่ว่า เทคโนโลยีชีวภาพ ความหวังใหม่หรือมหันตภัย
ระบบการศึกษาไม่ได้สอนให้คนเรียนรู้เพื่อไปเป็นเกษตรกร มันให้ทางเลือกเราไม่กี่ทาง
รับราชการหรือไม่ก็ทำงานบริษัทเอกชน ขายปุ๋ย ขายยา ขายเมล็ดพันธุ์
ปรัชญาเกษตรไม่ได้สอนให้เราออกมาทำการเกษตร หรือรับใช้ชาวบ้าน
เรารับรู้ได้ทันทีว่า มันไม่ได้สอนให้เราเป็นชาวนา ชาวไร่ ขณะเดียวกัน
พ่อแม่ก็มีค่านิยมเดียวกัน คือ ไม่อยากให้ลูกหลานกลับมาเป็นชาวไร่ชาวสวน
ผมเองก็มาจากสังคมเกษตรกรเหมือนกันนะ เป็นชาวสวน ซึ่งพ่อแม่เราก็ไม่อยากให้เราไปทำสวน
สิ่งเหล่านี้สะท้อนปัญหาเกษตรกรรมของประเทศทั้งระบบ
ชายหนุ่มในสนาม
งานชุมชนไม่พอต้องต่อสู้เชิงนโยบาย
แม้ว่า เมื่อเราเรียนจบมาแล้วเราจะพยายามใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาเพื่อพัฒนาระบบเกษตรกรรม
เรากลับพบว่า มันทำไม่ได้ เพราะเราอยู่ภายใต้กับดักของในระบบเกษตรที่เดินตามประเทศอุตสาหกรรม
เราพบว่า การเกษตรกรรมทางเลือก เช่น การเกษตรแบบผสมผสาน เกษตรกรรมอินทรีย์
หรือเกษตรกรรมธรรมชาติ สามารถเป็นทางออกให้กับสังคมได้ ทั้งเรื่องผลิตอาหารเอง
ดีกับสิ่งแวดล้อม ยั่งยืนกว่า และมีอนาคตในทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า
แต่เราก็ไม่สามารถขยายประสบการณ์ซึ่งเป็นผลการทำงานของเกษตรกรและเอ็นจีโอต่างๆออกไปได้
วิธีการซึ่งจะต่อสู้กับระบบเหล่านี้ไม่อาจจะทำได้เพียงเฉพาะการทำงานกับชาวบ้านในชุมชนหรือรวมกลุ่มกันแค่กลุ่มเล็ก
ๆ เท่านั้น แต่ต้องพัฒนาในเรื่องนโยบาย ทำความเข้าใจ เสนอเป็นระบบเชิงโครงสร้าง
ต้องทำงานสร้างเครือข่ายพร้อมกันไปด้วย เผยแพร่ชุดความรู้เหล่านี้ออกสู่สาธารณะ
เครือข่ายเกษตรทางเลือกเริ่มงานจากจุดนั้น มีผลสะท้อนกลับเหมือนกันเมื่อสังคมเปลี่ยนเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมและการบริโภคมากขึ้น
เราถูกค่อนแคะว่าวิธีคิดของเราเป็นทางออกสำหรับคนยากจนข้นแค้น
เป็นการนำระบบเกษตรถอยหลัง แต่จนวันนี้เกษตรอินทรีย์กลับได้รับการยอมรับมากขึ้นเป็นเทรนด์ใหม่ในกระแสโลกเลยทีเดียว
กระแสเกษตรทางเลือกเกิดขึ้นในตะวันตกก่อน เขาทำเกษตรแบบอุตสาหกรรมมานาน
จนสรุปได้ว่า ไปไม่รอด ไม่มีทางออก สิ่งแวดล้อมพังต้องหาทางเลือก
ไบโอไดนามิคฟาร์มในยุโรป หรือออร์แกนิกส์ ฟาร์ม ในญี่ปุ่น ถือว่าเป็นระบบเกษตรทางเลือกใหม่ที่เข้มแข็ง
หรือในอเมริกาเองกลุ่มทางเลือกเหล่านี้ เข้มแข็งมาก
ในยุโรป อย่างเดนมาร์ก หรือสวิตเซอร์แลนด์ เขาถึงกับตั้งเป้าเอาไว้ทีเดียวว่า
ภายใน 15-20 ปี เค้าจะเปลี่ยนประเทศเป็น ออร์แกนิกส์ ไม่ใช้สารเคมี
เพราะฉะนั้น งานที่เครือข่ายฯทำก็ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขเพราะสิ่งที่ชัดเจน
คือว่า เราได้รับบทสรุปแล้วว่าระบบเกษตรเคมีไปไม่รอด มันทำลาย
ทั้งชีวิตคน อาหารและสิ่งแวดล้อม
สิ่งที่ชัดเจน คือว่า เราพบว่าระบบผูกขาดที่เกิดจากกลุ่มอิทธิพลของบรรษัทข้ามชาติผูกพันอยู่กับการเมืองภายในประเทศ
เรารู้ว่า ปัญหามันเชื่อมโยง และยิ่งชัดเจน ติดตามมาสองทศวรรษ
(หัวเราะ) เห็นได้ชัดว่า บรรษัทข้ามชาติและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากกลไกระบบโลกสะท้อนผลที่เกิดขึ้นกับระบบภายในของประเทศมากยิ่งขึ้น
บรรษัทขายปุ๋ยขายยาข้ามชาติ กลับไม่ได้ขายปุ๋ยขายยาเท่านั้นเสียแล้วหากลงมือผลักดันระบบการผลิตแผนใหม่โดยการผลักดันพืชตัดต่อพันธุกรรม
ชายหนุ่มบนเส้นทางพันธุวิศวกรรม
หายนะใหม่ ในน้ำมือบรรษัท
พันธุ์พืชตัดต่อพันธุกรรมเริ่มนำเข้ามาทดลองปลูกตั้งแต่ปี 2536
ช่วงปีนั้นเป็น มะเขือเทศ ทำให้มะเขือเทศสุกงอมช้า
ตอนนั้นคนสนใจยังน้อย และมะเขือเทศนั้นก็ไม่เป็นที่นิยมในระดับโลก
ต่อมาปี 2538 บริษัทข้ามชาติสหรัฐเริ่มนำเข้า ฝ้าย บีที
เข้ามาปลูกทดสอบ เริ่มมีคนสงสัยว่ากระบวนการเหล่านี้คืออะไร
เราเห็นว่ามันเป็นกระบวนการใหญ่ที่มีการรับลูกกันระหว่างข้าราชการระดับสูงบางคนกับบรรษัทข้ามชาติ
มีการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและส่งเสริมการปลูกฝ้ายจีเอ็มโอ
มีการเตรียมการกันโดยตั้งงบประมาณ ของรัฐเพื่อเอาภาษีของเราไปซื้อเมล็ดฝ้ายจีเอ็มโอแจกชาวบ้าน
มีการตั้งราคาเมล็ดพันธ์ฝ้ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 600 บาท หากเทียบกับฝ้ายพันธุ์พื้นเมืองแล้วจะแพงกว่ากัน
40 เท่าตัว กรรมการ 3 คนในคณะกรรมการชุดนั้นมาจากบรรษัทข้ามชาติ
ประธานซึ่งเป็นข้าราชการก็เป็นเพื่อนสนิทกับผู้จัดการของบรรษัทข้ามชาติ
มันโยงกันอย่างนี้
พืชตัดต่อพันธุกรรมเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาอันเกิดจากการ
ปฏิวัติเขียว เมื่อระบบเกษตรเคมีเริ่มส่งผลกระทบหนัก ทางออกของบรรษัท
คือ การนำเสนอรูปแบบพันธุ์พืชใหม่ที่ผ่านการตัดต่อยีน พวกเขาอ้างว่านี่เป็นการเพิ่มผลผลิตให้แก่ระบบเกษตรกรรม
แก้ไขการขาดแคลนอาหาร และลดการใช้สารเคมีการเกษตรลง มันเป็นวาทกรรมเดิมๆที่เคยใช้มาในสมัยปฏิวัติเขียวนั่นเอง
ทั้งๆที่ในทางความเป็นจริง ผลมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันจะทำลายทุกอย่าง
การสร้างพืชตัดต่อพันธุกรรม เรียกว่า เป็นการพัฒนาระบบชีวิตที่ไม่เคยเกิดขึ้นในธรรมชาติ
เช่น มนุษย์ผสมกับสัตว์ หรือเชื้อโรคผสมกับคน จีเอ็มโอ คือการสร้างสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ขึ้น
ผ่านการตัดต่อยีนหรือหน่วยพันธุกรรม ซึ่งเป็นหน่วยที่กำหนดลักษณะของสิ่งมีชีวิต
ทุกสิ่งมีชีวิตมียีนซึ่งมีลักษณะการทำงานเหมือนกัน ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงสามารถเคลื่อนย้ายยีนจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปสู่สิ่งมีชีวิตอื่นได้
แต่ผลมันจะออกมาเช่นไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ในทางปฏิบัติวิทยาการเหล่านี้อยู่เพียงแค่ยุคเริ่มต้น
นักวิทยาศาสตร์บางคนเรียกว่าเหมือนกับ เด็กที่กำลังเล่นกับปืน
เรายังไม่อาจให้ฟังก์ชั่นของยีนแต่ละหน่วยแสดงพฤติกรรมของมันเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เราเพียงแค่ทราบว่ายีนบางอย่างทำหน้าที่บางอย่างได้เท่านั้น
เทคโนโลยีที่ว่า คือ การนำยีนที่เราต้องการมาใช้ถ่ายลงไปในสิ่งมีชีวิตเป้าหมายแบบ
สุ่ม เช่น มะละกอจีเอ็มโอ ถูกสร้างขึ้นโดยการใช้ปืนยิงยีน
ยิงชุดของยีนเข้าไปในเนื้อเยื่อของมะละกอ โดยหวังว่ายีนที่ใส่เข้าไปจะแสดงผลบางประการ
เช่น มะละกออาจจะเกิดการต้านทานโรค เหล่านี้เป็นต้น
กระบวนการยิงยีนต้องใช้ยีนหลายชุดด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น
มะละกอจีเอ็มโอ นักวิทยาศาสตร์จะถอดโค้ด ดีเอ็นเอโปรตีนของ ไวรัส
ออกมาหนึ่งชุด อีกหนึ่งชุด เรียกว่า โปรโมเตอร์ยีน ซึ่งสกัดเชื้อโรคชนิดหนึ่งจากใบกะหล่ำ
เรียกว่า ไวรัสใบด่างในกะหล่ำ ชุดที่สาม เรียกว่า เทอร์มิเนเตอร์ยีน
ควบคุมการเปิดปิดยีน อีกชุดเรียกว่า มาร์กเกอร์ยีน เป็นยีนเครื่องหมายที่ต้านทานยาปฏิชีวนะ
ประเด็น คือว่า เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่ามะละกอที่ผ่านการยิงยีนแบบสุ่มเช่นนี้จะเป็นมะละกอที่ปลอดภัย
สมาคมการแพทย์ส่วนใหญ่ในโลก ระบุว่า ในระยะยาวผลที่เกิดขึ้นจากการรับประทานพืชจีเอ็มโอที่ใส่ยีนต้านทานยาปฏิชีวนะ
จะทำให้ร่างกายมนุษย์เกิดการต้านทานยาปฎิชีวนะ สมาคมแพทย์แห่งอังกฤษ
อเมริกา มีคำแนะนำให้รัฐบาลของตนจัดการทำลายยีนดังกล่าวออกไปจากกระบวนการตัดต่อพันธุกรรมเสียโดยเร็ว
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ 90% ของประเทศในโลกยังไม่พร้อมสำหรับเทคโนโลยีนี้
ผมคิดว่าสังคมไทยต้องยุติการทดลองจีเอ็มโอโดยสิ้นเชิงแล้วเลือกว่า
เราต้องการระบบการเกษตรแบบใด เพราะ ณ ขณะนี้ปัญหาเกี่ยวกับพืชจีเอ็มโอมีมากเกินไป
นอกเหนือจากปัญหาต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และการปฏิเสธของตลาดแล้ว
ยังมีปัญหาสิทธิบัตรและการผูกขาดอีก อธิบายอย่างนี้ว่าหากคุณปลูกพืชจีเอ็มโอคุณก็จะต้องจ่ายค่าสิทธิบัตร
เหมือนกับว่าเมื่อใดก็ตามที่เรานำเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรมมาแล้วลงแปลงปลูกในระดับไร่นา
แทนที่จะเป็นมะละกอแขกดำ แขกนวล ของไทย ไม่ใช่ กลับเป็นมะละกอจดสิทธิบัตรของบริษัทเอกชน
นี่ยังไม่ได้พูดถึงการผสมข้ามพันธุ์ ซึ่งจะทำให้ปัญหาซับซ้อนมากขึ้นไปอีก
เพราะมะละกอหรือพืชพื้นเมืองของเราที่ปลูกอยู่ดีๆก็อาจถูกฟ้องหรือดำเนินคดีได้หากเกิดการผสมข้ามจากการถ่ายเทละอองเกสร
เป็นต้น
เราจะจัดการสภาพการณ์เหล่านี้อย่างไร หากเราปล่อยปละไม่จัดการอะไรลงไป
จะเกิดอะไรขึ้นกับเกษตรกร ผู้บริโภค และอนาคตของการเกษตรทั้งระบบ
คำถามใหญ่ คือ เราจะต้องตกอยู่ใต้ภาวะความเสี่ยงอย่างนี้ไปทำไม
ในเมื่อเรามีทางเลือกทางอื่น ๆ ที่ดีกว่า เทคโนโลยีจำเป็นต้องเอื้อประโยชน์แก่สังคม
เกษตรทางเลือกหรือเกษตรอินทรีย์เป็นทางออกแก่โลกและดีกว่าเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมมาก
ชายหนุ่ม กับทางเลือกใหม่
ระบบเกษตรผสมผสาน คือ คำตอบ
ลองคิดดูว่า การทำนาเพียงอย่างเดียวได้ผลผลิตต่อไร่อยู่ที่ประมาณ
40 ถัง/ไร่ ถอยหลังไปก่อนเกิดการปฏิวัติเขียวผลผลิตของเราจะอยู่ที่ประมาณ
30 ถัง/ไร่ เพิ่มขึ้น 10 ถัง/ไร่ มองเห็นหรือไม่ว่า 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมา
เราเพิ่มปริมาณการผลิตได้เพียง 30%
หากเราใช้วิถีการผลิตแบบเกษตรผสมผสานหรือ ปลาในนาข้าว เราจะได้ข้าวเพิ่มขึ้นมาอีก
30% จากระบบปฏิวัติเขียว รวมแล้วเราจะทำปริมาณการผลิตได้เพิ่มขึ้นเป็น
52 กิโลกรัม/ไร่ เราจะได้ปลาตกไร่ละประมาณ 20-60 กิโล แล้วแต่การจัดการ
ที่สำคัญ เราไม่ได้ใช้ปุ๋ยและสารเคมีใดใดเลย เราใช้วัสดุในฟาร์มมาบำรุงดิน
อาจจะมีเรื่องปุ๋ยคอกบ้าง
ขณะการทำการเกษตรแบบเดิม เราต้องหักค่าปุ๋ยและยาออกถึง 30% ปัจจุบันเราขายข้าวได้อย่างดีที่สุด
5,000 7,000 บาท แต่ข้าวที่เกิดจากวิถีเกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์มีราคาม
มีคุณค่ามากกว่านั้น
เราจำเป็นจะต้องรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของเราเอาไว้ และติดตามเรื่องไบโอเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด
เพราะในอนาคตวิทยาการเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทสูงมากขึ้น เมื่อไรก็ตามที่เราทำลายฐานความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาของเรา
เมื่อไรก็ตามที่ชุมชนและเกษตรกรของเราถูกทำลายสิทธิในการอนุรักษ์
พัฒนา และใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมต่างๆ หายนะจะเกิดขึ้นกับประชาชนของเรา
และประเทศของเรา
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
27 กันยายน 2547
|