|
3 ทศวรรษ ขบวนการชาวนาชาวไร่
กับบทเรียนก้าวสู่กระแสยุคโลกาภิวัตน์
30 ปี ขบวนการชาวนาอีสาน 30 ปี สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย
และอีกกว่าร้อยปีตำนานการต่อสู้ขบวนการผู้มีบุญ หรือ ขบถผีบุญ
ซึ่งล้วนเป็นขบวนการของคนจน คนไร้อำนาจที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ ช่วงชิงและเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐ
กดดัน เรียกร้องและเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลง ให้ชีวิต สิทธิและอำนาจคนจนมีมากขึ้น
แม้ว่านับตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้งสหพันธ์ชาวนาฯ (2519)
จนถึงปัจจุบัน (2547) แกนนำขบวนการคนจน
ชาว นาชาวไร่จะสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินไปมากมายเกือบ 100 ชีวิต
อาทิ ระหว่างปี 2519-2522 เสียชีวิต 48 ราย ระหว่างปี 2545-2547
เสียชีวิต 17 ราย เป็นต้น ทำให้ค้นพบว่าประวัติศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการคนจน
หรือ 3 ทศวรรษ สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย คนจนไม่เคยยอมอ่อนข้อต่ออิทธิพลนายทุน
คนจนยังคงต้องต่อสู้ทวงสิทธิอันชอบธรรมและความเท่าเทียมของปากท้องอันเกิดขึ้นมาจากการปรับโครงสร้างการผลิต
และการพัฒนาจากรัฐ เพราะคนจนคือพลังอำนาจประชาธิปไตย โดยเฉพาะประชาธิปไตยทางตรง
ที่คอยถ่วงดุล ตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาล (จากเอกสารคำประกาศเจตนารมณ์ของขบวนการอีสาน
14 พ.ย.47)
บทสรุปจากเวทีเสวนา ชาวนาร่วมสมัยภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์
เมื่อวันที่ 13-14 พฤศจิกายน 2547 ณ ลานไผทสราญ สุรินทร์
ซึ่งเป็นเวทีทบทวนประวัติศาสตร์การต่อสู้ บทบาทต่อความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาและแนวโน้มการเคลื่อนไหวในอนาคตของขบวนการคนจน
ว่าจะดำเนินไปอย่างไร
แม่ผา
กองธรรม อดีตนักต่อสู้หญิงเลือดชาวนากล่าวถึงบทเรียนและเงื่อนไขการเข้าร่วมขบวนของตนเองในอดีตว่า
เหตุผลการต่อสู้อันยาวนานนั้นเพื่ออะไร หรือได้อะไรบ้างนั้น
จะไม่พูด แต่อยากบอกว่าพวกเราสู้มามาก ในขณะเดียวกันวันนี้สิทธิของเราก็ถูกกลืนไปมากด้วย
ทั้งสิทธิทางสังคม สิทธิในการครอบครองปัจจัยการผลิต รวมทั้งวิถีชีวิตเราเองก็เปลี่ยนแปลงไปมาก
ข้าวไม่ได้ตำ น้ำไม่ได้หาบ ทำให้เข้าใจได้ชัดจนว่า เราไม่สามารถกลับคืนไปสู่สภาพเดิมได้อีกแล้ว
ทำให้คนรุ่นหลังไม่รู้กระบวนการดำเนินชีวิตในอดีตเป็นอย่างไร
ชีวิตเราต่อสู้อย่างไร คนปัจจุบันไม่รู้จักแม้กระทั่งข้าวด้วย
แล้วเราจะสู้กันอย่างไรในอนาคต คิดว่าขบวนการต่อสู้ของเรา
ทั้งเรื่องทรัพยากร ราคาข้าว ทำอย่างไรอย่างพลังอำนาจต่อรองของเราจะกลับคืนมา
ครั้งหนึ่งสมัชชาคนจนได้ลุกขึ้นมาสู้ แต่ปัจจุบันเราถูกกลืนกิน
แยกสลายออกจากกันหมดแล้ว จากนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน ทำให้มองเห็นว่าประชาชนถูกลิดรอนทางความคิด
ทั้งในบ้าน ในเมือง ในกลุ่ม นอกจากนั้นยังถูกกลืนกินทางจิตใจ
ที่ไม่ได้รับการใส่ใจปัญหาด้วย เช่น กรณีเขื่อนราษีไศล เป็นต้น
นายเลื่อน ศรีสุโพธิ์ แกนนำขบวนการชาวนาชาวไร่อีกคนหนึ่ง
ได้กล่าวทบทวนปัญหาของเกษตรกรอันเนื่องมาจากนโยบายของรัฐและแนวทางการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงว่า
กับปัญหาที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันนั้นมี 2-3
ประการ คือ
หนึ่ง
ปัญหาการส่งส่วยให้รัฐ ซึ่งเป็นปัญหาที่หนักมาก เนื่องจากประชาชนถูกรัฐขูดรีดหารายได้ในรูปภาษีต่างๆ
วันละหลายๆ บาท เสียแม้กระทั่งผ่านการซื้อกินซื้อใช้ ดังนั้น
การแก้ปัญหาคนจนต้องลดการดูดขูดรีดส่วนนี้ก่อน
สอง ปัญหาราคาพืชผลภาคการเกษตร ปัจจุบันก็ยังไม่ถูกแก้ไข
เกษตรกรไม่มีอำนาจต่อรองหรือกำหนดราคาผลผลิตได้ เกษตรกรเป็นผู้ผลิตทั้งหมดทุกขั้นตอนการผลิต
พอไปถึงโรงงานนายทุนกลับเป็นคนกำหนดราคา
สาม ปัญหาที่ดินทำกิน ปัจจุบันนี้ที่ดินเป็นของเกษตรกรหรือไม่
? เพราะยอมรับว่ารัฐพยายามกระจายที่ดินให้คนจน แต่มันเข้าถึงประชาชนคนจนชาวนาชาวไร่จริงหรือไม่
? สิทธิเป็นอย่างไร อยู่ในมือเกษตกรอยู่หรือเปล่า เช่น
- ที่ดินเขตป่า ถูกโอนมาเป็นสิทธิของเกษตกรหรือยัง
- ที่ดิน สปก.ให้ที่ดินก็จริง แต่ก็พร้อมที่จะถูกโอนกลับ
- ในขณะที่ รัฐบาลทักษิณ คิดแต่จะหาเงินมาให้ชาวบ้านกู้
ดังนั้น ความทุกข์ของเกษตรกรคืออะไร มันต้องค้นหาปัญหาให้เจอ
ถามพระบอกว่าทำบุญให้มาก ทำแล้วมันหายทุกข์ไหม ?
สี่ ปัญหานายทุนกับรัฐบาลจับมือกัน ทำให้ชาวบ้านต่อสู้ไม่ค่อยชนะ
ยิ่งปัจจุบันนายทุนกับรัฐ คือคนคนเดียวกัน มันยิ่งยากขึ้นหนักขึ้น
ซื้อเสียงแล้วออกนโยบายเองเลย ดังนั้นชาวบ้านต้องมาคิดให้มาก
บทเรียนตั้งแต่ปี 2534 ร่วม 10 กว่าปีมาแล้วที่ตนเองได้บทเรียน
ทั้งแบบรุนแรงและแบบประชาธิปไตย ซึ่งปัจจุบันเราเริ่มปรับตัวสู้แบบสันติวิธีมากขึ้น
แม้ว่ารัฐจะไม่ได้สันติด้วยเลย และถ้าต้องกล่าวถึงพัฒนาการต่อสู้ของเรา
อาจจะแบ่งออกได้ 3 ยุค คือ
ยุคแรก สกย.ยุคนั้นแค่ต้องการจะเคลื่อนไหวเรื่องใด
รัฐก็จะรีบมาแก้ไขปัญหาให้ทันที อย่าง โครงการ คจก. ถือว่าขบวนการเคลื่อนไหวสามารถทำได้สำเร็จมากที่สุด
ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2535 พี่น้อง สกย.สามารถล้มโครงการ คจก.ได้สำเร็จ
จนสามารถกลับไปทำกินในที่ดินตัวเอง หรือในเขตป่าได้
ยุคที่สอง
เป็นรวมตัวกันครั้งใหญ่ครั้งแรกปี 2538 และการเดินเท้าครั้งใหญ่ช่วงปี
2540 เป็นครั้งแรกที่คนจนออกจากบ้านไปสู่กรุงเทพฯ ไปปักหลักหน้าทำเนียบ
ครั้งนี้ก็ยังได้ชัยชนะ ปีนี้เองที่คนจนสู้นานถึง 99 วัน และได้มาซึ่งมติ
ครม. มากที่สุด และปัญหาก็สามารถแก้ได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะปัญหาสำคัญๆ
แต่ที่ยังไม่ได้คือ อำนาจคนจน
สิ่งสำคัญ เราประสบความสำเร็จในแง่ของการทำความเข้าใจต่อสัมคม
ทำให้เราชนะ นั่นก็คือเราได้ สื่อมวลชน นักวิชาการ ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการสื่อกับสาธารณะและเขาเห็นด้วยกับเรา
ยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่ใช้วิธีการกดดันเจรจาเป็นหลัก
การเจรจาส่วนใหญ่กับข้าราชการ จนหลังปี 2544 มานี้ ถือว่าเราไปได้อยู่
แต่ก็เริ่มน้อยลง การทำความเข้าใจกับสาธารณะเริ่มล้มเหลว ความล้มเหลวนี้เริ่มมาตั้งแต่ยุครัฐบาลชวลิต
รัฐบาลชวน มาจนถึงยุครัฐทักษิณ คนจนมีปัญหากับการอธิบายให้สาธารณะเข้าใจมากที่สุด
ด้วยเหตุนี้เราต้องคุยกันให้มาก ว่าอะไรคือสาเหตุของความยากจน
และกลับมาทบทวนตัวเอง เรื่องแรก ชาวนาต้องเปลี่ยนความคิดตัวเองให้ได้ก่อน
ว่าเราถูกครอบงำอย่างไร เช่น ผลผลิตทำเพื่อกิน เหลือกินจึงขาย
และ การต่อสู้ เราต้องสู้เพื่อให้รัฐบาลปรับวิธีคิด วิธีส่งเสริม
อย่ายกย่องแต่คนมีเงินแล้วละเลยคนดี
เรื่องที่สอง พรรคการเมืองของคนจน ของชาวนา ต้องเป็นพรรคการเมืองของชาวนาจริงๆ
ซึ่งสามารถเข้าไปตรวจสอบการเมืองในระบบได้ ถ้าไม่ได้ก็ต้องสร้างการเมืองทางตรงอื่นๆ
เช่น องค์กรชุมชนต้องรวมตัวตรวจสอบอำนาจรัฐให้มากขึ้น และ เรื่องที่สาม
ขบวนการชาวนาชาวไร่ต้องยกระดับการต่อสู้รายคน รายกรณี ขึ้นมาเป็นสถาบันการต่อสู้
เพื่อแก้ปัญหาการถูกลดทอนกระบวนการต่อสู้ และเพื่อให้มีพลัง
มีกลไก มีอำนาจต่อรองมากขึ้น
นายบำรุง
คะโยธา อดีตแกนนำคนสำคัญของ สกย. และสมัชชาคนจน กล่าวถึงขบวนการชาวนาชาวไร่และการบริหารงานของรัฐบาลปัจจุบันว่า
ก่อนอื่น ตนเองขอประณามรัฐบาล ที่เข่นฆ่าประชาชนอย่างไร้สติ
ไร้เหตุผล ในกรณีกรือเซะและตากใบก่อน และคิดว่าประเทศไทยกำลังไร้สติกันมากยิ่งขึ้น
อย่างเมื่อวันที่ 7-12 พ.ย. ที่ผ่านมา กับงานแถลงผลงานรัฐบาล
หรือ มหกรรมจากรากหญ้าสู่รากแก้ว มีการขนคนไปร่วมงานมากมายและใช้จ่ายไปกว่า
200 ล้านบาท ทำให้ตนเองคิดว่าสังคมไทยทุกวันนี้มันมืดบอดทางปัญญากันแล้ว
ยุคนี้กลุ่มทุนบริหารบ้านเมือง เรียกว่าสร้างความเสียหายกับชาติอย่างใหญ่หลวง
ดังนั้น ในอดีตขบวนการประชาชน อย่าง สกย.อ. ที่เกิดขึ้นจาก NGOs
กลุ่มหนึ่งจึงลุกขึ้นสู้ เพื่อต้องการที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายรัฐ
เช่น เรื่อง พ.ร.บ.สภาเกษตรกร ซึ่งเป็นเสมือน พ.ร.บ.ขังเกษตรกร
สกย.อ.ก็ต่อสู้คัดค้าน และหลังยกเลิก พ.ร.บ.เกษตรกรนี้ไปแล้ว
NGOs ก็ยุติบทบาทไป แต่เกษตรกรก็ยังลุกขึ้นมาอีก โดยครั้งนี้ไม่มี
NGOs สู้กับปัญหาของเกษตกร เช่น สู้กับนโยบายส่งเสริมการปลูกมะม่วงหิมพานต์
เนื่องจากนโยบายของรัฐ เป็นนโยบายที่ขาดการมีส่วนร่วมของเกษตรกร
กับสถานการณ์ปัจจุบันประชาชนไม่มีอำนาจต่อรองเลย อ่อนแอมาก
ยิ่งมาเจอกลุ่มประชาชน และ NGOs ที่เลี้ยงตัวเองดี ก็ยิ่งเกิดปัญหาลัทธิป้อมค่ายในหมู่ขบวนการประชาชนอีก
ทำให้ปัจจุบันสมัชชาคนจนไม่มีเรี่ยวแรงไม่มีอำนาจต่อรองเลย เรื่องราคาผลผลิตภาคการเกษตร
เรื่องการต่อสู้กับโลกาภิวัตน์ เช่นที่เกาหลี หรือญี่ปุ่นต่อสู้
ที่นั่นเขาเข้มแข็งมาก
หันมามองงานวันนี้จัดที่สุรินทร์ ไม่มีชาวนาชาวไร่สุรินทร์มาเลย
เข้าใจว่าชาวนากระแสหลักไม่ยอมสู้ ก็ยังดีถ้าจะมีชาวนากลุ่มหนึ่งสู้อยู่
อีกอย่าง ชาวนาในกระแสโลกาภิวัตน์ต้องมองว่าทำอย่างไร ตนเองจึงจะพึ่งพาตัวเองได้มากที่สุด
อย่ามองเลยการส่งออก เพราะมีข้าวกันไม่กี่ไร่ มันไม่มีทางรอด
การหันมาสร้างอนาคตชาวนาต้องสร้างองค์กรให้เข้มแข็ง รับรู้ปัญหาของตัวเองและเครือข่าย
เช่น ปัญหามาจากรัฐ หรือนโยบายของรัฐ เป็นต้น และต้องตอบโต้ต่อรอง
สร้างพันธมิตร สร้างเครือข่าย และแก้ปัญหาที่มาจากการแตกแยก
หลายกลุ่มหลายกก แล้วขาดเอกภาพ ขาดพลังด้วย
นายวีระพล โสภา อดีตประธานเครือขายเหล้าพื้นบ้าน
ย้ำสรุปในตอนท้ายว่า แม้สถานการณ์ปัญหาในอดีตจะไม่คลี่คลาย ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ยิ่งอนาคตอาจจะเลวร้ายยิ่งขึ้น เพราะปัญหายังอยู่ในโครงสร้างเดิม
วังวนปัญหาเดิม ทำให้ไม่รู้ว่าขบวนการชาวไร่ชาวนาจะจมในสภาพเช่นนี้อีกนานเท่าไร
เพราะสิ่งที่ตนเองเห็นคืออำนาจประชาชนเกิดขึ้นแบบวูบวาบ เช่น
ครั้งหนึ่งเคยเรืองอำนาจสุดๆ ในช่วงปี 2538-2539 ที่แกนนำเรามักกล่าวถึง
ปัจจุบันไม่มีต่อรองใดๆ เหลือเลย
รากฐานปัญหามาจากความอ่อนแรงความร่วมมือ
ที่ต้องสู้นอกประเด็นปัญหาตนเอง เนื่องจากส่วนหนึ่งเอาเฉพาะประเด็นปัญหาตนเองมาเคลื่อนไหว
ทำให้เกิดลัทธิป้อมค่ายขึ้น รวมทั้งความขัดแย้งจากความสำเร็จจากการต่อสู้ปัญหาเฉพาะหน้า
ส่วนหนึ่งก็กลัวเสียอำนาจเดิม ทำให้ขบวนการประชาชนก้าวข้ามเครือข่ายไม่ได้
ปิดกั้นกันเองในหมู่ประชาชน ส่วนพันธมิตรอื่นๆ อย่างภาคเมืองก็เข้าไม่ถึง
จึงสร้างพันธมิตรร่วมกันต่อสู้ไม่ได้
ในขณะที่ปัญหาภาคประชาชน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ต้องต่อสู้ยาวนาน
ต่อเนื่อง แต่สายป่านเราสู้ไม่นาน ปัจจุบันรัฐกดราคาผลผลิต กดราค่าแรงพี่น้องไว้
เพื่อตอบสนองภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ส่วนสถานการณ์หนี้สินก็รุนแรง
การแย่งชิงทรัพยากรก็รุนแรง ในขณะที่โลกาภิวัตน์ได้ทำให้ทุกอย่างไม่ฟรีแล้ว
เพราะจะคิดต้นทุน ทั้งค่าน้ำ ค่าดิน ขบวนการคนจนจะสู้อย่างไร
กรณีที่ดินเฉพาะหน้าอาจจะได้ แต่ก็ยังไม่ได้อะไรถ้า โครงสร้างราคาถูกคนอื่นกำหนด
วันหนึ่งที่ดินจะหลุดมือเราไป เหล่าสินทรัพย์ที่ถูกแปลงให้เป็นทุนก็จะถูกโลกาภิวัตน์ดูดเอาไปหมด
แล้วทางออกจะเป็นอย่างไร สาเหตุของปัญหาเพราะเรายอม ยอมให้ผู้นำสังคมไทย
ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์มาบริหารประเทศ และยอมเพราะอยากอาศัยกระแสเศรษฐกิจสร้างฐานะตัวเอง
แต่โชคดีที่ยังมีคนเล็กๆ ต่อสู้ ซึ่งเขาสู้อย่างไรนั้นลองมาพิจาณาดู
รุ่นแรกก่อนปี 2540 (ก่อนแตกแยก) ขบวนการคนจนเข้มแข็งมากนั้น
เพราะ หนึ่ง เขาสลายขั้วทางความคิดออก แล้วมานั่งทบทวนกันกำหนดทิศทาง
สอง สร้างเอกภาพทางความคิด ปัญหานี้เคยทำมามากแล้ว เพื่อให้เป็นหนึ่งเดียว
สาม ช่วยเศรษฐกิจเพื่อนบ้านเพื่อให้เขาสามารถขายข้าวได้ มีเงิน
มีอำนาจซื้อสูง คำถามกับแนวทางปัญหานี้ก็คือ อาจจะซื้อบริการภาคอุตสาหกรรม
ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์คนจน
กระนั้นก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ราคาข้าวเราที่ได้ส่งออกต่างประเทศนั้น
เรามักเข้าใจว่ายิ่งส่งออกยิ่งได้ราคา แต่ความจริงไม่ใช่ประเทศอื่นๆ
เขาก็มีข้าวขายและจะมาขายบ้านเราด้วย ดังนั้นเราจะสู้หรือจะยอมจำนนกัน
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
15 ธันวาคม 2547
|