25 ปี มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม

อาสาสมัคร คืองานที่ต้องอุทิศหัวใจ ไม่คิดถึงเรื่องค่าตอบแทน ทำมันด้วยหัวใจที่เราอยากทำ และเรียนรู้ไปพร้อมกับการทำงานของเรา ขอเพียงคุณมีจิตใจดีแบ่งปันรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณไต่เต้าไปสู่ความสำเร็จได้ มอส. Full time ถูกคาดหวังสูงสุดว่าต้องวิเคราะห์สังคมได้ ขณะที่อาสาสมัคร Part time หวังเพียงทำสิ่งเล็กๆน้อยๆให้คนชั้นกลางยอมรับได้ เช่น กวาดถนน ทาสีบ้าน แต่ทั้งสองส่วนนี้ต้องรวมใจเป็นหนึ่ง ก่อนสายสัมพันธ์ต่างๆจะทำให้เขามาเรียนรู้และเชื่อมโยงระหว่าง Part time กับ Full timeเข้าด้วยกัน ที่ผ่านมา มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) มีบทบาทเหมือนกับสะพานที่เชื่อมให้พี่น้องในท้องถิ่นไปสู่คนชั้นกลางมาพบเจอกัน เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปีของการถือกำเนิดนี้ ทีมงานไทยเอ็นจีโอขอเปิดเรื่องราวและชีวิตการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่ผ่านการเป็นอาสาสมัคร มอส. เพื่อให้สาธารณะชนรับรู้ว่า “หัวใจของคนกล้า อาสาสมัคร”เป็นอย่างไร


กิตติกาญจน์ หาญกุล
หรือ อ้อม มอส.รุ่นที่ 22 ปัจจุบันทำงานอยู่มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย จ.อุบลราชธานี

“ตอนอยู่ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะมนุษยศาสตร์ เอกการพัฒนาชุมชน กิจกรรมในตอนนั้นคือชุมนุมนักศึกษาเพื่อการพัฒนาที่มีทั้งค่ายสร้าง ค่ายศึกษาชุมชน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการใกล้ชิดชุมชน รุ่นพี่ปี 4 ชักนำเราไปยังที่ต่างๆที่มีทั้งกิจกรรมและผลกระทบจากโครงการต่างๆ มีกระบวนการของชุมนุมในการพูดคุยหารือถึงแนวทางแก้ปัญหา ตรงนั้นทำให้เกิดคำถามว่า ”คุณคิดอย่างไรกับชุมชน” ตอนอยู่ปี 2ได้ไปออกค่ายและเจอกับโรงโม่หิน ที่บ้านซัมม่วง จ.เลย มีการหาข้อมูลและนำมาถกเถียงกันในที่ประชุม นั่นคือสิ่งที่ซึมซับเอาบรรยากาศการถกเถียง ความคิดเห็นที่ต่างของรุ่นพี่เอาไว้

ช่วงการฝึกงาน (ปี 3) ที่สมาคมหยาดฝน จ.ตรังเป็นเวลา 1 เดือน ทำให้รู้จัก มอส.ครั้งแรก ได้ลงพื้นที่บ้านแหลม แหลมมะขาม เกาะหมูและอีกหลายที่ การใช้ชีวิตที่ตรังก็ไม่ได้แตกต่างกับอีสาน แม้กระทั่งการเข้าห้องน้ำ การตักอาบน้ำบ่อ บางครั้งทำงานจนลืมอาบน้ำ เสื้อสีน้ำเงินกลายเป็นสีม่วง ไปจัดค่ายเยาวชนในสลัมก็โดนเด็กแกล้ง แต่เพิ่งจะรู้น่ะว่า “น้ำขึ้นน้ำลงเป็นอย่างไร” ย้อนไปสมัยเรียนอาจารย์คนหนึ่งพูดกรอกหูอยู่ตลอดว่า “พวกคุณใช้ภาษีประชาชนเรียน แต่เวลาพวกคุณโดดเรียนถือว่าผลาญภาษีไม่เคารพประชาชน” หลังจากเรียนจบแล้วจึงตกลงกับเพื่อนไปเป็นครูดอยด้วยกัน อย่างน้อยก็ตอบแทนภาษีประชาชน จึงคิดว่า มอส.เป็นหนทางที่จะตอบแทนภาษีประชาชนได้

หลังจากที่แม่อนุญาตแล้วก็มาสมัครที่ มอส. ทำข้อสอบถึง 13 หน้า 3 ชั่วโมงเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคมล้วนๆ แต่งานของ มอส.ในช่วงนั้นไม่มีครูดอย มีแต่งานในเมือง งานชุมชน งานจัดการในสำนักงาน ก็เลือกดูงานชุมชนว่ามีที่ไหนบ้าง ปรากฏว่ามีใต้สะพานกับที่อุบลราชธานี ซึ่งเป็นมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) ทั้งสองแห่ง และไม่กล้ามาดูผลอีกเลยเพราะกลัวสอบติด วันประกาศผลจึงไปเดินเล่นอยู่แถวศิลปากร ท่าพระจันทร์ แต่เพื่อนที่ชื่อน้อยโทรมาบอก “อ้อมน้อย แกได้ที่นี่น่ะ” นั่งรถเมล์จากท่าพระจันทร์ด้วยความเครียด เพราะมันกำลังเริ่มต้นชีวิตของการทำงานครั้งแรกของเรา เกิดคำถามขึ้นมากมายว่า “เราจะทำได้ไหม สลัมน่ะ เราเคยเจอเหรอ” แต่ก็ตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการ มอส. และเลือกมาที่อุบลราชธานี

องค์กรที่เราอยู่ซึ่งเริ่มทำงานมาก่อนในปี 2541 แต่เรามาเริ่มตอนปี 2543 พี่เขาปล่อยให้ลงไปในชุมชนคุระมิตรช่วงหน้าฝน ตอนกลางคืนหลังคารั่วก็ต้องไปหาหม้อมารอง “ไม่ได้นอนหรอก” ตื่นขึ้นมารองเท้าหายเพราะลอยไปกับน้ำเมื่อคืน ตอนนั้นเครียดมากเพราะลงไปในชุมชนครั้งแรก ไม่รู้อะไรเลย เราถูกทิ้งไว้ในชุมชนคนเดียว อาศัยตู้โทรศัพท์สาธารณะโทรหาเพื่อนว่า “ฉันเหนื่อย” หลังจากอาทิตย์หนึ่งผ่านไปก็มานั่งนึก มีทั้งคำถามจากตัวเองที่อยู่ในอาการที่สับสนว่าตัวเองทำได้เหรอ เพราะมันยังมีความคิดอยู่ว่า “ชุมชนก็คือชุมชน เรารู้หมดแล้ว” แต่ชุมชนเมืองเรารู้หรือเปล่า “ไม่รู้นี่หว่า” ก็ขึ้นไปถามชื่อชาวบ้านทุกคน ทุกหลังคาเรือนจนรู้จักกันหมดทุกคน หลังจากนั้นก็เลิกสับสน เพราะถ้าบอกตัวเองว่ารู้จักแล้วเราก็จะไม่รู้จักอีกเลย

2 ปีที่ผ่านมากับ มอส. ซึ่งแท้จริงแล้วเราลิ้มรสกับความเป็นอาสาสมัครมานาน ตั้งแต่เป็นนักศึกษาแล้ว เพราะเราเต็มใจทำ แม้มันเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำ ในใจตอนแรกไม่ได้คิดถึงเงินเดือน รู้แต่เพียงอยากมาทำ ถ้าเห็นความสำคัญของงานหนึ่ง ก็ทำไปเลยไม่ต้องเกี่ยงว่าตัวเองจะอยู่ในบทบาทไหน จงนึกว่าตัวเองมีความสำคัญต่องาน ทำอะไรก็ได้เพื่อให้งาน ให้ชาวบ้าน คนจนมีชีวิตที่ดีขึ้น ทุกวันนี้แม้เป็นเจ้าหน้าที่ขององค์กรแล้ว แต่ยังมีใจอาสาสมัครอยู่”


ณัฐวุฒิ สิงห์กุล หรือ ต้น อาสาสมัครรุ่นที่ 23 ปัจจุบันเป็นอาจารย์ชั่วคราวอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ด้านมานุษยวิทยา

“จุดเริ่มต้นที่เข้ามาสู่ มอส.เนื่องจากเพื่อนที่เป็นอาสาสมัคร มอส.รุ่นที่ 22 แนะนำให้มาสมัคร ตอนนั้นผมทำวิจัยเก็บข้อมูลอยู่ที่มหาวิทยาลัยสุรนารี ประมาณปีกว่าจึงคิดอยากลองทำงานพัฒนา เพราะตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะมนุษยศาสตร์ เอกพัฒนาชุมชน อยู่ชุมนุมนักศึกษาเพื่อการพัฒนา จึงเขียนเล่าเรื่องส่วนตัวและการทำงานถึง มอส. ผมตั้งใจอยากทำงานเรื่องสิ่งแวดล้อมเพราะนั่นคือประเด็นแรกที่ผมอยากทำงานกับชุมชน ในขณะนั้นทาง มอส.ถามถึงแนวคิดในเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยมีโครงการฟื้นฟูมาสัมภาษณ์ ผมตัดสินใจเลือกโครงการสิ่งแวดล้อมอยู่ 2 โครงการคือ โครงการอนุรักษ์ลำน้ำพอง เกี่ยวกับเหมืองแร่โพแตชที่ จ.อุดรธานี มีเนื้องานเกี่ยวกับการสร้างเครือข่าย จัดตั้งองค์กรชุมชนที่ใช้เวลาเร่งด่วนเพียง 3เดือนเท่านั่น อีกโครงการคือ โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เป็นการทำงานเกี่ยวกับข้อมูลเหมือนกัน เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมและนโยบายการจัดการน้ำ ผลสัมภาษณ์ออกมาปรากฏว่าได้ที่โพแตช เขาอาจพิจารณาจากความตั้งใจและผมเป็นคนในพื้นที่โครงการจ.อุดรธานี ด้วย

ผมเป็นคนที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ประกอบกับพื้นที่โครงการกรณีเหมืองแร่มีความเกี่ยวพันธ์กับชุมชนที่เราอยู่ สอดคล้องกับความต้องการของ มอส. ผมมองว่าโครงการหรือองค์กรที่อยากนำอาสาสมัครลงไปทำงานในพื้นที่ เวลาคัดเลือกจะมีอาสาสมัครอยู่ 2 ประเภท 1.พร้อมสำหรับการลงไปทำงานในพื้นที่ 2.ยังไม่พร้อมแต่ต้องการขบวนการมาหนุนเสริม เช่น การอบรมหรือให้ความรู้อันเป็นเครื่องมือของการทำงานในพื้นที่เป็นหลัก ทาง มอส.ส่งผมไปเรียนรู้ที่หนองหาน กุมภวา ซึงเป็นหนองน้ำที่ห่างจากโครงการ 10 กิโลเมตร มีวิถีชีวิตชุมชนที่หาปลาและทำเหมืองเกลือแบบพื้นบ้านเป็นหลัก ในขณะนั้นทางบริษัทเหมืองแร่ได้พูดกับกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนว่า “เขามาช้ากว่าเราแค่ปีเดียวเอง ถ้ามาเร็วกว่านั้นก็สามารถสร้างได้ตั้งแต่ ปี 2544แล้ว”

ผมคิดว่าจะออกหลายครั้ง เพราะมีความขัดแย้งกับครอบครัวค่อนข้างสูง เนื่องจากพ่อทำงานอยู่หน่วยข่าวทหาร กอรมน. ก็นึกได้ว่าเรื่องของครอบครัวก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เราทำงานได้อย่างยาวนาน แต่ก็ถูกพี่ๆเตือนสติว่า “ถ้าเอ็งจะออกพี่ไม่ว่า แต่ให้ชาวบ้านเข้มแข็งก่อน” ผมก็เลยอยู่ถึง 2 ปี เพราะเข้าใจพี่ๆ ว่า การจะสร้างคนทำงานขึ้นมาแต่ละคนมันยากลำบาก เพราะต้องอาศัยการเชื่อมกันเป็นกระบวนการ มีอยู่หลายคนที่เข้าไปทำงานกับองค์กรที่แข็งมากๆ ต้องยอมรับว่าน้องบางคนไม่มีประสบการณ์ในการทำงานพัฒนา และต้องเจอกับแรงกดดันจนอยู่ไม่ครบวาระ

อาสาสมัครคือคนที่มีใจอยากเข้ามาเรียนรู้กระบวนการทำงาน เรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชน เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้าน โดยที่พยายามใช้วิชาความรู้ที่เราเรียนมาให้ได้มากที่สุด อาสาสมัครไม่จำเป็นต้องอยู่ในวาระอาสาสมัคร เช่น มอส. แต่สามารถมีได้ตลอด แม้ว่าผมจะเข้ามาทำอยู่สายวิชาการในตอนนี้ แต่ผมก็คิดว่ายังเป็นอาสาสมัครอยู่ พยายามช่วยงานของมูลนิธิและชาวบ้านมาโดยตลอด ยังมีการทำงานและประสานร่วมมือกันอยู่”


กฤษณา สายมาลัย หรือ ตุ่น อาสาสมัครรุ่นที่ 26 ปัจจุบันทำงานอยู่มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

“จบราชภัฏสกลนคร คณะวิทยาศาสตร์ “เด็กวิทยาศาสตร์ทำไมสนใจปัญหาทางสังคม” อาจเป็นเพราะว่าการเข้ามาเรียนอยู่ในฐานะ เด็กที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา หลังจากที่เข้ามาเรียนแล้วก็มีอาจารย์ที่มีแนวคิดทางสังคมมาดูแล แต่ละวันในการทำกิจกรรมจะมีรุ่นพี่เข้ามาพูดคุยกับเรา และไม่ชอบการรับน้องมากๆ เช่น จับไปไว้ในห้องแล้วปิดไฟ ปิดประตูยืนด่า ด้วยความเป็นเด็กบ้านนอกก็จะกลัวมากๆ แต่ยังมองว่าสังคมที่ดีเราต้องวัดจากตัวเอง วัดจากสิ่งที่เกิดขึ้นในชนบทหรือสังคม คนกลุ่มเล็กๆที่ได้รับผลกระทบ หากย้อนมองตัวเอง เราก็เห็นแก่ตัวเอาเปรียบคนอื่น

มาสมัคร มอส. เลือกโครงการน้ำพองและมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เลือกมูลนิธิเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งเป็นการทำงานเกี่ยวกับทรัพยากรเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ช่วงเดือนแรกๆต้องเรียนรู้องค์กรและเรียนรู้ตัวเองว่า “เราอยากทำงานกับพื้นที่ แต่จริงๆแล้วเราจะอยู่ได้หรือเปล่า” ถูกส่งไปอยู่ในหมู่บ้านหนึ่งเดือนโดยไม่มีพี่มาคุม เก็บข้อมูลในชุมชนเกี่ยวกับขยะและนำมาจัดเวที ซึ่งชาวบ้านที่นั่นพูดภาษาปกาเกอะญอ แต่เราฟังไม่ค่อยได้ ช่วงแรกจึงต้องปรับตัวอยู่กินกับชาวบ้าน ทำความรู้จักกับคนในชุมชน แต่โชคดีที่เราเป็นคนชนบทและมีวัฒนธรรมชาวเหนือที่คล้ายคลึงกับเขา

หลังจากกลับมาก็มาแบ่งงานกันให้เพื่อนทำงานข้อมูลและเราก็ลงพื้นที่บ้าง แต่เราเป็นเจ้าหน้าที่จากศูนย์กลางเหมือนไปตามข้อมูลว่าคนในพื้นที่เป็นอย่างไร ถือเป็นการหนุนเสริมยามเมื่อพื้นที่ต้องการ ที่มูลนิธิจะคอยดูแลให้คำปรึกษาว่า เราสนใจประเด็นอะไร ไปเห็นอะไรมาบ้าง เช่นลงไปภาคใต้เห็นปัญหาเรื่องสารเคมี ก็ลงไปเก็บข้อมูลแล้วเขียนรายงานว่า ไปทำอะไร เห็นอะไร จะทำอะไรต่อไป แต่เราเขียนรายงานเชิงวิชาการไม่ได้แบบพี่ จึงเขียนแบบที่เข้าใจว่าพื้นที่นั้นเป็นอย่างไร เราอยู่ในสังคมที่จะต้องเรียนรู้และเปิดตัวเองรับข้อมูลข่าวสาร กระทั่งเรื่องการเมือง คิดว่าเป็นสิ่งที่เราต้องรู้เพราะเกี่ยวพันกับชีวิต มีหลายอย่างที่เราตั้งคำถามเอาไว้และได้มาเห็น ได้ทำความเข้าใจ 9 เดือนกับการเป็นอาสาสมัครคิดว่า ช่วงสามเดือนแรกๆเป็นการทดลองว่าเราจะไปรอดหรือไม่รอดเพราะต้องปรับตัวให้เข้ากับองค์กรและงานด้วย แต่ในช่วงหลังเราไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก แต่จะลงไปที่เนื้องานว่าเราจะทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน

มอส. เป็นเวทีที่จะทำให้เราเข้ามาเรียนรู้ ใครอยากเรียนรู้หรือเปิดใจตัวเองว่ากล้าพอหรือไม่ เวทีนี้ไม่จำเป็นว่าคุณต้องเก่งกาจอะไรมากมาย เป็นเวทีที่เราได้ค้นหาตัวเองในการทำงานเพื่อสังคม 2ปีนี้คงไม่นานเกินไปในการพัฒนาตัวเอง และอาจได้เข้าใจอะไรมากขึ้น แม้ต่อไปในอนาคตเราอาจต้องไปทำงานสายอาชีพอื่น อย่างน้อยตรงนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่เหมือนโรงเรียนอนุบาลในการสร้างจิตใจที่ดีต่อผู้อื่น”


วัฒนา นาคประดิษฐ์ หรือ พี่อ้วน เจ้าหน้าที่ฝ่ายอาสาสมัคร มอส.

“พี่ไม่เคยเป็น มอส.และสมัยทำกิจกรรมที่รามก็ไม่ชอบ มอส.มาก่อน รู้สึกอหังการว่าชมรมเราดีที่สุด แต่เราก็รู้สึกว่าเป็นกบในกะลา พอเราเติบโตก็เข้าใจมากขึ้นและเมื่อมาอยู่ฝ่ายอาสาสมัครก็ทำให้รู้ด้วยว่า เด็กที่มาจากค่ายต่างๆส่วนหนึ่งได้รับการปลูกฝังการเคลื่อนไหวทางสังคมมาแล้ว แต่เด็กที่มาจากราชภัฏถูกมองว่าเก่งทางด้านเทคนิค แต่เรื่องวิธีคิด การวิเคราะห์ทางสังคมยังน้อยมาก ตรงจุดนี้ทาง มอส.ต้องมาเรียนรู้ใหม่ พี่จะบอกกับทุกคนว่า ไม่ว่าคุณจะเก่งมาจากไหนก็ตามหากคิดทำงานในวงการนักพัฒนาคุณต้องเก็บความเก่งไว้ก่อน และเริ่มเรียนรู้ใหม่ว่าสิ่งที่คุณมาเจอคืออะไร แล้วค่อยนำความเก่งของคุณมาใช้ เพราะพี่เจอกับตัวเองและตกม้าตายมาแล้ว พี่จึงเข้าใจน้องๆ

คิดว่าเด็กที่ออกไปก่อนจบวาระ เขาจะไปหาวิธีเติบโตด้วยตัวเอง มีน้องบางคนบอกว่าตอนเข้ามาเป็นอาสาสมัครนั้นยากมากๆ แต่ตอนออกนั้นง่ายมากเลย น้องที่มาสมัครจึงลดลงทุกปี เพราะเขามีทางเลือกเป็นของตัวเอง เรื่องปัญหาทางเศรษฐกิจก็สำคัญ แม้แต่น้องที่ทำงานในพื้นที่ก็มี อบต.หรือหน่วยงานของรัฐรับน้องเข้าไปทำงาน อันที่สองคิดว่าองค์กรเอ็นจีโอกำลังอยู่ในภาวะไม่มีเงินจ้าง งานฝ่ายอาสาสมัครต้องใช้หัวใจเป็นหลัก และถ้าวันหนึ่งคุณคิดว่างานอาสาสมัครกับงานพัฒนาไม่ใช่ เราต้องให้เขาไปหาที่เติบโตเพื่อให้เขาแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ แต่น้องที่ลาออกเขาไม่ได้ไปไกลจากเราเลย เขาจะวนเวียนอยู่กับงานพัฒนา เพราะเหตุผลของการลาออกไม่ใช่ มอส.เพียงอย่างเดียว แต่เป็นความขัดแย้งภายในตัวเองและองค์กรที่น้องไปทำด้วย

บทบาทที่ยิ่งใหญ่ของ มอส.จึงเหมือนกับการให้การศึกษาและการเรียนรู้ทางสังคม “มาเถอะถ้าคิดว่าเรามีความคิด ความฝันทางสังคม เก่งหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหา เอาหัวใจมาอย่างเดียว ค่อยๆเรียนรู้ ค่อยๆเปิดกว้าง” วันนี้ มอส.อาจคาดหวังคนที่มีความคิดทางสังคมเหมือนสมัยเดือนตุลาได้ยาก แท้จริงสิ่งเหล่านี้บ่มเพาะกันได้ซึ่งไม่ใช่ความผิดของคนรุ่นใหม่ที่วิเคราะห์สังคมไม่ได้ เพราะสถานการณ์สังคมเปลี่ยนไปมาก แม้แต่เอ็นจีโอที่ทำงานมานาน หากไม่ใฝ่หาก็หลุดได้เหมือนกัน”

ชีวิตและกิจกรรม

ฉันจำไม่ได้ว่า ตัวเอง ชอบทำกิจกรรมตอนไหน มารู้ตัวอีกทีมันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตลอดการเป็นนักศึกษาแต่ก็ไม่ลืมการเริ่มต้นของการได้เข้ามาทำกิจกรรมกับ สนนอ. สหพันธ์นิสิตนักศึกษา ภาคอิสาน ในความกดดันจากกิจกรรมการับน้องของรุ่นพี่ในสถาบันที่ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดที่จะทำ ท่าทางและพูดจาหยาบคายเพื่อความสนุกสนานของพวกเขาบนความทุกข์ของรุ่นน้องที่ไม่มีทางเลือก มันเหมือนกับว่า ถ้าคุณทำคุณก็รอดแต่ถ้าไม่คุณก็จะกลายเป็นหมาหัวเน่าในสายตาของรุ่นพี่

ฉันเข้าร่วมกิจกรรมกับพี่ๆ สนนอ.ในการรณรงค์รับน้องให้สร้างสรรค์ จนรุ่นพี่ในเอกเรียกเข้าพบและหลังจากนั้นฉันก็กลายเป็น “ไอ้ เด็กหัวแข็ง” จากที่ไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลยของสังคม ปัญหาต่าง ๆ ฉันได้เปิดโลกของตัวเองออกรับรู้แง่มุมต่าง ๆ ของสังคมมากขึ้น ได้ไปค่ายเรียนรู้ปัญหาชาวบ้าน การไม่มีที่ทำกิน ปัญหาด้านเขื่อนที่ปากมูล ได้ไปร่วมกิจกรรมกับเพื่อน ๆ กลุ่มเครือข่าย สนนอ.และสนนท. และฉันยังได้เข้ากลุ่มวรรณกรรมห้วยทรายเป็นกลุ่มที่ให้เข้าไปเรียนรู้สำหรับคนที่สนใจด้านงานเขียนต่าง ๆ ทำหนังสือทำมือ จัดเวทีเสวนาการศึกษาพบปะนักเขียน ลงพื้นที่ศึกษาปัญหาต่าง ๆ เรยนรู้ภูมิปัญญาการเกษตร

ต่อมาฉันได้เข้ามาทำงานเป็นกรรมการบริหาร สนนอ. และเข้าทำงานกับกลุ่มเด็กฮักถิ่นที่ทำงานกับเพื่อน ๆ และน้อง ๆ ในสถาบัน ทั้งออกค่าย จัดเวทีเสวนา แสดงดนตรี ละครและกิจกรรมหารายได้เข้ากลุ่มในการทำงานค่ายรับน้องที่สร้างสรรค์ทุกปีบนปรัชญาของกลุ่มว่า เติบโตอย่างอ่อนน้อมพร้อมพัฒนาตนเองและท้องถิ่น

งานที่อยากเรียนรู้และสนใจ

ฉันเป็นลูกของชาวนา อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่ห่างจากตัวเมืองมากนัก มีชีวิตอยู่อย่างเรียบงายและพึ่งพาอาศัยกันของคนในชุมชนฉันมีควมสุขเมื่อย้อนนึกถึงภาพวันเก่า ๆ ในภาพของเด็กในชนบทแต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไปสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จากคุณค่าที่คนในชุมชนเคยอยู่วิถีก็กลายเป็นอีกแบบหนึ่ง คือ ความเอาเปรียบและตัวใครตัวมันมากขึ้น ไม่สนใจว่าใครจะเป็นอย่างไร

ทุกคนมีคำตอบสำหรับตัวเอง คือ เงินและความสุขสบาย เชื่อว่าแต่ก่อนทุกคนก็อยากสบายแต่การปฏิบัติบนพื้นฐานของความคิดที่ต่างกัน ทุกครั้งที่ฉันกลับไปหมู่บ้านได้มองดูเด็ก ๆ ฉันรู้สึกหดหู่ใจว่าถ้าพวกเขาโตขึ้นในสภาพสังคมเหล่านี้ สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ ถ้าพวกเขาไม่สนใจที่จะมองดูคนรอบข้าง ไม่สนใจชีวิตของใคร มันคงเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ในความกลัวที่อยู่ในใจฉัน เมื่อได้เข้าไปสัมผัสกับเด็ก ๆ ฉันกลับมีความชุ่มชื่นใจกับความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของพวกเขาซึ่งทำให้มีความหวังว่า

อย่างน้อยฉันจะเป็นส่วนหนึ่งในการต่อเติมความงดงามของเด็ก ๆ ที่มีอยู่ เด็ก ๆ ทุกคนมีความฝัน บางครั้ง ผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจได้ทำร้ายความฝันของพวกเขา ฉันไม่อยากเป็นผู้ใหญ่ เช่นนั้น จึงสนใจที่จะเรียนรู้งานด้านเด็ก ฝึกทักษะ กระบวนการต่าง ๆ ในการทำงานร่วมกับพวกเขา


หมายเหตุ
งานเขียน เรื่อง ชีวิตและกิจกรรม ของ นางสาว กฤษณา สายมาลัย นักศึกษาราชภัฎสกลนคร ก่อนเธอจะผ่านการพิจารณาเป็นอาสาสมัคร มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม รุ่น26


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

7 มีนาคม 2548