วิทยา อาภรณ์ คนพลัดถิ่นแห่งดินแดนอีสาน - ตำนานแม่ลาวและเรื่องราวบนภูบรรทัด

. . . ชายหนุ่มจาก อ.ห้วยยอด จังหวัดตรัง ซึ่งยิ้มแย้มในฐานะคุณพ่อของลูกสาววัยน่ารัก มีชีวิตในครอบครัวอย่างอบอุ่น หลังจากกลับมาจากการเดินทางที่ยาวนานที่สุดของชีวิตเกือบ 20 ปี ของการจากบ้านไปสร้างสรรค์ประสบการณ์ เรียนรู้อะไรๆ มามากมาย วันนี้ของ วิทยา อาภรณ์ คุณพ่อลูกน้อยในวัย 39 ปี ซึ่งกลับทำงานโครงการสิทธิชุมชนศึกษา(ภาคใต้) กับการกลับลงแรงกับผืนดินบ้านเกิดตัวเองพร้อมครอบครัวที่แสนจะอบอุ่น และวันนี้ วันของการที่ต้องทบทวนความทรงจำ จาก "คนพลัดถิ่นแห่งดินแดนอีสาน สู่ตำนานแม่ลาวและวันนี้เรื่องราวบนภูบรรทัด" เป็นอีกชีวิตหนึ่งของคนทำงานพัฒนา ที่ได้กลับบ้าน บ้านที่ต้องมาเริ่มต้นการเรียนรู้และการทำงานทางสังคม บนเส้นทางสายเดิม ตั้งแต่ยุคเริ่มต้น NGOs อีสาน สู่ยุคการเคลื่อนไหวที่ร้อนแรงที่สุดทางภาคเหนือเกี่ยวกับทรัพยากร จนถึงห้วงยามสำคัญกับผืนแผ่นดินปักษ์ใต้บ้านเกิดตัวเองที่เพิ่งกลับมาหัวใจความเป็น นักสู้ นักฝัน ในบทบาทของผู้ที่กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้จักสังคม ที่ตัวเองมีเพียงร้อยยิ้มและความเงียบงันสุขุมเป็นการต้อนรับผู้คน และคนคนนี้ ได้นั่งลงมองบทเรียนผ่าน ทีมงานไทยเอ็นจีโอ อย่างไร

... ที่จริงแล้ว ตัวผมเองเกิดและเติบโตมา ในช่วงที่มีการสู้รบ อย่างมากในเขตภาคใต้ ประมาณปี 2514-2520 มันก็ได้เรียนรู้อะไรๆ มาก เพราะพื้นที่แถบนี้มีกองกำลังและก็เริ่มสู้รบกันแล้วเพราะจำได้ว่ายังมีหนังประเภทแอนตี้คอมมิวนิสต์ มาฉายให้ดู พอเรียนจบมัธยม ผมก็ไปเรียนต่อที่ม.ขอนแก่น ปี 2526 จึงได้เห็นความจริง ได้เจอะเจอเพื่อน ชีวิตในนั้นมีเวลาว่างมาก ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง ทัศนะกัน ได้มองเห็นปัญหาที่ไกลไปจากมุมมองตัวเอง มากขึ้น เพราะการที่ผมได้มาอยู่อีสานนี้ได้อะไรมาก ได้เรียนรู้จากนักต่อสู้คนก่อนๆได้อ่านงานเขียน บทกวี ซึ่งก็มีอิทธิพลกับผมมาก ได้คุยกับรุ่นพี่ๆ ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ไปทำงานออกค่ายอาสาฯ ได้ไปดูไปเรียนรู้เรื่องราว ต่างวัฒนธรรม และก็ได้ศึกษา ซึ่งในสมัยนั้น NGOs เพิ่งเกิดขึ้น ประมาณ ปี 2524

. . . ในสมัยนั้นกระแสคิดแนวหมู่บ้านมาแรงมาก ก็ได้ซึมซับเอาแนวความคิดนี้ด้วยงาน อย่างงานเขียนที่พวกเราคนหนุ่มสาวอ่านและชอบมากสมัยนั้น ก็ส่วนใหญ่เป็นงานเก่าๆ แบบของ จิตร ภูมิศักดิ์ งานรุ่น 14 ตุลา ต่อมาในยุคหลังๆ จึงจะมีงานของสารโกมล เข้ามา งานของกลุ่ม NGOs งานของ ส.สิวรักษ์ และก็สนใจงานเชิงประวัติศาสตร์ด้วย

. . . ต้องยอมรับว่า ผมเองก็เหมือนคนอื่นๆ ซึ่งก็ถูกหล่อหลอมความคิดในทำนองนี้ ได้ฟังเรื่องราวคนเฒ่าคนแก่คุยกัน ปี 2521 จนถึง 2530 หลังจากเรียนจบ ก็ยังเดินโต๋เต๋อยู่ทำงาน NGOs อยู่อีสาน ทำที่องค์กรชาวบ้านเพื่อการพัฒนาภาคอีสาน พอหลังจากนั้น ก็เริ่มอยากเรียนรู้อะไรขึ้นมาอีกให้กับตัวเอง ก็เลยมาสมัครเรียนปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซี่งผมสนใจงานแนวประวัติศาสตร์ แต่ผมเองจบปริญญาตรีเอกภาษาอังกฤษ นะครับ

. . . ชีวิตเราสมัยนั้น อ่านหนังสือกันมาก อ่านจดหมดข้อสงสัยกันเลย จนรู้สึกอิ่ม จนปี 2535 ก็ย้ายมาอยู่ทางเหนือ มาเรียนต่อปริญญาโท จุดนี้เองเริ่มพลิกกลับตัวเองไป คือ พอเราเรียน course work เราต้องมาจัดระบบการเรียนรู้ของตัวเราเองใหม่ เพราะอาจารย์เขาสอนแบบให้คำถามมา แล้วเราก็ไปอ่านๆ หาคำตอบ อีกอย่าง เรามีเพื่อเรียนการพัฒนาสังคมด้วย ทำให้ได้แลกเปลี่ยนกัน พัฒนาโจทก์ คำถาม ทำให้สนใจงานวิจัย และต่อมาก็ได้ทักษะการอ่านงานเชิงวิชาการ ซึ่งเมื่อก่อนอ่านไม่ได้เลย อ่านยากก็มารู้จักอ่านและสนุกมากขึ้น จนปัจจุบันงานวิชาการอ่านง่ายกว่างานวรรณกรรมเยอะเลย มาสู่การได้จัดระบบความคิด ซึ่งมีผลต่อการมองหมู่บ้าน มองคนใหม่ โดยเฉพาะพื้นฐานของการเชื่อว่า ของจริงมันอยู่ในพื้นที่ ในหมู่บ้าน ซึ่งเราต้องไปทำ ไปเรียนรู้เอาที่นั่น ทั้งปัญหา ทั้งชีวิตจริง มันอยู่ที่นั่น ซึ่งตั้งแต่ปี 2521 มาแล้ว ที่ผมเริ่มรู้สึก เช่นนั้น

. . . ผมก็เลยเลือกเอาประวัติศาสตร์หมู่บ้าน มาเป็นหัวข้อการศึกษา ซึ่งต้องเผชิญกับการคำถามใหญ่มาก จะเอาประวัติศาสตร์มาใช้ได้อย่างไร ตอนนั้นอาจารย์ก็ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะมันหาคำตอบยาก แต่สำหรับผมต้องการเอาประวัติศาสตร์มาต่อยอดหมู่บ้าน เพราะประวัติศาสตร์ที่ผมพยายามเรียนรู้มาตลอดนั้น ถึงที่สุดประวัติศาสตร์ก็คือการแบ่งหมวดหมู่ของศาสตร์ มีทั้งประวัติศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ สังคมศาสตร์ เป็นต้น คือมันวิ่งเข้าไปหากันหมด อยู่ที่เราจะเอาประเด็นอะไร เพียงแต่ตัวประวัติศาสตร์เองมันอาจเรียกร้อง ความเฉพาะของมันบ้าง ดังนั้นอาจจะต้องเช็คเอกสารในการอ้าง แต่หลักๆ ก็คือการอธิบายความเป็นมา ความเป็นไป หรือการตัดสินใจ หรือความสัมพันธ์ของมนุษย์ ทั้งสิ้น
ในการลงไปหมู่บ้าน สิ่งที่ได้จริงๆ คือการมองหมู่บ้านในมิติเชิงประวัติศาสตร์ เพราะพอเราจะมองอะไรขึ้นมาก็เริ่มถามเลยว่า มันมีที่มาที่ไปอย่างไร เขียนงานก็ต้องแบ่งเป็นยุค แบ่งเวลา อะไรประมาณนี้ แต่มันช่วยให้เราเวลาไปในหมู่บ้านนั้นเร็วขึ้น ตอนปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้าน การอ่านชาวบ้าน เพราะรู้ที่มาที่ไปของหมู่บ้าน แล้วก็โยงปัญหาจากหมู่บ้านไปถึงข้างบน ระดับนโยบายได้เลย ที่สำคัญการเรียนรู้เหล่านี้ ทำให้ เราไม่มองมนุษย์แบบตัดสินเขา มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันวิธีคิดแบบใครคือคู่ตรงข้าม หรือศัตรูกลับจำเป็นต้องมีมากขึ้น ในการทำงาน

. . . สำหรับการทำงานเกี่ยวลุ่มน้ำแม่ลาวนี้ ผมวางตัวเองว่า อยากสัมพันธ์กับองค์กรในพื้นที่ในเชิงรูปขบวน กับงานกลุ่มภาคเหนือ มากกว่า พร้อมกับลงพื้นที่ ศึกษาของตัวเอง เพราะงานผมที่เข้าไปทำในภาคเหนือนั้น มันมีคนก่อนๆ ทำอยู่แล้ว เราไปช่วยต่อยอดขบวนการ ให้ดีขึ้นเท่านั้นเอง เช่น ร่วมกับ กป. อพช.เหนือ กับกลุ่มต่างๆใน เชียงราย กลุ่มคนรุ่นใหม่ เรื่องทิศทาง นั้นเป็นบทบาทผมในสมัยนั้น อย่างถ้าหากมีกรณีเคลื่อนขบวนชาวบ้าน ผมก็จะเน้นบทบาทประสานชาวบ้านในพื้นที่ให้มาร่วมอย่างไร แค่ไหน ที่ไหน บางที่ให้น้องๆ หรือตัวผมเองลงไปร่วมกับชาวบ้านด้วย แต่ถึงอย่างไรงานเชิงขบวนนั้นซับซ้อนมาก ในการขับเคลื่อนการทำงาน อีกอย่างมันมีกลไกเคลื่อนไปเอง ด้วย แต่เราก็พยายามทำงานเชิงแนวคิด ไม่สั่งการ แต่ให้เขาเรียนรู้และคิดหาวิธีการ แนวทางการทำงานออกมามากกว่า

. . . ผมออกจากบ้านไป ประมาณ 20 ปี กลับมาอยู่บ้านคืน พอมาถึงบ้านก็ต้องปรับเปลี่ยนไปอีกมาก เพราะการทำงานไม่เหมือนกัน อยู่อีสาน อยู่เหนือ ผมเดินเข้าบ้านชาวบ้านได้เลย เข้าไปพูดคุยสร้างกระบวนการได้เลย มาที่นี่มันต่างกันมาก ตอนนี้จึงพยายามทำความรู้จักบ้านตัวเอง อย่างขนานใหญ่เลย ไปร่วม ไปพูดคุย ไปสัมมนาหรืออ่านงานเกียวกับภาคใต้ โดยผมสนใจเรื่องทรัพยากร เรื่องประมง ป่า เป็นหลัก เช่น ผมศึกษาชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด ซึ่งก็สนุกไปอีกอย่างครับ ประสบการณ์การทำงานของผม สอนให้ผมรู้จัก การจัดระยะตัวเองกับชาวบ้าน การเรียนรู้จักการตอบโต้ของชาวบ้าน การที่เราต่างถูกศึกษาระหว่างกันและกัน โดยเฉพาะระบบคิดของชาวบ้านภาคใต้นั้นน่าสนใจมากอีกทั้ง 20 ปีก่อนกับปัจจุบันนั้นต่างกันมาก

. . . หากถามว่า แต่ละพื้นที่นั้นต่างกันไหม ถ้ามองข้ามประเด็นพื้นฐานที่เรามองเห็นอยู่แล้วว่า ต่างพื้นที่ ต่างวัฒนธรรมก็ต้องต่างจิตใจกัน ซึ่งตรงนี้แน่นอนครับ แต่ถ้ามองให้ลึกถึงกระบวนการเรียนรู้จักชาวบ้าน เราใช้วิธีการเดียวกันและชาวบ้านทั่วโลกเหมือนกัน นั่นคือชาวบ้านก็มองเรากลับมาเหมือนกัน ชาวบ้านทั่วโลกเป็นอย่างนี้ ดังนั้น คนทำงานจะต้องฟัง ฟังให้มาก จริงจังจริงใจ แล้วอย่างอื่นๆ จะดีขึ้นเอง ข้อดีอย่างชาวบ้านอีสานคือสู้ออกมาอย่างเด่นชัด จัดรูปขบวนเร็ว การจัดการทำได้เร็ว รวมทั้งการขับเคลื่อนด้วย ชาวบ้านอีสานเข้าไปทำงานร่วมง่ายมาก ขณะที่ทางเหนืออย่างคนชาวเขา จะพูดคุยกับเราน้อย อีกอย่างถ้าเราเป็นคนนอกยิ่งยากขึ้น ดังนั้น เราต้องฟังเขามาก ทำให้เขาไว้ใจก่อนน่ะ การดึงเขาเข้ามาร่วมขบวน ต้องไม่รีบร้อน ค่อยๆให้เราเรียนรู้ก่อน เมื่อไหร่เขาเข้าใจปัญหา เข้าใจเรื่องราว เข้าใจเรา เขาจะมาร่วมเอง แตกต่างจากอีสานมาก อีสานนี่เร็ว เหนือนี่การพูดคุยด้วยดูง่ายก็จริง แต่การเอาด้วยกับเรานั้นยากหน่อย จนกว่าเขาจะไว้ใจเท่านั้น จึงต้องใช้เวลานานมาก กว่าเขาจะยอมออกมาขับเคลื่อนร่วมขบวนด้วย สนามการทำงานในสังคมภาคเหนือนั้น ฐานทรัพยากรเขามากก็จริง แต่การรุกคืบของทุนก็เข้าไปหนักมาก ดังนั้นเราเองเวลาทำงานก็ต้องทำงานให้เต็มที่เช่นกัน

. . . ส่วนภาคใต้ นี่ปัจเจกสูง การทำงานเชิงขบวนนี่ยากมาก ผมพูดตรงนี่เป็นประสบการณ์คร่าวๆ ที่เพิ่งกลับมาทำงานนะครับ อย่างคนเล ชาวประมงพื้นบ้านนี่ จะคิดทะลุเข้าใจปัญหาช่วงแรกง่ายมาก รวมกระทั่งการเข้าร่วมขบวนด้วย ช่วงแรกจะง่ายมาก แต่ในระยะยาวนั้นทำงานยากมาก มีปัญหาเยอะ ดังนั้นการเข้าไปเคลื่อนระดับนโยบายนั้นยากมาก แต่อุปนิสัยคนเลจะยิ้มแย้มเวลาเราลงพื้นที่ ต่างจากคนทางเหนือจะเข้มขรึม ไม่พูดมาก แต่ถ้าเขาทะลุใจเรา เราเข้าไปรู้จักได้สนิทสนมได้เขาจะน่ารักมากเหมือนกัน อีกอย่าง คนทางภาคใต้มีอุปนิสัยอ่านเขา อ่านเรา ค่อนสูงมาก ถ้าไม่แน่จริง ไม่ตั้งใจจริง ไปสัก 2-3 ครั้ง ชาวบ้านอ่านตรงกันแล้วสรุปเราได้ก็จบ การทำงานหลากหลายเช่นนี้ ทำให้ผมได้เห็นอะไรที่มันหลากหลาย แน่นอนครับ

. . . การเอาวิธีการทำงานกับชาวบ้านอีสานมาใช้ในภาคใต้ก็คงได้แค่บางส่วน คนทางเหนือก็เหมือนกัน เพราะคนที่มาทำงานในพื้นที่ภาคใต้ต้องมีตัวตนแบบคนใต้ด้วย ต้องเข้าใจบริบทบางอย่างของเขา ต้องให้เขาทะลุใจเราด้วย อีกอย่างการร่วมขบวนเองก็ไปได้ไม่นานสำหรับคนที่นี่ ตรงนี้เป็นประสบการณ์เก่าๆ นะครับ เพราะผมเองเพิ่งกลับมาทำงานได้ไม่กี่ปี ….

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

22 กุมภาพันธ์ 2547