10 ปีสื่อทางเลือก จากงานเคลื่อนไหวสู่โรงงานผลิตรายการภาคประชาชน

สังคมไทยอาจจะเริ่มคุ้นเคยมากขึ้น ในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา กับคำว่า “สื่อทางเลือก” เนื่องจาก หลังประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นกฎหมาย เปิดช่องให้โอกาส กับขบวนการประชาชน ได้ใช้พื้นที่สื่อ อาทิ วิทยุชุมชน เว็บไซต์ ผลิตสื่อ ที่เรียกว่า สื่อทางเลือก ซึ่งด้านหนึ่งก็สอดประสาน ไปกับกระแสความตื่นตัวของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย และด้านหนึ่งก็มาจากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ที่ประชาชนคนไทย เริ่มเข้าถึง คุ้นเคยและเข้ามา สื่อสารกันมากขึ้น กลายเป็นพื้นที่สาธารณะ

ในยุคแรกๆ ประมาณกลางทศวรรษ (2540-2545) การก่อเกิดพื้นที่สื่อสาธารณะ ก่อเกิดสื่อทางเลือกนั้น ทั้งคึกคักและหลากหลายมาก แต่ในระยะปลายๆ (2546-2550) กลับลดลงและอ่อนพลังลงไป เหลือวิทยุไม่กี่สถานี ไม่กี่เว็บไซต์ อีกทั้งยังถูกรุกและครอบครอง โดยทุนและกลุ่มสื่อกระแสหลัก

นายจอน อึ๊งภากรณ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) และผู้ก่อตั้งสำนักข่าวประชาไท ได้เสนอแนวคิดของตน ในเวทีเสวนา “10 ปี สื่อทางเลือก” เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ ว่า ก่อนอื่นสื่อทางเลือก ต้องไม่ใช่สื่อเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ และสื่อทางเลือก ต้องทำงานเชิงประสานงานกันให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอนาคต ภาคประชาชนต้องสนับสนุนกันและหันมาคิดเรื่องโรงงานผลิตเนื้อหาเผยแพร่ อาทิ รายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ

“ไม่แน่ว่า คำว่าสื่อทางเลือก ทำหน้าที่ตรวจสอบให้กับประชาชนได้จริงๆ หรือเปล่า ปัญหาคือ ทำอย่างไร ให้มันใช้ประโยชน์ รับใช้ภาคประชาชนได้ ดังนั้น ใครก็ตาม องค์กรใดก็ตาม ที่ทำงานภาคประชาชน ต้องทำงานเพื่อขยายสิทธิเสรีภาพ ดังนั้น สังคมจะไม่สนใจสื่อไม่ได้เลย ปัญหาของภาคประชาชน แม้แต่เรื่องปฏิรูปสื่อซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพ เป็นเรื่องส่วนรวมของประชาชน กลับไม่ได้คิดว่า การปฏิรูปสื่อ นั้นเป็นของเราเกือบทุกๆ คน คนที่ทำงานภาคประชาชน ต้องให้ความสำคัญด้วย เพราะว่า ไม่ว่าองค์กรใดก็ตาม ที่ต้องทำงานนั้นให้ประสบผลสำเร็จ สื่อมีบทบาทสำคัญ ยกเว้น องค์กรนั้นจะทำงานของตนอย่างเดียว โดยไม่สนใจภายนอกเลย

เราต้องมีรูปแบบสื่อที่เหมาะสม และเราต้องใช้สื่อทุกสื่อ เพื่อสร้างกระแสทางสังคม สร้างความเข้าใจทางสังคม ต้องดวนกับรัฐบาล ต้องดวนกับผู้มีอำนาจ ต้องอยู่ในฐานะที่สามารถสู้กับเขาได้ เพราะฉะนั้น สื่อภาคประชาชน จึงมีความสำคัญต่อทุกวงการ ในสังคม เราไม่สามารถบอกได้ว่า สื่อเป็นเรื่องเฉพาะขององค์กรสื่อ

อีกเรื่อง ที่เป็นปัญหา คือ มันต้องมีการพูดถึงกัน ต้องไม่แบ่งแยกกันออก แต่การพูดถึงกันนั้น มันต้องระดับหนึ่ง เช่น เราหวังว่าองค์กรภาคประชาชน แบ่งเป็น NGOs หมายถึงองค์กรชนชั้นกลาง ที่เข้าไปทำงาน องค์กรของชุมชนภาค ประชาชนเอง องค์กรชาวไร่ชาวนา องค์กรหมู่บ้าน หรือองค์กรที่เป็นกลุ่มการเมืองภาคประชาชน ที่สู้กับอำนาจรัฐ ในหลายๆ เรื่อง สู้กับประชาธิปไตย เพื่อสิทธิเสรีภาพ ทั้งหมด นี้ ล้วนแต่ต้องการใช้สื่อ

ที่นี้ มันก็ต้องมีสื่อทางเลือกในส่วน ของตนเอง หรือ อีกทางคือ แต่ละส่วนต้องการให้มีองค์กรสื่อขึ้นมา อย่างนั้นหรือเปล่า ช่วยทำหน้าที่ แต่ที่มี ที่ผ่านมามันไม่เวิร์ค นั่นคือ วิทยุชุมชน ซึ่งมันมีปัญหาอยู่ รวมถึงการสับสนระหว่างสื่อ หรือองค์กรชาวบ้าน ผมคิดว่า มันใช้ไม่ได้ ทั้ง 2 แบบ หรือใช้ได้แต่ว่า มันจำกัด การที่แต่ละองค์กรมีสื่อของตัวเองนั้น มันมีปัญหาว่า มันไม่ได้คุณภาพ ไม่มีบุคลากร ที่ทำได้อย่างจริงจัง และอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้น ที่ผมวิจารณ์ประชาไท เมื่อวันก่อน แล้วมันก็เป็นประเด็น ขึ้นมาเหมือนกัน คือ ประชาไทน่าจะลง เรื่องราวของเครือข่ายที่เขาอยากเผยแพร่ ผมก็ตั้งคำถามว่า ถ้าทำอย่างนั้น ประชาไท จะต้องมาทำพื้นที่โฆษณาไหม ในสายตาผม คิดว่าเขา ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ในความคิด NGOs บางคนเขาไม่ค่อยพอใจต่อความคิดนี้

ผมบอกว่า ถ้า NGOs คิดเรื่องทำสื่อเอง ผมคิดว่า มันเป็นการโฆษณา ชวนเชื่อ ไม่ต่างจกรัฐ โฆษณาชวนเชื่อ คือ เสนอภาพ คำ เช่น มาเสนอมุมมองว่า FTA มันไม่ดี อย่างไร เราต้องการให้สื่อเล่นบทบาทอะไร ทำสื่อเป็นโฆษณาชวนเชื่อหมดเลยหรือเปล่า เป็นโฆษณาชวนเชื่อหมด เช่น FTA ดีหมด แต่ NGOs ว่ามันแย่หมด หรือเราต้องการสื่อ ที่จะทำให้ ประชาชน ติดอาวุธความคิดของตัวเอง คือ ได้รับความคิดด้วย ได้พิจารณา ไตร่ตรองด้วย

อีกประการหนึ่งก็คือ แล้วใครจะตรวจสอบ NGOs หล่ะ คนที่ชื่อว่า NGOs นั่นแหละตรวจสอบ เพราะ ผมคิดว่า NGOs ที่ดีก็มี NGOs ที่เพี้ยนก็มี NGOs ที่สุดขั้วเชื่อแต่ตัวเอง ก็มี หรือ เราจะบอกว่า NGOs พูดอะไร ชาวบ้านเชื่อถือได้ มันก็ไม่จริง เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ถ้าอย่างนั้น มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ทำเว็บไซต์ แล้วพูดถึงความดี พูดถึงทำ CL ซึ่งมันจำเป็น อันนี้ก็มี แต่ถ้าหลายอ่าน ก็รู้ได้ว่า มันคือการโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งนั้น

หรือตอนนี้ พวกที่พูดถึงป่าชุมชน ว่า ป่าชุมชนมันดียังงี้ๆ แต่คนฟัง คนอ่านมันรู้หรอกว่า อันนี้มันมาจาก เครือข่ายป่าชุมชน เขาก็ต้องเชียร์อยู่แล้ว ไม่มีใครหรอกจะบอกว่า ป่าชุมชนมันมีข้อเสียนะ ยกเว้นจะเจอคนใจกว้างซึ่งนานๆ ครั้ง

ปัญหาคือ มันน่าสงสารประชาชนไหม ถ้าอยู่แวดล้อมการโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ว่ามองอันไหนก็โฆษณา ชวนเชื่อ พรรคการเมือง ก็มองว่าของตนเองดีที่สุด NGOs ก็มองว่าของตนเองดีที่สุด หน่วยงานของรัฐก็บอกว่า อย่าไปเชื่อ NGOs ของตนเองอันนี้ดีกว่า

ผมคิดว่า นี้เป็นสาเหตุ ที่ว่าทำไมเราเคลื่อนไหวให้เกิดองค์กร วิทยุ โทรทัศน์สาธารณะ เป็นอิสระจากรัฐบาล เป็นอิสระจากทุน และอาจจะอิสระจาก NGOs ด้วยอีกหรือเปล่า คือ จริงๆ แล้วผมคิดว่า สื่อภาคประชาชนมันต้องมีความเป็นอิสระด้วยเหมือนกัน เรามักคิดว่า อิสระ คือ อิสระจากรัฐ แต่ไม่คิดว่า อิสระนั้น คือ อิสระ จากองค์กรภาคประชาชนด้วย เหมือนกัน

ผมคิดว่า สื่อภาคประชาชน หลายส่วนต้องทำหน้าที่เป็นอิสระ แต่ในขณะที่ ทำหน้าที่อิสระนั้น มีจุดยืน หรือ รากฐาน ที่ชัดเจน หมายถึง ต้องยืนข้างประชาชน ซึ่งหมายความว่า สื่อนี้ จะรับใช้ ผู้ด้อยโอกาส ของสังคม โดยรวม แต่จะไม่พยายาม โฆษณาชวนเชื่อ จะพยายามเสนอ ความจริง หรือ หลายแง่มุมของความจริง และจะให้น้ำหนัก ในการเสนอเรื่องราว ที่เป็นประโยชน์ต่อ ประชาชน ที่ไม่ได้รับรู้จากสื่อกระแสหลัก ในขณะที่สื่อกระแสหลัก อาจจะเสนอว่า ขาว หรือ ดำ ที่ต่างจากนี้

สื่อภาคประชาชน อาจจะพยายามจะเสนอภาพที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ว่า ในประเทศต่างๆทั่วโลก การเมืองเป็นอย่างไร พรรคการเมืองในประเทศต่างๆ เป็นอย่างนี้นะ เพื่อให้เขารู้ว่า เราสามารถมีพรรคการเมืองรูปแบบอื่นๆ ได้ไหม พรรคการเมืองที่เป็นของภาคประชาชน หรือจะเขียนว่า เราจะทำอย่างไรในสถานการณ์ อย่างนี้ สื่อทางเลือกมันต้องมี ความเป็นอิสระ ไม่ได้ผูกมัดกับองค์กรใด องค์กรหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน ผมคิดว่า ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมันสามารถเขียนถึงได้ หรือแม้แต่ผมอาจจะเสนอว่า องค์กรภาคประชาชน อาจจะช่วยกันลงขัน ในหลายๆ รูปแบบ อาทิ ทุน คน กำลังคน แต่ต้องยอมรับในฐานะภาคประชาชน ซึ่งไม่ใช่สื่อของแต่ละองค์กร ดังนั้น ต้องอิสระ ตรวจสอบ แม้แต่กับองค์กรภาคประชาชนได้

ผมไม่ค่อยหวงนักเรื่องการจองพื้นที่ เพราะช่วงหลังปัญหาเรื่องเทคนิคมันลดลงไปเยอะ ในภาคประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่อินเตอร์เน็ต ผมสนใจมองพื้นที่อินเตอร์เน็ต เพราะว่าค่อนข้างท้าทายสำหรับ ประชาชน เพราะผมคิดว่า อินเตอร์เน็ตนี้ สื่อได้ทุกด้าน เป็นสถานีวิทยุได้ เป็นสถานีโทรทัศน์ได้ สามารถเป็นหนังสือพิมพ์ ได้ สามารถเป็นที่พูดคุยได้ คือ อินเตอร์เน็ตไม่ค่อยมีความจำกัด โดยเฉพาะอนาคตเมื่อ คนทั้งประเทศเข้าถึง

ในขณะนี้ การต่อสู้ ภาคประชาชนส่วนหนึ่ง ต่อสู้เพื่อพื้นที่ของชนชั้นกลาง เพราะชนชั้นกลาง ค่อนข้างมีความสำคัญ ในทางการเมือง เช่น ถ้าจะสู้เรื่อง FTA นี้ เวทีที่ต้องสู้จริงๆ คือ เวทีชนชั้นกลาง เพราะว่า รัฐบาล จะเซ็น FTA หรือไม่ เซ็น มันขึ้นอยู่กับชนชั้นกลาง ผมอาจจะคิดผิด ก็ได้ เพียงแต่ เราไม่สามารถจะยกเว้นการประชามติได้

เรื่องสื่ออินเตอร์เน็ต ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ ในเรื่องเทคนิค การเข้าถึง แต่ปัญหา คือ ทำอย่างไร ที่จะให้คนเข้าถึง คนเข้าไปรับ เพราะว่า ถ้าวันหนึ่งมีสถานีวิทยุอินเตอร์เน็ต 1 แสนสถานี มีเว็บไซต์ 1 ล้านเว็บ แล้วเราจะสามารถเข้าไปใช้ได้อย่างไร ตรงนี้เอง ที่ผมคิดว่า เราคงต้องสร้างผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคของตนเอง ขึ้นมา แต่อาจจะเน้นบทบาท ที่เหมาะสมให้กับตัวเอง ไม่จำเป็นว่า ทุกคนจะต้องเป็นนักข่าว ไม่ใช่ทุกคนจะต้องเป็นคนพูดในรายการวิทยุ

มันต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ผ่านให้กับชาวบ้าน กับ NGOs มันต้องมีความต่อเนื่อง มันต้องมีระบบการสื่อสาร ถ้ามันแยกกัน มันก็มีปัญหา ระหว่าง คนที่มันทำหน้าที่สื่อสาร แทนภาคประชาชน

สิ่งที่ผมคิดตอนนี้ คือ สื่อสาธารณะ ที่เราต้องมีความหวังกับมัน อย่างวิทยุ โทรทัศน์ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งไม่ควรจะเรียก ว่าคือ ทีไอทีวี แต่จะเป็นอะไร ก็คงต้องมาว่ากัน เพราะผมเองก็เป็นประธาน กป.อพช. ซึ่งเป็นกรรมการสรรหา บอร์ด ทีไอทีวี ด้วยคนหนึ่ง

มันจะเวิร์ค ไม่เวิร์ค ผมไม่รู้ แต่สำหรับผมนั้น ผมคิดว่า ต้องพยายามทำให้มันเวิร์ค อันนั้น ผมคิดว่ามันไม่ใช่สื่อทางเลือก หรือ อาจจะเป็นสื่อทางเลือก ที่ผมจุดประเด็นให้เห็น ว่า มันยังไม่เคยสื่อ ที่มันไม่ถูกทั้งกับรัฐบาล และกับ องค์กรประชาชนได้

ปัญหาคือ เราจะเอาของใหม่เข้าไปเลย เราก็ไม่มีประสบการณ์ ถ้าเอาคนเก่าๆ เข้าไป เขาก็หนีจากความเคยชินไปไม่ได้ เขาอาจจะคิดว่า ข่าวที่เขาเคยเสนอมันเป็นข่าว ที่เป็นธรรมกับทุกๆ ฝ่าย อยู่แล้ว ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะฉะนั้น อันนี้ มันจะเป็นปัญหาที่ท้าทาย แต่ว่า สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่า สื่อสาธารณะที่เกิดขึ้นแล้วนั้น มันต้องไม่ปกปิดทำกันเอง ภาคประชาชนเราอาจจะต้องเป็นโรงงาน ผลิตรายการ สำหรับ สื่อสาธารณะที่มันเกิดขึ้น ไม่ใช่สื่อสาธารณะอย่างเดียวนะครับ วิทยุชุมชนก็เช่นกัน

ถ้าเราไปดู วิทยุชุมชน ประเทศอื่น เขาจะมีระบบการประสานงานที่ดี ผมเคยไปดูงานที่ออสเตรเลีย เขามีเครือข่ายที่เหนียวแน่น เขาสามารถ เอารายการจากสถานีหนึ่ง มากระจายทุกสถานีได้ ในเวลาเดียวกัน เขามีแผนผังรายการร่วมกันที่ชัดเจน เขาทำงานแบบเป็นเครือข่าย เพราะฉะนั้น สถานีแต่ละสถานีไม่ต้องผลิตของตัวเอง ทั้งหมด

ผมคิดว่า ในพื้นที่ของเรา ต่อไปที่เราหวังว่า เราจะมีพื้นที่วิทยุ โทรทัศน์ชุมชนที่หลากหลายมันต้องเกิดระบบผลิตรายการร่วมกัน สิ่งที่ท้าทาย ภาคประชาชนขณะนี้ คือการผลิต รายการ เราต้องขอให้เกิดโรงงานผลิต รายการ ภาคประชาชน ไม่แสวงหากำไร ซึ่งต้องมาจากการมีส่วนร่วม เราจะฝึกให้ชุมชน ฝึกเด็กเยาวชน ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ป่วยโรคไต เราต้องฝึกให้เขาสามารถที่จะผลิตสื่อได้ ตรงนี้ อาจจะโฆษณาชวนเชื่อเหมือนกัน แต่ว่า ในแง่มุมของเขา

ผมคิดว่า เราต้องสร้างภาคประชาชนให้เกิดขึ้นตรงนี้ ผมไม่ห่วงเรื่องพื้นที่ ผมคิดว่าเราหาพื้นที่ได้ โดยเฉพาะระบบดิจิตอล ในไม่กี่ปีข้างหน้า มันมีพื้นที่แทบจะไม่จำกัด และไม่รบกวนกันด้วย แต่สิ่งที่เป็นปัญหาของพวกเรา คือ เรื่องโรงงานผลิตเนื้อหา ว่าจะทำยังไงให้ การสื่อสารเป็นวิญญาณ เป็นหัวใจภาคประชาชน อันนั้น แหละที่ผมคิดว่า ภาคประชาชน จะเอาชนะภาครัฐได้ เราต้องเอาทั้งฝีมือ พลัง ที่เราสามารถผลิตรายการที่น่าสนใจมากมาย ออกสู่สาธารณะ

เราจะมีเวที ที่เชื่อมโยงกันได้ แต่เรามีเครือข่ายวิทยุชุมชน เราจะมีรายการที่น่าสนใจ ที่หลากหลายสำหรับประชาชน ผมก็คิดได้แค่นี้ เลยเอามาตั้งประเด็น ให้คนทำงานภาคประชาชนได้คิดกันครับ”


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

14 ธันวาคม 2550